อลินตาหยิบปืนของพ่อเลี้ยงฉลองมาได้ก็ถอดกระสุนออกจากปืนจนหมดปราถะเห็นหญิงสาวใช้ปืนคล่องปานนั้นก็เลิกคิ้วประหลาดใจไม่น้อย นี่จะเหมารวมหมดศาสตร์การใช้อาวุธทุกอย่างเลยใช่ไหมเนี่ยประมาทไม่ได้จริงๆ ผู้หญิงคนนี้ อลินตาโยนปืนที่ไร้กระสุนไปทางพ่อเลี้ยงฉลองปราถะหันไปมองหมอผีที่ถูกรัดด้วยงูใหญ่ ก่อนจะดีดนิ้วเสียงดังงูที่รัดหมอผีอยู่ก็คลายตัวแล้วเลื้อยหนีหายไปในความมืด อลินตาหันไปพูดกับหมอผีและพ่อเลี้ยงฉลอง
“หมดพิษสงแล้วผีที่แกใช้เป็นบริวารตอนนี้ไปเกิดหมดแล้ว คาถาอาคมที่ฉันอุตส่าห์เตรียมไว้อลังการสรุปก็มีแค่ลมเพลมพัดที่ส่งมาที่วัดเพื่อข่มขวัญพระสงฆ์และคนในวัดนอกนั้นฉันสำรวจหมดแล้วไม่มีอะไรที่น่ากลัวอีกต่อไปแต่ก็ต้องกำจัดเพื่อไม่ให้เหิมเกริมคิดเห็นแก่เงินฟื้นฟูคาถาขึ้นมาอีก น่าสมเพช คิดจะแย่งที่วัดหน้าด้านอะไรเบอร์นั้น” หมอผีจอมอาคมกับพ่อเลี้ยงฉลองเมื่อถูกปล่อยตัวเป็นอิสระก็กระแซะเบียดกายเข้าหากันทันทีทางด้านเจ้าภูแสนเก็บดาบพลางพูดกับพ่อเลี้ยงฉลองนิ่งๆ
“มนต์ตราอสราพิษสง(มน – ตรา – อะ – สะ – รา – พิษ – สง) ที่อยู่ในร่างกายของแก มันก็จะยังคงอยู่แบบนั้นจนกว่างูที่ฉันเลี้ยงไว้จะสิ้นอายุขัยฉันคิดว่าแกก็คงไม่โง่ที่จะไม่รู้ว่า งูสามารถต่ออายุได้ด้วยการลอกคราบดังนั้นถ้ารักตัวกลัวตาย ควรจะอยู่ให้ห่างจากที่ดินของวัดและอย่ามายุ่งเกี่ยวกับที่วัดนี้ได้เป็นดีแต่ถ้าจะให้ดีก็ควรจะพากันมาทำนุบำรุงศาสนา เผื่อบุญจะหนุนนำให้ชีวิตพวกแกดีขึ้นกว่าค่ำคืนนี้..”เจ้าภูแสนพูดจบอลินตาก็พูดต่อทันที
“ส่วนนาย..” อลินตาชี้ไปที่หมอผี
“ถ้าจะเล่นไสยศาสตร์มนต์ดำอีกก็ระวังของมันจะเข้าตัวจนเป็นบ้าเป็นหลัง เพราะฉันได้ทำการปิดทวารทั้งหมดเหลือไว้แค่กระหม่อมที่สามารถรับเอาส่วนอาคมที่มีพลังงานมนต์ดำเข้าสู่ตัวได้ดังนั้นนายควรผันตัวไปเป็นมัคนายกวัดหรือไม่ก็มาเป็นลูกศิษย์วัดของหลวงตาอ่อนชีวิตจะปลอดภัยกว่าแต่ถ้าปลงใจได้ จะบวชไม่สึก ฉันก็ขออนุโมทนา...” ทั้งหมอผีพ่อเลี้ยงฉลอง และเหล่าบรรดาลูกน้องต่างพากันนั่งตัวสั่นงันงก หน้าสลดไร้สีเลือดไปตามๆกัน อลินตาเงยหน้ามองดูท้องฟ้า ก่อนจะถามขึ้น
