บทที่ 3 : หายดีแล้ว
“หลานย่า มาหม่ำ ๆ โจ๊กข้าวฟ่างกันเถอะ !” คุณย่าเกาตักโจ๊กข้าวฟ่างจ่อปากของเกาหลันฮวา หลานสาวป่วยต้องกินข้าวก่อนแล้วจึงกินยา เธอให้ลูกชายคนโตนำเงินไปซื้อยาที่ตลาดในตัวอำเภอแล้ว อีกเดี๋ยวคงมา
เกาหลันฮวามองสิ่งที่เหมือนอาหารหมู เธอรู้ว่าร่างเดิมกินของชนิดนี้เป็ประจำ เกิดในยุคที่ของกินของใช้มีอย่างจำกัด ในเมื่อมาอยู่ที่นี่แล้วก็ต้องทำตัวเลียนแบบให้กลมกลืน จะร้องกินแต่หูฉลามแบบเมื่อก่อนไม่ได้อีกแล้ว เธอกลั้นใจอ้าปากรับโจ๊กนั่นมากิน รสชาติของมันบรรยายไม่ยาก จืด สาก แสบคอ ! หญิงสาวมองหน้าคนที่ต้องเรียกว่าคุณย่า อีกฝ่ายอายุจนปูนนี้ก็ยังต้องกินอาหารกลืนยากพวกนี้อยู่อีก แล้วหันไปมองน้องชายที่นั่งเกาะขอบเตียงเตามองเธอกินโจ๊กข้าวฟ่างไปกลืนน้ำลายไป ดูเหมือนเกาหยวนก็อยากกินมาก ทั้งที่รสชาติมันไม่อร่อยเลยสักนิด !
เกิดใหม่ครั้งนี้เกาหลันฮวาต้องนำพาครอบครัวเล็ก ๆ ที่รักและห่วงใยเธอให้กินดีอยู่ดีให้ได้ “คุณย่าคะ ฉันกินเองได้ค่ะ”
เกาหลันฮวาหยิบช้อนจากมือผู้เป็ย่ามาตักกินเองอีก 3 คำ เธอกินได้เพียงเท่านี้จริง ๆ เพราะรสชาติยากจะกลืน
คุณย่ามองหน้าเกาหยวน เขามองหน้าคุณย่า ก่อนจะเป็เด็กชายที่กระซิบกระซาบก่อน “วันนี้พี่สาวพูดหลายคำมาก ทั้งยังแกล้งตาเหลือกต่อหน้าคนพวกนั้นได้ หรือว่าพี่สาวจะหายป่วยแล้วครับ ป่วยเพราะตกเขาหัวฟาดพื้น หายป่วยเพราะตกต้นไม้หัวฟาดพื้น !”
เด็กชายว่าแล้วก็หันไปสังเกตพี่สาวที่นั่งด้วยท่วงท่าสง่างาม ปลายเท้าชิดกัน หลังตรงในองศาที่พอดี ไม่ตรงจนเกินงาม ตักกินแต่ละคำเหมือนภาพวาด ! กว่าจะเคี้ยวก็ต้องมีจังหวะเนิบนาบ ดูไม่เหมือนคราวก่อนเลยสักนิด เมื่อก่อนโจ๊กถ้วยแค่นี้พี่สาวซดทีเดียวหมดถ้วย !
คุณย่าเกามองหลานสาวหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดมือและเช็ดมุมปาก หล่อนพยักหน้ากับความคิดของหลานชาย “อาจเป็ไปได้ ก็หลานพาพี่ไปหาหมอ ลุงหมอเขาว่าอย่างไรล่ะ ?”
