ตอนที่ 2
โม่หลันกินโจ๊กจนหมดชาม เมื่อท้องอิ่มหนังตาก็เริ่มหนักอึ้ง ร่างกายที่อ่อนเพลียอยู่แล้วจึงไม่อาจต้านทานความง่วงงุน เมื่อกลืนโจ๊กคำสุดท้ายเสร็จ ศีรษะก็ค่อย ๆ ตกลงอย่างช้า ๆ สัปหงกเกือบทิ่มลงไปในชาม
“ว๊าย!” สาวใช้ใ ร้องเสียงหลงก่อนลนลานช่วยประคองนางนอนลงบนเตียง
“คุณหนูเป็ลมไปแล้วเ้าค่ะ”
“ไปตามท่านหมอเร็วเข้า” หญิงวัยกลางคนสั่งด้วยสีหน้าเป็กังวล “อย่าลืมแจ้งท่านอ๋องด้วยเล่า”
“เ้าค่ะ” สาวใช้ร่างเล็กพยักหน้ารับคำก่อนรีบวิ่งออกไปด้วยความรวดเร็ว
โม่หลันจมดิ่งเข้าสู่ห้วงภวังค์อย่างสมบูรณ์ นางรู้สึกเหมือนตนเองยืนอยู่ในห้องอันมืดมัว สลัวเลือนราง บรรยากาศรอบด้านอึมครึมไม่แจ่มใสคล้ายเต็มไปด้วยหมอกควัน แต่ครั้นเพ่งมองอีกครานางพลันเห็นว่าหมอกหนาทึบดูเหมือนค่อย ๆ สลายหายไปก่อนปรากฏภาพตรงหน้าที่ดูแปลกตา โม่หลันรู้ทันทีว่านี่คือความฝัน ตอนนี้นางยืนอยู่ในห้องนอนกว้างใหญ่ที่ประดับด้วยแพรพรรณสีชมพู บนเตียงมีเด็กหญิงนั่งอยู่ หน้าตาไม่คุ้นแต่เมื่อกะพริบตาอีกครานางพลันเห็นว่าใบหน้าดวงนั้นกลับค่อย ๆ เปลี่ยนเป็ใบหน้าหนึ่งที่แลดูคุ้นตา
มันคือใบหน้าของนางเมื่อยามเด็ก!
โม่หลันขมวดคิ้วแปลกใจ เด็กหญิงตรงหน้าคือนางแต่ก็ไม่ใช่นาง มู่เซียวหลัน...นามนี้ราวกับปรากฏขึ้นในสมองอย่างฉับพลัน เด็กหญิงตรงหน้ามีนามว่ามู่เซียวหลัน นางเกิดมาพร้อมใบหน้างดงามทว่าสติปัญญากลับไม่พัฒนา สมองหยุดอยู่ที่อายุห้าปี แต่นี่มิใช่ความโชคร้ายแต่อย่างใด เพราะถึงมู่เซียวหลันจะมีสติปัญญาเหมือนเด็กห้าขวบ แต่นางมีมารดาที่รักใคร่และใส่ใจ มีบิดาเป็แม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน อาศัยอยู่ในครอบครัวขุนนางใหญ่ร่ำรวยสูงศักดิ์ แต่เล็กจนเติบใหญ่มู่เซียวหลันใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ไม่ทุกข์ไม่ร้อน เคยไร้เดียงสาอย่างไรก็เป็อยู่เช่นนั้นเรื่อยมา จนกระทั่งวันหนึ่ง...