“จะขอขมาเจ้าอาวาสแล้วก็เจ้าที่เจ้าทางที่วัดนี้กันหน่อยไหม..?” นาทีนี้อลินตาให้ทำอะไร ก็ยอมทำทุกอย่าง เพราะฤทธิ์เดชแม่นางและพวกพ้องไม่ใช่เล่นๆ หมิงที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดรู้สึกเวทนากลุ่มของพ่อเลี้ยงฉลองเป็นอย่างยิ่งโดนจัดหนักจัดเต็มจนเกือบปางตาย และสิ่งที่หนุ่มหมิงรับรู้ได้อีกอย่างนั่นคือคุณอลินตาถ้าได้เข้าขากับเจ้าภูแสนก็จะโหดเหี้ยมยืนหนึ่งที่แท้ทรูทีเดียวเชียว เมื่อทุกคนพยักหน้ารับว่าจะทำการขอขมาอลินตาก็หันกลับไปทางหมิงลูกน้องของตนทันที
“หมิงเต๋อไปตามหลวงตา มานพ แล้วก็เป๋าตุงมาที่หน้าโบสถ์เก่าหน่อย..” หมิงเต๋อกำลังจะรับคำเสียงของหลวงตาอ่อนก็ดังขึ้นจากทางเดินข้างโบสถ์
“ไม่ต้องตามแล้วล่ะโยมอลินเอ้ย.. หลวงตามาแล้ว เวทนาพวกมัน..” เมื่อพ่อเลี้ยงฉลองเห็นหน้าหลวงตาอ่อนก็ถึงกับปล่อยโฮคลานเข่าเข้ามากอดขาหลวงตาพร้อมละล่ำละลั่ก
“หลวงตาครับ..โอ๊ยยย ผมเข็ดแล้วครับ ผมจะไม่ทำอีกแล้วครับ ผมมีเงินหลวงตาจะให้ผมซ่อมแซมวัดตรงไหน หลวงตาจะเอาอะไรบอกผมได้เลยครับ โถ่..หลวงตาทำไมไม่แสดงให้ผมเห็นเลย ว่าลูกศิษย์หลวงตามีอาคมแข็งแกร่งถึงขนาดนี้...”หลวงตาอ่อนหันมายิ้มอ่อนสมชื่อให้กับอลินตาก่อนจะหันไปพูดประโยคหนึ่ง ซึ่งทำเอาอลินตา หมิง เป๋า และเจ้าภูแสนสะดุดหูทันที
“นี่แหละหนาหามีไนยะไม่...!!!!” อลินตาทวนคำอย่างรวดเร็ว
“ไนยะ.....คำนี้สะกดยังไงคะหลวงตา" หลวงตาอ่อนหันมาทำหน้างง
“ก็ สระไอไม้มาลัยน.หนู ย.ยักษ์ สระ อะ ไง โยมงงอะไรกัน..” อลินตายืนนิ่งสาสมกับความเหนื่อย เธอค้นพบคำใบ้เพิ่มอีกหนึ่งแล้ว หญิงสาวรีบถามทันที
“ไนยะ คำนี้มันมีความหมายว่ายังไงคะ หลวงตา...” หลวงตาอ่อนหันมามองหน้าอลินตาแต่คนที่พูดขึ้นมากลับเป็นมานพ
“แกนี่มันอ่อนภาษาไทยจริงๆไนยะ ที่สะกดแบบนี้มีความหมายว่า ดวงตา นั่นแหละ อลิน...!” อลินตาเงียบพร้อมทบทวนสิ่งที่อยากรู้บางครั้งค้นหาแทบตายก็ไม่รู้แต่เมื่อวางลงจากความกังวลกลับผุดโผล่ขึ้นมาง่ายๆ เสียอย่างนั้น
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยกลุ่มของพ่อเลี้ยงฉลองที่ได้ทำการกราบขอขมาหลวงตาอ่อนและกราบขอขมาเจ้าที่เจ้าทางที่สถิตอยู่ที่วัดแห่งนี้ด้วยความเคารพและสำนึกผิดกลุ่มของพ่อเลี้ยงฉลองลากลับไป พร้อมกับตำแหน่งโยมอุปัฏฐากของวัดส่วนหมอผีที่ไร้อาคมแล้วนั้นก็เข้ามาหาอลินตา พร้อมกล่าวยกย่องว่าเกิดมาจนปูนนี้ก็เพิ่งเคยเห็นการเล่นวิชาอาคมที่แก่กล้าถึงเพียงนี้อลินตายิ้มรับคำชมนั้นซึ่งหมอผีคนนั้นก็รู้สึกได้ถึงกระแสแห่งเมตตาแต่ระคนด้วยกระแสแห่งความน่าเกรงขามไม่น้อยจากรอยยิ้มที่ส่งมาของหญิงสาวเมื่อทุกคนกลับไปแล้ว และทุกอย่างเคลียร์ได้อย่างลงตัวไม่มีอะไรค้างคาหลวงตาอ่อนก็กลับเข้ากุฏิอีกครั้ง ปล่อยให้มานพ และพวกของอลินตาคุยกันต่อ