“ลุงหมอบอกว่าช้ำในเฉย ๆ ครับ ไม่ได้บอกอะไรอีก” เกาหยวนตอบผู้เป็ย่าเสร็จก็รับถ้วยโจ๊กมาจากพี่สาว “อาเจี่ยอิ่มแล้วเหรอ !? ยังเหลือตั้งเยอะ !” เด็กตะกละเลียมุมปาก อาเจี่ยเป็คนที่กินดีที่สุดในบ้าน โจ๊กข้าวฟ่างของอาเจี่ยมีแต่เนื้อ ส่วนของคนอื่น ๆ จะไม่ข้นเท่านี้
“ให้อาหยวนกิน” เกาหลันฮวาส่งถ้วยนี้ให้น้องชาย ความจริงเธอไม่อยากให้เขากินของเหลือของตนเอง แต่จะทำอย่างไรได้ ยุคนี้จะมาคิดเล็กคิดน้อยเื่ของเหลือไม่ได้ ตอนนี้เื่อิ่มท้องสำคัญกว่า
เกาหยวนรีบซดโจ๊กข้นร้อน ๆ กินอย่างเอร็ดอร่อย เมื่อเช้าเขาไม่ได้กินอะไร เพราะคุณย่าขอให้ทุกคนประหยัดอาหาร จึงได้กินแค่น้ำร้อนต้ม มีเพียงพี่สาวที่ได้กินโจ๊กข้าวฟ่าง
คุณย่าเกามองหลานชายที แล้วหันมองหลานสาว เด็กที่แสนน่ารักต้องมาทนลำบาก เธอกับสามีคุยกันแล้วว่าจะแอบเลี้ยงไก่เกินจำนวนที่กำหนด หากถูกตรวจสอบ ตาเฒ่าจะรับผิดคนเดียว แม้ดูโหดร้าย แต่ขอให้หลาน ๆ ได้กินเพิ่มสักคำก็ยังดี ความจริงบ้านเกามีแต่แรงงานที่ใช้งานได้ ไม่ควรต้องอดอยากขนาดนี้ ผลผลิตครั้งก่อนได้น้อยจนน่าใจหาย เพราะมีหนอนระบาดกัดกินข้าวสาลีเกือบหมด แม้แต่ต้นข้าวที่เก็บไว้ให้แพะ แกะ และวัวก็แทบไม่เหลือ
หลานชายกับคุณย่ามัวแต่คิดเพลิน ๆ จนลืมไปว่าเมื่อครู่เกาหลันฮวาพูดรู้ความอีกแล้ว
คุณย่าเกาใจเต้นแรง หล่อนจับหัวหลานสาวมามองดูให้ชัด ๆ “อาฮวาหัวกระแทกจนสติกลับมาแล้วจริงเหรอ !?”
เกาหลันฮวาพยักหน้าทั้งที่ยังถูกผู้เป็ย่าจับหัว “ใช่ค่ะคุณย่า ฉันหายดีแล้ว”
“เย่ ๆ ! พี่สาวของผมหายแล้ว !” อาหยวนดีใจะโจนตัวลอย ในที่สุดพี่สาวของเขาก็หายดี ที่ผ่านมาเด็กหนุ่มคิดว่าพี่จะไม่พูดจากับใครตลอดไปและตั้งใจจะดูแลพี่สาวไปจนแก่เอง แต่ดูตอนนี้สิ พี่ของเขาสวยก็สวย สติก็กลับมาแล้ว !
คุณย่าเกาเช็ดน้ำตา “ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดี ดีจริง ๆ อาฮวา ย่าขอโทษที่พาไปเก็บเห็ดแล้วไม่ดูหลานให้ดี” ในใจของหญิงชรายังคงรู้สึกผิดมาโดยตลอด วันนั้นหล่อนมัวแต่หาเห็ดจนไม่ระวัง รู้ตัวอีกทีหลานสาวก็ตกเขาหัวฟาดหินจนสลบไปแล้ว
เกาหลันฮวาเช็ดน้ำตาให้หญิงชรา “คุณย่าอย่าร้องเลยค่ะ ฉันซุ่มซ่ามเอง”
“ไม่ ! ย่าผิดเอง ย่ามัวแต่เก็บเห็ด !” คุณย่ายอมรับผิด
“คุณย่าก็ตั้งใจเก็บเห็ดมาให้พวกเรากินไงคะ จะโทษคุณย่าได้ยังไง” เกาหลันฮวาจับมือคุณย่ามาบีบเบา ๆ หากไม่มีหญิงชราผู้นี้ ชีวิตเธอคงลำบากกว่านี้
ในตอนที่ทุกคนกำลังซึ้งใจอยู่นั่นเอง ลุงใหญ่หรือที่ทุกคนเรียกว่าต้าเกาวิ่งเข้ามาพร้อมห่อยาสมุนไพร “คุณแม่ครับผมกลับมาแล้ว สูตรยาที่คุณหมอให้อาหยวนมาแพงมาก ราคาตั้ง 10 หยวน !”
