บทที่ 40 มีความสุขจะตายอยู่แล้ว
เฉินม่อฉวิน “ของพี่สาวฉันจริงร้อยเปอร์เซ็นต์! หลังจากที่เลิกกัน พี่สาวฉันก็เข้าไปทำงานในบริษัท ทำงานวันละสิบกว่าชั่วโมงอย่างกับคนบ้า”
“หลังจากนั้นครึ่งปีก็รับช่วงบริหารจัดการบริษัทย่อย มันเลยยิ่งทำให้ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ นอกจากเรื่องงานแล้วไม่มีเรื่องอื่นอยู่ในสมองของเธอหรอก”
ลู่เฉิงเหวิน “ฉันรู้ ตอนนี้ยังเป็นอย่างนั้นอยู่รึเปล่า?”
“ไม่แล้ว ไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้นอีกแล้ว” เฉินม่อฉวินพูดต่อ “ตอนนี้พี่สาวเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดของบริษัทแล้ว และเธอก็เก่งขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะ ไม่ต้องทำงานหนักเหมือนเมื่อก่อนอีก ถึงได้บอกไงว่าตอนนี้เป็นโอกาสดี! นายแค่เอาใจพี่สาวสักครึ่งของเหลิ่งชิงชิว ฉันรับรองได้เลยว่าพี่สาวต้องเป็นม้าขาวตัวน้อยให้นายได้ขี่ทะยานไปทุกที่ตามแต่ใจต้องการ”
เฉินเมิ่งอวิ๋นได้ยินแล้วหน้าแดงก่ำ
มีน้องชายคนไหนว่าพี่สาวตัวเองแบบนี้บ้าง? เจ็บใจจริง ๆ เลย!
แต่ลู่เฉิงเหวินกลับพูดอย่างจริงจังขึ้นมา
“นี่ ขอร้องเลยนะ วันหลังอย่าได้พูดถึงพี่สาวแบบนี้อีก เธอเป็นพี่สาวนายนะ เคารพเธอหน่อยสิ”
“ฉันไม่ได้ไปพูดกับใครที่ไหนสักหน่อย แต่พูดกับเพื่อนรักของฉันเท่านั้นเอง! ฉันจะบอกอะไรให้ ถือโอกาสตอนที่ปู่ของฉันยังมีชีวิต ถ้านายอยากได้ตัวพี่สาวฉัน ทุกคนในบ้านฉันไม่มีใครกล้าแย้งเด็ดขาด และยังมีฉันด้วยอีกคนที่สนับสนุนนาย!”
ลู่เฉิงเหวินมองแสงตะวันยามเย็น พร้อมส่ายหน้าและหัวเราะฝืด ๆ “ไม่ดีกว่า ...ฉันกับเธอไม่มีทางเป็นไปได้อีกแล้ว”
“ทำไมล่ะ? เพราะเรื่องเล็กน้อยเมื่อตอนนั้นเหรอ เรื่องแบบนั้นก็ยังเก็บมาเป็นเรื่องใหญ่? มีลูกเศรษฐีคนไหนไม่เคยทำตัวเถลไถลบ้าง? ขอแค่นายปฏิบัติตัวดี ๆ ต่อพี่สาวฉัน คนในตระกูลฉันจะสนับสนุนนายอย่างแน่นอน”
ลู่เฉิงเหวินร้องในใจว่านายไม่รู้เรื่องอะไรเลย นี่มันไม่ใช่เรื่องของเราสองคนเท่านั้น แต่ตรงกลางยังมีพระเอกกั้นอยู่อีก!
ฉันไม่ใช่คนกินเจก็จริง แต่ตอนนี้ถึงจะเห็นเนื้อก้อนโตวางอยู่ตรงหน้าก็ไม่กล้าขยับตะเกียบสักนิด กระทั่งมองก็ยังไม่กล้า!
ชายหนุ่มหัวเราะ “นายดูแลตัวนายเองให้ดีก่อนเถอะ นายควรจะมีครอบครัวได้แล้ว จะได้มีความรับผิดชอบบ้าง เมื่อคนเรามีครอบครัวต้องดูแล ก็จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น”
เฉินม่อฉวินถอนใจ “ฉันว่าแบบนั้น...ไม่ใช่ฉัน”
“อะไรนักหนาเชียว?”