มารดาจากไปอย่างกะทันหัน มู่เซียวหลันคิดถึงมารดามาก แต่นางยังคงใช้ชีวิตในจวนแม่ทัพเช่นเดิม คนในจวนแม่ทัพแม้ไม่ชอบนางแต่กลับไม่มีใครกล้าทำไม่ดีหรือทำร้ายนาง อย่างมากก็แค่นินทาลับหลัง ชักสีหน้าเบ้ปากใส่บ้าง มู่เซียวหลันที่มีนิสัยเหมือนเด็กจึงมิได้ใส่ใจ นางยังคงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายต่อไป แต่ละวันเฝ้ารอให้มารดากลับมา ทว่าสี่ปีผ่านไปกลับไร้ซึ่งข่าวคราวของผู้เป็มารดา จนกระทั่งปีที่แล้ว ฮองเฮาแคว้นฉินมีพระราชเสาวนีย์ลงมา พระราชทานมงคลสมรสแต่งตั้งมู่เซียวหลันเป็ชายาเอกอี้จวิ้นอ๋อง
ข่าวนี้ทำให้จวนแม่ทัพพิทักษ์พิทักษ์แผ่นดินเกิดความแตกตื่นประหนึ่งหม้อน้ำเดือดพล่าน บรรดาพี่น้องที่เป็สตรีมองค้อนมู่เซียวหลันประหลับประเหลือบ น้องสาวคนรองร่ำไห้ไม่ยอมกินข้าวไปหลายวัน ด้านบิดาหน้าดำคร่ำเคร่ง ฟังว่าเร่งรุดไปขอพบอี้จวิ้นอ๋องอยู่นาน สุดท้ายกลับมาพร้อมข่าวดี ให้คุณหนูรองแต่งเป็ชายารอง ออกเรือนไปพร้อมมู่เซียวหลัน โดยให้เหตุผลว่าจะได้ดูแลซึ่งกันและกัน มู่เซียวหลันรู้ข่าวก็ทำหน้ายู่ ไม่ค่อยพอใจสักเท่าไร ถึงนางไม่เข้าใจว่าแต่งงานคืออะไร แต่นางรู้ว่าจากนี้ไปต้องย้ายไปอยู่ที่จวนอี้จวิ้นอ๋อง ได้เห็นหน้าพี่ชายอี้จวิ้นอ๋องทุกวันนางย่อมดีใจอยู่บ้างเป็ธรรมดา เสียดายก็แต่ต้องเห็นหน้าน้องสาวคนรองทุกวันเท่านั้น ด้วยไม่ชอบหน้ากันเป็ทุนเดิม วันนั้นมู่เซียวหลันจึงเบะปาก แลบลิ้นยาวใส่มู่เซียวอวี่
สมรสพระราชทานหล่นใส่ศีรษะอย่างกะทันหัน มู่เซียวหลันนอนยิ้มยินดี แต่สาวใช้ในเรือนหาได้เป็เช่นนางไม่ ทุกคนล้วนคิดหนัก มองหน้าสบตากันด้วยสีหน้าดำคล้ำปานิ่หม้อ ด้วยตระหนักดีว่านายหญิงมิได้ประสงค์ให้คุณหนูออกเรือน นางบอกหลายครั้งว่า ‘หลันหลันเป็เช่นนี้ ไม่ออกเรือนก็ไม่เป็ไร ข้ามีบุตรสาวเพียงคนเดียว เลี้ยงดูนางไปทั้งชีวิตจะเป็ไรไป พวกเ้าจำเอาไว้ให้ดี อย่าได้พูดเื่แต่งงานมีครอบครัวให้นางฟังเด็ดขาด หลันหลันของข้าไม่จำเป็ต้องออกเรือนไปที่ใด’ คำพูดประโยคนี้ผุดขึ้นในสมองของบ่าวไพร่ในเรือนซ้ำไปซ้ำมา พวกนางขมวดคิ้วมุ่น มองหน้ากันเลิ่กลั่ก คิดในใจว่าถ้าหากนายหญิงรู้เื่จะเป็เช่นไร นางจะโกรธหรือไม่...คิดถึงความอำมหิตของนายหญิง หลายคนพลันตัวสั่นเทา หวาดกลัวจับจิตใจ แต่ถึงกระนั้นพวกนางกลับจนใจยิ่งนัก ด้วยเื่นี้เป็พระราชเสาวนีย์ของฮองเฮา ในเมื่อนายหญิงไม่อยู่ พวกนางที่เป็เพียงบ่าวไพร่จะทำอะไรได้
วันที่สอง เดือนสี่ ปีที่แล้ว มู่เซียวหลันเข้าพิธีสมรสพระราชทาน ได้รับแต่งตั้งเป็ชายาเอกอี้จวิ้นอ๋องอย่างเป็ทางการ
เก้าเดือนผ่านไป พระชายามู่เซียวหลันล้วนพำนักอยู่แต่ในจวนอี้จวิ้นอ๋อง ไม่ออกงาน ไม่รับแขก ทั้งวันหากไม่ร้องเพลงก็วิ่งเล่นไปมาอยู่ในสวน ว่างมากเข้าก็หยอกล้อสุนัข นอนเล่นกับแมว กินอิ่มก็นอน หิวก็เรียกหาอาหาร ส่วนชายารองผู้เป็น้องสาวนั้น... เวลานี้ตั้งครรภ์ได้สามเดือนแล้ว
“เื!”
