ตอนที่ 140 ปิดตำนานอสูรหมาป่า
เจ้าโปริ่งในร่างอสูรหมาป่าสีชาด ถึงตัวของมันจะปลอมแปลงเป็นอสูรหมาป่าได้อย่างสมบูรณ์แบบแต่นั่นเป็นเพียงแค่รูปกายที่มันสร้างขึ้นจากพลังเวทเท่านั้น เจ้าโปริ่งถึงจะปลอมแปลงเปลี่ยนรูป แต่จิตวิญญาณของมันที่เป็นสไลม์ก็ยังคงเป็นเอกเทศที่ไม่ขึ้นตรงกับรูปลักษณ์ใดๆ
ทันทีที่มันได้รับคำสั่งจากไลท์ ที่เชื้อเชิญให้มันกินพลังเวทของไวทเคานต์นิค ทันใดนั้นเอง ร่างกายภายในและจิตวิญญาณของมัน ได้แยกตัวออกจากร่างของหมาป่าอสูรสีชาดในทันที
มันยอมสละเนื้อหนังบางส่วนที่ยังคงมีพลังเวทของมันไหลเวียนอยู่เพื่อที่จะคงสภาพร่างของอสูรหมาป่าสีชาดเอาไว้ แต่ภายในและจิตวิญญาณของเจ้าโปริ่ง ในตอนนี้กลับกำลังดูดกลืนพลังเวทของไวทเคานต์นิคที่เข้าปะทะอย่างเอร็ดอร่อย เสียยิ่งกว่าที่เคยดูดกลืนพลังเวทของคาห์นเป็นไหนๆ
วูม~
พลังเวทของไวทเคานต์นิคได้กู่ร้องก้องคำราม ตัวของขุนนางวัยกลางคนมั่นอกมั่นใจเป็นอย่างมากที่พลังเวทของตนเอง สามารถที่จะทะลวงผ่านสัตว์อสูรตนนี้ลงได้สำเร็จ
โดยที่ไม่รู้เลยว่า หากหมาป่าสีชาด ไม่กระโจนเข้ามารับ พลังเวททำลายล้างบทนี้ของตนเอง กลุ่มนักผจญภัยและทหารองครักษ์ที่ได้ติดตามมาช่วยเหลือ อาจจะโดนลูกหลงและได้รับผลกระทบจากการโจมตีนี้ไปด้วย
แต่ทว่าพลังเวทของไวทเคานต์นิคที่รุนแรงนี้ก็ได้ถูกอสูรหมาป่าสีชาดรับมันเอาไว้ทั้งหมด คลื่นพลังที่ถาโถมรุนแรงค่อยๆ จางหายไปทีละน้อย โดยที่ไม่มีใครรู้ว่า แท้ที่จริงแล้ว
ด้วยภาพที่ทุกคนกำลังเห็น ที่เห็นว่า อสูรหมาป่าสีชาดกำลังต่อต้านพลังเวทของไวทเคานต์นิคอย่างสุดกำลัง อันที่จริงแล้ว มันไม่ได้ต่อต้าน หากแต่กำลังดูดกลืนพลังเวทมาเป็นของตัวเองอยู่ต่างหาก
และภายในไม่ถึงเสี้ยววินาที หลังจากมันได้ดูดกลืนพลังเวทอันมหาศาลของไวทเคานต์นิคเข้าไปเกือบทั้งหมด...ปรอย~
เจ้าโปริ่งได้สละร่างกายเนื้อของสัตว์อสูรหมาป่าสีชาด เพื่อผละหนีออกจากร่างดังกล่าว เพื่อไปหลบซ่อนตัวไม่ให้ใครพบเห็นได้อย่างแนบเนียน
โดยผู้ที่รอรับเจ้าโปริ่ง ก็ไม่ใช่ใครอื่น หากแต่มันคือ โทมัส จิม เอลล่าและแอล ที่กำลังปลดปล่อยคลื่นป้องกันให้กับเจ้าโปริ่ง คอยคุ้มกันจากพลังเวทของไวทเคานต์นิคที่ยังเหลืออยู่ให้นั่นเอง
เจ้าโปริ่งหนีรอดปลอดภัยแล้วสินะ? ถึงไลท์จะอยู่ห่างออกไปหลายสิบเมตร กอปรกับได้วิ่งเข้ามากั้นนักผจญภัยคนอื่นๆ ไม่ให้โดนลูกหลงจากพลังเวทของไวทเคานต์นิค แต่ตัวเขาก็มองเห็นและรับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมด ผ่านเจ้าโปริ่งร่างแยกที่ซ่อนอยู่ในเสื้อของเขา
เมื่อไลท์ได้รู้เช่นนี้ เขาก็ค่อยๆ ยิ้มออกมา ก่อนจะพึมพำคำพูดดังกล่าวออกมา
‘บทละครอสูรหมาป่าสีชาดแห่งป่าดาราฉายได้จบลงแล้ว’
และเมื่อคำพูดพึมพำของไลท์จบลง ทันใดนั้นเอง คลื่นพลังเวทอันรุนแรงของท่านไวทเคานต์ก็ได้กลืนร่างของอสูรหมาป่าสีชาด จมหายไปกับหมู่มวลคลื่นพลังที่รุนแรงไปในที่สุด
ร่างของได้ถูกเผาทำลาย จนหายไปไม่มีชิ้นดี เมื่อนั้นเอง “ท่านไวทเคานต์นิค ปราบมันได้แล้ว...ท่านไวทเคานต์นิคเอาชนะอสูรหมาป่าสีชาดได้สำเร็จ!” คาห์นและนักผจญภัยคนอื่นๆ ต่างโห่ร้องออกมาด้วยความยินดี
ทุกคนต่างสวมกอดกัน ประหนึ่งว่าในที่สุดพวกเขาก็ร่วมมือกันเอาชนะปีศาจร้ายนี้ลงได้เสียที
หากแต่ไวทเคานต์นิคที่อยู่ตรงนั้น กลับไม่ยินดียินร้ายกับการที่ตนเองได้เอาชนะ อสูรหมาป่าสีชาดตนนี้เลยสักนิด
“พลังเวทของฉันคงจะรุนแรงเกินไป จนเผาทำลายแก่นวิญญาณและซากศพของมันไปเลยหรือนี้?” ไวทเคานต์นิคบ่นเล็กน้อย ด้วยความเสียดาย ที่พลังของตนเอง ได้เผาทำลายซากของหมาป่าสีชาดจนไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยว
ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าไวทเคานต์นิคนั้นต้องการแก่นพลังเวท เพื่อหวังเงินทองจากการปราบสัตว์อสูร
แต่ความเป็นจริงแล้ว ขุนนางวัยกลางคนที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าสมาคมกิลด์นักผจญภัยอยู่ถึงตอนนี้ ก็เพราะเขานั้นรักและชื่นชอบการผจญภัยมากนั่นเอง และสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายของการผจญภัย ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นพวก เขี้ยวของอสูรหรือกรงเล็บ อะไรทำนองนั้น ที่ไวทเคานต์นิคมักจะเก็บสะสมไว้ตามโอกาสเพื่อเป็นสิ่งย้ำเตือนถึงการผจญภัยของตัวเองอยู่เสมอๆ
ทว่า...กลับกันในครั้งนี้ ร่างของอสูรหมาป่าสีชาดไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวใดๆ ให้เป็นความทรงจำในการต่อสู้นี้เลย
ทุกอย่างมลายหายไปจนหมดสิ้น จนไวทเคานต์นิค ทั้งดีใจและผิดหวังไปพร้อมๆ กัน ซึ่งในระหว่างที่ไวทเคานต์นิคกำลังผิดหวังที่ไม่สามารถเก็บของสะสมกลับไปได้นั่นเอง
ทางด้านของคาห์น หัวหน้าหน่วยและเหล่าทหารองครักษ์ก็ได้วิ่งเข้ามาสวมกอดขุนนางวัยกลางคนผู้นี้ด้วยความยินดี
ที่ไวทเคานต์นิคสามารถพิชิตหมาป่าสีชาดลงได้สำเร็จ
“ท่านไวทเคานต์ยังไม่สิ้นลายเลยนะครับ ยังสามารถใช้พลังเวททำลายล้างบทนั้นได้อยู่อีกเหรอครับเนี่ย?!” คาห์นที่เมื่อก่อนเฝ้าติดตามไวทเคานต์นิคมานาน ย่อมเคยเห็นพลังเวททำลายล้างบทนี้มาก่อน
อีกทั้งยังรู้ว่า พลังเวททำลายล้างบทนี้ของท่านไวทเคานต์ ไม่ได้ใช้งานมานานหลายปีแล้ว อาจจะเพราะด้วยอายุและพลังเวทที่ไม่ได้หนุ่มแน่นเหมือนกับแต่ก่อน ทำให้ไวทเคานต์นิคเลือกที่จะไม่ใช้พลังนี้ โดยไม่จำเป็น
ซึ่งการปลดปล่อยพลังเวททำลายล้างบทนี้ ก็เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี จนไวทเคานต์นิคก็ลืมไปแล้วว่าตนเองใช้เวทบทนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อใด
“จริงด้วย เมื่อครู่ฉันกำลังตกอยู่ในอันตราย จึงเผลอใช้พลังเวทบทนั้นออกไป” จากใบหน้าที่ไม่ยินดียินร้ายในตอนแรก เมื่อได้รับฟังคำพูดของคาห์น อดีตลูกน้องคนสนิทที่ได้กล่าวทักถึงพลังเวททำลายล้างที่ตนเอง เลือกที่จะไม่ใช่มันมานานหลายปี ด้วยสาเหตุเพราะพลังเวทนั้น ถึงจะมีอานุภาพทำลายล้างที่รุนแรง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการที่ร่างกายและพลังเวทของไวทเคานต์นิคจะได้รับความเสียหายที่รุนแรงตามไปด้วย
หากแต่ว่า ครานี้ หลังจากปลดปล่อยพลังเวทดังกล่าวออกไป ตัวของไวทเคานต์นิคกลับยังคงรู้สึกเหมือนกับปกติ ร่างกายไม่ได้เหนื่อยล้าจนถึงขั้นหมดสติเหมือนเช่นที่ผ่านๆ มา
ที่ขนาดเพียงแค่ใช้พลังทำลายล้างไปในปริมาณเพียงครึ่งเดียว หากนับจากพลังเวทสูงสุดเมื่อครู่
ตัวของไวทเคานต์นิคยังสลบวูบไปแทบจะในทันที ร่วมไปพลังเวทจะหดหายกลายเป็นคนไร้พลังไปหลายวัน กลับกันในตอนนี้ไวทเคานต์นิคกลับรู้สึกเป็นปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เพียงแค่รู้สึกเหนื่อยและอ่อนล้าเล็กน้อยเท่านั้นเอง
“ท่านไวทเคานต์ ช่วงนี้คงจะกินอิ่มนอนหลับและพักผ่อนเยอะล่ะมั้งครับ ถึงได้กลับมาแข็งแรงได้ดั่งวันวาน” หัวหน้าหน่วยที่ตอนนี้รับหน้าที่แทนคาห์น ได้นำน้ำดื่ม หยิบยื่นให้กับไวทเคานต์นิคได้พัก
ซึ่งไวทเคานต์ก็โบกมือวูบหนึ่ง เพื่อปฏิเสธ เพราะถึงแม้ว่าตนเองจะได้ชื่อว่าเป็นคนปราบพิชิตอสูรหมาป่าสีชาดลงได้สำเร็จ แต่จะไม่พูดถึง ไลท์ที่คอยช่วยหนุนหลังไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด
“ท่านไลท์ปลอดภัยดีไหมครับ?” ไวทเคานต์นิค เข้ามาไถ่ถามถึงความปลอดภัยของไลท์ ที่ตอนนี้ในฝ่ายของไลท์ก็กำลังเผชิญหน้ากับแมทและผู้ติดตามกำลัง ที่ทุกคนต่างกำลังก้มหน้าก้มตาขอโทษขอโพยที่ปล่อยปละละเลยไลท์จนคลาดสายตา จนทำให้ไลท์ต้องเกือบได้รับอันตรายไปเสียยกใหญ่
“ฉันต่างหากที่ต้องขอโทษ เป็นเพราะฉันเอาแต่เก็บพืชผักจนพลัดหลงกับพวกนาย ฉะนั้นนี้ไม่ใช่ความผิดของใคร แต่เป็นฉันคนเดียว” ไลท์ได้หาเหตุผลแก้ตัวเอาไว้นานแล้ว
ฉะนั้นเมื่อทุกคนได้ยินว่า ที่ไลท์ได้ผลัดหลงไปจนถูกอสูรหมาป่าสีชาดเล่นงาน ทั้งหมดเป็นเพราะพ่อครัวหนุ่มมัวแต่เก็บพืชผักในป่าจนเพลินและพลัดหลงกับกลุ่ม ทุกคนจึงพอที่จะเข้าใจได้นั่นเอง
“ถึงแบบนั้นก็เถอะครับ ผมในฐานะผู้เฝ้าประตูของร้านอาหารสามเวลา การที่ปล่อยให้ท่านไลท์ หายไปเช่นนี้ถือเป็นความผิดของผม หากท่านโทมัสและคนอื่นรู้เรื่องนี้ ผมคงต้องถูกดุแน่ๆ” ไม่รู้ว่าแมท ไปโดนโทมัสและจิม สั่งสอนอีท่าไหน...ถึงทำให้ชายหนุ่มเจ้าสำราญอย่างแมท ดูเกรงกลัวทั้งสองคนเอามากๆ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วอายุของแมท ก็มากกว่าโทมัสและจิมอยู่หลายปี
หรือแม้กระทั่งครั้งหนึ่ง แมท เคยปีนเกลียวเรียกคาห์น โดยไม่มีหางเสียงและความเคารพ
“โทมัสและจิม? นายไม่ต้องเป็นห่วง เดี๋ยวฉันไปพูดกับสองคนนั้นให้เข้าใจเอง...ฉันรับรองว่าทั้งสองคนจะไม่กล่าวโทษนายอย่างแน่นอน” ไลท์ตบไหล่ของแมทเบาๆ เพื่อให้จิตใจของอีกฝ่ายสงบ ก่อนจะหันไปตอบคำถามของไวทเคานต์นิคที่ยืนอยู่ด้านข้าง รอให้ไลท์จัดการธุระกับแมทให้เสร็จสรรพก่อนนั่นเอง
“ผมปลอดภัยดีครับ แล้วท่านไวทเคานต์ได้รับบาดเจ็บตรงไหนไหมครับ?” ไลท์ไม่มีทางที่จะได้รับบาดเจ็บอยู่แล้ว เพราะในใต้เสื้อผ้าของเขามีเจ้าโปริ่งร่างแยกที่คอยปกป้องเขาเอาไว้อยู่
อีกทั้ง เจ้าโปริ่งที่จำแลงกายเป็นหมาป่าสีชาด ก็ไม่มีวันที่หันคมเขี้ยวใส่เจ้านายของมันอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ไลท์จะต้องกังวลว่าจะได้รับบาดเจ็บเลยสักนิด
“ขอบคุณท่านไลท์มากๆ จริง หากไม่ได้ท่านไลท์คอยช่วยเหลืออยู่ตลอด ฉันก็คงเอาชนะอสูรหมาป่าสีชาดไม่ได้อย่างแน่นอน” คำพูดของไวทเคานต์ ได้ทำให้กลุ่มนักผจญภัยที่อยู่ใกล้ๆ ต่างหันมามองด้วยความสนอกสนใจ
ท่านไลท์ช่วยเหลือท่านไวทเคานต์ ในการต่อสู้กับอสูรหมาป่าสีชาดอย่างนั้นเหรอ?!
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ขนาดคาห์น แมทและหัวหน้าหน่วยที่รู้จักกับไลท์มากกว่าใครๆ ก็ยังต้องตกตะลึง
“เป็นความจริง...ท่านไลท์เป็นคนช่วยเหลือฉันในการต่อสู้จนสามารถเอาชนะอสูรหมาป่าสีชาดแห่งป่าดาราฉาย เอาไว้มากทีเดียว” ไวทเคานต์ได้บอกเล่าถึงเรื่องราวการต่อสู้ให้กับทุกคนได้รับฟัง เพื่อเป็นการบอกเล่าวีรกรรมอันกล้าหาญของไลท์ ที่ทุกคนเคยมองว่าไลท์เป็นเพียงแค่พ่อครัวคนหนึ่งเท่านั้น
หากแต่อันที่จริง ภายใต้ ผ้ากันเปื้อนสีขาวของพ่อครัวหนุ่ม กลับแฝงไปด้วยพลังเวทที่เกินกว่าจะจินตนาการ ซุกซ่อนเอาไว้อยู่
และเรื่องนี้ก็ได้กล่าวเสริมโดย คาห์น หัวหน้าหน่วยและแมท ที่ฝ่ายหลังอย่างแมทเคยโดยไลท์สั่งสอนต่อหน้าผู้คนนับสิบมาแล้วในอดีตนั่นเอง
“ผมช่วยแค่นิดหน่อยเท่านั้นเองครับ ไม่ได้กล้าหาญเหมือนที่ท่านไวทเคานต์พูดเลยสักนิด” แม้ไลท์จะปฏิเสธและโบกมือไปมาว่าตัวเขาไม่ได้กล้าหาญและแข็งแกร่งดั่งที่ท่านไวทเคานต์ได้บอกเล่า
แต่สำหรับนักผจญภัยหลายร้อยชีวิต ก็รับรู้ว่าไลท์นั้นกำลัง พูดเพื่อถ่อมตัว ซึ่งนี้แหละคือตัวตนที่ทำให้ทุกคนต่างเคารพนับถือไลท์ เสมือนผู้อาวุโสเร้นกาย ตามที่พูดต่อๆ กันมานั่นเอง
อย่างไรก็ตามหลังจากทุกคนกำลังพูดคุยกันถึงวีรกรรมการต่อสู้ของไวทเคานต์นิคกันอย่างเพลิดเพลิน
จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งได้ลอยตามลมเข้ามา
‘บรู๊ว~!’ มันคือเสียงเห่าหอนของหมาป่า
“อสูรหมาป่าสีชาด ยังหลงเหลืออยู่อีกเหรอ?!”
ทุกคนต่างกระโดดเด้ง ด้วยความตกใจ ก่อนจะหันมองไปยังทิศทางของเสียงเห่าหอนที่ได้ยิน
“อสูรหมาป่าสีชาด มันมีลูกด้วยเหรอ?” ไวทเคานต์นิคมองทอดยาวออกไปตามเสียง เฉกเช่นเดียวกับนักผจญภัยคนอื่นๆ
ก่อนจะ ระบุได้ว่า เสียงเห่าหอนที่ได้ยิน คือเสียงของอสูรหมาป่าสีชาด ที่คาดว่าจะเป็นเพียง ลูกๆ ของมัน ที่ยังไม่โตเต็มวัย เผลอๆ อาจจะเป็นแค่วัยกระเตาะเท่านั้น
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
ตารางการลงนิยายเวลา 18.00 หยุดทุกวันพุธครับ
เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ
www.facebook.com/writelazy