สามเดือนหลังการกลับมาขององค์รัชทายาทแคว้นเหอฉีกลับมาอยู่ในความสงบอีกครั้ง บัดนี้ ท่านอ๋องหมายมั่นปั้นมือเป็อย่างมากที่จะให้คุณชายชิงอวิ้นก้าวขึ้นมาเป็ผู้นำแคว้นอย่างแท้จริง
การปรากฏตัวขององค์รัชทายาทในการประชุมขุนนางในเช้านี้สร้างความปลื้มปีติยินดีให้กับเหล่าขุนนางยิ่งนัก เพราะทุกคนเชื่อว่าในท้ายที่สุดแล้ว บัลลังก์แห่งนี้ ก็ต้องตกเป็ของพระองค์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่เพียงครั้งแรกของการเข้าประชุมชุนนางเท่านั้นคุณชายชิงอวิ้น ก็มีเื่ต้องผิดใจกับขุนนางชั้นผู้ใหญ่เสียแล้ว เป็เช่นนี้ท่านอ๋องต้องเรียกตัวคุณชายเข้าพบเป็การด่วน
ท่านอ๋องนั่งจิบน้ำชาด้วยท่าทางสบายๆแม้ในใจจะร้อนรุ่มก็ตามในขณะที่คุณชายชิงอวิ้นแสดงสีหน้าออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนว่าไม่พอใจกับการเรียกตัวเข้าพบในครั้งนี้
“พวกเ้าออกไปก่อน” ท่านอ๋องโบกมือให้เด็กรับใช้ออกไปจากห้อง บางทีเื่แบบนี้การพูดคุยกันเป็การส่วนตัวน่าจะเหมาะสมที่สุด
“เ้าเพิ่งเข้าประชุมวันแรกก็ก่อเื่ซะแล้ว” ท่านอ๋องเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าเด็กรับใช้ออกไปกันหมดแล้ว
“เสด็จพ่อท่านไม่เห็นหรือว่าความคิดของคนเ่าั้มันล้าสมัยไปแล้ว พวกเขาคิดแต่จะนั่งๆ นอนๆไม่คิดทำสิ่งใดให้เจริญรุ่งเรือง ทั้งๆ ที่แคว้นของเราถือว่ายิ่งใหญ่เหนือแคว้นใดๆแล้วทำไมพวกท่านยังพอใจที่จะอยู่อย่างแร้นแค้นแบบนี้อีก ข้าเห็นโอกาสอันมากมายท่านจะให้ข้านิ่งเฉยกระนั้นหรือ ข้าทำแบบท่านได้หรอก”
“ไม่ว่าเ้าจะทำได้หรือไม่ได้แต่คนพวกนี้ก็สำคัญต่อเรา” เมื่อเห็นว่าองค์ชายไม่ยอมเข้าใจอะไรท่านอ๋องได้แต่ส่ายหน้า
“ทั้งท่านราชครู และอัครมหาเสนาบดีทั้งสองคนนี้คือคนที่พ่อไว้ใจมากที่สุด จริงอยู่ที่ความคิดของเขาอาจจะล้าสมัยไปบ้างแต่ทุกอย่างที่เ้าเห็นในบ้านเมืองนี้ ล้วนแล้วแต่เป็ฝีมือของสองคนนี้ เ้าจะต้องเรียนรู้การทำงานจากพวกเขาให้มากข้าหวังว่า วันหนึ่งเมื่อเ้าขึ้นมาปกครองบ้านเมือง เ้าจะท่านอ๋องที่ดีกว่าข้า ขอเพียงเ้ารู้จักใช้งาน คนพวกนี้จะช่วยเ้าได้มาก”