“ชายารองตกเืแล้ว ใครก็ได้รีบไปแจ้งท่านอ๋องเร็วเข้า”
“เ้าทำให้ลูกข้าตาย”
“ไม่ใช่ ข้าไม่ได้ทำ เ้า... เหตุใดจึงมีเืออก...” มู่เซียวหลันร้องลั่นด้วยความใ บนพื้นหญ้าสีเขียว ชายารองมู่เซียวอวี่นอนกุมท้องร้องครวญครางด้วยสีหน้าแค้นเคือง เืสีแดงเปียกชุ่มกระโปรงแลดูน่าน่ากลัว มู่เซียวหลันยืนนิ่งอ้าปากค้าง นางทั้งแตกตื่นและใ แต่กระนั้นกลับไม่เข้าใจว่าเหตุใดอยู่ดี ๆ น้องสาวผู้นี้ถึงได้เืไหลเต็มกระโปรง ขณะที่มู่เซียวหลันกำลังใสติหลุดลอยอยู่นั้น เสียงฝีเท้ามากมายพลันดังเข้ามาพร้อมกับเสียงร่ำไห้และเสียงพูดคุยวุ่นวาย และคืนนั้นมู่เซียวหลันถูกอี้จวิ้นอ๋องกักบริเวณในศาลบรรพชน สั่งห้ามกินข้าวกินน้ำหนึ่งวัน และคืนต่อมานางตกลงไปในสระบัว....
เฮือก! โม่หลันสะดุ้งตื่นด้วยความใ ความรู้สึกยามที่น้ำเข้าปากเข้าจมูกเหมือนจริงราวกับเจอกับตนเองอย่างไรอย่างนั้น ช่างน่ากลัวเหลือเกิน โม่หลันยกมือข้างหนึ่งกุมอก อีกมือลูบใบหน้า ปาดคราบเหงื่อที่ผุดพรายเต็มหน้าผากออกไป ความรู้สึกหายใจไม่ออกนั้นเหมือนจริงอย่างไม่น่าเชื่อ โม่หลันขมวดคิ้วแน่นพลางยกมือลูบหน้าอกอย่างช้า ๆ ... “ไม่เจ็บ!” นางก้มหน้า สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนแหวกเสื้อนอน...ก้มหน้าพิศมองหน้าอกซ้าย…
ไร้ซึ่งร่องรอยาแใด ๆ! ภายในจุดตันเถียนยังเต็มไปด้วยพลังปราณสีขาวอันคุ้นเคย
เป็ไปได้อย่างไร?