ลู่เฉิงเหวินหันไปมองเฉินม่อฉวิน “ฉันจะบอกอะไรให้นายฟัง ตลอดชั่วชีวิตนี้ของคนเรา มีชีวิตอยู่เพื่อครอบครัว แค่มีลูกมีเมียอยู่พร้อมหน้า ชีวิตก็มีความสุขแล้ว ลองจินตนาการดูสิ ถ้ามีผู้หญิงที่นายรักจากใจจริง พอได้เห็นหน้าเธอ หัวใจของนายก็จะรู้สึกอบอุ่น พอได้เห็นหน้านาย เธอก็จะยิ้มหวานมาให้ ชีวิตแบบนี้ไม่ดีตรงไหน?”
“เพื่อความรัก กลางวันสองคนดูแลซึ่งกันและกัน ตอนเย็นพลิกผ้าห่ม*[1] เติมความหวาน แบบนั้นต่างหากถึงจะเรียกว่าความสุขที่แท้จริง”
“เมื่อนายมีลูก เห็นชีวิตน้อย ๆ เกิดขึ้น สองคนสามีภรรยาช่วยกันทำมาหากินเพื่อเลี้ยงดูลูกให้เติบใหญ่ เมื่อลูกเรียกนายว่า ‘พ่อ’ ความรู้สึกแบบนั้นมันสุขยิ่งกว่ามั่วอยู่กับพวกผู้หญิงพวกนั้นเป็นล้านเท่า!”
เฉินเมิ่งอวิ๋นอ้าปากค้าง
ไม่น่าเชื่อเลยว่างาช้างจะงอกออกจากปากสุนัขได้?
เฉินเมิ่งอวิ๋นเผยรอยยิ้มแห่งความชื่นชม
ส่วนเฉินม่อฉวินมองลู่เฉิงเหวินราวกับมองคนที่ตนเองไม่เคยรู้จักมาก่อน
“สุดยอด! ทำไมอยู่ ๆ นายถึงได้พูดจาล้ำลึกแบบนั้นได้? นายมันนักธุรกิจหน้าเลือด ทำไมพูดจาอย่างกับคนมีสติ?”
ลู่เฉิงเหวินถอนใจ “นี่คือวิถีชีวิตของคนเรา แสงสีเสียงมีแต่จะทำให้ตาลาย เกิดเป็นลูกผู้ชาย ไม่ว่าแสงสีในโลกจะน่าหลงใหลแค่ไหน ยั่วยวนเพียงใด แต่ก็ยังคงต้องรักษารากฐานของจิตใจให้มั่นคง ต้องไม่เคลิบเคลิ้ม ไม่หลงระเริง ไม่เลื่อนลอยไปตามกระแส แต่ต้องไขว่คว้าสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตตัวเองไว้ ถ้าทำได้แบบนั้น คนคนนั้นถึงจะเป็นลูกผู้ชายตัวจริง”
อย่าว่าแต่เฉินม่อฉวินตกตะลึงเลย กระทั่งเฉินเมิ่งอวิ๋นที่ซ่อนอยู่ข้างหลังก็ยังยิ้ม
ผู้ชายคนนี้ ...เข้าใจสัจธรรมไม่เลวเลย!
อันที่จริงสมองของผู้ชายสองคนนี้ดีกว่าคนอื่น ๆ เยอะ แต่แค่ไม่ยอมเดินในทางที่ถูกต้องเท่านั้น
ตอนที่เรียนหนังสือก็เหมือนกัน สองคนนี้แข่งกันเรียนห่วยอยู่ตลอดเวลา
เฉินม่อฉวินมองลู่เฉิงเหวินพลางส่ายหน้า “ช่วงนี้นายเจอเรื่องสะเทือนใจอะไรมาใช่ไหม? สมองยังดีอยู่รึเปล่า? ฟังจากที่นายพูดแล้ว ในอนาคตคงจะกินเจจริง ๆ แล้วมั้ง?”
ลู่เฉิงเหวินหัวเราะร่า “ฉันไม่กินเจหรอก เป็นผู้ชาย ไม่มีเนื้อไม่สนุกหรอก”
เฉินม่อฉวินทำท่าเข้าใจขึ้นมา “อ้อ นายมีเป้าหมายใหม่แล้วใช่ไหม? เทียบกับพี่สาวฉันแล้วเป็นไง?”
“พี่สาวนายน่ะเหรอ...” ลู่เฉิงเหวินแกล้งหยุดพูดไปชั่วครู่ “หุ่นดีมาก จะว่าไปพี่สาวนายอกโตขึ้นรึเปล่า? ฉันเห็นหน้าอกนั้นทำท่าอย่างกับจะเชิดทะลุเสื้อออกมาให้ได้อย่างงั้นแหละ”
เฉินเมิ่งอวิ๋นโมโหสุดขีด
ไอ้คนลามก! เมื่อกี้ยังพูดจามีเหตุมีผลอยู่เลย ทำไมตอนนี้ถึงเริ่มทำตัวไม่เข้าท่าอีกแล้ว!
“ฮ่า ๆ ๆ!” เฉินม่อฉวินหัวเราะพลางพูด “นายบอกฉันมาตรง ๆ ดีกว่า ตอนที่คบกันอยู่นายเคยมีอะไรกับพี่สาวฉันรึเปล่า? สาบานเลยนะโว้ย!”
“ไม่มี!”
“ฉันไม่เชื่อ!”
ลู่เฉิงเหวินยิ้มร้าย ๆ พลางกล่าว “ฉันจะบอกให้ วันนั้นน่ะทุกอย่างเตรียมพร้อมเสร็จสรรพ พี่สาวนายโดนฉันถอดจนไม่เหลือผ้าสักชิ้น นอนคอยฉันลงมือ”
“สุดท้ายนายก็พูดความจริงออกมาจนได้!”
“แต่นายรู้ไหมว่าสุดท้ายเป็นยังไง?”
“นาย... คงไม่ใช่... นกกระจอกไม่ทันกินน้ำหรอกนะ?”
“เปล่า!” ลู่เฉิงเหวินกัดฟันกรอดพลางบีบแก้มของเฉินม่อฉวิน “ผลสุดท้ายนายไปมีเรื่องกับคนอื่น โทรศัพท์มาหาฉัน ฉันก็เลยรีบดึงกางเกงแล้ววิ่งออกไปช่วยนาย!”
“ตอนที่ต่อยกับไอ้หน้าซาลาเปาแห้ง... ครั้งนั้นน่ะเหรอ?”
“ใช่ ครั้งนั้นเลย!”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ!”
ผู้ชายสองคนหัวเราะจนตัวงอ
ถึงแม้จะเป็นวีรกรรมอันแสนเหลวไหล แต่ก็ผ่านมานานหลายปีแล้ว เมื่อพูดถึงวีรกรรมที่ก่อขึ้นเมื่อสมัยยังเป็นเด็กขึ้นมา ทั้งสองก็ยังคงรู้สึกสนุกและมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก
เฉินเมิ่งอวิ๋นเดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าบึ้งตึง “จะเอาเหล้าเพิ่มอีกไหม”
“ดี ไปเอามาอีกขวด”
เฉินม่อฉวินตอบโดยไม่ทันรู้ตัว
ลู่เฉิงเหวินค่อย ๆ ขยับเข้าไปใกล้เฉินม่อฉวิน พูดพลางหัวเราะเจ้าเล่ห์ “นายนี่นะ ไม่ได้รู้เรื่องเลยว่าทำแผนฉันเสียหายแค่ไหน! วันนั้นสภาพของพี่สาวนาย...หน้าแดงแจ๋ โดนฉันแก้ผ้านอนเปลือยกายอยู่บนเตียง ดึงผ้าห่มมากัดแก้เขิน ไม่มีท่าทีขัดขืนเลยสักนิด ฉันเลย...”
เฉินม่อฉวินร่ำร้อง “เล่าต่อสิ! เล่าสิ!”
จู่ ๆ ลู่เฉิงเหวินก็หันหน้ามาช้า ๆ และเห็นเฉินเมิ่งอวิ๋นกำลังจ้องหน้าตัวเองด้วยสายตาเย็นเยียบ
‘ฉันตายแน่!’
[1] พลิกผ้าห่ม หมายถึง ร่วมรัก