“สักวันหนึ่งข้าจะต้องกวาดล้างคนพวกนี้ให้หมด”คุณชายชิงอวิ้นประกาศกร้าว
“ชิงอวิ้นลูกพ่อ เ้าจงฟังนะ เราไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้เพียงลำพังร้อยคนร้อยพ่อพันแม่ เราจะหวังให้ทุกคนเป็ในแบบที่เรา้าไม่ได้หรอกมนุษย์ทุกคนล้วนมีข้อดีข้อเสียอยู่ในตัวกันทั้งนั้น ผู้นำอย่างเราจึงมีหน้าทำให้เขาเ่าั้นำข้อดีมาใช้ในการทำงานส่วนเสียเขาจะเอาไปทำอะไรนั่นก็เื่ของเขา ขออย่าให้มันมาบ่อนทำลายบ้านเมืองก็พอการปล่อยให้พวกเขาอยู่ห่างไกลสายตา มันน่ากลัวยิ่งกว่า”
แม้จะไม่เห็นด้วยแต่คุณชายชิงอวิ้นก็ไม่มีอะไรเถียงเพราะรู้ดีว่า ความคิดเห็นของเขา ย่อมไม่ถูกใจท่านอ๋องเป็แน่ การนิ่งเงียบจึงดีกว่า
ท่านอ๋องหันมามองบุตรชายสุดที่รักด้วยความเป็ห่วงชิงอวิ้นผู้นี้ เติบโตมาจากการเลี้ยงดูแบบตามใจของผู้เป็มารดา เมื่อโตมาก็ออกไปท่องยุทธจักรั้แ่วัยหนุ่มการจะสอนอะไรให้เขาเชื่อฟังมันไม่ง่ายเลย คงจะมีทางเดียว ที่ทำให้จิตใจของเขาเย็นลงได้
“ข้ามาคิดดูแล้วน่าจะถึงเวลาที่เ้าจะแต่งชายาเข้าจวนได้แล้วนะ” ท่านอ๋องพูดตรงๆ ทำเอาคุณชายชิงอวิ้นสะดุ้งเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเอาแต่นิ่งเงียบไม่พูดไม่จาท่านอ๋องจึงรุกต่อ
“เ้าเองก็โตเป็หนุ่มแล้ว ท่องยุทธภพมาก็นานหลายปีหากมีหญิงงามคนใดที่เ้าหมายตาต้องใจไว้ ก็ให้บอกมา ข้าจะปสู่ขอมาให้เ้าทันที”
“ชีวิตข้าโลดโผนโจนทะยานสนุกสนานไปวันๆ หามีหญิงใดอยู่ในใจไม่”
“เช่นนั้นก็ดีแล้วเพราะข้ากับเสด็จแม่ของเ้าก็ได้มองๆ ไว้คนหนึ่ง เ้าคิดว่าแม่นางเฟยหรงเป็ยังไงความสวยของนางก็ไม่เป็สองรองใคร ทั้งกิริยามารยาท ก็เรียบร้อยสมเป็กุลสตรีอีกทั้งพ่อของนางก็เป็ขุนนางใหญ่อยู่ในราชสำนัก ส่วนหลี่ซื่อพี่ชายของนางก็เป็เพื่อนสนิทกับเ้ามองดูแล้วเ้าสองคนก็เหมาะสมกันดี”
“หากมันเป็ความประสงค์ของเสด็จพ่อและเสด็จแม่ลูกก็พร้อมจะปฏิบัติตาม”
“เช่นนั้นเ้าก็จงเตรียมตัวให้พร้อมข้าจะไปหาฤกษ์ยามที่เหมาะสม สู่ขอชายาให้กับเ้า”
........................................................
ที่จวนของอำมาตย์ลี่ซื่อกลับมาคึกคักอีกครั้งหลังจากที่โดนส่งตัวไปเฝ้าดูแลการสร้างเขื่อนที่เมืองฉูอยู่นานหลายเดือน แม้จะประสบความสำเร็จอย่างงดงามแต่การที่ต้องละทิ้งที่มั่นในเมืองไปหลายเดือนทำให้โอกาสที่จะได้ใกล้ชิดกับองค์รัชทายาทยิ่งน้อยลงไปอีกโอกาสที่จะพลาดท่าเสียทีเพลี่ยงพล้ำให้กับอีกฝ่ายเป็ไปได้ง่าย
แต่บัดนี้สถานการณ์กลับเปลี่ยนไปอย่างไม่น่าเชื่อจากที่ดูเหมือนจะเป็ขุนนางตกอับ ถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจที่ชายแดน บัดนี้จวนแห่งนี้ได้กลับมาคึกคักอีกครั้งหนึ่งแล้วเหล่าขุนนางได้แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนอย่างไม่ขาดสาย
“ขอแสดงความยินดีกับท่านอำมาตย์ด้วย” อำมาตย์เฟยฉีเ้ากรมกลาโหมรีบรุดเข้ามาหาแต่เช้าทันทีที่ทราบข่าวดี อำมาตย์ทั้งสองเป็ผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาเมื่อครั้งสร้างเขื่อนที่เมืองฉู จึงไม่แปลกที่ทั้งสองจะสนิทสนมกันมาเป็พิเศษ
ลี่ซื่อนั่งอมยิ้มมองจอกชาด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่อง แม้เขาจะเป็ขุนนางระดับสูงแต่ที่ผ่านมาตัวเขาเองก็รู้ดีว่า ความสำคัญของเขานั้นยังเป็รองท่านราชครูและอัครมหาเสนาบดีอยู่มาก แต่บัดนี้มันไม่ใช่แล้ว
“นานมาแล้วที่พวกเราอยู่ภายใต้อำนาจของท่านราชครูและอัครมหาเสนาบดีบางทีนี่อาจจะเป็โอกาสของพวกเรา ที่จะจัดการคนพวกนั้นให้สิ้นซาก” ลี่ซื่อเอ่ยขึ้นโดยที่สายตายังคงจับจ้องไปที่จอกชา
“ดูเหมือนว่าทุกอย่างเริ่มเอนเอียงมาฝั่งของพวกเราองค์รัชทายาทก็แสดงออกชัดเจนว่า มีความเห็นที่ขัดแย้งกับท่านราชครู แล้วตอนนี้ ใต้เท้าเองก็กำลังจะได้รัชทายาทมาเป็บุตรเขยอีกเราเพียงแค่อยู่เฉยๆ แต่ทุกอย่างกลับวิ่งเข้ามาหา ์ทรงโปรดจริงๆ”
“ถ้ามันง่ายเหมือนอย่างที่ใต้เท้าคิดมันก็คงจะดีอยู่หรอก”
“มีอะไรที่ทำให้ใต้เท้าต้องเป็กังวลอยู่อีกรึ”
“คุณชายชิงอวิ้นผู้นี้ เห็นได้ชัดว่ายากจะควบคุม ที่เขายอมแตกหักกับท่านราชครูในที่ประชุม เพื่อ้าจะแสดงอำนาจให้ทุกคนได้เห็นก็นั้น คุณชายก็แค่แสดงให้เหล่าขุนนางได้รู้ว่าถ้าอยากจะเป็ใหญ่ ต้องก้มหัวให้เขาเท่านั้น มันก็น่าเป็ห่วงอยู่ว่าถ้าคนแบบนี้ขึ้นมาปกครองจริงๆ เหล่าขุนนางจะอยู่กันอย่างไรเราเองก็คงจะต้องลำบากใจมิใช่น้อย ถ้าต้องอยู่ภายใต้อำนาจของคนแบบนั้น”
“มีอะไรให้ต้องกังวลอีกละในเมื่อท่านมีคุณชายอยู่ใกล้ตัว ส่วนข้าก็มีกำลังทหารอยู่ในมือแถมหลี่ซื่อบุตรชายของท่านก็ดูจะสนิทสนมกับองค์รัชทายาทมากกว่าใครแบบนี้แคว้นเหอฉีจะไปไหนเสีย ใต้เท้าอย่ากังวลไปเลย เรามาดื่มฉลองกันดีกว่า” ขุนนางผู้ใหญ่ทั้งสองยกจอกชาขึ้นดื่มท่ามกลางบรรยากาศแห่งความปลื้มใจ
......................................................
“มีอะไรรึ เ้าถึงต้อรีบวิ่งหน้าตั้งมาหาข้าแต่เช้าแบบนี้”จางหย่งแสดงท่าทีแปลกใจเป็อย่างมากกับท่าทางของหวังหย่งที่ดูกระวนกระวายเป็อย่างมาก
“มีเื่ด่วนครับท่านอาจารย์” จางหย่งรีบรายงานทันที
“มีอะไรก็รีบว่ามา”
“ท่านอ๋องกำลังจะพิธีอภิเษกสมรสให้กับคุณชายชิงอวิ้นขอรับ”
“ฮ่า...... ข่าวดี ข่าวดีจริงๆ ว่าแต่สตรีนางใดหรือที่เป็ผู้โชคดีในครั้งนี้”
“เป็คุณหนูเฟยหรงบุตรสาวของอำมาตย์ลี่ถัง เสนาบดีกรมพระคลังขอรับท่านอาจารย์”
คำตอบของหวังหย่งทำเอาเ้าสำนักถึงกับนิ่งไปชั่วขณะ เขาแอบคิดในใจ แคว้นเหอฉีมีสาวงามทั่วทั้งแผ่นดินทำไมต้องเป็เฟยหรงคนนี้ด้วย
“เพราะแบบนี้แหละผมจึงต้องรีบมารายงานให้ท่านอาจารย์ทราบทันทีที่รู้ข่าว” หวังหย่งรีบออกตัวทันทีที่เห็นเ้าสำนักนิ่งเงียบไม่พูดอะไรออกมาหลังจากที่ได้ยินข่าวนี้
“เื่นี้มันไม่ดีต่อเราเลยเ้าคิดว่ายังไงบ้าง”
แม้จะออกมาตั้งสำนักอยู่ในเมืองหลวงที่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับแคว้นเหอฉี แต่จริงๆ แล้วสำนักไฉ่หงแห่งนี้มีส่วนสำคัญมิใช่น้อยต่อแคว้นเหอฉี ความสำเร็จหลายๆอย่างล้วนมีสำนักไฉ่หงแห่งนี้อยู่เื้ั เพียงแต่น้อยคนนักที่จะรู้
หวังหย่งที่ติดสอยห้อยตามเ้าสำนักอยู่นานหลายปีย่อมรู้และเข้าใจทุกๆ อย่างในแคว้นเหอฉีเป็อย่างดียิ่งบัดนี้คุณชายชิงอวิ้นกำลังจะขึ้นมากุมอำนาจทั้งหมดแทนท่านอ๋องแล้วนั้น สถานะของสำนักไฉ่หงย่อมไม่ปลอดภัยเป็แน่ สิ่งที่เขาจะพูดออกไปย่อมเป็สิ่งที่เ้าสำนักรู้ดีอยู่แล้วแต่หวังหย่งก็ไม่รอช้าที่จะเสนอความเห็นของตนออกมา
“ข้าเห็นว่าเื่นี้ย่อมมีผลกระทบต่อเราอย่างแน่นอนเห็นได้ชัดว่า ท่านอ๋อง้าให้คุณชายขึ้นครองบัลลังก์ต่อจากท่านโดยมีอำมาตย์ลี่ถังและอำมาตย์เฟยฉี เป็ผู้ที่คอยให้การสนับสนุนแบบนี้เห็นทีเวลาของท่านราชครูกับท่านอัครมหาเสนาบดีใกล้จะหมดลงแล้ว”
“เ้าไม่คิดหรือว่า ชิงอวิ้นจะปฏิเสธการอภิเษกสมรสในครั้งนี้”
“คุณชายชิงอวิ้นผู้นี้แม้จะดูหยิ่งทะนง ถือตัวโอ้อวด แต่การนี้คงยากจะขัดขืนไม่ใช่เพราะเกรงกลัวใจท่านอ๋องแต่เป็เพราะคุณชายเองก็ทราบดีถึงความสามารถของตน การออกไปท่องยุทธภพหลายปี ไม่ได้ทำให้คุณชายแกร่งกล้าขึ้นเลย มิหนำซ้ำกลับทำให้เห็นว่า คุณชายเองไม่ได้มีความสามารถใดๆ ที่พอจะเชิดหน้าชูตาได้การได้ขุนนางผู้ใหญ่ทั้งสองไว้ใกล้ตัวมันจะช่วยให้พระองค์ปกครองบ้านเมืองได้ไม่ยาก อีกทั้งยังสามารถควบคุมได้ง่ายกว่าท่านราชครูและอัครมหาเสนาบดีจึงไม่แปลก ที่การแต่งงานครั้งนี้จะสุขสมหวังกันทั้งสองฝ่าย” หวังหย่งหยุดคิดนิดนึง
