Pioneer Era

    ตอนที่ 31 ป่าสีเทา

    "รบกวนกลับไปเดียวนี้ค่ะ"

    "เนี๊ยว~"

    "ฉันคิดว่าตัวเองพูดภาษาของพวกท่านได้ถูกต้องฟังชัดอยู่นะคะ? "

    "เนี๊ยว~"

    "ถ้ายังจะ [เนี๊ยว] ใส่อีก เดียวดิฉันจะจับคุณแยกส่วนแล้วลงระบบปฏิบัติการให้ใหม่เองค่ะ"

    "... เนี๊ยว เนี่ยว~? "

    "งั้นไม่เกรงใจแล้วค่ะ"

    ว่าแล้วจาวิสก็เร่งเครื่องเพื่อเตรียมการโจมตีในอีกระดับ

    ไนตรัสเร่งความเร็วชั่วคราวถูกเปิดออกใจกลางแผ่นหลังจนชุดเมดสีขาวขาดกระจุยกระจาย

    เกิดเสียงระเบิดรุนแรงจนต้นไม้รายรอบหักโค่นลงมา

    ร่างของเมดสีขาวพุ่งผ่านป่าที่หนาทึบประดุจขีปนาวุธ

    "... ท่านไพไรต์ค่ะ พวกศัตรูกำลังไล่ตามมาตามแผนการค่ะ"

    โนอาร์รายงานสถานการณ์พร้อมกับหยุดวิ่งแล้วตั้งท่าเตรียมรับมือ

    ถ้าหากเธอเลือกที่จะหลบ ร่างของไพไรต์ที่อยู่ข้างหลังคงได้ขาดออกเป็นสองท่อนจากการโจมตีนี้

    เมดแมวตัวน้อยกางมือทั้งสองข้างออก

    ระบบวิเคราะห์ภายในเริ่มคำนวณวิถี ทิศทาง และสรุปออกเป็นผลลัพธ์ในการรับมือให้แก่เธอ

    มือดาบสีฟ้าของจาวิสพุ่งตรงยื่นออกไปหมายจะแทงทะลุศรีษะของโนอาร์

    "วิชาประกบดาบแมวเหมียว~"

    ในพริบตานั้นเองที่ฝ่ามือนุ่ม ๆ ซึ่งเต็มไปด้วยขนน่านวยของโนอาร์ได้พุ่งเข้าหากันเพื่อประกบดาบมือของจาวิสเอาไว้

    “หึ”

    จาวิสพ่นลมหายใจออกจมูกราวกับคาดการเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว

    เธอใช้ขาข้างหนึ่งเป็นจุดหมุน แล้วเปลี่ยนรูปแบบการโจมตีกระทันหัน เป็นการใช้ขาซ้ายฟาดตอกส้นลงมาจากข้างบนแทน

    โนอาร์รีบหยุดมือตัวเองแล้วฉีกตัวหลบออกมาในทันที

    “ไพไรต์! ”

    “จาวิส! ”

    พรรคพวกของทั้งสองฝ่ายวิ่งตามมาทันแล้ว

    “ไพไรต์! วิ่งออกมาทำไม คิดอะไรอยู่นะ? ”

    ซุนไกท์พูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยพอใจเท่าไหรนัก

    ถึงเขาจะเกลียดผู้รุกราน แต่การแหกกฏที่ถูกตั้งขึ้น มันทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหรนัก ไม่ว่าจะเป็นกฏของฝ่ายไหนก็ตาม

    ซุนไกท์เป็นชายที่มีนิสัยซื่อตรงเช่นนั้น

    “ดูไปรอบ ๆ ก็น่าจะรู้แล้วนี่”

    ไพไรต์พูดเช่นนั้นพร้อมกับส่งสัญญาณสายตาไปให้เพื่อนของเขา

    “ที่นี่มัน… หรือว่าแกคิดที่จะ!? ”

    เขาเงยหน้ามองไปรอบตัว แล้วก็ทราบได้ทันทีถึงวัตถุประสงค์ของเพื่อนเขา



    “จาวิส~ ตอนนี้ดึกมากแล้ว~ พวกเรามาตั้งเต็นท์นอนตรงนี้กันเถอะนะดอง~”

