การเกิดใหม่อีกครั้งของนักอัญเชิญอสูร

    ตอนที่ 59 คุณชายเฟิงเค่อและคุณชายเฟิงเป้า

           “ท่านเป็นคนใหญ่คนโตถึงเพียงนี้เชียว !” เฟิงเค่อกล่าวออกมาด้วยความตื่นตระหนก
           “ฮิๆ ท่านไม่จำเป็นต้องตกใจไปท่านเฟิงเค่อ ในตอนนี้ข้าเป็นเพียงหญิงสาวคนหนึ่งที่ต้องการสนิทสนมกับท่านเท่านั้น” ซูฮวาหลงกล่าวพร้อมกับรินไวน์องุ่นให้กับเฟิงเค่อด้วยกริยาท่าทางที่งดงามของหญิงสาวชนชั้นสูง
           “ข้าเข้าใจแล้วแม่นางซูฮวาหลง” เฟิงเค่อยกแก้วไวน์องุ่นขึ้นดื่มหลังจากกล่าวจบ
           ซูฮวาหลงยิ้มให้เฟิงเค่อ จากนั้นนางได้กล่าวขึ้นว่า “ท่านสนใจที่จะเข้าร่วมกับตระกูลใดในเมืองแห่งนี้หรือไม่? เหล่าตระกูลนักหลอมแร่ภายในเมืองคงต้องการตัวท่านไปเข้าร่วมกับพวกเขาเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตระกูลของพวกเขา”
           “พวกข้าสามพี่น้องไม่คิดที่จะเข้าร่วมกับตระกูลใดอย่างแน่นอน” เฟิงเค่อกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
           “หากพวกท่านทำเช่นนั้น พวกท่านต้องระมัดระวังตัวกันให้ดีเหล่าตระกูลใหญ่ทั้งสามภายในเมือง ย่อมไม่อยู่เฉยรอให้พวกท่านขึ้นมาเป็นใหญ่เท่ากับพวกเขาเป็นแน่” ซูฮวาหลงกล่าว
           "ในที่สุดข้าก็ได้ข้อมูลที่น่าสนใจแล้ว" เฟิงเค่อคิดในใจ
           “ท่านพอจะบอกเล่าข้อมูลสำคัญของสามตระกูลใหญ่ให้ข้าฟังได้หรือไม่ ?” เฟิงเค่อกล่าวถาม
           ซูฮวาหลงจ้องมองเฟิงเค่อที่กำลังแสดงท่าทางอยากรู้อยากเห็นเหมือนกับเด็ก "เขาดูมีเสน่ห์มากขึ้นไปอีกเวลาที่เขาแสดงออกเช่นนี้" ซูฮวาหลงคิดในใจ จากนั้นนางได้กล่าวกับเฟิงเค่ออย่างช้าๆ ด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
           “ตระกูลที่แข็งแกร่งที่สุดในสามตระกูลใหญ่คือตระกูลเหวิน พวกเขามีกองกำลังทหารรับจ้างอยู่ราวสองหมื่นคน
           ตระกูลที่แข็งแกร่งรองลงมาคือตระกูลเพ่ย พวกเขามีกองกำลังทหารรับจ้างอยู่ราวหนึ่งหมื่นแปดพันคน
           ตระกูลที่แข็งแกร่งเป็นอันดับสามคือตระกูลไป๋ พวกเขามีกองกำลังทหารรับจ้างอยู่ราวหนึ่งหมื่นเจ็ดพันคน” ซูฮวาหลงยิ้มอย่างมีเสน่ห์ให้กับเฟิงเค่อในขณะยกแก้วไวน์องุ่นของนางขึ้นดื่ม
           “ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณท่านมากที่แนะนำเรื่องนี้ให้กับข้า” เฟิงเค่อกล่าวกับซูฮวาหลง