โม่หลันยันกายลุกขึ้นยืน จุดตะเกียงแล้วจึงเดินไปหน้าคันฉ่อง เสียงเคลื่อนไหวภายในห้องนอนทำให้สาวใช้ที่เฝ้าอยู่หน้าห้องตื่นจากหลับใหล พวกนางลนลานก้าวเข้ามาห้อง “คุณหนู จะเข้าห้องน้ำหรือเ้าคะ” ว่าแล้วก็รีบเข้าไปประคอง ทว่าโม่หลันกลับยกมือห้าม สองตาจับจ้องภาพสะท้อนจากคันฉ่องอย่างไม่วางตา
เงาสะท้อนตรงหน้าคือเด็กสาวอายุยี่สิบ รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ดวงหน้างดงามปานภาพวาด ทว่าดวงตาคมกริบลึกล้ำไร้ซึ่งแววตาไร้เดียงสาและโง่งมอีกต่อไป
นี่คือมู่เซียวหลันในฝันคนนั้น!
โม่หลันอึ้งงันไปชั่วขณะ นั่งลงอย่างช้า ๆ ด้วยสีหน้าซีดขาว ครุ่นคิดอยู่นานก็ได้ข้อสรุปว่า แท้จริงแล้วพี่ชายใหญ่ช่วยนางไว้ไม่ทัน เขาช่างไร้ความสามารถจริง ๆ
โม่หลันหลับตา แผ่ปราณิญญาสำรวจดวงจิตตนเอง…ดูเหมือนิญญาของนางหลอมรวมเข้ากับมู่เซียวหลันอย่างสมบูรณ์ ดวงจิตแห่งเซียนยังคงอยู่ ความเป็ไปได้เดียวที่นางคิดออกตอนนี้คือยามที่นางตาย เสี้ยวิญญาบางส่วนได้ลงมาจุติเป็มู่เซียวหลันในแดนมนุษย์ และเป็เพราะสามจิตหกิญญาไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ มู่เซียวหลันจึงมีสติไม่สมประกอบ ซึ่งตอนนี้เสี้ยวิญญาสุดท้ายได้กลับมารวมกันแล้ว... โม่หลันรวมพลัง โคจรลมปราณออกจากจุดตันเถียน ทั่วทั้งร่างพลันอุ่นวาบ ตราประทับดอกบัวเก้า์ที่ข้อมือซ้ายเรืองแสงออกมาจางๆ โม่หลันใจสั่นระรัวก่อนคลี่ยิ้มด้วยความดีใจ ฮ่า ๆ ๆ ์ช่างมีตา สตรีที่ดีอย่างข้าจะตายง่าย ๆ ได้อย่างไร ดูสิ ให้นางได้เกิดใหม่แล้วยังมอบพร์ที่มีแต่เดิมติดตัวมาอีก นางช่างโชคดีเสียจริง
“คุณหนู!” สาวใช้เห็นนางหัวเราะจึงเอ่ยถามด้วยสีหน้าเป็กังวล
“ที่นี่คือจวนอี้จวิ้นอ๋อง แคว้นฉิน ปีนี้ข้าอายุยี่สิบปี” โม่หลันเอ่ยพึมพำเสียงเบา ใจนางยามนี้เต็มไปด้วยความปีติยินดีเหลือคณา
สาวใช้ได้ยินก็พยักหน้ารับคำ โม่หลันกำมือเป็หมัด เศษเสี้ยวิญญาของนางลงมาเกิดใหม่ได้ยี่สิบปีแล้ว...หรือบางทีนี่อาจมิใช่์เมตตา แต่มีบางคนช่วยนางไว้ก็เป็ได้ โม่หลันขมวดคิ้วสงสัย “ต้องเป็พี่ชายใหญ่อย่างแน่นอน”