    ลิลลี่ออฟซิเดียนส่งเสียงออกมาอย่างร่าเริงพร้อมกับร่อนไปหาหุ่นยนต์เมดของเธอ

    เธอไม่ได้สังเกตุหรือตั้งใจฟังในสิ่งที่ไพไรต์กับซุนไกท์กำลังคุยกันอยู่เลยแม้แต่น้อย

    “... อันตราย! ”

    ในตอนนั้นเองที่ไฮเจนซันไฟล์กรีดเสียงดังลั่น

    เธอหมอบตัวเองราบไปกับพื้นก่อนเป็นคนแรก ในขณะที่คนอื่น ๆ ยังคงไม่ทันรู้สึกถึงอันตรายนั้น

    แล้วมันก็เกิดขึ้น

    แผ่นดินเริ่มเคลื่อนไหว

    ไม่สิ

    ต้องบอกว่าต้นหญ้าจำนวนมากที่อยู่กับพื้นกำลังเคลื่อนไหวมากกว่า

    พวกเขาไม่ทันรู้ตัวเลยว่ากำลังยืนอยู่บนต้นหญ้าที่มีสีเทา

    ต้นหญ้าเหล่านั้นเคลื่อนตัวออกจากดิน พวกมันบิดเป็นเกลียวเข้าหากันจนกลายเป็นเชือกธรรมชาติสีเทาที่แข็งแรง

    เชือกขดขนาดเล็กเหล่านั้นได้พันรวมกันเป็นเกลียวขนาดใหญ่ที่หนากว่าครึ่งเมตร

    เชือกสีเทาเหล่านั้นหดตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็ว และก่อตัวขึ้นสูงเป็นกำแพงสีเทาที่สูงกว่าสิบห้าเมตร

    เป็นความสูงในระดับที่พวกเขาไม่สามารถปีนหรือบินข้ามผ่านไปได้ เพราะอาจะโดนระบบป้องกันภัยของโนอาร์โจมตีใส่

    “ป่าสีเทา ปากทางเข้าสู่หุบเขาสีชาดอย่างงั้นหรือ…”

    ซุนไกท์พึมพำกับตัวเองเบา ๆ เช่นนั้น

    ป่าสีเทาคือป่าประหลาดที่เต็มไปด้วยกับดักธรรมชาติ

    มันเป็นป่าวงกตที่จะล่อให้สิ่งมีชีวิตที่หลงเข้ามาถูก [ต้นเชือกสีเทา] ล้อมปิดเส้นทางเอาไว้ไม่ให้หนีออกไปได้

    มันจะกักขังสิ่งมีชีวิตเอาไว้ข้างในนี้ แล้วเริ่มทำการล่า หรือปล่อยให้อดตายเพื่อให้กลายเป็นสารอาหารแก่พวกมัน

    ใช่แล้ว ป่าสีเทาคือป่ากินคนนั่นเอง

    แถมยังเป็นป่าที่ยากจะหนีออกไปได้ง่าย ๆ ด้วยกำลัง

    เพราะว่ากำแพงธรรมชาตินี้หนาถึงสามเมตร สูงถึงสิบห้าเมตร อีกทั้งมีความแข็งเทียบเท่ากับแผ่นเหล็กหนา

    “...ไม่สามารถเจาะทำลายได้ค่ะ”

    จาวิสเดินเข้าไปใกล้กำแพงสีเทา แล้วทดลองใช้แสงรังสีจากฝ่ามือเจาะทำลายมันดู

    ความร้อนที่แผดเผาจนผิวกำแพงสีเทาลุกไหม้นั้น ดับตัวลงแทบจะในทันที พร้อมกับที่ตัวกำแพงเคลื่อนไหวเข้ามารัดกันอย่างรุนแรงเพื่อปกปิดบาดแผลนั้นเอาไว้

    จาวิสรีบดึงมืออกมาก่อนที่แขนของตัวเองจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของกำแพงไป

    “ให้ฉันลองเจาะดูมั้ยดอง? ”

    “...ไม่น่าจะสำเร็จค่ะ”

    ถ้าใช้พลังของลิลลี่ก็น่าจะทำลายกำแพงลงไปได้

    แต่เมื่อพิจารณาจากความรวดเร็วในการฟื้นตัวกับความเร็วของฝีเท้าของพวกเขาแล้ว จาวิสพบว่าพวกเขาไม่น่าจะวิ่งออกไปได้เวลาก่อนที่มันจะฟื้นซ่อมแซมตัวเอง

    “... พวกคุณรู้วิธีหนีออกไปใช่ไหมคะ? ”

    ในตอนนั้นเองที่ดิวซ์หันไปถามไพไรต์ด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกราวกับหุบเขาน้ำแข็ง

    สายตาของเธอนั้นให้บอกให้ไพไรต์รู้ ว่าถ้าหากไม่พูดความจริง เธอเล่นงานพวกเขาแน่นอน

    “...”