“แพงก็ช่างมัน ให้อาฮวาหายก็พอ รีบเอาไปต้มเร็ว !” คุณย่าโบกมือไล่ลูกชายคนโตให้รีบไปต้มยา ลูกชายคนนี้แสนดีทุกอย่าง รักครอบครัว ทำงานเก่ง แต่ติดอยู่จุดเดียว เท้าเหม็นมาก ! นั่นเพราะเขาเป็คนขี้หนาว อาบน้ำเดือนละครั้งเป็อย่างมาก ทำให้เป็ที่รังเกียจของลูกหลาน ยิ่งตอนกลางคืนมีลมโชยกลิ่นยิ่งแรง ทำเอาหลายคนนอนไม่หลับกันเลย
ต้าเการีบนำยาสมุนไพรไปต้มตามที่คุณหมอเขียนสั่ง ไม่นานกลิ่นสมุนไพรก็คลุ้งทั่วห้อง บรรดาแรงงานในบ้านกลับมาพักกลางวันจากงานกลางแจ้งที่แสนหนักหน่วง นำโดยคุณปู่เกาผู้ซึ่งยังคงหล่อเหลาแม้อยู่ในวัย 50 กว่า ตามมาด้วยลุงรองเกาสิง ผู้ที่ตัวอวบที่สุดในบ้าน ต่อมาคือสะใภ้ใหญ่หวังซุนและสะใภ้รองเหนียงจื่อ
สะใภ้ใหญ่เหยียบเข้ามาในบ้านได้ก็ถามสามีทันที “ได้ยินว่าหลันฮวาถูกเด็กในหมู่บ้านรังแกอีกแล้ว เป็อะไรมากหรือเปล่าคะ ?” หล่อนทำงานหักข้าวโพด ตอนหักก็มักจะพูดคุยเื่ชาวบ้านกับสหายร่วมหมู่บ้าน แต่วันนี้กลับเป็เื่ของบ้านตัวเอง พอรู้เื่เธอก็เป็ห่วงเกาหลันฮวามาก แต่หัวหน้าฝ่ายผลิตไม่อนุญาตให้ลางาน เพราะสามีของเธอขอลาไปซื้อยาแล้ว
ต้าเกายกยาต้มเทใส่ถ้วยเล็ก “ตกต้นไม้หัวฟาดพื้น น่าจะแรงมากเลยละ”
คุณปู่เกาสีหน้าเคร่งเครียด เขาเดินไปที่เตียงของหลานสาว เห็นอีกฝ่ายมองตนตาใส จึงถอนหายใจโล่งอก
สะใภ้รองเหนียงจื่อถือผิงกั่วป่าที่แย่งคนอื่น ๆ เก็บมาได้ 2-3 ลูก มันเป็ผิงกั่วป่า ดังนั้นจึงมีลูกเล็กและเปรี้ยวมาก เธอตั้งใจเก็บมาให้อาฮวา เด็กคนนี้แม้สติไม่ดีแต่นิสัยน่ารักมาก เห็นใครทำงานก็อยากจะช่วย น่าเสียดายรูปร่างหน้าตาฟ้าประทานนี้เหลือเกิน เหนียงจื่อนำผลผิงกั่วไปล้างแล้วหั่นเป็ชิ้นเล็ก ๆ ตั้งใจจะให้หลานสาวกินจะได้สดชื่น
ต้าเกานำยาต้มมาให้หลานสาว “อาฮวากินให้หมดนะ จะได้หาย ยานี้แพงมาก กินแล้วต้องหายแน่นอน”
เกาหลันฮวามือหนึ่งถือถ้วยยา อีกมือยกปิดจมูกก่อนจะกระดกยาต้มกินหมดถ้วยในทีเดียว พอปล่อยมือที่บีบจมูกออก มีกลิ่นเหม็นจนเกิดอาการมวนท้องเหมือนจะอ้วก ต้องปิดจมูกอีกรอบ
ต้าเกาเลิกคิ้วถาม “ยาขมจนจะอ้วกเลยเหรอ ?”
เกาหยวนตอบแทนพี่สาว เขาใช้นิ้วบีบจมูกเช่นเดียวกัน “อาเจี่ยเหม็นเท้าลุงใหญ่นั่นแหละ !”
“อ้าวเหรอ !? ลุงเป็เล็บขบแค่นิ้วเดียวเองนะ” เขารู้สึกว่า่นี้กลิ่นเท้าของตนเองเบาบางลง เพราะเป็เล็บขบแค่นิ้วเดียว
คุณย่าเกาเองก็เริ่มมึนหัว “ไป ๆ กินข้าวกลางวันกัน วันนี้ยังคงเป็โจ๊กข้าวฟ่างเหมือนเดิม พวกเด็ก ๆ มากันครบยัง ?” พวกเด็ก ๆ ที่ว่าคือหลานชายอีก 3 คนกับหลานสาวอีก 1 คน เป็ลูกของบ้านใหญ่บ้านรองที่ทำงานเก็บแต้มถึง 8 แต้ม เกือบเทียบเท่าผู้ใหญ่
สะใภ้รองเป็คนตอบแม่สามี พร้อมทั้งนำผิงกั่วมาให้เกาหลันฮวา “เด็กพวกนั้นถูกฝ่ายผลิตพาไปปลูกข้าวโพดทีู่เาท้ายหมู่บ้านค่ะ เห็นว่าเขามีโจ๊กข้าวเลี้ยงเป็อาหารกลางวัน หลันฮวากินผิงกั่วนี่นะ จะได้สดชื่น”
เกาหลันฮวาเห็นผลไม้ก็เปรี้ยวปาก อยากกินดับกลิ่นยาและกลิ่นเท้าของลุงใหญ่ เธอรับมาก่อนจะเอ่ยขอบคุณ “ขอบคุณค่ะป้าสะใภ้รอง”
‘ตุบ’
เหนียงจื่อใจนล้มไปกองกับพื้น ใที่จู่ ๆ เกาหลันฮวาก็พูดได้ คุณปู่เกาที่ยืนเท้าเอวมองหลานสาวอยู่ก็ใเช่นเดียวกัน แม้แต่ลุงใหญ่ที่กำลังล้างเท้าอยู่หลังบ้านก็แคะหูตัวเองเพราะคิดว่าหูฝาด
สะใภ้ใหญ่หวังซุนเป็คนแรกที่วิ่งหน้าตั้งมาถามว่า “อาฮวา เมื่อกี้เธอพูดเหรอ !? พูดได้แล้วเหรอ !?” ต้องบอกเลยว่าคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการที่เกาหลันฮวาเป็คนเสียสติก็คือลูกสาวของหล่อน เพราะถูกมองว่ามีเชื้อบ้า คลอดลูกออกมาแล้วก็อาจจะสติไม่สมประกอบเหมือนเกาหลันฮวาได้ ดังนั้นลูกสาวของหวังซุนตอนนี้อายุ 19 แล้วก็ยังไม่มีคู่ดูตัวเหมือนคนอื่น !
แต่ถ้าเกาหลันฮวากลับมาพูดรู้เื่… ลูกสาวของหล่อนก็จะได้แต่งงานแล้วน่ะสิ !
เกาหลันฮวากัดผิงกั่ว 1 คำ เปรี้ยวจนต้องหยีตา เธอค่อย ๆ เคี้ยวแล้วกลืนก่อนจะตอบว่า “ค่ะ ฉันหายดีแล้ว ขอบคุณทุกคนที่ดูแลฉันมาตลอดหลายปีนี้นะคะ” ว่าแล้วก็ส่งยิ้มหวาน ๆ ให้ทุกคน
หวังซุนดีใจจนเป็ลมหมดสติไป ส่วนสะใภ้รองถอนหายใจโล่งอก คุณปู่เองก็เช่นกัน ทุกคนในบ้านเกาต่างยินดีกับเื่นี้ ถือว่าในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดี !