-6-
ออกงานครั้งแรก
ยามเฉิน
สาวใช้ทั้งสองต่างชำเลืองมองใบหน้าจิ้มลิ้มของคุณหนูที่ดูอิดโรยร่างอรชรในอาภรณ์สีขาวปลายกระโปรงโดยรอบปักลายดอกเหมยสีชมพูอ่อนดอกเล็กๆ อย่างประณีตและงดงามยามนี้พวกนางได้แต่นั่งทอดถอนใจ คุณหนูเป็อะไร หรือนึกเสียใจที่ต้องกลับคฤหาสน์สกุลชิง แม้จะสงสัยเพียงใดก็มิกล้าถาม ด้วยเกรงว่าจะทำให้คุณหนูขุ่นเคืองใจ
“พี่หลินเอ๋อร์ข้ามารับท่านแล้ว”
เสียงใสๆ ของเด็กน้อยในอาภรณ์สีฟ้าน้ำทะเลดึงชิงหลินที่คิดไม่ตกกับเื่ไม่กี่ชั่วโมงก่อนให้หันไปมองแล้วก็ต้องอมยิ้มเมื่อเห็นเด็กน้อยเดินยิ้มแฉ่งเข้ามาหา
“เฟิงเอ๋อร์มาหาพี่สาวแต่เช้ามีอะไรหรือ” นางเอ่ยถามเด็กน้อย
“ข้ามารับท่านไปกินอาหารเช้าด้วยกันขอรับ”
ชิงหลินยิ้มต่อมามุมปากพลันกระตุกเมื่อเห็นใบหน้าของผู้ชายที่เอาแต่ใจคนนั้นซ้อนทับใบหน้าของเด็กน้อยนางไพล่นึกไปถึงคำขู่ทิ้งท้ายหลังจากที่เขาเหาะพานางมาส่งที่เรือน
“อย่าให้บุรุษใดเข้าใกล้หรือโอบกอดเ้าได้อีกเป็หนที่สอง ไม่เช่นนั้น...”
นางฟังแล้วยังอดขนลุกไม่ได้ เพราะเขาต้องทำอย่างที่พูดแน่ๆ
หลังมื้อเช้าชิงหลินได้รู้ความจริงอย่างหนึ่งนั่นคือไม่มีใครรู้เื่ที่คู่หมายของนางกลับมายังจวนสกุลมู่เลย ซึ่งนางก็ไม่คิดจะบอกใครเหมือนกัน
จนล่วงเข้ายามซื่อ หูเอ้าเทียนก็พาร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีขาวเข้ามาในเก๋งที่อยู่ริมสระบัวโดยมีศิษย์ตัวน้อยและสหายต่างวัยของผู้เป็ศิษย์ยืนรออยู่ก่อนแล้ว
“ศิษย์คารวะอาจารย์” มู่หลิ่งเฟิงทำความเคารพผู้เป็อาจารย์ แววตาเต็มไปด้วยความเลื่อมใสและศรัทธา
“ชิงหลินคารวะอาจารย์หูเ้าค่ะ”นางยอบกายทักทายอย่างงดงามเลียนแบบภาพยนตร์จีนที่เคยดู พลางชำเลืองมองเขา
‘อืม..อายุน่าจะพอๆ กับเฟิ่งอิง มาดออกคุณชายเ้าสำอางต่างกับเฟิ่งอิงของเราลิบลับเมื่อวานมัวแต่ตะลึงความหล่อ น่าขายหน้าจริงๆ’
“ทั้งสอง ตามสบาย อ้อ! คุณหนูชิงข้าชื่นชมในความสามารถของเ้ายิ่งนักไม่ทราบว่าเ้าจะให้เกียรติไปเยือนสำนักศิลปะหลิ่งจือของข้าได้หรือไม่” หูเอ้าเทียนถาม แววตาทอประกายชื่นชมเด่นชัด
ชายหนุ่มเดินทางเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพื่อสรรสร้างผลงานแปลกใหม่ที่ต่างจากผู้อื่นจนมีชื่อเสียงดังไปถึงวังหลวงครั้นองค์ฮ่องเต้ได้ทอดพระเนตรรูปัทะยานฟ้าของเขาเมื่อห้าปีก่อนพระองค์ก็มีพระประสงค์ให้สร้างสำนักศิลปะแห่งนี้ขึ้นโดยไม่ฟังเสียงคัดค้านของเหล่าขุนนาง
“นับเป็เกียรติยิ่งนัก เพียงแต่เวลานี้ข้ายังมีสิ่งที่ต้องจัดการจะแล้วเสร็จเมื่อไรก็ยังไม่ทราบได้ แต่ถ้าท่านไม่รังเกียจข้าขอให้คำมั่นว่าจะไปเยือนสำนักศิลปะของท่านอย่างแน่นอนเ้าค่ะ” ชิงหลินปฏิเสธอย่างนุ่มนวล
“เช่นนั้น...ข้าจะรอ”
หญิงสาวยิ้มบางแทนคำตอบ
“อาจารย์นี่คือรูปทิวทัศน์ในฝันของข้า ท่านคิดเห็นอย่างไรขอรับ” มู่หลิ่งเฟิงรีบขัดตาทัพทันที เมื่อเห็นสายตาแพรวพราวของอาจารย์ที่ส่งให้ว่าที่พี่สะใภ้ของตน
‘พี่ใหญ่ท่านมัวทำอันใดอยู่ ได้โปรดกลับมาไวๆ เถิด’
“อืม...”
คฤหาสน์สกุลชิง
“การเดินทางเป็เช่นไรบ้าง” ชิงฮูหยินเอ่ยถามบุตรีขณะที่เดินยิ้มเข้ามาหาตน โดยบุตรีส่งคนมาแจ้งว่าจะกลับวันนี้ สร้างความแปลกใจให้ตนและสามีไม่น้อยนี่ไม่ใช่เื่ล้อเล่นแล้ว นางปรารถนาจะยกเลิกการเป็คู่หมายจริงแท้แน่นอน
“เรียบร้อยดีเ้าค่ะ แล้วท่านพ่อเล่าเ้าคะ” ชิงหลินยิ้มตอบมารดาไม่ได้เล่ารายละเอียดให้ฟัง ด้วยเข้าใจว่าคงมีคนมารายงานให้ทราบก่อนแล้วสังเกตจากความห่วงใยในแววตาของมารดาที่มองมา
“จริงสินี่เป็เทียบเชิญชมบุปผาจากจวนเสนาบดีหาน เ้าอยากไปหรือไม่” ชิงฮูหยินเปลี่ยนหัวข้อสนทนา ด้วยไม่เซ้าซี้ให้มากความ
“ท่านแม่ไปด้วยหรือไม่เ้าคะ” หญิงสาวย้อนถามเมื่อเห็นท่านแม่พยักหน้าจึงกล่าวต่อ “ถ้าเช่นนั้นลูกขอติดตามท่านแม่ไปด้วยเ้าค่ะ”
ว่ากันตามจริงแล้วการได้รับเทียบเชิญจากขุนนางถือเป็เกียรติยิ่งต่อตระกูลคหบดีที่ไร้ยศและตำแหน่งแต่เพราะชิงหยวนได้รับความไว้วางใจจากองค์ฮ่องเต้มีสหายสนิทอย่างมู่หลิ่งฟู่ซึ่งเป็เสนาบดีฝ่ายบู๊และตระกูลหยางฝ่ายมารดายังเป็ตระกูลขุนนาง จึงมีเทียบเชิญมายังคฤหาสน์มากมายเพื่อผลประโยชน์ของตนและพวกพ้อง และแน่นอนว่าถ้าชิงหลินมิได้มีคู่หมายอยู่ก่อนคฤหาสน์แห่งนี้คงคลาคล่ำไปด้วยแม่สื่อเป็แน่แท้
ยามเทศกาลชมบุปผามาเยือนภายในคฤหาสน์สกุลชิงก็ยิ่งคึกคักและวุ่นวายเมื่อคุณหนูเพียงหนึ่งเดียวจะออกงานครั้งแรกในรอบสิบหกปีต้องดีและงดงามที่สุด ให้ลือกันไปไกลข้ามปี ผิดกับเ้าตัวที่แทบจะหมดแรงเพราะถูกปลุกั้แ่ฟ้ายังไม่สาง แล้วยังโดนเสี่ยวอี้งอนใส่แค่เพราะนางไม่ยอมให้เข้ามาอาบน้ำให้ จากนั้นก็เต็มไปด้วยอะไรไม่รู้มากมายไปหมดแค่ทำผมก็กินเวลาไปครึ่งชั่วยามจนนางสัปหงกแล้วสัปหงกอีก ชุดนี่ก็จะอะไรนักหนาสามชั้นสี่ชั้น ทั้งร้อนทั้งรุ่มร่าม จะเดินเหินก็ลำบาก
“คุณหนู งดงามมากเลยเ้าค่ะ” เสี่ยวสุ่ยมองคุณหนูของนางด้วยสายตาชื่นชม
“ขอบใจ ไปกันเถิดเดี๋ยวท่านแม่จะรอนาน” ชิงหลินยิ้มรับคำชมแล้วหมุนกายเดินนำออกมาโดยมีเสี่ยวสุ่ยและเสี่ยวอี้ช่วยประคอง
ใช้เวลาเดินทางโดยรถม้าเพียงสองเค่อก็ถึงจวนเสนาบดีหาน หานหนิงเฉิง เสนาบดีฝ่ายบุ๋นบุรุษร่างอ้วนไว้เคราวัยห้าสิบปีในอาภรณ์ลำลองสีน้ำตาลเข้ม แลดูใจดียืนต้อนรับแขกด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ข้างๆ มีบุรุษหนุ่มรูปงามคล้ายบัณฑิตในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มท่วงท่าสง่างามอย่างผู้ที่ถูกฝึกมาอย่างดีสมเป็คุณชายตระกูลหานที่เกิดจากฮูหยินใหญ่ ถัดมาคือฮูหยินใหญ่หาน นามว่าซูเจียวสตรีร่างอวบวัยราวสามสิบปลายๆ ในอาภรณ์สีแดงเืนกคอยทักทายฮูหยินและบุตรีของตระกูลต่างๆ
“ชิงหยวนคารวะท่านเสนาบดีหาน” หานหนิงเฉิงตบบ่าชิงหยวนเบาๆ พลางหัวเราะเสียงดัง ที่ดูไม่รู้ว่าจริงใจหรือเสแสร้ง“ตามสบาย คนกันเองทั้งนั้น เอ๊ะ! เ้าก็คือ...”
“ชิงหลินคารวะท่านเสนาบดีขอให้ท่านมีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนมากว่าร้อยปีเ้าค่ะ” ชิงหลินจำเป็ต้องแนะนำตัวเองเมื่อถูกถาม
“ฮ่าๆๆ ข้าไม่เคยได้รับคำอวยพรเช่นนี้มาก่อนมากกว่าร้อยปีหรือ เหตุใดจึงใช้คำว่ามากกว่าร้อยปีแทนคำว่าร้อยๆ ปีกันเล่า” หานหนิงเฉิงใคร่รู้จริงๆ ว่านางเลอะเลือนจึงจำผิดจำถูกหรือจงใจกันแน่
“เดิมทีข้าน้อยคิดจะใช้คำที่ท่านเสนาบดีกล่าว แต่เมื่อได้พบท่านจึงแจ้งแก่ใจทันทีว่าต้องใช้คำว่า ‘มากกว่าร้อยปี’จึงเหมาะสมที่สุดเ้าค่ะขอท่านเสนาบดีอภัยในความคิดที่แสนตื้นเขินของข้าน้อยด้วยเ้าค่ะ”
ถ้อยคำที่ออกจากปากล้วนฉะฉานอีกทั้งท่าทางที่ดูเฉลียวฉลาด และความสุขุมเยือกเย็นของนาง เรียกความสนใจจากแเื่ที่ยืนรอทักทายเ้าของจวนได้เป็อย่างดี และหนึ่งในนั้นคือเสนาบดีมู่หลิ่งฟู่กับมู่ฮูหยินที่ยืนยิ้มภูมิใจในตัวว่าที่สะใภ้ใหญ่ของตน
“ความหมายของเ้าคือ?” หานหนิงเฉิงเลิกคิ้วถาม
“ท่านพ่อ ความหมายของนางคือท่านพ่อดูหนุ่มแน่นกว่าที่นางคาดไว้มาก จึงเป็เหตุให้นางแก้คำอวยพรเสียใหม่ข้าพูดถูกหรือไม่” หานหนิงหลงอธิบายแทนนาง
“เป็เช่นที่คุณชายกล่าวเ้าค่ะ” ชิงหลินเงยหน้ามองเขาแวบหนึ่งก่อนจะก้มหน้าลงเหมือนเดิม
“ฮ่าๆๆ ดีๆ ถูกใจข้าจริงอาหยวน เ้ามีบุตรีที่แสนเฉลียวฉลาด ซ้ำยังงดงามถึงเพียงนี้ ช่างน่ายินดียิ่งนักน่าเสียดายที่นางมีคู่หมายเสียแล้ว น่าเสียดาย” หานหนิงเฉิงกล่าวด้วยความเสียดายแต่ดวงตาไม่ได้สื่อออกมาอย่างที่กล่าวเลยแม้แต่น้อย
ขณะที่หานหนิงหลงบุตรชายรูปงามวัยยี่สิบปีรู้สึกเสียดายนางไม่น้อย ด้วยถูกใจในรูปโฉมที่งดงามบวกกับความเฉลียวฉลาดคล้ายบัณฑิตในสายตาของเขา นางช่างเป็สตรีที่น่าสนใจมากทีเดียว
งานชมบุปผาครานี้จัดในสวนเหมยฮวาที่ดอกเหมยหลากสีสันกำลังบานสะพรั่งงดงามควรค่าแก่การจัดงานยิ่งนัก ชิงหลินเดินเข้ามาในบริเวณที่จัดงาน โดยมีเสี่ยวอี้ตามหลังส่วนบิดามารดาต่างก็แยกตัวไปยังส่วนที่ทางเ้าของจวนจัดไว้ต่างหากการจัดงานในครั้งนี้มีสี่โซนคือ โซนพ่อ โซนลูกชาย โซนแม่ และโซนลูกสาวคาดว่าโซนพ่อน่าจะเครียดที่สุด เพราะเมื่อบรรดาเสือสิงห์กระทิงแรดมารวมกันคงหนีไม่พ้นเื่ของผลประโยชน์และการห้ำหั่นกันทางสายตาและวาจาแน่ๆ
“อุ๊ย! นั่นมิใช่คุณหนูชิงที่ปฏิเสธเทียบเชิญทุกคราหรอกหรือ”
ชิงหลินยังไม่ทันจะได้นั่งก็โดนมดกัดเสียแล้ว นางจึงส่งยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตาให้เ้าของเสียงเล็กที่แสนจะดัดจริตในความคิดของตน ก่อนจะเลิกคิ้วเรียวข้างหนึ่งด้วยความสงสัย ‘เด็กหน้าสวยนี่ใคร’
“คุณหนู นางคือคุณหนูใหญ่หานนามว่าหนิงอัน จะเข้าพิธีปักปิ่นเร็วๆ นี้เ้าค่ะ” เสี่ยวอี้ป้องปากกระซิบบอก ชิงหลินจึงหันกลับไปมองหญิงงามอีกครั้ง คนงามสวมอาภรณ์สีชมพูสดใบหน้างดงามขาวผ่อง ก็ให้นึกถึงสุภาษิตที่ว่า ‘ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง’ ขึ้นมาถ้าเทียบกับชิงหลิน เด็กสาวหนิงอันผู้นี้ก็ถือว่างดงามกว่าชิงหลินหนึ่งส่วน
“ที่ผ่านมาด้วยร่างกายอ่อนแอจึงมิอาจตอบรับคำเชิญได้ หวังว่าน้องหนิงอันพี่สาวและน้องสาวทุกคนจะไม่ถือสา” ชิงหลินตอบยิ้มๆ อย่างมีมารยาท
“เช่นนั้นยามนี้พี่หลินคงหายดีแล้วเป็แน่แท้? จึงได้ตอบรับเทียบเชิญแสนต่ำต้อยของข้า” หานหนิงอันมิยอมปล่อยผ่านโดยง่าย ด้วยชื่นชอบในตัวแม่ทัพหนุ่มรูปงามอันดับหนึ่งของแคว้นฉี นามมู่หลิ่งเหวินซึ่งเป็สหายรักของหานหนิงเฟิ่งผู้เป็พี่ชาย หานหนิงอันจึงได้มีโอกาสพบและพูดคุยกับแม่ทัพหนุ่มหลายคราวแม้จะมิมีท่าทีเกี้ยวพาแต่ก็มิได้ผลักไส ทำให้เด็กสาวมีความหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่ากาลข้างหน้าตนอาจจะได้อยู่เคียงคู่กับบุรุษที่ปรารถนาถ้าไม่ใช่เพราะคำสัญญาบ้าบอนั่น!
“คิกๆ บุตรีแห่งเสนาบดีผู้เปี่ยมไปด้วยบารมีจะต่ำต้อยได้อย่างไรเช่นนั้นสกุลชิงของพี่สาวไม่เป็เพียงฝุ่นธุลีดินหรอกหรือ” คำพูดที่คล้ายถ่อมตัวแต่สะกิดให้ผู้ฟังต้องคิดตามนางจะสื่อว่าคุณหนูหานไม่พอใจในยศตำแหน่งของผู้เป็บิดาใช่หรือไม่ ช่างเป็สตรีโลภมากเสียจริง!
หานหนิงอันโกรธจนตัวสั่น สองมือขาวกำชายกระโปรงแน่นจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาราวกับจะกินเืกินเนื้ออีกฝ่าย
“เอ่อ...คุณหนูแขกมากันครบแล้วเ้าค่ะ” สาวใช้ประจำตัวหานหนิงอันกระซิบเบาๆเมื่อเห็นเหตุการณ์ไม่สู้ดี
“ข้ารู้แล้ว เชิญพี่สาวน้องสาวทุกท่านชิมชาและชมบุปผาร่วมกันเ้าค่ะ” หานหนิงอันสะบัดหน้าใส่ชิงหลิน ฝืนยิ้มแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานก่อนจะเยื้องย่างราวกับนางพญาไปนั่งอยู่ในส่วนเ้าบ้าน
ชิงหลินแอบทำปากเบ้ ก่อนจะเดินนำสาวใช้ไปนั่งยังโต๊ะเตี้ยๆ บนโต๊ะมีชาหอมๆขนมและผลไม้หลากหลายชนิด มือเรียวหยิบชาขึ้นจิบพอเป็พิธี พลางสำรวจบริเวณโดยรอบ
“อืม...ที่นี่สวยดี”นางพึมพำอย่างชื่นชม เหลือบมองโต๊ะเตี้ยๆ ที่ตั้งอยู่ใกล้กันรอบสระบัวสายขนาดใหญ่มีดอกบัวหลายสีกระจายเต็มสระ ดอกเหมยก็สวยมีแต่ดอกจนแทบมองไม่เห็นใบมัวแต่ชมความงดงามของบุปผาเพลินไปหน่อยจนไม่ได้ยินเสียงของหานหนิงอัน
“คุณหนูเ้าคะ”
“หือ? มีอะไรเสี่ยวอี้”
“พี่หลิน เราทุกคนตกลงกันว่าจะเขียนรูปบุปผาโดยมีกำไลหยกขาวมันแพะเป็รางวัล พี่หลินอยากร่วมด้วยหรือไม่” หานหนิงอันยิ้มหยัน ด้วยทราบดีว่าชิงหลินไร้พร์ด้านนี้โดยแท้
‘ความอับอายคราวนี้ข้าจะส่งคืนเ้าอย่างสาสมนางคนชั้นต่ำ!’
“งานนี้พี่สาวจะพลาดได้อย่างไร” ชิงหลินยิ้มตอบด้วยแววตาทอประกายสนุกสนาน
เมื่อได้เวลาเหล่าคุณหนูจากตระกูลต่างๆ ราวห้าสิบคนซึ่งมีอายุระหว่างสิบสี่ถึงสิบเจ็ดปีและยังไม่ได้ออกเรือนหรือบางนางก็มีคู่หมายเช่นเดียวกับชิงหลิน แต่ยังไม่ได้หมั้นก็เข้าร่วมได้เช่นกันทั้งหมดต่างแยกย้ายหามุมที่พึงใจ ก่อนจะเริ่มลงมือเขียนรูปกันอย่างจริงจัง
“เสี่ยวอี้เ้าไปเอาอุปกรณ์เขียนรูปของข้ามาที” ชิงหลินสั่งโดยที่ยังไม่ขยับเขยื้อนไปไหน นางทำเพียงมองไปรอบๆ ก่อนจะหันกลับมาที่สระบัวอีกครั้ง ดวงตากลมโตสั่นไหวเมื่อเห็นบางอย่างเกาะอยู่บนใบบัวริมสระตรงหน้าแมลงปอกำลังตกเป็เหยื่อเ้ากบตัวใหญ่นางจึงลุกขึ้นหมายจะไล่เ้าแมลงปอไม่ให้โดนเ้ากบตวัดลิ้นกิน
ทันใดนั้นเองเสียงคุ้นหูก็ดังขึ้นใกล้ๆ“นังหนูระวัง!”
นางจึงเอนกายมาทางเสียงนั้นตามสัญชาตญาณพร้อมกับเงาร่างหนึ่งวูบผ่านหน้าไป
ตูม!
เสียงคนตกน้ำ หญิงยุคนี้กว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ว่ายน้ำไม่เป็
“ว้าย! มีคนตกน้ำใครก็ได้ช่วยที” เสียงกรีดร้องของใครบางคนทำให้ชิงหลินได้สติ ไม่ทันที่ใครจะคาดคิด คุณหนูชิงผู้ที่ได้ชื่อว่าอ่อนแอผู้นั้นจะกล้าปลดอาภรณ์ชั้นนอกของตนจนเหลือเพียงอาภรณ์สีขาวแสนบางแล้วพุ่งตัวลงไปในสระบัวว่ายเข้าไปหาเด็กสาวที่กำลังตะเกียกตะกายหนีความตายสุดชีวิตท่ามกลางสายตาหลายสิบคู่ที่จ้องมองอย่างโง่งมและลุ้นจนตัวโก่งกว่าจะช่วยขึ้นมาได้ก็ทุลักทุเลพอควร
เมื่อพาเด็กสาวขึ้นมาจากน้ำได้แล้ว ชิงหลินก็ทิ้งตัวลงนั่งข้างสระบัวด้วยความอ่อนแรงโดยลืมไปเลยว่ามีสายตาหลายคู่มองอยู่ บ้างก็มองอย่างชื่นชมในความกล้าหาญบ้างก็มองด้วยความประหลาดใจที่เห็นนางว่ายน้ำได้ แต่อีกหลายคนกำลังหน้าแดงเพราะ...
“ไอหยา! คุณหนู ท่าน...” เสี่ยวอี้อึกอักไม่กล้าพูดต่อ รีบนำชุดมาคลุมให้คุณหนูของตนที่ยังนั่งหอบอยู่
“ข้าไม่เป็ไร ว่าแต่เ้าเถอะเป็เช่นไรบ้าง กินน้ำไปหลายอึก คงอิ่มแล้วกระมัง” ชิงหลินกระชับเสื้อคลุมแล้วเอ่ยถามเด็กสาวที่นั่งกอดผ้าห่มอยู่ใกล้ๆ ทั้งยังมีอาการปากซีดตัวสั่น
“บะ...บ่าวไม่เป็ไรแล้ว ขอบคุณคุณหนูที่เสี่ยงช่วยชีวิตอันต่ำต้อยของบ่าวบ่าวจะไม่มีวันลืมบุญคุณครั้งนี้เลยเ้าค่ะ” เด็กสาวรีบคุกเข่าโขกศีรษะกับพื้น กลั้นสะอื้น ดวงตาแดงก่ำ ไม่กล้าเงยหน้ามองผู้มีพระคุณด้วยรู้สึกละอายใจที่เกือบพลั้งมือทำเื่เลวร้ายที่ไม่อาจอภัยได้ตามคำสั่งของคุณหนูหานหนิงอันแลกกับเงินจำนวนหนึ่งเพื่อนำไปเป็ค่ารักษามารดาที่เจ็บป่วย
“เกิดเื่อันใดหรือ” เสียงที่ค่อนข้างดังพร้อมด้วยการปรากฏตัวของบุรุษร่างอ้วนในชุดสีน้ำตาลเข้ม ตามด้วยบรรดาบุรุษและสตรีหลากหลายวัยหลายสิบชีวิตที่แห่เข้ามาดูและสังเกตการณ์ เมื่อได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากส่วนนี้
“เอ่อ...ไม่ใช่เื่ร้ายแรงอันใด เพียงแค่บ่าวคนหนึ่งตกน้ำเ้าค่ะ” หานหนิงอันกัดฟันกล่าว สองมือกำแน่นด้วยความเจ็บใจ
“เหตุใดพี่หนิงอันไม่แจ้งด้วยเล่าว่าพี่หลินเป็สตรีที่กล้าหาญเสี่ยงชีวิตช่วยบ่าวของท่านเอาไว้ ไม่เช่นนั้นนางคงกลายเป็ศพไปแล้ว” เสียงหนึ่งในบรรดาคุณหนูที่ไม่ค่อยชื่นชอบคุณหนูหานผู้นี้นักเอ่ยเป็เชิงตำหนิในความใจแคบของหานหนิงอัน
“หลินเอ๋อร์ เ้าเป็อย่างไรบ้าง”ชิงฮูหยินรีบเดินเข้ามาหาบุตรีที่ยืนปากซีด ผมดำยาวเปียกลู่แนบใบหน้างามด้วยสายตาเป็ห่วง
ชิงหลินไม่ตอบเพียงแต่ส่งยิ้มเป็เชิงว่าไม่เป็ไรแต่ความจริงนางหนาวจะตายอยู่แล้ว รีบๆ จบเื่เถิด ‘อา...จริงสิ แกล้งเป็ลมดีกว่า’ แล้วนางก็แสร้งเป็ลมล้มพับไปทันทีท่ามกลางเสียงร้องเอะอะรอบตัว แต่นางหาได้สนใจไม่ บวกกับความอ่อนเพลียที่สะสมทำให้นางผล็อยหลับไปในอ้อมแขนของมารดา
ล่วงเข้ายามอู่[1] ชิงหลินสะดุ้งตื่นพร้อมกับความสดชื่น เพราะได้งีบไปราวครึ่งชั่วยาม
“คุณหนูเป็เช่นไรบ้างเ้าคะ ดื่มยาหน่อยนะเ้าคะ หานฮูหยินให้คนนำมาให้ท่าน” แม่นมฝูส่งถ้วยยาให้ ชิงหลินเห็นแล้วก็ทำปากเบ้พลางหันหน้าหนีแต่แม่นมฝูใจแข็งยื่นถ้วยยาไปจ่อปากคุณหนูจนนางยอมแพ้ ต้องดื่มเข้าไปอย่างจำใจ
“จริงสิข้ามาที่นี่ได้อย่างไร” ก่อนจะหลับไป นางคลับคล้ายคลับคลาว่ามีใครสักคนอุ้มนางไว้แนบอกมันเป็ััที่คุ้นเคยพร้อมเสียงกระซิบเบาๆ สองสามประโยค แต่ที่แน่ๆเป็เสียงบุรุษและไม่ใช่บิดาของนาง
“เป็คู่หมายของลูกหาใช่ใครอื่นไม่” ชิงฮูหยินเดินยิ้มเข้ามานั่งลงข้างบุตรีที่เปลี่ยนอาภรณ์ใหม่แล้วเมื่อเห็นว่าบุตรีนิ่งไม่ตอบอะไร ผู้เป็มารดาจึงกล่าวต่อ“หลินเอ๋อร์ เหตุใดที่หลังของเ้า...”
ย้อนไปราวชั่วยามก่อน บุตรีของตนหมดสติ หานหนิงหลงออกตัวเข้ามาช่วยเหลือแต่ไม่คิดว่าว่าที่บุตรเขยจะรวดเร็วปานสายฟ้าตรงเข้ามาอุ้มนางด้วยใบหน้าเครียดขรึมส่งสายตาคล้ายไม่พอใจให้หานหนิงหลงที่ยืนอึ้งอยู่แล้วก็พาบุตรสาวเข้ามายังห้องรับรอง ก่อนจะออกไปโดยไม่พูดจาแม้สักครึ่งคำจากนั้นก็เป็แม่นมฝูและเสี่ยวอี้ช่วยกันผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ที่เปียกชุ่มให้บุตรีจึงได้เห็นว่ากลางแผ่นหลังขาวผ่องของชิงหลินมีภาพสัตว์สีฟ้า มีปีกคล้ายัใต้หล้าจะมีสัตว์เช่นนี้จริงหรือ แล้วเหตุใดนางจึงมีสิ่งนี้ได้
“เอ่อ...ท่านแม่เื่นี้พักไว้ก่อนเถิดเ้าค่ะ จริงสิ แม่นม เด็กสาวที่ข้าช่วยไว้อยู่ที่ไหน ข้าอยากพบนางช่วยไปตามนางมาพบข้าที” นางกล่าวกับมารดาจบก็หันมาพูดกับแม่นมฝู
“คุณหนู นางมาแล้วเ้าค่ะ” ครู่ต่อมาเสี่ยวอี้ก็นำเด็กสาววัยราวสิบสามปีสวมชุดสีเทาหม่นเนื้อหยาบที่ผลัดเปลี่ยนแล้ว แต่ผมยังคงเปียกลู่ขณะที่หน้าตาซีดเซียวเล็กน้อย เข้ามาคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าชิงหลิน
“เ้าชื่ออะไร” ชิงหลินเอ่ยถามเด็กสาวที่นางเพิ่งช่วยชีวิตไว้
“บะ...บ่าวชื่อเสี่ยวเอินเ้าค่ะ”
“เอาละ เสี่ยวเอินเ้าต้องอยู่ข้างกายข้าตลอดจนกว่างานนี้จะเลิก ห้ามเ้าหนีหายไปไหนเด็ดขาดเ้าทำได้หรือไม่”
เสี่ยวเอินเงยหน้ามองผู้มีพระคุณอย่างโง่งม รวมถึงทุกคนที่อยู่ในห้อง
“เพราะเหตุใดหรือ” ชิงฮูหยินถามด้วยไม่ทราบเจตนาของบุตรสาว
“ท่านแม่ ข้าจะเล่าเื่ราวให้ท่านฟังทุกอย่างเพียงแต่เวลานี้ไม่ค่อยเหมาะเท่าไร ยามนี้ขอให้ท่านแม่เชื่อใจข้าได้หรือไม่เ้าคะ”
ชิงฮูหยินถอนหายใจ หลินเอ๋อร์ของตนช่างเอาแต่ใจนัก “เอาเถิด ตามใจเ้าแม่หวังว่าจะไม่ใช่เื่อันตราย” ผู้เป็มารดากล่าวเตือนกลายๆชิงหลินทำเพียงส่งยิ้มให้มารดา
“เป็เช่นไรบ้างหลินเอ๋อร์น้อยของป้า อุ๊ย...นั่งลงเถิด ไม่ต้องมากมารยาทไป” มู่ฮูหยินรีบเข้ามาประคองหญิงสาว
“ขอบคุณท่านป้าที่เป็ห่วง หลินเอ๋อร์ไม่เป็ไรแล้วเ้าค่ะ” ‘ก็ไม่ได้เป็อะไรจริงๆแค่หาเื่นอนเท่านั้น’
“เรียนมู่ฮูหยิน ชิงฮูหยิน นายหญิงสั่งให้บ่าวนำอาหารมาให้คุณหนูชิงเ้าค่ะ”
ชิงหลินมองอาหารคาวหวานหลายชนิดด้วยตาเป็ประกายเพราะกำลังหิวพอดี
“ช่วยเรียนหานฮูหยินด้วยว่าข้าซึ้งในน้ำใจ อาหารเหล่านี้ถูกใจข้ายิ่งนัก”
“บ่าวทราบแล้วเช่นนั้นบ่าวขอตัวก่อนเ้าค่ะ”
หลังอาหารมื้อกลางวันผ่านไปชิงหลินจึงได้รู้ว่า่บ่ายโซนลูกสาวจะมีการเขียนรูปประชันฝีมือด้วยพู่กันจีนในหัวข้อดอกเหมย โดยผู้ตัดสินแพ้ชนะในครั้งนี้คืออัครเสนาบดีตู้ฮุ่ยเปียว
เมื่อนางกลับเข้ามาในงานโดยมีเสี่ยวอี้และเสี่ยวเอินตามติดไม่ห่าง มีคุณหนูหลายคนเข้ามาไถ่ถามเพื่อแสดงความใจกว้างมีเพียงคนเดียวที่ดูจะจริงใจ และเป็คนเดียวกับที่กล้าตำหนิหานหนิงอันนางคือตู้เหมยฮวา ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมถึงกล้าก็นางเป็บุตรสาวคนเดียวของตู้ฮุ่ยเปียว ประธานงานชมบุปผาในครานี้
ทางด้านหานหนิงอันตวัดสายตาใส่ชิงหลิน แล้วจึงปรายตามองเสี่ยวเอินที่เอาแต่ก้มหน้าด้วยสายตาที่อ่านไม่ออกก่อนจะสะบัดหน้าเดินจากไป หลังจากนั้นการแข่งขันก็เริ่มขึ้นโดยให้เวลาจนถึงยามอิ่ว[2]
“ขอเรียนเชิญคุณหนูทุกท่าน ตามบ่าวมาทางนี้เ้าค่ะ” เสียงของสาวใช้นางหนึ่งดังขึ้นเป็สัญญาณว่าการแข่งขันสิ้นสุดลงแล้ว ต่อไปจะเป็การร่วมรับประทานอาหารค่ำพร้อมหน้ากันซึ่งจะเป็การเปิดโอกาสให้หนุ่มๆ สาวๆได้เห็นหน้าค่าตากันเพื่อปูทางในการเชื่อมสัมพันธ์ต่อไป
ชิงหลินเดินรั้งท้ายเข้ามาในโถงหลักดวงตากลมโตมองไปยังด้านข้างห้องโถงทั้งสองฝั่งมีโต๊ะกลมปูด้วยผ้าสีแดงหลายสิบตัว โต๊ะแต่ละตัวมีเก้าอี้วางอยู่หกตัวด้านในสุดของห้องโถงมีชายวัยราวห้าสิบกว่าๆในอาภรณ์ลำลองสีน้ำเงินเข้มนั่งอยู่ตรงกลาง กำลังสนทนากับหานหนิงเฉิงอย่างออกรสด้านหน้าทั้งสองมีโต๊ะกลมปูด้วยผ้าสีแดงเช่นเดียวกันถัดออกมาเป็โต๊ะของมู่ฮูหยินและถ้าเดาไม่ผิด อีกคนน่าจะเป็ตู้ฮูหยิน
“หลินเอ๋อร์”
เสียงเรียกของมารดาทำให้นางหันไปพร้อมด้วยรอยยิ้ม แต่แล้วก็ต้องชะงักยิ้มค้าง มุมปากกระตุกเมื่อเห็นบุรุษรูปงามที่พ่วงตำแหน่งคู่หมายกำลังมองมา
มู่หลิ่งเหวินในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มแต่อ่อนกว่าของตู้ฮุ่ยเปียวหนึ่งส่วนยกมุมปากยิ้ม ดวงตาทอประกายขบขัน เมื่อเห็นใบหน้าบิดเบี้ยวของนาง
“หลินเอ๋อร์เ้าเป็อันใดหรือ มานั่งลงข้างๆ พี่เหวินของเ้านี่สิ” มู่ฮูหยินกวักมือเรียกหญิงสาวชิงหลินจึงเดินไปนั่งข้างคู่หมายรูปงามอย่างไม่เต็มใจนัก
มู่หลิ่งเหวินเห็นใบหน้าจิ้มลิ้มบิดเบี้ยวและงอง้ำก็อดที่จะเย้าไม่ได้ “เป็อันใดไป หรืออยากไปสุขา?”กระซิบให้ได้ยินกันแค่สองคน
“ข้าอยากจะไปก็ตอนได้เจอท่านนี่แหละเ้าค่ะ”ถ้อยคำตอกกลับของนางทำเอามู่หลิ่งเหวินหุบยิ้มทันทีใบหน้าหล่อเหลางดงามตึงขึ้นสองส่วนเขาฉวยจับมือนางข้างหนึ่งไว้แล้วกำแน่นซึ่งไม่มีผู้ใดทันสังเกต
“ปล่อยนะเ้าคะ” ชิงหลินกัดฟันกระซิบบอก พยายามดึงมือออกแต่ก็ไม่เป็ผล จึงส่งสายตาเขียวปั้ดให้เขาทว่าเขากลับยกมุมปากยิ้มพร้อมกับเลิกคิ้วเข้มข้างหนึ่งให้นาง
“เอาละเรียนเชิญทุกท่านกินอาหารร่วมกัน ณ บัดนี้” หานหนิงเฉิงกล่าวจบ พลางนั่งลงเชื้อเชิญประธานของงานด้วยท่าทางสุภาพ
ระหว่างมื้ออาหารมู่หลิ่งเหวินพยายามเอาใจนางด้วยการคีบอาหารใส่ถ้วยข้าวให้จนพูน ท่ามกลางสายตาเอ็นดูของบิดามารดาของหนุ่มสาวทั้งสองและสายตาริษยาเจือความเจ็บใจจากหานหนิงอันที่นั่งอยู่ด้านหน้าได้เป็อย่างดี
“นับแต่ยามอุ้ย[3]ในส่วนของบุตรีของเราและทุกท่านได้มีการแข่งขันเขียนรูปในหัวข้อดอกเหมยขึ้น ดังนั้นจึงขอทุกท่านร่วมชมด้วยกัน”
เมื่อหานหนิงเฉิงกล่าวจบเหล่าสาวใช้ของคุณหนูต่างนำภาพวาดที่คุณหนูของตนได้รังสรรค์ขึ้นส่งให้พ่อบ้านตระกูลหานพอพ่อบ้านหานเห็นภาพวาดของชิงหลินที่ส่งเป็คนสุดท้าย พ่อบ้านหานก็พลันชะงักคิ้วบางแซมขาวขมวดเข้าหากัน ดวงตาคล้ายสงสัยคล้ายตะลึง...
“มีอันใดหรือพ่อบ้านไห่” หานหนิงเฉิงเอ่ยถาม เมื่อเห็นสีหน้าแปลกประหลาดของพ่อบ้านประจำตระกูลที่จ้องรูปสุดท้ายนิ่งไม่นำมาให้เสียที
พ่อบ้านไห่รีบสอดภาพวาดของชิงหลินไว้ล่างสุดพลางกล่าว“เอ่อ...ไม่มีอันใดขอรับ ข้าน้อยเพียงแต่ชื่นชมในฝีมือของเหล่าคุณหนูเพลินไปหน่อย นี่ขอรับนายท่าน”
หานหนิงเฉิงรับภาพวาดมา ส่ายหน้าระอากับความไม่เอาไหนของพ่อบ้านจากนั้นก็ส่งภาพทั้งหมดให้อัครเสนาบดีตู้ฮุ่ยเปียวตัดสินแต่ตู้ฮุ่ยเปียวกลับเสนอให้แขกขุนนางน้อยใหญ่ รวมถึงบรรดาฮูหยินร่วมกันให้คะแนนรูปที่ชื่นชอบที่สุดเพียงหนึ่งรูปโดยปิดชื่อแซ่ของเ้าของรูปไว้เพื่อความยุติธรรม
ผ่านไปราวสองเค่อ การชมรูปและให้คะแนนจึงแล้วเสร็จ บรรดาคุณหนูต่างลุ้นจนตัวโก่งเพราะได้ชมรูปด้วยแต่มิมีสิทธิ์ลงคะแนน
“เอาละ ผลจากการให้คะแนนสามภาพนี้เป็รูปที่ได้คะแนนสูงสุด อันดับสามเป็ของคุณหนูหานหนิงอันอันดับสองเป็ของคุณหนูจ้าวซูเจิน และอันดับหนึ่งเป็ของคุณหนูตู้เหมยฮวาคุณหนูทั้งสามเชิญรับรางวัลจากท่านอัครเสนาบดีด้วยขอรับ”
เสียงปรบมือพร้อมคำชื่นชมมากมายดังขึ้นทั่วห้องโถง พร้อมร่างสาวงามทั้งสามตามลำดับเยื้องย่างมารับรางวัลด้วยใบหน้าแดงก่ำประหม่าสายตาของบุรุษทั้งหลายที่จ้องมองอยู่จนก้าวเท้าแทบไม่ออกพยายามตั้งสติให้มั่นคงอย่างสุดฤทธิ์
“ไม่ต้องเสียใจไปนะหลินเอ๋อร์” มารดาเอ่ยปลอบบุตรีที่นั่งอยู่ข้างๆ
“ขอบคุณท่านแม่ ข้าไม่เป็ไรเ้าค่ะ”นางบีบมือมารดากลับพร้อมกับส่งยิ้มไปให้และมีสายตาปลอบใจจากสามบุรุษที่ส่งมาให้อีกแรง
“อาหลินแห่งบ้านชิง เหตุใดเ้าจึงเลือกเขียนรูปนี้” เสียงที่ค่อนข้างดังของตู้ฮุ่ยเปียวทำให้เกิดความเงียบแทบจะทันที
สายตาทุกคู่จ้องมาทางชิงหลินอย่างสงสัยใคร่รู้แต่มีหลายคนที่ยิ้มเยาะนางว่าเป็พวกโง่เขลาเบาปัญญา ไม่รู้สิ่งใดควรไม่ควรนางคงอยากเรียกร้องความสนใจใช่หรือไม่
“เรียนท่านอัครเสนาบดี เหตุผลที่ข้าน้อยเลือกเขียนรูปนี้เพราะเห็นว่าตรงตามหัวข้อที่กำหนดไว้เ้าค่ะ” นางกล่าวหลังจากยอบกายคารวะแล้ว
“หือ? รูปสตรีเกี่ยวข้องกับหัวข้อดอกเหมยตรงไหนกัน” ตู้ฮุ่ยเปียวหรี่ตามองเด็กสาวที่ยืนเด่นกลางห้องโถงด้วยความสงบ ไม่มีอาการประหม่าให้เห็นก็นึกชื่นชมในใจ
“ขออภัยเ้าค่ะรบกวนคุณหนูเหมยฮวาสักครู่ได้หรือไม่เ้าคะ” ชิงหลินขออนุญาตตู้ฮุ่ยเปียว จากนั้นก็เดินเข้าไปหาตู้เหมยฮวา จูงมือนางออกมายืนตรงกลางสร้างความตระหนกแก่ตู้เหมยฮวายิ่งนัก จากนั้นกางรูปเขียนซึ่งเป็ภาพหญิงสาวออกเลื่อนไปใกล้ๆ ใบหน้าของตู้เหมยฮวา ให้ตู้ฮุ่ยเปียวได้เปรียบเทียบ
ตู้ฮุ่ยเปียวหรี่ตาพิจารณาภาพเขียนสลับกับมองใบหน้าบุตรีของตนสามสี่ครั้งดวงตาเรียวเล็กที่เต็มไปด้วยความสงสัยในคราแรกพลันแปรเปลี่ยนเป็ทอประกายชื่นชมอย่างเห็นได้ชัด
“ฮ่าๆๆ ข้าเข้าใจแล้ว เ้าช่างเป็เด็กสาวที่เฉลียวฉลาดยิ่งนัก” ตู้ฮุ่ยเปียวหัวเราะดังลั่นอย่างชอบใจ เมื่อเข้าใจสิ่งที่นาง้าจะสื่อ เด็กสาวคนนี้ช่างน่าสนใจจริงๆเหล่าขุนนางน้อยใหญ่ส่งเสียงฮือฮาไม่หยุดพลางมองอัครเสนาบดีอย่างโง่งม
“เ้าอธิบายให้พวกเขาฟังทีเถิด รวมถึงถ้อยคำใต้รูปเขียนนั่นด้วย”
ชิงหลินยอบกายครั้งหนึ่งแล้วจึงเริ่มอธิบาย “หัวข้อในการแข่งขันครั้งนี้คือดอกเหมย แต่ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าต้องเป็ดอกไม้จริงๆ เท่านั้นข้าน้อยจึงเลือกเขียนภาพที่สื่อความหมายว่าดอกเหมยแทนเ้าค่ะ”
“และเ้าก็เลยเลือกวาดรูปฮวาเอ๋อร์บุตรีข้า เ้าช่างยอดเยี่ยมนัก” เสียงฮือฮาตามมาด้วยคำว่าอ้อ! มีความหมายเช่นนี้นี่เอง บุตรีสกุลชิงหรือ ช่างเป็เด็กสาวที่น่าสนใจยิ่งน่าเสียดายที่นางมีคู่หมายเสียแล้ว
มู่หลิ่งเหวินกลับไม่ได้ยินดีในเสียงชื่นชมเ่าั้และไม่พอใจอย่างยิ่งกับสายตาของบุรุษเพศทั้งหลายที่เอาแต่จับจ้องคู่หมายของเขาตาเป็มันเช่นนี้อาการคล้ายกำลังหึงหวงของชายหนุ่มอยู่ในสายตาของมู่หลิ่งฟู่และชิงหยวนตลอดเวลา สองบุรุษหันมาสบตากันแล้วยกมุมปากยิ้มอย่างขบขัน
“สำหรับถ้อยคำใต้ภาพ ‘สาวงามเพียบพร้อม’ เป็ถ้อยคำที่ข้าน้อย้าหยอกเย้าผู้ที่ได้ชมภาพของข้าน้อยเ้าค่ะ”
“หยอกเย้าผู้ชม? อย่างไรหรือ” หานหนิงเฉิงที่นั่งฟังอยู่นานเอ่ยถาม
“เรียนท่านเสนาบดีหาน เมื่อท่านได้ชมรูปนี้ย่อมเกิดความสงสัยจนต้องเอ่ยถามเ้าของรูปนั่นคือการหยอกเย้าของข้าน้อยเ้าค่ะ”
“อ้อ! เป็เช่นนี้เอง แล้วรูปของเ้า้าจะสื่อถึงสิ่งใด หรือ้าเอาใจข้า” ตู้ฮุ่ยเปียวใช้ถ้อยคำกดดัน สีหน้าบ่งบอกให้รู้ว่าไม่ได้ล้อเล่นเช่นถ้อยคำด้วยตระหนักว่าตนมีอำนาจสูงสุดในงานวันนี้และการที่นางเขียนรูปบุตรีของตนไม่ใช่นาง้าประจบเอาใจตนหรอกหรือ แม้ฝีมือการใช้พู่กันของนางเมื่อเทียบกับบุตรีของตนยังนับว่าห่างชั้น แต่อาจจะมีส่วนคล้ายคลึงอยู่บ้างก็ตามที
“มิได้เ้าค่ะเป็ความบังเอิญโดยแท้ ข้าน้อยหาได้มีเจตนาดังที่ท่านกล่าวไม่”
“เอาเถิดข้าไม่ได้ติดใจสงสัยในเจตนาของเ้า ที่ข้าอยากรู้คือความหมายของคำใต้รูปนี้” ตู้ฮุ่ยเปียวโบกมือคราหนึ่ง เริ่มเกิดความตึงเครียดขึ้นสองส่วน หลายคนลอบกลืนน้ำลาย
“ท่านพี่...” ชิงฮูหยินเอ่ยขึ้นเบาๆ ใบหน้างามซีดเผือดและเป็กังวล แต่ชิงหยวนทำเพียงส่ายหน้า ไม่ได้กล่าวสิ่งใดนางจึงได้แต่ทอดถอนใจ
“เ้าใจเย็นก่อน ข้าเชื่อว่าหลินเอ๋อร์ของเราจัดการปัญหานี้ได้” มู่ฮูหยินเห็นสหายเป็กังวลใจจึงแตะหลังมือเบาๆพลางยิ้มปลอบสหายรักของตน
“ก่อนที่ข้าน้อยจะอธิบายความหมายของถ้อยคำนี้ ข้าน้อยขอบังอาจเรียนถามตู้ฮูหยินสักเล็กน้อยเพื่อเป็วิทยาทานได้หรือไม่เ้าคะ”
ตู้ฮูหยินเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ กล่าวยิ้มๆ “เ้าอยากรู้สิ่งใดจงถามมาเถิด ถ้าตอบได้ข้าก็ยินดี”
“ขอบพระคุณเ้าค่ะ ข้าขอเรียนถามตู้ฮูหยิน ‘สาวงามเพียบพร้อม’ สำหรับสตรีที่ยังไม่ได้ออกเรือนควรเป็เช่นไรเ้าคะ”
เมื่อตู้ฮูหยินได้ฟังก็ถึงกับอมยิ้มด้วยนึกเอ็นดูเด็กสาวตรงหน้า
“แน่นอนว่าต้องมีรูปโฉมที่งดงาม ชาติตระกูลดี และเชี่ยวชาญศิลปะทั้งสี่ นั่นคือ เพลงพิณ หมากล้อมการเขียนพู่กัน และเขียนรูป จึงจะสมกับคำว่า ‘สาวงามเพียบพร้อม’ ” ตู้ฮูหยินอธิบายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ท่ามกลางเสียงชื่นชมและเห็นด้วยกับคำอธิบายของนาง
“ขอบคุณตู้ฮูหยิน ข้าน้อยกระจ่างแก่ใจแล้ว เพียงแต่...” ชิงหลินอึกอักไม่พูดต่อ
“พูดมาเถอะอย่ามัวอ้ำอึ้งอยู่เลย” ตู้ฮุ่ยเปียวกล่าวอนุญาต
“ขออภัยเ้าค่ะ เพียงแต่ในใจข้าน้อยมิอาจเห็นด้วยกับตู้ฮูหยิน...”
“สามหาว! อย่าลำพองด้วยเห็นว่าใต้เท้าไม่ถือสาหาความเ้า หัดเจียมตนไว้บ้าง” หานหนิงเฉิงตบโต๊ะดังปัง! ลุกขึ้นชี้หน้านาง ตวาดด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด ชิงหลินเห็นดังนั้นจึงรีบคุกเข่ากับพื้น ก้มหน้าลงไม่พูดสิ่งใดออกมา
มู่หลิ่งเหวินทำท่าจะลุกขึ้นแต่ถูกมู่หลิ่งฟู่ห้ามไว้ส่งสายตาเป็เชิงว่าให้รอดูไปก่อน แม่ทัพหนุ่มจึงยอมนั่งลงแม้ภายนอกจะดูสงบนิ่งไร้ความกังวล แต่ภายในใจทั้งโกรธและหวาดหวั่นแทนนางส่วนมู่ฮูหยินก็บีบมือสหายรักให้คลายความกังวลใจ
“ท่านอย่าได้อารมณ์เสียไปเลย นั่งลงก่อนเถิด” ตู้ฮุ่ยเปียวกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่ากดดันหานหนิงอันหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อยนั่งลงตามเดิมอย่างกระแทกกระทั้น
“เอาละ เ้าพูดต่อเถิด” ตู้ฮุ่ยเปียวสะบัดมือเป็สัญญาณให้นางพูดต่อ
“ขอบคุณเ้าค่ะ อันคำว่า ‘สาวงามเพียบพร้อม’ในความเห็นของข้าน้อยต้องประกอบด้วยสามดีเ้าค่ะ”
“หือ? อันใดนะ”
“สามดี? ท่านเข้าใจหรือไม่”
“ข้าก็สุดจะรู้เช่นกัน” เสียงฮือฮาดังขึ้นอีกคราว จนตู้ฮุ่ยเปียวต้องยกมือขึ้นห้ามให้เงียบ
“สามดีคืออันใดหรือ”ตู้ฮุ่ยเปียวถามขึ้น
“สามดีคือ คิดดี วาจาดีและกระทำดี ถ้าหญิงสาวผู้ใดปฏิบัติได้ย่อมขึ้นชื่อว่าเป็สาวงามเพียบพร้อมเ้าค่ะ”
“ข้าก็ยังไม่เข้าใจ อาศัยเพียงสิ่งนี้จะทำให้เป็สาวงามเพียบพร้อมได้เช่นไรกัน” ตู้ฮุ่ยเปียวถามต่อ
“เรียนท่านอัครเสนาบดี คิดดีในความเห็นของข้าน้อยคือการตระหนักถึงแต่สิ่งดีงาม ไม่คิดในแง่ร้ายไม่คิดทำลายล้างผู้อื่น ไม่คิดดูถูกตนเองหรือผู้อื่น เมื่อคิดดีแล้วการจะกล่าวสิ่งใดออกไปก็ล้วนจะเป็ถ้อยคำที่ไพเราะเสนาะหูทั้งสิ้นและยังอาจจะได้มิตรสหายจริงใจที่เงินทองหาซื้อมิได้ และต้องทำแต่สิ่งดีๆเป็ประโยชน์แก่ตนเอง ผู้อื่น และบ้านเมือง รวมทั้งปฏิบัติต่อบุคคลรอบกายอย่างดีถ้ามีสามอย่างนี้แล้ว แม้หญิงสาวจะมีรูปลักษณ์มิเป็ที่ปรารถนาของบุรุษนางก็สามารถเป็สาวงามเพียบพร้อมได้เ้าค่ะ”
เสียงฮือฮาเกิดขึ้นอีกคราว มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
“ที่เ้ากล่าวมาก็มีเหตุผล แต่ข้าเห็นด้วยกับคำกล่าวของฮูหยินของท่านอัครเสนาบดีมากกว่า” หานหนิงเฉิงแสดงความเห็นและประจบเล็กน้อย ซึ่งหลายคนก็พยักหน้าเห็นชอบ มีบางคนที่ยิ้มเยาะชิงหลิน
“เช่นนั้น...ข้าน้อยขอบังอาจเรียนถามท่านเสนาบดี หากท่านเชื่อว่าการเป็สาวงามเพียบพร้อมเพียงมีรูปโฉมงดงามและเชี่ยวชาญศิลปะทั้งสี่ก็เพียงพอแล้วถ้ามีหญิงสาวนางหนึ่งเพียบพร้อมเช่นที่ท่านกล่าว แต่มีความคิดชั่วร้ายเอ่ยถ้อยคำร้ายๆ และยังกระทำแต่สิ่งเลวร้ายเช่นนี้แล้วหญิงงามผู้นั้นยังจะขึ้นชื่อว่าเป็สาวงามเพียบพร้อมอยู่อีกกระนั้นหรือ”
“เ้า!” เสนาบดีหานอึ้งเพราะจนด้วยคำพูด เด็กสาวคนนี้ต้อนเขาจนมุมไม่เหลือทางให้รอดเลยแม้จะรู้สึกโกรธแค้นและเสียหน้ามากเพียงใดก็ได้แต่เก็บไว้ในใจก่อนเท่านั้นไม่สามารถลงมือกับนางในยามนี้ได้
“เอาละๆวันนี้เ้าทำให้ข้าได้เปิดหูเปิดตาความเห็นของทั้งสองล้วนเข้าที เช่นนั้นก็แล้วแต่ตัวบุคคลจะเลือกปฏิบัติเถิดเพราะสำหรับข้าแล้วมันมิมีสิ่งใดผิดสิ่งใดถูกต้องที่สุด เ้าเห็นด้วยหรือไม่อาหลินแห่งสกุลชิง” ตู้ฮุ่ยเปียวสรุปอย่างมีเหตุผลมุมปากมีรอยยิ้มชื่นชมประดับอยู่
“เพียงท่านอัครเสนาบดีและทุกท่านไม่ถือสาหาความข้าน้อยข้าน้อยก็ไม่รู้จะตอบแทนในความใจกว้างนี้อย่างไรไหวขอบพระคุณมากเ้าค่ะ” ถ้อยคำฉะฉาน มั่นคง และไม่มีอาการหวาดกลัว ทำให้นางได้รับเสียงชื่นชมมากมาย
หลังงานเลี้ยงสิ้นสุด ตู้ฮุ่ยเปียวนั่งอยู่ในรถม้าคันโตเพียงลำพังใบหน้าผู้มากด้วยประสบการณ์ชีวิตและการเมืองปรากฏรอยยิ้มน้อยