"รบกวนกลับไปเดียวนี้ค่ะ"
"เนี๊ยว~"
"ฉันคิดว่าตัวเองพูดภาษาของพวกท่านได้ถูกต้องฟังชัดอยู่นะคะ? "
"เนี๊ยว~"
"ถ้ายังจะ [เนี๊ยว] ใส่อีก เดียวดิฉันจะจับคุณแยกส่วนแล้วลงระบบปฏิบัติการให้ใหม่เองค่ะ"
"... เนี๊ยว เนี่ยว~? "
"งั้นไม่เกรงใจแล้วค่ะ"
ว่าแล้วจาวิสก็เร่งเครื่องเพื่อเตรียมการโจมตีในอีกระดับ
ไนตรัสเร่งความเร็วชั่วคราวถูกเปิดออกใจกลางแผ่นหลังจนชุดเมดสีขาวขาดกระจุยกระจาย
เกิดเสียงระเบิดรุนแรงจนต้นไม้รายรอบหักโค่นลงมา
ร่างของเมดสีขาวพุ่งผ่านป่าที่หนาทึบประดุจขีปนาวุธ
"... ท่านไพไรต์ค่ะ พวกศัตรูกำลังไล่ตามมาตามแผนการค่ะ"
โนอาร์รายงานสถานการณ์พร้อมกับหยุดวิ่งแล้วตั้งท่าเตรียมรับมือ
ถ้าหากเธอเลือกที่จะหลบ ร่างของไพไรต์ที่อยู่ข้างหลังคงได้ขาดออกเป็นสองท่อนจากการโจมตีนี้
เมดแมวตัวน้อยกางมือทั้งสองข้างออก
ระบบวิเคราะห์ภายในเริ่มคำนวณวิถี ทิศทาง และสรุปออกเป็นผลลัพธ์ในการรับมือให้แก่เธอ
มือดาบสีฟ้าของจาวิสพุ่งตรงยื่นออกไปหมายจะแทงทะลุศรีษะของโนอาร์
"วิชาประกบดาบแมวเหมียว~"
ในพริบตานั้นเองที่ฝ่ามือนุ่ม ๆ ซึ่งเต็มไปด้วยขนน่านวยของโนอาร์ได้พุ่งเข้าหากันเพื่อประกบดาบมือของจาวิสเอาไว้
“หึ”
จาวิสพ่นลมหายใจออกจมูกราวกับคาดการเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว
เธอใช้ขาข้างหนึ่งเป็นจุดหมุน แล้วเปลี่ยนรูปแบบการโจมตีกระทันหัน เป็นการใช้ขาซ้ายฟาดตอกส้นลงมาจากข้างบนแทน
โนอาร์รีบหยุดมือตัวเองแล้วฉีกตัวหลบออกมาในทันที
“ไพไรต์! ”
“จาวิส! ”
พรรคพวกของทั้งสองฝ่ายวิ่งตามมาทันแล้ว
“ไพไรต์! วิ่งออกมาทำไม คิดอะไรอยู่นะ? ”
ซุนไกท์พูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยพอใจเท่าไหรนัก
ถึงเขาจะเกลียดผู้รุกราน แต่การแหกกฏที่ถูกตั้งขึ้น มันทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหรนัก ไม่ว่าจะเป็นกฏของฝ่ายไหนก็ตาม
ซุนไกท์เป็นชายที่มีนิสัยซื่อตรงเช่นนั้น
“ดูไปรอบ ๆ ก็น่าจะรู้แล้วนี่”
ไพไรต์พูดเช่นนั้นพร้อมกับส่งสัญญาณสายตาไปให้เพื่อนของเขา
“ที่นี่มัน… หรือว่าแกคิดที่จะ!? ”
เขาเงยหน้ามองไปรอบตัว แล้วก็ทราบได้ทันทีถึงวัตถุประสงค์ของเพื่อนเขา
“จาวิส~ ตอนนี้ดึกมากแล้ว~ พวกเรามาตั้งเต็นท์นอนตรงนี้กันเถอะนะดอง~”
ลิลลี่ออฟซิเดียนส่งเสียงออกมาอย่างร่าเริงพร้อมกับร่อนไปหาหุ่นยนต์เมดของเธอ
เธอไม่ได้สังเกตุหรือตั้งใจฟังในสิ่งที่ไพไรต์กับซุนไกท์กำลังคุยกันอยู่เลยแม้แต่น้อย
“... อันตราย! ”
ในตอนนั้นเองที่ไฮเจนซันไฟล์กรีดเสียงดังลั่น
เธอหมอบตัวเองราบไปกับพื้นก่อนเป็นคนแรก ในขณะที่คนอื่น ๆ ยังคงไม่ทันรู้สึกถึงอันตรายนั้น
แล้วมันก็เกิดขึ้น
แผ่นดินเริ่มเคลื่อนไหว
ไม่สิ
ต้องบอกว่าต้นหญ้าจำนวนมากที่อยู่กับพื้นกำลังเคลื่อนไหวมากกว่า
พวกเขาไม่ทันรู้ตัวเลยว่ากำลังยืนอยู่บนต้นหญ้าที่มีสีเทา
ต้นหญ้าเหล่านั้นเคลื่อนตัวออกจากดิน พวกมันบิดเป็นเกลียวเข้าหากันจนกลายเป็นเชือกธรรมชาติสีเทาที่แข็งแรง
เชือกขดขนาดเล็กเหล่านั้นได้พันรวมกันเป็นเกลียวขนาดใหญ่ที่หนากว่าครึ่งเมตร
เชือกสีเทาเหล่านั้นหดตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็ว และก่อตัวขึ้นสูงเป็นกำแพงสีเทาที่สูงกว่าสิบห้าเมตร
เป็นความสูงในระดับที่พวกเขาไม่สามารถปีนหรือบินข้ามผ่านไปได้ เพราะอาจะโดนระบบป้องกันภัยของโนอาร์โจมตีใส่
“ป่าสีเทา ปากทางเข้าสู่หุบเขาสีชาดอย่างงั้นหรือ…”
ซุนไกท์พึมพำกับตัวเองเบา ๆ เช่นนั้น
ป่าสีเทาคือป่าประหลาดที่เต็มไปด้วยกับดักธรรมชาติ
มันเป็นป่าวงกตที่จะล่อให้สิ่งมีชีวิตที่หลงเข้ามาถูก [ต้นเชือกสีเทา] ล้อมปิดเส้นทางเอาไว้ไม่ให้หนีออกไปได้
มันจะกักขังสิ่งมีชีวิตเอาไว้ข้างในนี้ แล้วเริ่มทำการล่า หรือปล่อยให้อดตายเพื่อให้กลายเป็นสารอาหารแก่พวกมัน
ใช่แล้ว ป่าสีเทาคือป่ากินคนนั่นเอง
แถมยังเป็นป่าที่ยากจะหนีออกไปได้ง่าย ๆ ด้วยกำลัง
เพราะว่ากำแพงธรรมชาตินี้หนาถึงสามเมตร สูงถึงสิบห้าเมตร อีกทั้งมีความแข็งเทียบเท่ากับแผ่นเหล็กหนา
“...ไม่สามารถเจาะทำลายได้ค่ะ”
จาวิสเดินเข้าไปใกล้กำแพงสีเทา แล้วทดลองใช้แสงรังสีจากฝ่ามือเจาะทำลายมันดู
ความร้อนที่แผดเผาจนผิวกำแพงสีเทาลุกไหม้นั้น ดับตัวลงแทบจะในทันที พร้อมกับที่ตัวกำแพงเคลื่อนไหวเข้ามารัดกันอย่างรุนแรงเพื่อปกปิดบาดแผลนั้นเอาไว้
จาวิสรีบดึงมืออกมาก่อนที่แขนของตัวเองจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของกำแพงไป
“ให้ฉันลองเจาะดูมั้ยดอง? ”
“...ไม่น่าจะสำเร็จค่ะ”
ถ้าใช้พลังของลิลลี่ก็น่าจะทำลายกำแพงลงไปได้
แต่เมื่อพิจารณาจากความรวดเร็วในการฟื้นตัวกับความเร็วของฝีเท้าของพวกเขาแล้ว จาวิสพบว่าพวกเขาไม่น่าจะวิ่งออกไปได้เวลาก่อนที่มันจะฟื้นซ่อมแซมตัวเอง
“... พวกคุณรู้วิธีหนีออกไปใช่ไหมคะ? ”
ในตอนนั้นเองที่ดิวซ์หันไปถามไพไรต์ด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกราวกับหุบเขาน้ำแข็ง
สายตาของเธอนั้นให้บอกให้ไพไรต์รู้ ว่าถ้าหากไม่พูดความจริง เธอเล่นงานพวกเขาแน่นอน
“...”
แต่ไพไรต์ไม่ตอบเธอ
“น้องสาวผมถามแกอยู่ ไม่ได้ยินหรือยังไงไอสัตว์หน้าขน! ”
เอซหันหน้าจ้องไปทางไพไรต์ พร้อมกับควบคุมวัตถุทรงไข่จำนวนสามลูก ให้ไปลอยอยู่หน้าเขาเป็นการข่มขู่
ถึงจะยังฟังไม่ออกทุกคำ แต่ไพไรต์ทราบดีว่าอีกฝ่ายกำลังข่มขู่ตัวเองอยู่
แต่ระดับจิตคุกคามของเอซกับดิวซ์ ช่างเล็กกระจ้อยเมื่อเทียบกับภัยคุกคามจากยอดบุรุษบานา ที่เขาเคยเจอมากับตัวเองจากสนามรบนั้น
“... ถ้าอยากให้บอกเส้นทางออก ก็จงบอกมาซะว่า [เหมืองแร่โฮป] มันคืออะไร? ”
ไพไรต์พูดอย่างท้าทายด้วยภาษาของตัวเองเป็นการโต้กลับ
ใช่แล้ว นี่คือวัตถุประสงค์ที่ไพไรต์ล่อพวกเขามาสถานที่อันตรายแห่งนี้
เขาต้องการสร้างสถานการณ์ที่ตัวเองถือไพ่เหนือกว่า เพื่อรีดข้อมูลเกี่ยวกับ [เหมืองแร่โฮป] ออกมาจากพวกเขา
ไพไรต์คิดเช่นนั้น
ซึ่งแน่นอนว่าคำถามของไพไรต์นั้น---
“ฟังไม่ออก! ”
อีกฝ่ายก็ไม่สามารถแปลข้อความที่เขาพูดทั้งหมดได้เช่นกัน...
สุดท้ายพวกเขาก็ให้จาวิสกับโนอาร์ช่วยกันเป็นคนกลางแปลภาษาให้ จนสามารถสื่อสารกันเข้าใจได้สำเร็จ
“เหมืองแร่โฮปอย่างงั้นหรือ? ”
โฮปพูดด้วยใบหน้าที่ราวกับกำลังกลืนยาขมลงคอไป
ถ้าหากจะมีใครรู้ดีที่สุดในกลุ่มเกี่ยวกับเหมืองแร่ คงจะมีแต่โฮปเท่านั้น
แต่เขาเองก็ถูกหลอกทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรมมาอีกที เลยไม่สามารถให้คำตอบที่เป็นรูปธรรมชัดเจนกับไพไรต์ได้อยู่ดี
แค่เรื่องที่ว่าชื่อเหมืองแร่จะใช้ชื่อของเขาตั้งนั้น เขายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ
เขารู้แค่ว่ามันกำลังจะถูกทำให้เป็นเหมืองแร่ตามชื่อนั่นละ
“ถ้าไม่พูด งั้นจงถูกขังอยู่ในป่าสีเทาจนตายไปด้วยกันซะเถอะ”
ไพไรต์ยังคงยื่นคำข่มขูออกไปไม่หยุด
“คือว่า---”
โฮปทำท่าจะให้คำตอบในสิ่งที่เขารู้
“เออ… ป่ามันเคลื่อนไหวอยู่หรือเปล่า ปิว~? ”
แต่ในตอนนั้นเองที่ภูติน้อยหัวเงินส่งเสียงดังแทรกขึ้นมา
เยลโล่ชี้ไปทางกำแพงธรรมชาติสีเทาตรงหน้าด้วยสีหน้าราวกับคนที่กำลังเห็นผี
กำแพงสีเทาที่ก่อตัวขึ้นเมื่อกี้ มันกำลังค่อย ๆ ขยับบีบเข้ามาหาพวกเขาอย่างรวดเร็ว
“ชิ… เริ่มออก [ล่า] แล้วหรือ”
ไพไรต์เดาะลิ้นอย่างไม่ค่อยพอใจเท่าไหรนัก
เขารีบออกตัววิ่งทันที
“เดียวสิ! ”
เนื่องจากไม่ใช่คนท้องถิ่น โฮปจึงรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหรนักที่จะถูกทิ้งเอาไว้อยู่ตรงนี้
แน่นอนว่าคนอื่นรวมไปถึงเอซที่หยิ่งในศักดิ์ศรีเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน
ดังนั้นพวกเขาจึงวิ่งตามกลุ่มของไพไรต์ วิ่งเข้าไปในส่วนลึกของป่ามากขึ้นกว่าเดิมอย่างจำยอมเช่นนั้น
“ลี่ ทุกคน ระวังให้ดีน่ะ ป่าสีเทามันคิดจะ [ล่า] พวกเราเป็นอาหาร! ”
โทแพนส่งเสียงดังเตือนพวกเขา
ตอนนี้คือยามราตรีที่โลกถูกความมืดปกคลุมเอาไว้
แสงจากดวงจันทร์ทั้งสามดวง ทำให้พวกเขามองเห็นผืนป่าที่กำลังเริ่มโจมตีใส่พวกเขา
นอกจากกำแพงธรรมชาติที่กำลังหดตัวและปิดเส้นทางหนีแล้ว ตรงหน้าของพวกเขายังมีพืชพรรณอีกมากมายที่กำลังเริ่มขยับตัวอย่างที่เธอได้เตือนเอาไว้
พื้นหญ้าด้ายดำที่เคยเป็นเพียงแค่พุ่มไม้ กลับขดตัวกลายเป็นแส้มีชีวิตที่เคลื่อนไหวได้
มันตวัดไปมารอบตัว ราวกับหนวดปลาหมึกที่พยายามจะรัดเหยื่ออันโอชะไม่ให้ดิ้นรนหนีไปไหน
“อันตราย! ”
เอซส่งเสียงเตือนดังลั่น พร้อมกับชักมีดคู่ในมือออกมาตัดแส้เหล่านั้นที่กำลังฟาดเข้าใส่ดิวซ์
“...ขอบคุณค่ะพี่”
แต่การโจมตียังไม่จบเพียงเท่านั้น
เพราะในตอนนั้นเองที่หญ้าหอกตามใต้ต้นไม้ใหญ่นั้น ได้พุ่งตัวเข้าใส่พวกเขาอย่างรุนแรงราวกับเป็นกระสุนปืนกล
“บาเรียลมประสาน! ”
ภูติน้อยสองคนในกลุ่มรีบยื่นมือออกไปข้างหน้า พร้อมกับกางม่านอากาศที่รุนแรงออกมา
กระแสลมพายุได้โหมกระหน่ำผ่านตรงหน้าพวกเขา พร้อมกับพัดเอากระสุนต้นหญ้าปลายแหลมจำนวนมากไปด้วยกัน
“คราวนี้เป็นไฟค่ะ! ”
คราวนี้เป็นต้นไม้ใหญ่ใบสีแดงที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง
มันคือต้นไม้ที่พวกเขาเคยมีประสบการณ์ตรง ว่าห้ามไปกระเทาะเปลือกมันออกมา เพราะจะทำให้เกิดไฟลุกไหม้ขึ้นมาได้
แต่ทั้งที่ไม่มีใครไปทำอะไรมัน ต้นสีแดงเหล่านั้นกลับกระเทาะเปลือกตัวเองลงมาได้อย่างน่าประหลาด
ผิวที่แห้งกรังสีน้ำตาลได้หลุดลอกลงมา พร้อมกับมีน้ำเลี้ยงสีดำคล้ายน้ำมันไหลเยิ้มเป็นสายฝน
น้ำเลี้ยงนั้นพุ่งออกมาจากเปลือกอย่างรุนแรงอันเนื่องจากสภาวะแรงดันที่แตกต่าง
แรงเสียดสีชั่วพริบตานั้น ทำให้เกิดเป็นประกายไฟขนาดเล็ก จนน้ำสีดำลุกไหม้อย่างรุนแรง
มันลุกไหม้จนกลายเป็นทะเลเพลิงที่ล้อมกรอบพวกเขาเอาไว้
“ทะ ทำยังไงดี! ไพไรต์! นี่เป็นเพราะนายหาเรื่องใส่ตัวแท้ ๆ เลยนะ! ”
ซุนไกท์เริ่มแสดงความไม่พอใจใส่ไพไรต์
“… ของแค่นี้จัดการง่ายนิดเดียวเอง”
ไพไรต์กระโดดขึ้นสูง แล้วใช้ดาบสีขาวในมือฟันใส่ใบไม้สีแดงของต้นไม้ที่เป็นสาเหตุทะเลเพลิงนี้
ใบไม้สีแดงจำนวนมากได้ขาดครึ่ง พร้อมกับปล่อยละอองสีขาวลงมาเป็นจำนวนมากจากข้างในเปลือกของใบไม้
ละอองนั้นทับถมลงบนสารเหลวสีดำ ก่อนจะเกิดปฏิกิริยาเคมีจนพวกมันจับตัวเป็นก้อนแข็งสีดำไปแทน
เมื่อไม่มีเชื้อเพลิง การลุกลามของไฟจึงเริ่มเบาบางลงจนกระทั้งดับไปเองในท้ายที่สุด
“เหวอ! ต้นหญ้าด้ายดำโจมตีใส่อีกแล้วดอง! แถมคราวนี้มาพร้อมกับอาวุธด้วยดอง! ”
แต่ดูเหมือนว่าป่ายังไม่คิดที่จะให้พวกเขาได้หยุดพักผ่อนหายใจ
ต้นหญ้าด้ายดำที่กลายเป็นหนวดปีศาจไปแล้วนั้น กำลังใช้แส้ที่อันตรายของมันรัดหญ้าดาบที่ขึ้นอยู่เรียงรายมาเป็นอาวุธในการโจมตี
หญ้าดาบคือต้นหญ้าประหลาดที่มีใบคมกริบราบเป็นใบมีดนั่นเอง
“... รุนแรงกว่าที่คิดอีกแฮะ เพราะว่ามีคนเป็นจำนวนมากเช่นนั้นหรือ? ”
ไพไรต์พึมพำกับตัวเอง พร้อมกับใช้ดาบสีดำและสีขาวในมือทำลายต้นหญ้าด้ายดำที่โจมตีใส่เขา
ป่าสีเทานั้นเป็นที่รู้จักกันดีในเผ่ามนุษย์สัตว์ ว่าเป็นป่าแห่งการล่าที่มีพืชพรรณเป็นผู้ล่า
ทั้งที่มีต้นไม้เหมือนพื้นที่อื่นของทวีป แต่กลับมีเฉพาะส่วนนี้เท่านั้น ที่พอตกกลางคืนแล้วป่าจะมีชีวิตขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาด
ไพไรต์เคยมาเก็บของป่าแถบนี้กับบิดาของเขาครั้งหนึ่งในตอนที่ยังเป็นเด็กเล็ก
แต่ในความทรงจำของเขานั้น เขาจำได้ว่าป่าแห่งไม่เคยอาละวาดหนักขนาดนี้มาก่อน
เพราะถ้ามันอาละวาดหนักขนาดนี้ เขาคงไม่พามาที่นี่หรอก เพราะมันจะเป็นอันตรายกับชีวิตของเขาเองด้วย
แต่จะมานึกเสียใจตอนนี้ก็คงสายไปแล้ว
““อันตรายค่ะ”
“!? ”
มีมือสีเขียวขนาดใหญ่พุ่งมาขวางทางด้านขวาของเขา
สิ่งนั้นจับหญ้าดาบเอาไว้ด้วยมือเปล่าจนมีเลือดสีดำไหลออกมาเป็นทางยาว
เพราะว่ามัวแต่คิดเรื่อยเปื่อยในระหว่างการต่อสู้ เลยเกือบทำให้ตัวเองถูกดาบเล่มนั้นเสียบทะลุหัวไปแล้ว
“...”
ไพไรต์ถึงกับพูดไม่ออกที่ตัวเองรอดชีวิตมาได้อย่างเส้นยาแดงผ่าแปด
แถมคนที่ช่วยชีวิตของเขานั้น ยังเป็น [พรุน] สตรีเผ่ายักษ์ที่เขาเรียกว่าพวก [อสูรกาย] ที่เขาชิงชัง
เธอออกแรงบีบจนต้นหญ้าดาบแตกละเอียดคาฝ่ามือ ก่อนจะมีแสงสีฟ้าส่องประกายขึ้นบนแหวนเวทมนตร์ที่,มือขวา แล้วเกิดเป็นเปลวไฟอ่อน ๆ ลุกลามไปตามเส้นสีดำที่ผูกติดกับต้นหญ้าดาบเล่มนั้น
พุ่มหญ้าด้ายดำถูกเปลวไฟของพรุนแผดเผาจนลุกไหม้เป็นเถ้าถ่านไป
“พรุนใช้เวทมนตร์ได้แล้วหรือดอง!? ”
“... พึ่งทำได้แค่สร้างไฟนิดหน่อยเท่านั้นค่ะ แถมยัง… เหนื่อยสุด ๆ ไปเลยค่ะ”
พรุนกล่าวเช่นนั้นด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย
ส่วนทางด้านไพไรต์นั้น เขายังคงฟาดฟันกับการโจมตีจากทางขวาด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
ถึงจะไม่มีคำพูดขอบคุณออกมาจากปากของไพไรต์ แต่ภายในใจของเขากลับกำลังโต้แย้งให้เขาพูดออกไป
เขาคือคนที่พยายามลากพวกเธอมาพบกับอันตราย?
เขาคือคนที่พยายามจะฆ่าพวกเธอมิใช่หรือ?
แล้วทำไมถึงช่วยชีวิตของเขาเอาไว้กันละ?
ไพไรต์ไม่อาจหาคำตอบของการกระทำนั้นให้กับตัวเองได้
ไพไรต์คิดเช่นนั้นไปตลอดเส้นทางที่พวกเขาวิ่งหลบการโจมตีของป่า
พวกเขาต่อสู้กับการไล่ล่าของป่า จนกระทั้งแสงของพระอาทิตย์วันใหม่ได้สาดส่องมาสู่ผิวโลก
“หยุดแล้วดอง? ”
ยามเมื่อต้นไม้ต้องแสงตะวันสีเขียว พวกมันก็หยุดเคลื่อนไหวแทบจะในทันที
“ได้พักสักที เหนื่อยแทบตัวขาดแล้ว… อยากอาบน้ำชะมัด”
ไฮเจนบ่นเป็นหมีกินผึ้งเพราะการต่อสู้ในครั้งนี้ มันทำให้ขนแสนสวยของเธอต้องสกปรกอีกครั้ง
“ขอบคุณมากค่ะ โนอาร์ จาวิส”
พรุนหันไปกล่าวขอบคุณสองสาวเมดประจำกลุ่ม
เพราะมีมากกว่า 70% ที่พวกเขาได้สองสาวเมดช่วยชีวิตเอาไว้ ในตอนที่เจอกับการโจมตีถึงตายจากป่าเมื่อกี้
“...ชิบหาย”
แต่ทว่าท่ามกลางเสียงของผู้คนที่ผ่อนคลายอารมณ์นั้น กลับมีคนหนึ่งที่ส่งเสียงตกใจออกมา
คนนั้นคือตัวไพไรต์เอง
เขายังไม่ได้เตรียมตัวมาพร้อมเพื่อที่จะเข้ามาลึกขนาดนี้
เขารู้ตัวดีว่ายังมีฝีมือไม่พอจะมาท้าทายสถานที่แห่งนี้
และเข้าไม่ได้ต้องการที่จะพาโทแพนเข้ามาที่นี่เลยแม้แต่น้อย
ตรงหน้าของเขานั้นมีโครงกระดูกสัตว์ของผู้ท้าทายป่าแห่งนี้สุมกองเอาไว้อยู่เป็นจำนวนมาก
และหากมองเลยออกไป ก็จะพบกับแนวหน้าผาสีแดงที่กำลังส่งควันร้อนระอุออกมา
มันคือหนึ่งในพื้นที่บททดสอบที่โนอาร์ได้มอบให้กับเขา
ใช่แล้ว ไพไรต์ได้นำทางพวกเขามาถึง [หุบเขาสีชาด] โดยที่ไม่ทันได้รู้ตัวไปเสียแล้ว