    แต่ไพไรต์ไม่ตอบเธอ

    “น้องสาวผมถามแกอยู่ ไม่ได้ยินหรือยังไงไอสัตว์หน้าขน! ”

    เอซหันหน้าจ้องไปทางไพไรต์ พร้อมกับควบคุมวัตถุทรงไข่จำนวนสามลูก ให้ไปลอยอยู่หน้าเขาเป็นการข่มขู่

    ถึงจะยังฟังไม่ออกทุกคำ แต่ไพไรต์ทราบดีว่าอีกฝ่ายกำลังข่มขู่ตัวเองอยู่

    แต่ระดับจิตคุกคามของเอซกับดิวซ์ ช่างเล็กกระจ้อยเมื่อเทียบกับภัยคุกคามจากยอดบุรุษบานา ที่เขาเคยเจอมากับตัวเองจากสนามรบนั้น

    “... ถ้าอยากให้บอกเส้นทางออก ก็จงบอกมาซะว่า [เหมืองแร่โฮป] มันคืออะไร? ”

    ไพไรต์พูดอย่างท้าทายด้วยภาษาของตัวเองเป็นการโต้กลับ

    ใช่แล้ว นี่คือวัตถุประสงค์ที่ไพไรต์ล่อพวกเขามาสถานที่อันตรายแห่งนี้

    เขาต้องการสร้างสถานการณ์ที่ตัวเองถือไพ่เหนือกว่า เพื่อรีดข้อมูลเกี่ยวกับ [เหมืองแร่โฮป] ออกมาจากพวกเขา

    ไพไรต์คิดเช่นนั้น

    ซึ่งแน่นอนว่าคำถามของไพไรต์นั้น---

    “ฟังไม่ออก! ”

    อีกฝ่ายก็ไม่สามารถแปลข้อความที่เขาพูดทั้งหมดได้เช่นกัน...



    สุดท้ายพวกเขาก็ให้จาวิสกับโนอาร์ช่วยกันเป็นคนกลางแปลภาษาให้ จนสามารถสื่อสารกันเข้าใจได้สำเร็จ

    “เหมืองแร่โฮปอย่างงั้นหรือ? ”

    โฮปพูดด้วยใบหน้าที่ราวกับกำลังกลืนยาขมลงคอไป

    ถ้าหากจะมีใครรู้ดีที่สุดในกลุ่มเกี่ยวกับเหมืองแร่ คงจะมีแต่โฮปเท่านั้น

    แต่เขาเองก็ถูกหลอกทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรมมาอีกที เลยไม่สามารถให้คำตอบที่เป็นรูปธรรมชัดเจนกับไพไรต์ได้อยู่ดี

    แค่เรื่องที่ว่าชื่อเหมืองแร่จะใช้ชื่อของเขาตั้งนั้น เขายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ

    เขารู้แค่ว่ามันกำลังจะถูกทำให้เป็นเหมืองแร่ตามชื่อนั่นละ

    “ถ้าไม่พูด งั้นจงถูกขังอยู่ในป่าสีเทาจนตายไปด้วยกันซะเถอะ”

    ไพไรต์ยังคงยื่นคำข่มขูออกไปไม่หยุด

    “คือว่า---”

    โฮปทำท่าจะให้คำตอบในสิ่งที่เขารู้

    “เออ… ป่ามันเคลื่อนไหวอยู่หรือเปล่า ปิว~? ”

    แต่ในตอนนั้นเองที่ภูติน้อยหัวเงินส่งเสียงดังแทรกขึ้นมา

    เยลโล่ชี้ไปทางกำแพงธรรมชาติสีเทาตรงหน้าด้วยสีหน้าราวกับคนที่กำลังเห็นผี

    กำแพงสีเทาที่ก่อตัวขึ้นเมื่อกี้ มันกำลังค่อย ๆ ขยับบีบเข้ามาหาพวกเขาอย่างรวดเร็ว

    “ชิ… เริ่มออก [ล่า] แล้วหรือ”

    ไพไรต์เดาะลิ้นอย่างไม่ค่อยพอใจเท่าไหรนัก

    เขารีบออกตัววิ่งทันที

    “เดียวสิ! ”

    เนื่องจากไม่ใช่คนท้องถิ่น โฮปจึงรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหรนักที่จะถูกทิ้งเอาไว้อยู่ตรงนี้

    แน่นอนว่าคนอื่นรวมไปถึงเอซที่หยิ่งในศักดิ์ศรีเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน

    ดังนั้นพวกเขาจึงวิ่งตามกลุ่มของไพไรต์ วิ่งเข้าไปในส่วนลึกของป่ามากขึ้นกว่าเดิมอย่างจำยอมเช่นนั้น



    “ลี่ ทุกคน ระวังให้ดีน่ะ ป่าสีเทามันคิดจะ [ล่า] พวกเราเป็นอาหาร! ”

    โทแพนส่งเสียงดังเตือนพวกเขา

    ตอนนี้คือยามราตรีที่โลกถูกความมืดปกคลุมเอาไว้

    แสงจากดวงจันทร์ทั้งสามดวง ทำให้พวกเขามองเห็นผืนป่าที่กำลังเริ่มโจมตีใส่พวกเขา

    นอกจากกำแพงธรรมชาติที่กำลังหดตัวและปิดเส้นทางหนีแล้ว ตรงหน้าของพวกเขายังมีพืชพรรณอีกมากมายที่กำลังเริ่มขยับตัวอย่างที่เธอได้เตือนเอาไว้

    พื้นหญ้าด้ายดำที่เคยเป็นเพียงแค่พุ่มไม้ กลับขดตัวกลายเป็นแส้มีชีวิตที่เคลื่อนไหวได้

    มันตวัดไปมารอบตัว ราวกับหนวดปลาหมึกที่พยายามจะรัดเหยื่ออันโอชะไม่ให้ดิ้นรนหนีไปไหน

    “อันตราย! ”

    เอซส่งเสียงเตือนดังลั่น พร้อมกับชักมีดคู่ในมือออกมาตัดแส้เหล่านั้นที่กำลังฟาดเข้าใส่ดิวซ์

    “...ขอบคุณค่ะพี่”

    แต่การโจมตียังไม่จบเพียงเท่านั้น

    เพราะในตอนนั้นเองที่หญ้าหอกตามใต้ต้นไม้ใหญ่นั้น ได้พุ่งตัวเข้าใส่พวกเขาอย่างรุนแรงราวกับเป็นกระสุนปืนกล

    “บาเรียลมประสาน! ”

    ภูติน้อยสองคนในกลุ่มรีบยื่นมือออกไปข้างหน้า พร้อมกับกางม่านอากาศที่รุนแรงออกมา

    กระแสลมพายุได้โหมกระหน่ำผ่านตรงหน้าพวกเขา พร้อมกับพัดเอากระสุนต้นหญ้าปลายแหลมจำนวนมากไปด้วยกัน

    “คราวนี้เป็นไฟค่ะ! ”

    คราวนี้เป็นต้นไม้ใหญ่ใบสีแดงที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง

    มันคือต้นไม้ที่พวกเขาเคยมีประสบการณ์ตรง ว่าห้ามไปกระเทาะเปลือกมันออกมา เพราะจะทำให้เกิดไฟลุกไหม้ขึ้นมาได้

    แต่ทั้งที่ไม่มีใครไปทำอะไรมัน ต้นสีแดงเหล่านั้นกลับกระเทาะเปลือกตัวเองลงมาได้อย่างน่าประหลาด

    ผิวที่แห้งกรังสีน้ำตาลได้หลุดลอกลงมา พร้อมกับมีน้ำเลี้ยงสีดำคล้ายน้ำมันไหลเยิ้มเป็นสายฝน

    น้ำเลี้ยงนั้นพุ่งออกมาจากเปลือกอย่างรุนแรงอันเนื่องจากสภาวะแรงดันที่แตกต่าง

    แรงเสียดสีชั่วพริบตานั้น ทำให้เกิดเป็นประกายไฟขนาดเล็ก จนน้ำสีดำลุกไหม้อย่างรุนแรง

    มันลุกไหม้จนกลายเป็นทะเลเพลิงที่ล้อมกรอบพวกเขาเอาไว้

    “ทะ ทำยังไงดี! ไพไรต์! นี่เป็นเพราะนายหาเรื่องใส่ตัวแท้ ๆ เลยนะ! ”

    ซุนไกท์เริ่มแสดงความไม่พอใจใส่ไพไรต์

    “… ของแค่นี้จัดการง่ายนิดเดียวเอง”

    ไพไรต์กระโดดขึ้นสูง แล้วใช้ดาบสีขาวในมือฟันใส่ใบไม้สีแดงของต้นไม้ที่เป็นสาเหตุทะเลเพลิงนี้

    ใบไม้สีแดงจำนวนมากได้ขาดครึ่ง พร้อมกับปล่อยละอองสีขาวลงมาเป็นจำนวนมากจากข้างในเปลือกของใบไม้

    ละอองนั้นทับถมลงบนสารเหลวสีดำ ก่อนจะเกิดปฏิกิริยาเคมีจนพวกมันจับตัวเป็นก้อนแข็งสีดำไปแทน

    เมื่อไม่มีเชื้อเพลิง การลุกลามของไฟจึงเริ่มเบาบางลงจนกระทั้งดับไปเองในท้ายที่สุด

    “เหวอ! ต้นหญ้าด้ายดำโจมตีใส่อีกแล้วดอง! แถมคราวนี้มาพร้อมกับอาวุธด้วยดอง! ”

    แต่ดูเหมือนว่าป่ายังไม่คิดที่จะให้พวกเขาได้หยุดพักผ่อนหายใจ

    ต้นหญ้าด้ายดำที่กลายเป็นหนวดปีศาจไปแล้วนั้น กำลังใช้แส้ที่อันตรายของมันรัดหญ้าดาบที่ขึ้นอยู่เรียงรายมาเป็นอาวุธในการโจมตี

    หญ้าดาบคือต้นหญ้าประหลาดที่มีใบคมกริบราบเป็นใบมีดนั่นเอง

    “... รุนแรงกว่าที่คิดอีกแฮะ เพราะว่ามีคนเป็นจำนวนมากเช่นนั้นหรือ? ”

    ไพไรต์พึมพำกับตัวเอง พร้อมกับใช้ดาบสีดำและสีขาวในมือทำลายต้นหญ้าด้ายดำที่โจมตีใส่เขา



    ป่าสีเทานั้นเป็นที่รู้จักกันดีในเผ่ามนุษย์สัตว์ ว่าเป็นป่าแห่งการล่าที่มีพืชพรรณเป็นผู้ล่า

    ทั้งที่มีต้นไม้เหมือนพื้นที่อื่นของทวีป แต่กลับมีเฉพาะส่วนนี้เท่านั้น ที่พอตกกลางคืนแล้วป่าจะมีชีวิตขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาด

    ไพไรต์เคยมาเก็บของป่าแถบนี้กับบิดาของเขาครั้งหนึ่งในตอนที่ยังเป็นเด็กเล็ก

    แต่ในความทรงจำของเขานั้น เขาจำได้ว่าป่าแห่งไม่เคยอาละวาดหนักขนาดนี้มาก่อน

    เพราะถ้ามันอาละวาดหนักขนาดนี้ เขาคงไม่พามาที่นี่หรอก เพราะมันจะเป็นอันตรายกับชีวิตของเขาเองด้วย

    แต่จะมานึกเสียใจตอนนี้ก็คงสายไปแล้ว

    ““อันตรายค่ะ”

    “!? ”

    มีมือสีเขียวขนาดใหญ่พุ่งมาขวางทางด้านขวาของเขา

    สิ่งนั้นจับหญ้าดาบเอาไว้ด้วยมือเปล่าจนมีเลือดสีดำไหลออกมาเป็นทางยาว

    เพราะว่ามัวแต่คิดเรื่อยเปื่อยในระหว่างการต่อสู้ เลยเกือบทำให้ตัวเองถูกดาบเล่มนั้นเสียบทะลุหัวไปแล้ว

    “...”

    ไพไรต์ถึงกับพูดไม่ออกที่ตัวเองรอดชีวิตมาได้อย่างเส้นยาแดงผ่าแปด

    แถมคนที่ช่วยชีวิตของเขานั้น ยังเป็น [พรุน] สตรีเผ่ายักษ์ที่เขาเรียกว่าพวก [อสูรกาย] ที่เขาชิงชัง

    เธอออกแรงบีบจนต้นหญ้าดาบแตกละเอียดคาฝ่ามือ ก่อนจะมีแสงสีฟ้าส่องประกายขึ้นบนแหวนเวทมนตร์ที่,มือขวา แล้วเกิดเป็นเปลวไฟอ่อน ๆ ลุกลามไปตามเส้นสีดำที่ผูกติดกับต้นหญ้าดาบเล่มนั้น

    พุ่มหญ้าด้ายดำถูกเปลวไฟของพรุนแผดเผาจนลุกไหม้เป็นเถ้าถ่านไป

    “พรุนใช้เวทมนตร์ได้แล้วหรือดอง!? ”

    “... พึ่งทำได้แค่สร้างไฟนิดหน่อยเท่านั้นค่ะ แถมยัง… เหนื่อยสุด ๆ ไปเลยค่ะ”

    พรุนกล่าวเช่นนั้นด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย

    ส่วนทางด้านไพไรต์นั้น เขายังคงฟาดฟันกับการโจมตีจากทางขวาด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย

    ถึงจะไม่มีคำพูดขอบคุณออกมาจากปากของไพไรต์ แต่ภายในใจของเขากลับกำลังโต้แย้งให้เขาพูดออกไป

    เขาคือคนที่พยายามลากพวกเธอมาพบกับอันตราย?

    เขาคือคนที่พยายามจะฆ่าพวกเธอมิใช่หรือ?

    แล้วทำไมถึงช่วยชีวิตของเขาเอาไว้กันละ?

    ไพไรต์ไม่อาจหาคำตอบของการกระทำนั้นให้กับตัวเองได้

    ไพไรต์คิดเช่นนั้นไปตลอดเส้นทางที่พวกเขาวิ่งหลบการโจมตีของป่า

    พวกเขาต่อสู้กับการไล่ล่าของป่า จนกระทั้งแสงของพระอาทิตย์วันใหม่ได้สาดส่องมาสู่ผิวโลก

    “หยุดแล้วดอง? ”

    ยามเมื่อต้นไม้ต้องแสงตะวันสีเขียว พวกมันก็หยุดเคลื่อนไหวแทบจะในทันที

    “ได้พักสักที เหนื่อยแทบตัวขาดแล้ว… อยากอาบน้ำชะมัด”

    ไฮเจนบ่นเป็นหมีกินผึ้งเพราะการต่อสู้ในครั้งนี้ มันทำให้ขนแสนสวยของเธอต้องสกปรกอีกครั้ง

    “ขอบคุณมากค่ะ โนอาร์ จาวิส”

    พรุนหันไปกล่าวขอบคุณสองสาวเมดประจำกลุ่ม

    เพราะมีมากกว่า 70% ที่พวกเขาได้สองสาวเมดช่วยชีวิตเอาไว้ ในตอนที่เจอกับการโจมตีถึงตายจากป่าเมื่อกี้

    “...ชิบหาย”

    แต่ทว่าท่ามกลางเสียงของผู้คนที่ผ่อนคลายอารมณ์นั้น กลับมีคนหนึ่งที่ส่งเสียงตกใจออกมา

    คนนั้นคือตัวไพไรต์เอง

    เขายังไม่ได้เตรียมตัวมาพร้อมเพื่อที่จะเข้ามาลึกขนาดนี้

    เขารู้ตัวดีว่ายังมีฝีมือไม่พอจะมาท้าทายสถานที่แห่งนี้

    และเข้าไม่ได้ต้องการที่จะพาโทแพนเข้ามาที่นี่เลยแม้แต่น้อย

    ตรงหน้าของเขานั้นมีโครงกระดูกสัตว์ของผู้ท้าทายป่าแห่งนี้สุมกองเอาไว้อยู่เป็นจำนวนมาก

    และหากมองเลยออกไป ก็จะพบกับแนวหน้าผาสีแดงที่กำลังส่งควันร้อนระอุออกมา

    มันคือหนึ่งในพื้นที่บททดสอบที่โนอาร์ได้มอบให้กับเขา

    ใช่แล้ว ไพไรต์ได้นำทางพวกเขามาถึง [หุบเขาสีชาด] โดยที่ไม่ทันได้รู้ตัวไปเสียแล้ว

    คล้ายกับเรื่องPioneer Era ที่คุณอ่าน