“ข้าเลือกได้แล้วข้านั้นจะฝึกร่างศักดิ์สิทธิ์”
จากนั้นหวังอีฮังก็เริ่มโคจรพลังศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในประตูบานที่สอง จากนั้นร่างกายของเขาก็เรืองแสงออกมา ร่างกายส่องแสงสีทองของแสงศักดิ์สิทธิ์ออกมา จากนั้นก็เริ่มมีเงาของโกเลมนักบวชลอยขึ้นที่ด้านหลัง
หวังอีฮังสวมชุดเกราะโกเลมศักดิ์สิทธิ์ แต่ครั้งนี้ที่เขาสวมใส่มันก็เปร่งประกายมากกว่าเดิม สายฟ้าจากบนท้องฟ้าก็ฝ่าลงมา “เคราะห์แห่งการชำระบาป” เพื่อสร้างร่างจำแรงเทพจำเป็นต้องผ่าน เคราะห์แห่งการชำระบาปไปให้ได้
ปิงเฮยไม่อยากที่จะเชื่อ”เจ้าเด็กนี้มันรู้อะไรบ้างเนี่ย” สายฟ้าฝ่าลงมาใส่หวังอีฮังมันมีระดับพลังในการทำลายถึงเปิดประตูบานที่หก จากนั้นประตูบานที่หนึ่งของหวังอีฮังก็เปิดออก แสงสีม่วงก่อตัวขึ้นเป็นบาเลียป้องกัน
เปรี้ยง!!
แสงไร้ทางต้านปลดปล่อยอำนาจการต่อต้านออกมา มันพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า อำนาจไร้ทางต้านที่ได้รับพลังแห่งความตายมาฟื้นพลังจึงทำให้พลังอำนาจไร้ทางต้างเหนือชั้นยิ่งขึ้น
อำนาจนั้นก่อให้เกิดการสลายไปของสายฟ้าแห่งการชำระบาป จากนั้นอำนาจไร้ทางต้านก็ได้ดูดซับพลังแห่งเคราะห์บาปมาด้วย มันลอยลงมาห่อหุ้มร่างกายของหวังอีฮัง
[ร่างจำแรงเทพศักดิ์สิทธิ์ สถาณะไร้ทางต้าน]
หวังอีกฮังใช้ร่างจำแรงเทพในทันทีเมื่อเปลี่ยนร่างเป็นร่าจำแรงเทพ คำภีปรากฏในมืข้างขวา และยกมือซ้ายไว้ที่อก พลังเทพเอ่อล้นออกมา จากนั้นเมื่อลืมตาขึ้น ก็มีแสงสีทองส่องประกายในด้วงตา
“ร่างจำแรงเทพนี่มัน…”จากนั้นปิงเฮยก็เงียบไป พลังของหวังอีฮังเพิ่มขึ้นจะร่างจำแรงเทพอย่างมากเทียบได้กับผู้เปิดประตูบานที่เก้าเลยก็ว่าได้ หลังจากเปลี่ยนร่างได้สามสิบวิหวังอีฮังก็กลับมาร่างเดิม
เขานั้นรู้สึกหมดแรงอย่างมาก “ร่างจำแรงเทพใช้ลมปราณมากเกินไป ข้าคงต้องเลื่อนระดับเพื้อที่จะได้ใช้ร่างจำแรงเทพได้นานยิ่งขึ้น” หวังอีฮังนั้นหมดสตไปในทันที
เมื่อเขาฟื้นขึ้นมาเวลาก็ผ่านไปถึงสามวันแล้ว ปิงเฮยในตอนนี้มันกำลังทำอะไรบางอย่างอยู่แต่หวังอีฮังนั้นก็ไม่รู้ว่ามันนั้นคิดอะไรอยู่
หวังอีฮังนั้นฟื้นลปราณของตนนั้นจนเต็มเปี่ยม เขาเริ่มฝึกวิชาร่างจำแรงเทพ เพื่อพัฒนาทักษะของร่างจำแรงเทพที่เขามี
หมัดคลื่นก็พัฒนาถึงขั้นที่สอง เขาสามารถต่อยคลื่นหมัดที่โจมตีระยะไกลได้ กายาเหล็กนั่นยังอยู่เพียงขั้นแรกแต่เหลืออีกเพียงก้าวเดียวก็พัฒนาเป็นกายาเหล็กขั้นสองและมีพลังป้องกันเทียบเท่าตัวตนระดับเจ็ด
“ก็อกๆ” เสียงเคาะประตู
“หวังอีฮังเจ้าอยู่มั้ย” เสียงอันคุ้นเคยดังขึ้น หวังอีฮังเปิดประตูออกก็พบกับทั้งสามคนยืนอยู่หน้าประตู เหม่า ซิล ตัวโต ทั้งสามนั้นยืนอยู่หน้าห้องหวังอีฮัง
“นี่นายไปกับพวกเรามั้ย”หวังอีฮังพูดขึ้น เขานั้นเตรียมของเหมือนว่ากำลังจะออกเดินทาง
“พวกเจ้าจะไปที่ไหนงั้นเหรอ?”
“พวกข้ารับภารกิจมานะ เจ้าสนใจไปกับพวกเรามั้ยละ”เหม่านั้นพูดขึ้น
“แล้วพวกเจ้ากำลังจะไปที่ไหนกัน เผื่อข้านั้นจะสนใจ”ในตอนนี้นั้นหวังอีฮังสนใจเพียงแค่ฝึกวิชาและเลื่อนระดับเพื่อบรรลุระดับเปิดประตูบานที่สี่ตามที่ปิงเฮยขอ
“พวกเราจะไปจรวจสอบอาณาเขตปีศาจเจ้าสนใจหรือไม่ และข้าก็ได้ยินมาว่าที่แห่งนั้นมีวิญญาณร้ายอยู่ด้วย ข้าเห็นว่าเจ้ามีพลังศักดิ์สิทธิ์ และพลังช่วยสนับสนุนจึงอยากที่จะให้เจ้าช่วย” เหม่านั้นพูดออกมา เขาหวังว่าหวังอีฮังจะตอบตกลง
หวังอีฮังคิดและตอบตกลงไป ถึงจะยังไงอาณาเขตปีศาจนั้นเกิดขึ้นเพราะเขา ดังนั้นเขาจึงอยากที่จะไปดูมัน
ทั้งสี่นั้นออกเดินทาง หวังอีฮังเขานั้นชวนปิงเฮยมาด้วยแต่ปิงเฮยนั้นบอกว่ากำลังทำธุระสำคัญจึงไปด้วยไม่ได้ อีกเพียงหนึ่งลี้พวกเขาก็ไปถึงแล้ว
ตัวโต ซิล และ เหม่า นั้นเบิกตากว้างตั้งแต่ที่ย่างกลายเข้ามา อาณาเขตที่กินพื้นที่ไปกว่ายี่สิบลี้ มันช่างน่ากลัวยิ่งนัก ส่วนหวังอีฮังนั้นไม่รู้สึกแปลกใจแม้แต่น้อย
ทั้งสี่พากันเดินเข้าไปไกล้อาณาเขต พวกเขาก็ได้พบสำนักต่างไป มีเพียงสามสำนักที่อยู่ระดับกลางนอกนั้นคือสำนักระดับล่าง
“นั้นนะหรอพวกสำนักหุขเขานภา ทำไมถึงส่งแค่พวกกระจอกนั้นมา” ชายที่ดูแข็งแกร่งนั้นพูดออกมาอย่างดูถูก “มันควรเป็นสำนักระดับร่างด้วยซ้ำ ถ้าไม่ใช่เพราะเซียนอี้คนนั้น”สตรีนางหนึ่งพูดขึ้นอย่างน่าขยะขแยง
“สำนักตะวันสีชาตของพวกเราจะต้องได้ครอบครองทรัพย์พยากรนี้”ชายหนุ่มคนหนึ่งพูและเลียลิมผีปาก พวกเขาทั้งสามคือ ปิง ซิง ติง พวกเขาคืออัฉริยะของสำนักตะวันสีชาต
และอีกทางด้านหนึ่ง “สำนักหุบเขานภางั้นหรอน่าสนใจ”ชายหนุ่มคนหนึ่งมองไปที่หวังอีฮัง และรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา “เจ้าทำให้ข้ารู้สึกยะแหยงรู้มั้ย”ชายที่ยืนอยู่ข้างรู้สึกไม่พอใจกับอาการของชายเมื่อครู่
และชายอีคนนั้นก็ยืนเงียบเขานั้นเปิดตำราอ่านอย่างสบายใจและไม่สนสิ่งใดรอบข้าง พวกเขาทั้งสามคืออัฉริยะของสำนัก ปฐพี พวกเขามีนามว่า หยุน ซือ กัง
และอีกสำนักที่ดูหยิงยะโสกว่าใครๆ สำนักเมฆานภาสวรรค์ พวกเขาเหล่านั้นมีพลังบ่มเพาะที่แข็งแกร่งและออร่าที่ดูทรงพลังอย่างมาก พวกเขานั้นขี่อยู่บนหลังของมอนสเตอร์ระดับเก้า
ทำให้มอนสเตอร์ในระแวกไม่กล้าเข้ามาไกล้พวกเขาแม้แต่ตัวเดียว