สาวใช้เห็นสีหน้าแววตาและคำพูดของโม่หลันก็ให้ตื่นใ พวกนางทั้งสองมองหน้ากันไปมาก่อนร้องออกมาพร้อมกันว่า “คุณ...คุณหนู ท่านหายดีแล้วหรือเ้าคะ”
โม่หลันเบือนหน้ากลับมาช้า ๆ สีหน้าสงบนิ่ง แววลึกตายิ่งล้ำฉายความเฉียบขาด ไร้ซึ่งท่าทางไร้เดียงสาเฉกเช่นเด็กห้าขวบอีกต่อไป สาวใช้ทั้งสองอ้าปากค้างก่อนฉีกยิ้มด้วยความยินดี “คุณหนูหายดีแล้วจริง ๆ ด้วย”
“ใช่แล้ว นักพรตเฒ่าคนนั้นทายได้อย่างแม่นยำยิ่งนัก” สาวใช้อีกคนปาดน้ำตากลั้นสะอื้น
“นักพรตเฒ่า?” โม่หลันเลิกคิ้ว จากนั้นก็จำได้ว่า ตอนนางอายุสิบห้าได้ออกไปไหว้พระขอพรกับฮูหยินใหญ่ ตอนนั้นมีนักพรตชราผู้หนึ่งเดินเข้ามาทักพร้อมบอกว่า “อายุครบยี่สิบ โชคดีจะมาเยือน” ฉินซื่อ ฮูหยินใหญ่ฟังแล้วก็ลอบยิ้มเยาะ กล่าวว่านักพรตผู้นี้ช่างสอพลอเก่งจริง เห็นว่าคณะของพวกนางเป็คนสูงศักดิ์ก็รีบพูดจายกยอ วาจาที่กล่าวมาย่อมไม่น่าเชื่อถือแม้แต่น้อย ทว่ามั่วมามากลับขมวดคิ้วแน่น เชื่ออย่างเป็จริงเป็จังว่าต้องเป็เื่จริง นางตกรางวัลนักพรตอย่างงามพร้อมเอ่ยสำทับว่า “หากคุณหนูของข้ามีโชคจริงดังว่า นังเฒ่าผู้นี้จะกลับมาบริจาคเงินก้อนโตเลย” หลังจากนั้น ในวันเกิดของมู่เซียวหลันทุกปี มั่วมามาจะมาทำบุญถวายตะเกียงและบริจาคเงินให้แก่วัดแห่งนี้ไม่เคยขาด ทว่านางกลับไม่พบนักพรตผู้นั้นอีกเลย
“เ้าค่ะ นักพรตที่เจอในวัดบนเขาเทียนสุ่ยอย่างไรเ้าคะ” สาวใช้ตอบพลางพิศมองโม่หลันอย่างพินิจพิเคราะห์ “นักพรตผู้นั้นบอกว่าวันเกิดครบอายุยี่สิบปีคุณหนูจะมีโชคใหญ่และก็เป็จริงดังนั้น เมื่อวานก็เป็วันเกิดคุณหนูพอดี นี่ต้องเรียกว่าเคราะห์ร้ายกลายเป็ดี เสียดายที่มั่วมามาไม่อยู่ ไม่เช่นนั้นนางต้องเลี้ยงฉลองใหญ่อย่างแน่นอนเลยเ้าค่ะ”
“เสียงดังอะไรกัน” เสียงสตรีวัยกลางคนดังเข้ามาพร้อมร่างท้วม นางตวัดสายตามองโม่หลันก่อนถามไถ่เสียงนุ่มราวกำลังปลอบเด็กน้อย “คุณหนูใหญ่ฟื้นแล้วหรือเ้าคะ”
สองสาวใช้หุบปากเงียบก่อนก้มหน้าเดินไปข้างเตียง สตรีวัยกลางคนถลึงตาใส่พวกนางก่อนนั่งลงมองโม่หลัน สี่สายตาประสานกัน
“ปิงมามา” โม่หลันยกยิ้ม
ปิงมามาตกตะลึง มองหญิงสาวเบื้องหน้าด้วยความใ “คุณหนูหายดีแล้วหรือเ้าคะ...นี่” เป็ไปได้อย่างไร อยู่ดี ๆ คนโง่สติไม่ดีก็หายเป็ปกติเสียอย่างนั้น “คุณหนูใหญ่รู้สึกอย่างไรบ้าง ปวดเมื่อยตรงไหนหรือไม่ รู้สึกปวดหัวหรือเปล่าเ้าคะ”
“แค่เพลียเล็กน้อยเท่านั้น” โม่หลันตอบเสียงเรียบ เมื่อคืนนางตกลงไปในสระบัวได้อย่างไร เื่นี้โม่หลันไม่แน่ใจ แต่มั่นใจว่านางไม่มีทางฆ่าตัวตายอย่างแน่นอน “ทางน้องรองเล่าเป็อย่างไรบ้าง”
ปิงมามาอึ้งไปเล็กน้อย ยกยิ้มฝืดเฝื่อน นางไม่ตอบแต่กลับถามด้วยสีหน้าสงสัย “คุณหนูใหญ่หายได้อย่างไรเ้าคะ แล้วจำอะไรได้หรือไม่” เื่นี้ออกจะประหลาดเกินไป ตกน้ำแล้วหายจากอาการปัญญาอ่อน นี่ออกจะเหลือเชื่อไปหน่อยกระมัง
สาวใช้ด้านข้างมองปิงมามาอย่างไม่พอใจ “คุณหนูใหญ่หายดี แต่ดูเหมือนปิงมามาจะไม่ดีใจเลยนะเ้าคะ”
“เป็ไปได้อย่างไร ข้าดีใจจนทำอะไรไม่ถูกเลยต่างหาก” ปิงมามาถลึงตาใส่สาวใช้ก่อนคลี่ยิ้มให้โม่หลัน “จริงสิ เมื่อครู่คุณหนูใหญ่ถามถึงพระชายารองใช่หรือไม่ ได้ยินมาว่านางตกเื รักษาเด็กไว้ไม่ได้แล้วเ้าค่ะ ตอนนี้ร่างกายอ่อนแอคงต้องพักฟื้นอีกนาน”
โม่หลันยิ้มหยัน เมื่อวานคือวันเกิดของนาง ดังนั้นสาวใช้ในเรือนจึงจัดเตรียมอาหารสำหรับฉลอง และระหว่างกินอาหารกันอยู่นั้น มู่เซียวอวี่ที่ตั้งครรภ์ได้สามเดือนก็ตกเืออกมา มู่เซียวหลันยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก ถูกกล่าวหาว่าเป็ตัวการนางก็ไม่ตอบไม่ส่งเสียง ทว่าท่าทางนิ่งเงียบของนางกลับทำให้ทุกคนเข้าใจว่านางยอมรับผิด อี้จวิ้นอ๋องที่รู้เื่โกรธเกรี้ยวยิ่งนัก แต่ถึงกระนั้นกลับทำโทษมู่เซียวหลันเพียงแค่คุกเข่าในศาลบรรพชนเท่านั้น คิดมาถึงตรงนี้โม่หลันก็จับจ้องไปยังปิงมามาด้วยความสงสัย เพราะนางจำได้ว่าเมื่อคืนนางได้ยินเสียงปิงมามาที่นอกห้อง ทว่าฟังไม่ได้ศัพท์ว่านางคุยอันใดกับสาวใช้ที่เฝ้าหน้าประตู กระทั่งยามดึกมู่เซียวหลันที่นอนร้องไห้ด้วยความน้อยใจจนเหนื่อยพลันได้ยินเสียงกลอนประตูถูกปลดออก ด้วยความสงสัยนางจึงเดินมาดูและพบว่าด้านหน้ากลับไม่มีแม้สาวใช้สักคน มู่เซียวหลันมองซ้ายแลขวา รอบด้านมืดสนิท บรรยากาศวังเวงเงียบสงัด นางพลันหวาดกลัวจนตัวสั่น ไม่ทันได้ร้องเรียกหาใครก็ซอยเท้าวิ่งออกไปทันที ส่วนนางตกน้ำไปได้อย่างไรปิงมามาอาจมีคำตอบ...