“ว่าต่อสิ” เ้าสำนักคะยั้นคะยอให้พูดต่อ
“แต่ข้าก็ยังแปลกใจทำไมท่านอ๋องจึงกระทำเหมือนกับไม่ไว้หน้าผู้าุโทั้งสองเลยทำแบบนี้เหมือนไม่ให้เกียรติกัน แต่คนอย่างท่านอ๋องคงไม่กระทำสิ่งใดโดยไม่ได้ไตร่ตรองมาก่อนเป็แน่ท่านอ๋องคงเห็นว่าผู้าุโทั้งสอง ได้ถวายตัวรับใช้บ้านเมืองมาด้วยความจงรักภักดีมาตลอดสำหรับทั้งสองแล้ว บ้านเมืองสำคัญเหนืออื่นใดทั้งปวง ต่อให้ถูกลดอำนาจลงแค่ไหนก็ไม่มีทางที่จะละทิ้งกิจการบ้านเมืองเป็แน่แท้ ห่วงก็แต่ว่า หากไร้ซึ่งท่านอ๋องแล้ว สองท่านนั้นจะอยู่ได้อย่างไรท่านอ๋องดูจะรักองค์ชายชิงอวิ้นมากเป็พิเศษยอมทำทุกอย่างเพื่อเป็การสร้างฐานอำนาจให้กับองค์ชาย ข้าเองก็พอจะทราบมาว่าทันทีที่ข่าวนี้แพร่สะพัดออกไปที่จวนของอำมาตย์ลี่ถังมีเหล่าขุนนางแวะเวียนไปคารวะกันไม่ขาดสายแบบนี้ก็ยิ่งจะช่วยเติมเชื้อไฟให้โหมกระพือเข้าไปอีก หากเป็เช่นนี้แล้วอนาคตของแคว้นเหอฉีจะเป็เช่นไร”
“ไม่เสียแรงเลยจริงๆที่ข้าอบรมสั่งสอนเ้ามาหลายปี บัดนี้เ้าสามารถเข้าใจอะไรๆ ได้ดีกว่าข้าเสียอีก” จางหย่งเอ่ยออกมาด้วยความภาคภูมิใจในตัวศิษย์รักคนนี้ยิ่งนัก แต่คำชมเหล่านี้ก็ไม่อาจทำให้หวังหย่งคลายความทุกข์ใจได้ เขายังคงสีหน้าเคร่งเครียดอยู่อย่างนั้น
“ข้าดีใจเหลือเกินที่ยังมีคนที่ยังคงเป็ห่วงบ้านเมืองเช่นเ้าข้าเองก็หวังว่าชิงอวิ้นจะก้าวขึ้นไปเป็ท่านอ๋องที่ดีได้ หาไม่แล้ว ข้าคงต้องให้เ้าช่วยเหลือแล้วละ”
หวังหย่งที่ยังคงเหม่อลอยครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ในอนาคตจนไม่ได้ยินคำที่เ้าสำนักพูดเขาได้แต่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“เ้าอย่าเครียดไปเลยยังไงแคว้นเหอฉีก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเราอยู่สิ่งที่เ้าต้องห่วงคือสถานการณ์ในเมืองหลวงนี่ต่างหาก”
“เมืองหลวงนี่ก็สงบดีอยู่มีอะไรให้ข้าต้องเป็เหรอขอรับ”
“ชิงอวิ้นเตร็ดเตร่อยู่ในเมืองหลวงหลายปีย่อมรู้ดีว่า เมืองหลวงเป็เช่นไร ข้าเกรงว่า หากเขาเป็ใหญ่ในแคว้นเหอฉีได้แล้วเขาจะไม่หยุดอยู่แค่นั้น” จางหย่งตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เป็กังวลพร้อมกับโบกมือให้หวังหย่งออกไปได้
............................................................................