“นี่ มานพ โบสถ์เก่าหลังนี้ฉันวานนายเสนอหลวงตาให้ดัดแปลงเป็นหอพระไตรปิฎกได้ไหมปัจจัยบูรณะทั้งหมดฉันจัดการเอง” อลินตาพูดจบ เป๋าก็แทรกขึ้นทันที
“เป๋าร่วมด้วยค่ะคุณอลิน..”น้ำเสียงของเป๋าหนักแน่นชัดเจน หมิงเห็นเพื่อนทำบุญก็เอาบ้าง
“ผมด้วยครับคุณอลินถึงจะไม่มาก แต่ผมควักด้วยใจเลยนะครับ..” อลินตายิ้มให้ลูกน้องทั้งสองคนพร้อมกับกล่าวอนุโมทนาบุญด้วย แต่ก่อนที่จะมีใครได้พูดอะไร เสียงทุ้มหนักกังวานก็พูดแทรกขึ้น
“ฉันร่วมด้วยเหมาทั้งวัดเลย อยากซ่อมแซมอะไร บูรณตรงไหนก็บอก ไม่เกี่ยง” เป๋ากับหมิงเบ้ปากแอบหมั่นไส้ในความขิงของเจ้าภูแสน อลินตาลุกขึ้นยืนประจันหน้าคนอวดขิง แล้วพูดน้ำเสียงเย็นเฉียบ
“เรามีเรื่องต้องคุยกันค่ะเจ้านัดฉันมาว่าพร้อมตอนไหน ฉันจะอยู่ที่เชียงรายอีกหนึ่งคืนแล้วบินกลับกรุงเทพวันมะรืนช่วงเที่ยง..” เจ้าภูแสนยืนขึ้นในลักษณะมั่นคงสองมือสอดเข้าไปในกระเป๋ากางเกง แววตานิ่ง ภายใต้ขนตาหนายาวมีประกายบางอย่างซ่อนไว้มิดชิด
“อืม ฉันไปคิดก่อนว่าจะพร้อมคุยตอนไหนแล้วจะนัดอีกทีรอรับโทรศัพท์ด้วย..” เจ้าภูแสนแค่มองดูนามบัตรที่อลินตาให้ปราดเดียวก็จำได้ว่าเบอร์โทรศัพท์ของอลินตามีตัวเลขอะไรบ้าง อลินตาขึงตาดุใส่เจ้าภูแสนทันที
“ทำไมต้องโทร นัดมาเลยไม่ได้เหรอเจ้าทำไมจะต้องให้ฉันรอ เจ้าติดอะไรไม่ทราบ ทำไมจะต้องทำเรื่องให้ดูลึกลับไปหมด..”เสียงอลินตาเริ่มยั้วะ ในใจมีแต่คำว่าทำไมและทำไม ทว่าเจ้าภูแสนไม่ตอบใบหน้าชายหนุ่มดูผ่อนคลายและมีประกายพึงใจเล็กๆ เขาล้วงมือไปในกระเป๋าเสื้อแล้วหยิบนามบัตรที่อลินตาให้คืนเจ้าของ
“หัดเป็นฝ่ายรอซะบ้างเธอจะได้รู้ว่าตอนที่ฉันตามหาเธอมันน่าหงุดหงิดขนาดไหน ฉันจะนัดกลับไปเองตรงนี้ไม่มีอะไรแล้วใช่ไหม ฉันกลับเลยก็แล้วกัน เพิ่งนึกได้ว่าตอนนี้เริ่มไม่ว่างแล้วมีเรื่องต้องทำอีกเยอะเลย” พูดจบก็ไม่รีรอพ่อเล่นเดินหายลับไปในความมืดอย่างรวดเร็ว ทุกคนมองตามหลังเจ้าภูแสนไปอย่างงงๆเป๋ากับหมิงสบตากัน อะไรของเค้า นึกอยากจะมาก็มา นึกอยากจะไปก็ไป
อลินตาส่ายหน้าเอือมระอานี่แค่เริ่มเปิดฉากทำงานร่วมกันนะ ต่อไปถ้าดิวส์งานกันแล้วไม่รู้จะเป็นไงสภาพแบบนี้ สามัคคีคือพังแน่นอน...