“นางช่างน่างสารจริง ๆ แต่ว่าเื่นี้ไม่เกี่ยวกับข้า ทว่าเื่ที่ข้าตกลงไปในสระบัว ข้ากลับสงสัยยิ่งนักว่านางอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง” โม่หลันกล่าวเรียบ ๆ ไม่ปกปิดความคิดแม้แต่น้อย แต่ไหนแต่ไรนิสัยของนางล้วนเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่จำเป็ต้องอ้อมค้อมหรือดูสีหน้าผู้ใด โม่หลันรู้ว่านิสัยเช่นนี้อาจไม่เป็ผลดีสักเท่าไร ทว่านี่คือนาง เป็ตัวตนที่บ่มเพาะมาสองร้อยกว่าปี ซึ่งหากนางมีนิสัยเก็บงำความคิดบ้าง ไว้หน้าผู้อื่นบ้าง ไม่เอาแต่ใจจนเคยตัว จุดจบของนางคงไม่เป็เช่นนี้ และนางคงไม่ถูกเว่ยจวินเจ๋อวางแผนตลบหลัง กระทั่งตายยังไม่มีผู้ใดออกหน้าช่วยเหลือนางแม้สักคน คิดมาถึงตรงนี้โม่หลันก็ได้แต่ถอนหายใจก่อนขมวดคิ้วมุ่น ในห้วงความคิดพลันมีใบหน้าของสตรีนางหนึ่งปรากฏขึ้นในความทรงจำ...ฟางมามา?
ด้านปิงมามาได้ยินวาจาเช่นนั้นก็ให้นิ่งงัน นางทั้งใและแปลกใจ หรือว่าคุณหนูใหญ่จะรู้อะไร ปิงมามาคลี่ยิ้มประจบ “เื่นั้นท่านอ๋องได้สั่งให้คนตรวจสอบแล้วเ้าค่ะ คุณหนูใหญ่เพิ่งฟื้น ตอนนี้ฟ้ายังไม่สว่างนอนหลับต่อสักหน่อยนะเ้าคะ” ว่าแล้วก็รีบประคองโม่หลันให้นอนลงพลางดึงผ้าห่มคลุมกาย
โม่หลันไม่คิดซักไซ้ให้มากความ นางนอนลงแต่โดยดี สายตาสงสัยเพ่งมองปิงมามาลึกล้ำ สตรีผู้นี้คือคนของมารดาที่ติดตามมาจากพรรคเพลิงจันทรา เพียงแต่นางตามมาทีหลัง ยามที่มู่เซียวหลันยังเล็กข้างกายนางมีมามาสองคนคือมั่วมามาและฟางมามา มั่วมามาคือคนสนิทของมารดาส่วนฟางมามา... โม่หลันขมวดคิ้วแน่น ดวงตาแดงก่ำด้วยความตื้นตันใจ เพราะแท้แล้วจริงฟางมามาคือคนที่เลี้ยงดูนางมาแต่เล็ก ในสำนักดอกบัวเก้า์ แม้มีฐานะเป็สาวใช้แต่ทุกคนต่างให้เกียรตินางในฐานะแม่นมของเ้าสำนักคนก่อนและแม่นมเ้าสำนักคนปัจจุบัน โม่หลันหลับตาพลางพลิกหันหลังให้สาวใช้ทั้งหลาย ดวงตาคู่งามลืมขึ้นอีกครั้ง มุมปากหยักยิ้มด้วยความปีติยินดี ที่แท้เป็ฟางมามาที่ช่วยนางไว้ เพียงแต่ฟางมามาหายไปที่ใด เพราะในความทรงจำของมู่เซียวหลัน ตอนอายุได้สิบห้าปีปิงมามาก็เข้ามาดูแลนางแทนฟางมามา...โม่หลันขมวดคิ้วเป็ปม นอนทบทวนความทรงจำของมู่เซียวหลัน แต่ด้วยร่างกายที่อ่อนล้าและเป็ไข้ ไม่นานนางก็ผล็อยหลับไป