           “ท่านเฟิงเค่อ ข้าคาดเดาว่าอีกไม่นานสามตระกูลใหญ่จะต้องเคลื่อนไหวกระทำการบางอย่างกับพวกท่านอย่างแน่นอน ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะเคลื่อนไหวไปแล้วด้วยซ้ำ พวกท่านต้องระมัดระวังตัวกันให้ดี หากพวกท่านต้องการสร้างกลุ่มอำนาจของพวกท่านขึ้นภายในเมืองแห่งนี้” ซูฮวาหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
           เฟิงเค่อพยักหน้าตอบรับคำกล่าวของนาง “แม่นางซูฮวาหลงท่านไม่ต้องเป็นห่วง ในอนาคตกลุ่มของพวกข้าจะกลายเป็นกลุ่มที่มีอำนาจมากที่สุดภายในเมืองนี้อย่างแน่นอน” เฟิงเค่อกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ
           “ฮิๆ เอาเช่นนี้เป็นอย่างไรหากท่านทำได้อย่างที่พูด ข้ายินดีที่จะเป็นภรรยาของท่าน ข้อเสนอนี้น่าสนใจหรือไม่ ?” ซูฮวาหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาพร้อมกับแสดงท่าทางเอียงอาย
           ถึงแม้เสียงของซูฮวาหลงจะเบามาก แต่เฟิงเค่อก็ได้ยินอย่างชัดเจน เฟิงเค่อได้หันไปมองซูฮวาหลงที่กำลังแสดงท่าทางเอียงอาย จากนั้นเขาได้กล่าวขึ้นมาว่า “หากท่านไม่รังเกียจข้า ข้ายินดีรับท่านมาเป็นภรรยาของข้าในตอนนี้ก็ยังได้”
           ตึกตัก ตึกตัก
           หลังจากได้ยินคำกล่าวของเฟิงเค่อ ซูฮวาหลงรู้สึกได้ว่าใจของนางเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นางได้จ้องมองเฟิงเค่ออย่างลึกซึ้งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นได้กล่าวออกมาเบาๆ “ฮิๆ ข้าเพียงแค่ล้อเล่นเท่านั้น ท่านอย่าได้คิดจริงใจในเรื่องนี้”
           “ข้าเข้าใจแล้ว ในเวลานี้ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว ร้านอาหารของท่านคงใกล้จะปิดแล้ว ข้าขอตัวกลับไปเตรียมการเรื่องการรับสมัครทหารรับจ้างเพิ่มในวันพรุ่งนี้ก่อน ไว้พบกันใหม่แม่นางซูฮวาหลง” เฟิงเค่อกล่าวกับซูฮวาหลง จากนั้นเขาได้ลุกขึ้นยืน
           “ไว้พบกันใหม่ท่านอาจารย์เฟิงเค่อ” ซูฮวาหลงกล่าวกับเฟิงเค่อด้วยน้ำเสียงเศร้าหมองเล็กน้อย
           เฟิงเค่อได้พยักหน้าตอบรับคำกล่าวของนาง จากนั้นเขาได้เดินออกมาจากร้านอาหารหลงซูลี่และกลับไปยังคฤหาสน์คุณชายนักประดิษฐ์ในทันที
           ทางด้านเฟิงเป้า หลังจากเดินออกมาจากร้านอาหารหลงซูลี่ เขาสัมผัสได้ถึงคนกลุ่มหนึ่งที่แอบสะกดรอยตามเขาออกมาจากร้านอาหาร เฟิงเป้าจึงได้ใช้ความเร็วที่พิเศษเฉพาะตัวพุ่งไปทางกลุ่มคนที่แอบสะกดรอยตามเขาอย่างรวดเร็ว
           ฟิ้ววว
           ผัวะ ผัวะ ผัวะ
           โอ๊ย โอ๊ย
           เฟิงเป้าได้ระบายความน้อยอกน้อยใจที่เขาได้รับความสนใจน้อยกว่าเฟิงเค่อ ผ่านหมัดของเขาทำให้กลุ่มคนที่แอบสะกดรอยตามเขามา ถูกเขาต่อยจนกระเด็นไปนอนกองกับพื้นกันทั่วหน้า
           “ชะ ช้าก่อนคุณชาย พะ พวกข้าตามท่านมาเพราะคุณหนูเหวินหนิงถังอยากรู้จักกับท่านขอรับ” หนึ่งในกลุ่มคนที่ถูกเฟิงเป้าซ้อมจนน่วมกล่าวออกมาอย่างตะกุกตะกัก
           “นางเป็นใคร ทำไมถึงได้แอบส่งคนสะกดรอยตามข้า ?” เฟิงเป้ากล่าวถามกลุ่มคนที่แอบสะกดรอยตามเขามาด้วยน้ำเสียงเย็นชา
           “คุณชายไม่รู้จักคุณหนูเหวินหนิงถังหรือขอรับ นางเป็นบุตรสาวของผู้นำตระกูลเหวินซึ่งเป็นหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ของเมืองนี้ขอรับ”
           "นางเป็นถึงบุตรสาวผู้นำตระกูล บางทีข้าอาจจะสืบหาข้อมูลบางอย่างจากนางได้" เฟิงเป้าคิดในใจ
           “เช่นนั้นรบกวนพวกเจ้ากลับไปบอกนาง ว่าข้าจะรอพบนางอยู่ที่นี่”
           “พวกข้าจะรีบกลับไปบอกเรื่องนี้กับคุณหนูเหวินหนิงถังขอรับ” กลุ่มคนที่แอบสะกดรอยตามเฟิงเป้าได้ฝืนทนอาการบาดเจ็บลุกขึ้นและกลับไปที่ร้านอาหารหลงซูลี่อย่างรวดเร็วหลังจากกล่าวจบ
           ในขณะที่มองกลุ่มคนเหล่านั้นเดินหายไปจนลับตา เฟิงเป้าได้ฉุกคิดเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ "บางทีข้าควรจะลองทำตามเฟิงเค่อดูบ้าง"
           เมื่อคิดได้ดังนั้นเฟิงเป้าได้ใช้ทักษะวิชาตัวเบากระโดดขึ้นไปยืนอยู่บนหลังคาของอาคารหลังหนึ่ง ที่อยู่ไม่ไกลจากจุดที่เขาอยู่ในทันที
           พรึบ พรึบ พรึบ
           เมื่อขึ้นมาถึงบนหลังคาของอาคาร เฟิงเป้าได้นำมือทั้งสองข้างไขว้หลังและยืนจ้องมองไปที่ดวงจันทร์ด้วยท่าทางสง่าผ่าเผย
           เวลาผ่านไปสามสิบนาที เหวินหนิงถังได้ใช้ทักษะวิชาตัวเบาของนางขึ้นมาหาเฟิงเป้าบนหลังคาของอาคาร
           ฟุบ ฟุบ ฟุบ
           ในทันทีที่เหวินหนิงถังขึ้นมาถึงบนหลังคาของอาคาร เฟิงเป้าได้กล่าวขึ้นขณะกำลังมองดูดวงจันทร์ “ท่านต้องการพบข้าหรือ ?”
           เนื่องจากแสงจันทร์อ่อนๆ ที่สาดส่องลงมากระทบที่ร่างของเฟิงเป้า ทำให้เหวินหนิงถังมองเห็นใบหน้าคมคายที่ดูหล่อเหลาของเฟิงเป้าได้อย่างชัดเจน บวกกับท่าทางที่ดูสง่าผ่าเผยของเขา ทำให้นางตกอยู่ในภวังค์ในทันที
           เวลาผ่านไปครู่หนึ่งเฟิงเป้าได้หันไปมองสบตากับนาง เหวินหนิงถังได้แสดงสีหน้าตกใจเล็กน้อยและหลบสายตาของเฟิงเป้าอย่างรวดเร็ว เฟิงเป้าที่เห็นดังนั้นจึงได้กล่าวถามนางอีกครั้ง
           “ข้าได้ยินมาว่าท่านต้องการพบข้า ท่านมีเรื่องอะไรอยากพูดคุยกับข้าหรือไม่ ?”
           “ขะ ข้าขออภัยแทนสหายของข้าด้วยที่เขาส่งคนแอบสะกดรอยตามท่าน ข้าเพียงแค่ต้องการทำความรู้จักกับท่านเท่านั้น ข้าชื่อเหวินหนิงถัง ทะ ท่านพอจะบอกชื่อของท่านให้ข้าทราบได้หรือไม่ ?” เหวินหนิงถังกล่าวถามเฟิงเป้าขณะกำลังก้มหน้าหลบสายตาของเขา
           "แม่นางคนนี้หลบสายตาของข้าทำไมกันนะหรือนางจะไม่ชอบท่าทางของข้า แย่แล้วหากเป็นเช่นนั้นข้าคงจะถามเรื่องต่างๆจากนางได้ยากขึ้น ข้าต้องรีบคิดหาวิธีทำให้นางหันมาสนใจข้า"
           เมื่อคิดได้ดังนั้นเฟิงเป้าจึงได้เปลี่ยนท่าทางกลับมายืนตามปกติและเดินเข้าไปใกล้นางมากขึ้น “ข้าชื่อเฟิงเป้า ข้าช่างโชคดียิ่งนักที่มีหญิงสาวที่งดงามเช่นท่านอยากทำความรู้จักกับข้า”
           "พูดประมาณนี้คงทำให้นางรู้สึกดีต่อข้ามากขึ้น" เฟิงเป้าคิดในใจ
           เหวินหนิงถังหัวใจเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ หลังจากได้ยินคำกล่างของเฟิงเป้ากล่าว นางมีท่าทีซวนเซเล็กน้อย “ข้า... ในสายตาของท่าน ข้างดงามมากเลยหรือ ?”
           เฟิงเป้าได้พยักหน้าตอบรับคำกล่าวของนาง “ท่านเป็นหญิงสาวที่งดงามที่สุด ที่ข้าเคยได้พบตั่งแต่ข้ามาที่เมืองนี้” เฟิงเป้ากล่าวตอบอย่างซื่อตรง
           ในระหว่างที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันได้มีชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง ใช้ทักษะวิชาตัวเบาที่รวดเร็ว กระโดดขึ้นจากด้านล่างของอาคารมายืนอยู่ข้างเหวินหนิงถัง “ได้เวลากลับแล้วขอรับคุณหนู หากคุณหนูกลับมืดค่ำกว่านี้นายท่านอาจจะทราบได้ว่าคุณหนูแอบออกมาสังสรรค์ขอรับ”
           “ข้าเข้าใจแล้ว” เหวินหนิงถังกล่าวกับชายวัยกลางคน จากนั้นนางได้หันหน้ามามองเฟิงเป้าอย่างลึกซึ้งอยู่ครู่หนึ่ง “คุณชายเฟิงเป้าไว้พบกันใหม่”
           “ข้าอยู่ที่คฤหาสน์คุณชายนักประดิษฐ์ หากท่านต้องการพบข้า ท่านสามารถมาหาข้าที่นั่นได้” เฟิงเป้ากล่าวกับเหวินหนิงถัง จากนั้นเขาได้ใช้ทักษะวิชาตัวเบาเดินทางกลับไปที่คฤหาสน์คุณชายนักประดิษฐ์อย่างรวดเร็ว
           พรึบ พรึบ พรึบ
           “คุณชายคนนี้มีทักษะวิชาตัวเบาที่ยอดเยี่ยมนัก !” ชายวัยกลางคนกล่าว
           “เขาเร็วกว่าท่านที่มีทักษะวิชาตัวเบายอดเยี่ยมที่สุดในตระกูลเหวินอีกหรือ ?” เหวินหนิงถังกล่าวถามด้วยความสงสัย
           “เขาเร็วกว่าข้าอย่างน้อยสามเท่า! หากคุณชายท่านนี้ต้องการจะหลบหนี ข้ามั่นใจว่าภายในเมืองแห่งนี้ไม่มีใครสามารถไล่ตามเขาได้ทัน !” ชายวัยกลางคนกล่าว ในขณะจ้องมองเงาร่างของเฟิงเป้าที่หายไปอย่างรวดเร็วด้วยความชื่นชม
           “เขาบอกว่าเขาอยู่ที่คฤหาสน์คุณชายนักประดิษฐ์ หรือว่า! เขาคืออาจารย์ผู้ทรงเกียรติของสถาบันอัคคีหมอก !” เหวินหนิงถังกล่าวออกมาเสียงดัง   
     

    คล้ายกับเรื่องการเกิดใหม่อีกครั้งของนักอัญเชิญอสูร ที่คุณอ่าน