ภาคที่ 1 สายฝน กะ ร่มเหลือง
ตอนที่1
ท้องฟ้าของย่านวงเวียนใหญ่ใน่เวลาประมาณบ่ายสามโมงกำลังจะมืดครึ้มลงเพราะมีกลุ่มเมฆสีดำก้อนใหญ่ดูทะมึนน่ากลัวกำลังก่อตัวขึ้นและเคลื่อนที่ใกล้เข้ามาส่งสัญญาณเตือนว่าอีกไม่ช้าฝนก็คงจะตกหนักลงมาอย่างแน่นอน คงเป็ธรรมดาในเดือนตุลาคมของประเทศไทยที่เป็่ของปลายฤดูฝนซึ่งใน่นี้พายุฝนคงจะแวะเวียนมาหาให้ทุกคนเย็นชุ่มฉ่ำและให้หายคิดถึงถี่ยิ่งว่าเดือนไหนๆในรอบปี
“ตายๆๆ ต้องไปทำงานก่อนเวลานี่หว่าในวันนี้ ดันตื่นสายซะได้นะเรา”
ชายหนุ่มผมสั้นหน้าตาดีบุคลิกและท่าทางดูซื่อๆเรียบร้อย สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวและพับแขนเสื้อขึ้น เขาสะพายกระเป๋าเป้สีเขียวเข้มพร้อมกับบ่นงึมงำกับตัวเองเบาๆและรีบก้าวเดินลงจากเรือข้ามฝากที่เพิ่งแล่นเข้ามาจอดเทียบโป๊ะที่ท่าเรือคลองสาน ของฝั่งกรุงธนบุรีเขาไม่รอช้าที่จะรีบเดินขึ้นจากโป๊ะท่าน้ำที่กำลังโยกแยกตามแรงกระทบของคลื่นที่สาดโหมข้ามาอันเกิดจากเรือที่แล่นสัญจรไปมาบนแม่น้ำเ้าพระยาแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็เรือยนต์ข้ามฝากเรือขนทรายขนาดใหญ่ เรือด่วนเ้าพระยา หรือแม้แต่เรือรับส่งแขกของบรรดาโรงแรมหรูห้าดาวต่างๆที่มาตั้งฐานปักหลักอยู่ในแถบนี้แทบจะทั้งสิ้น ก่อนที่ชายหนุ่มหน้ามลคนนั้นจะต้องเดินผ่านศูนย์การค้าท่าเรือคลองสานหรือที่ผู้คนแถวนี้เรียกกันติดปากสั้นๆว่า“ตลาดคลองสาน” ที่นี่มีร้านค้าตั้งอยู่มากมายเต็มไปหมดระหว่างสองข้างทางที่เขาจะต้องเดินผ่านออกไป
แน่นอนอยู่แล้วสำหรับตลาดแฟชั่นในยุคปัจจุบันที่จะมีร้านค้าที่ขายเสื้อผ้าสำหรับคุณผู้หญิง ตั้งอยู่เป็จำนวนมาก มากกว่าร้านค้าที่ขายเสื้อผ้าสำหรับผู้ชายหรือร้านค้าที่ขายสินค้าประเภทอื่นๆและแน่นอนเมื่อมีร้านค้าขายเสื้อผ้าสำหรับผู้หญิงแล้วล่ะก็ ย่อมต้องมีลูกค้าที่เป็ผู้หญิงมาเดินดูและเลือกซื้อสินค้ากันอย่างมากมายด้วยเช่นกัน ก็เลยยิ่งทำให้การจราจรของผู้คนที่สัญจรไปมาภายในตรอกของตลาดแห่งนี้ที่เคยแคบเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว ติดขัดเข้าไปอีกอย่างช่วยไม่ได้
ชายหนุ่มคนเดิมที่นั่งเรือข้ามฝากมาเขาคงจะกำลังรีบมากจริงๆเพราะว่าในตอนนี้เขาได้พยายามที่จะเดินแทรกผู้คนที่มีอยู่มากมายในตรอกเพื่อให้ผ่านบริเวณนี้ไปให้ได้ไวๆและเขาก็เริ่มจะรู้สึกหงุดหงิดกับผู้หญิงกลุ่มหนึ่งที่เดินกันอย่างช้าๆอยู่ตรงข้างหน้าเขา พวกเธอกำลังพูดคุยหยอกล้อเล่นกันอย่างเพลิดเพลินและเลือกดูเลือกชมเสื้อผ้ากันอย่างสบายใจ โดยที่ไม่ได้สนใจเลยว่าจะมีใครบางคนที่กำลังรีบเดินอยู่ตรงข้างหลังของพวกเธอ
ชายหนุ่มคนนั้นพยายามที่จะเดินแซงพวกเธอไปให้ได้แต่ก็ไม่เป็ผลเพราะพวกเธอแต่ละนางมีรูปร่างและทรวดทรงองค์เอวที่มีขนาดไซส์จัมโบ้ประมาณน้องๆธิดาช้างกันทั้งนั้นเขาจึงได้แต่เดินตามหลังไปเรื่อยๆเพื่อที่จะหาจังหวะดีๆเดินแซงพวกเธอขึ้นไปให้ได้ จนกระทั่งเขาได้เดินตามสาวๆมาถึงกลางซอยจู่ๆพวกเธอทั้งสามคนที่เดินช้าๆกันอยู่แล้วก็พลันหยุดเดินเอาดื้อๆซะงั้น ทั้งสามสาวกำลังยืนเลือกดูเสื้อผ้าที่อยู่ร้านข้างทางจนขวางทางเดินเข้าเต็มๆจนชายหนุ่มที่เดินตามมาอยู่ด้านหลังและกำลังรีบจะไปทำงาน ถึงกับมีอาการหัวเสียและหงุดหงิดยิ่งขึ้นเข้าไปอีกเขาจึงบ่นพึมพำอย่างลอยๆออกมาเบาๆและลืมตัวไปว่า
“โธ่ จะมาหยุดเลือกซื้อเสื้อผ้าอะไรตอนนี้เนี้ย ฝนก็ใกล้จะตกอยู่แล้วที่บ้านไม่มีเสื้อผ้าใส่กันหรือไงแม่คุณ”
“มีค่ะ!! แต่อยากจะซื้ออีก บ้านรวยมีปัญญาซื้อไม่ทราบว่ามีปัญหาอะไรไหมคะ”
สาวร่างใหญ่สวมแว่นตาขอบหนาเตอะรับกับใบหน้าของเธอที่ดูแล้วยังงั๊ยยังไงก็ไม่น่าที่จะเป็มิตรกับเขามากนัก หนึ่งในสมาชิกสามสาวของกลุ่มที่กำลังเลือกดูเลือกซื้อเสื้อผ้าที่ดันไปขวางทางชายหนุ่มคนนั้นอยู่หันมาตอบอย่างทันควันและพวกของเธอที่เหลือรวมทั้งผู้หญิงคนอื่นๆที่กำลังยืนอยู่ภายในร้านทั้งหมดก็พร้อมใจกันหันมามองหน้าเขาด้วยสายตาที่แส๊น…ที่แสนจะเป็มิตร (ซะเมื่อไหร่)
“อุ้ย ขอโทษครับ ผมคงคิดดังไป เชิญพวกคุณเลือกดูเลือกซื้อเสื้อผ้ากันให้สำราญเบิกบานสราญใจกันต่อเลยนะครับอย่าสนใจผมเลย วันนี้ผมลืมกินยามา ผมเป็คนบ้านะครับ ถ้าไม่ได้กินยาวันไหนปากจะอยู่ไม่นิ่งจะชอบว่าคนอื่นน่ะครับ”
ชายหนุ่มถึงกับสะดุ้งเฮือกและรีบใช้มุขที่ต้องปลอมเป็คนบ้าตอบออกไปทันทีเพื่อเป็การเอาตัวรอดจากสามสาวและคนอื่นๆภายในร้านในขณะที่มือของเขาก็พยายามแหวกขอทาง แล้วรีบเดินหนีออกไปอย่างรวดเร็ว และก็พูดออกมาว่า
“โธ่! ฝากไว้ก่อนเถอะยายแก๊งหมีชบาแก้วโชคดีนะที่วันนี้เราต้องรีบไปทำงานและฝนก็ใกล้จะตกแล้วด้วย เชอะไม่งั้นนะน่าดูเชียว”
ชายหนุ่มบ่นด้วยความแค้น(แต่ทำไมเมื่อกี้ไม่พูดแบบนี้ล่ะ ฮ่าๆ) อันที่จริงแล้วหน้าตาของเขาออกจะดูนิ่งๆซื่อๆดูเหมือนกับคนเรียบร้อยแต่ที่ไหนได้แอบซ่อนความปากจัดและนิสัยที่ดูกวนๆไม่เข้ากับหน้าตาเลย
เมื่อหนุ่มน้อยเอาชีวิตรอดจากสมรภูมิของสาวๆมาได้แล้วเขาก็รีบเดินแทรกผู้คนออกมาด้านหน้าเรื่อยๆจนในที่สุดเขาก็มาถึงหน้าตลาดคลองสานซึ่งด้านหน้าเป็ถนนสายใหญ่ที่มุ่งไปที่ทำงานของเขาได้อย่างสำเร็จ
เขาเดินเลี้ยวซ้ายจากถนนใหญ่ออกมาไม่กี่ก้าวก็เจอกับป้ายรถประจำทางซึ่งอยู่ใกล้ๆกับตลาดคลองสาน ที่ในเวลานี้มีผู้คนมากมายกำลังรอรถเมล์อยู่เป็จำนวนมาก เขาก้มลงดูนาฬิกาที่ล้วงออกมาจากกระเป๋ากางเกงสีดำแต่น่าแปลกที่มันมีแค่ตัวเรือนหน้าปัดเท่านั้น (ไม่มีสายข้อมือ) แล้วก็ทำหน้าตาใแล้วร้องอุทานโวยวายขึ้นมาว่า
“เฮ้ย! จะสี่โมงแล้วเหรอนี่ ทำไมเวลามันเดินเร็วจังวะ ตาย ตาย ตายจะไปทันเข้างานหรือป่าวว้า”
เขาพูดแล้วก็รีบเดินออกไปที่ริมฟุตบาทข้างถนนแล้วก็ชะโงกหน้าออกไปดูรถเมล์สายที่เขา้าจะนั่งไปทำงานซึ่งยังไม่มีวี่แววเลยว่าจะแล่นมาสักคัน และในตอนนี้บนถนนรถก็กำลังติดกันยืดยาวซะด้วยคงจะกลัวฝนที่กำลังใกล้จะตกลงมา ผู้คนต่างก็เลยหันไปใช้รถยนต์ส่วนตัวหรือรถแท็กซี่แทนที่จะเดินหรือขี่มอเตอร์ไซค์ไปไหนมาไหนกัน
“เอาวะ เดินไปก็ได้ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ไม่งั้นมีหวังไปทำงานวันเปิดร้านวันแรกสายแน่ๆเลย”
เขาพูดกับตัวเองแล้วก็รีบเดินจ้ำอ้าวออกไปจากป้ายรถเมล์ในทันทีโดยที่ไม่รอรถเมล์อย่างที่ตั้งใจไว้ในตอนแรกแล้ว
แต่ไม่ทันไรฝนเ้ากรรมที่ตั้งเค้ามาอยู่ก่อนหน้านี้ก็เริ่มโปรยเม็ดลงมาเบาๆทำให้เขาต้องรีบเดินยิ่งขึ้น แบบกึ่งเดินกึ่งวิ่ง (ใส่เกียร์แมว) เพื่อที่จะรีบไปให้ถึงจุดหมายก่อนที่ฝนจะตกหนักลงมามากไปกว่านี้
“ปี้น..!!! ปี้น ..!!”
เสียงแตรรถมอเตอร์ไซค์ที่ขี่เข้ามาเทียบข้างๆเขาแล้วชะลอเครื่องดังขึ้น พร้อมกับเสียงที่เป็มิตระโเข้าถามมาว่า
“ไปไหมน้อง ฝนกำลังจะตกแล้วนะ”
ชายหนุ่มหันไปก็ดีใจที่เห็นคุณลุงท่าทางใจดีสวมเสื้อยืดสีดำเรียกให้ขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ที่แกขี่เข้ามาเทียบเขาจึงรีบบอกคุณลุงไปในทันทีว่า
“ขอบคุณครับลุง ผมจะไปซอยข้างตึกคอนโดเดอะริเวอร์ ลุงผ่านไปทางนั้นเหรอครับ”
เขาพูดจบก็รีบเดินเข้าไปหาคุณลุงด้วยความดีใจแต่ไม่ทันที่เขาจะก้าวขาขึ้นซ้อนท้ายรถ คุณลุงใจดีคนนั้นก็พูดสวนกลับออกมาว่า
“ขึ้นมาเลยหนุ่ม หกสิบบาท ลุงคิดไม่แพง”
ชายหนุ่มได้ฟังคำที่คุณลุงพูดแทบจะเดินถอยหลังกลับออกมาเกือบไม่ทันพร้อมกับพูดออกไปว่า
“โธ่ลุง!! ขี่ไปคนเดียวเลยนะ แพงอ่ะตั้งหกสิบบาทไปใกล้แค่นี้เองเสื้อวินก็ไม่ใส่นะเรา เดี๋ยวถ่ายคลิปฟ้องกรมขนส่งทางบกเลย”
ชายหนุ่มพูดออกมาอย่างหัวเสียที่ตัวเองเกือบจะโดนโก่งราคาค่ารถในขณะที่คุณลุงก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาพร้อมกับขี่รถมอเตอร์ไซค์ออกไปในทันที และได้ชูนิ้วกลางกลับมาให้เขาเอ….สงสัยแกจะชูนิ้วกลางให้เขาเพื่อเป็ขวัญและกำลังใจให้เดินตากฝนต่อไปคนเดียวหรือป่าวหน๊อ (เดินตากฝนต่อไปนะ…..พ่อหนุ่มขี้เหนียว)
“โธ่!!…มาชูนิ้วกลางให้กับเราอีก ดีนะที่เป็คนแก่ไม่งั้นล่ะหึ… แหม มาทำให้เสียเวลาเดินจริงๆเลยนะลุงอ่ะ ฝนก็เริ่มตกลงมาเยอะแล้วด้วย”
เขาบ่นคุณลุงผู้ใจดีแล้วรีบเดินต่อไปจนฝนเริ่มลงหนาเม็ดมากยิ่งขึ้น เขาเลยขยับขาจากที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งอยู่ไปเป็วิ่งอย่างเต็มตัว(ใส่เกียร์หมาแล้วตอนนี้) แต่ไม่นานนักเขาก็ได้ยินเสียง
“ปี้น..!!! ปี้น ..!!”
เสียงแตรรถมอเตอร์ไซค์อีกคันดังขึ้นข้างหลังพร้อมกับเสียงที่ะโเข้ามาถามว่า
“ไปไหมพี่ ฝนกำลังจะตกแล้ว”
“นั่นไง มันมาอีกคันหนึ่งแล้วเหมือนกันเปี๊ยบเลย”
เขาพูดกับตัวเองเบาเบาพร้อมกับหันหลังกลับไปมองเ้าของเสียงที่ชวนเขาขึ้นซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์แล้วเขาก็เห็นชายหนุ่มวัยรุ่นผมแดงตัวผอมๆ มีรอยสักอยู่ตามแขน สวมหมวกกันน็อกแบบครึ่งใบที่มีลายการ์ตูนเป็รูปคิตตี้สีชมพูหวานแหววเข้ากันอย่างมากมายกับใบหน้าที่ดูกวนๆบาทาของเขา (หรอออ) ชายหนุ่มที่กำลังรีบเดินก็เลยพูดออกไปด้วยน้ำเสียงแบบไร้อารมณ์แต่ก็ไม่กล้าพูดกวนๆ(สงสัยไม่กล้าออกตัวแรงเพราะกลัวรอยสัก ทีนี้เขาคงไม่ได้ให้แค่นิ้วกลางแน่ที่ชูกลับมา)ออกไปว่า
“พี่จะไปซอยข้างตึกคอนโดเดอะริเวอร์คิดเท่าไหร่ล่ะน้อง อย่าแพงนักนะ เสื้อวินก็ไม่ใส่มาอีกคนนึงแล้วนะเรา”
“ผมเองพี่น้องที่ทำงานเป็เด็กเสิร์ฟร้านเดียวกับพี่ไง จำได้ป่าว”
ชายหนุ่มที่ขี่มอเตอร์ไซค์มาพูดพร้อมกับส่งรอยยิ้มหวานๆและจอดรถให้เขาขึ้นมานั่งซ้อนท้ายไปทำงานด้วยกัน
แน่นอนเขาคงจะไม่รอช้าโชคดีแค่ไหนแล้วที่ได้เจอกับคนรู้จักเข้า เงินค่ารถก็ไม่ต้องเสียในขณะที่ฝนก็กำลังจะตกหนักลงมาอีกด้วยเขาก็เลยะโขึ้นซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซด์ Stallions Mini Gi0สีเหลืองคันเล็กๆ (อยากรู้ว่าเป็แบบไหนก็เซิร์ทอากู๋หาดูเอาเองนะ)
แล้วทั้งคู่ก็ซิ่งมอเตอร์ไซค์ออกไปพร้อมๆกับฝนที่เริ่มตกลงมาหนาเม็ดมากขึ้นไม่นานนักทั้งคู่ก็มาถึงที่ทำงาน ร้าน เดอะ อ๊อคโทเบอร์ บริสโตร แอนด์ บาร์ (The October Bistro & Bar) ที่อยู่ในซอยเจริญนครสิบสาม ข้างๆตึกคอนโดหรูเลิศอลังการที่มีชื่อว่าเดอะริเวอร์ ที่ซึ่งพวกเขาทำงานกันอยู่นั่นเอง
เมื่อมาถึงที่ลานจอดรถมอเตอร์ไซค์ของพนักงานซึ่งอยู่ข้างๆร้านชายหนุ่มที่ซ้อนท้ายก็ลงมาจากมอเตอร์ไซค์ แล้วเอามือสะบัดและเช็ดน้ำฝนที่ติดอยู่บนผมและที่เสื้อผ้าเพราะโดนฝนที่ตกลงมาเปียกปอนนิดหน่อยตอนที่นั่งมอเตอร์ไซค์มา ก่อนที่จะหันไปบอกเ้าของรถมอเตอร์ไซค์คันเล็กที่ให้นั่งซ้อนท้ายมาทำงานด้วยว่า
“ขอบใจมากนะน้อง เออ!! ชื่ออะไรน่ะเรา ขอโทษด้วย ที่พี่จำชื่อน้องไม่ได้ มัวแต่ทำงานยุ่งๆอยู่”
“อ๋อ ผมพายุครับ ค่ารถสี่สิบบาทพี่”
หนุ่มนักบิดถอดหมวกกันน็อกสีชมพูออกพร้อมกับทวงเงินค่ารถที่เขาเพิ่งจะขี่มาส่งทันที
ชายหนุ่มหน้าตาดีหยุดชะงักและค่อยๆหันไปมองหน้าพายุด้วยสายตาเซ็งๆ(แต่ก็เอาเถอะดีกว่าเดินเปียกฝนมาทำงาน) เขาคงคิดแบบนี้ในแง่บวกก่อนที่จะค่อยๆควักเงินในกระเป๋ากางเกงซึ่งเป็เหรียญบาททั้งหมดออกมานับเพื่อที่จะจ่ายเป็ค่ารถให้กับพายุพร้อมทั้งบ่นงึมงำๆออกมาว่า
“แม่ง ไม่น่าไปถามชื่อมันให้เสียเวลาจำเลยเรา”
“พี่ๆ ผมล้อเล่นน่ะ หยอกๆนี่พี่จะจ่ายตังค์ค่ารถให้ผมจริงๆเหรอครับ ฮ่าๆๆ เป็คนดีจังเลยเน๊อะ พี่ชื่ออะไรอ่ะผมก็ทำงานยุ่งๆอยู่เลยไม่ได้จำชื่อพี่เหมือนกัน”
พายุหนุ่มเด็กแว๊นบอกกับชายคนนั้นก่อนที่จะหยิบเอาผ้าขนหนูฝืนน้อยๆที่เป็รูปลายคิตตี้สีชมพูเหมือนกันที่อยู่ใต้เบาะรถออกมาเช็ดหมวกกันน็อกตัวเองอย่างเบาๆอย่างทะนุถนอม ชายคนนั้นก็เลยหยุดนับเหรียญและหันมายิ้มให้แทนพร้อมกับบอกพายุไปว่า
“ฮ่ะๆๆ โธ่ หยอกเองเหรอนึกว่าจะเจอแต่คนแล้งน้ำใจในวันที่ฝนตกซะแล้ว พี่ชื่อฟ้าครับ เป็บาร์เทนเดอร์”
ฟ้าแนะนำตัวกับพายุแล้วก็พูดขึ้นต่อไปอีกว่า
“ขอบใจมากนะพายุ พี่ต้องรีบเข้าไปตอกบัตรทำงานก่อนนะเดี๋ยวจะสายเอาเสร็จแล้วรีบตามมานะ”
ฟ้าพูดแล้วก็รีบเดินเข้าไปภายในร้านปล่อยให้พายุเช็ดหมวกกันน็อกลายคิตตี้สุดหวงอยู่คนเดียวอย่างไม่สนใจเวลาที่ใกล้จะถึงเวลาเข้างานอยู่ที่ลานจอดรถมอเตอร์ไซค์ท่ามกลางสายฝนที่ได้โหมกระหน่ำลงมาอย่างหนักและไม่ขาดสายในตอนเย็นๆของวันที่หนึ่งตุลาคม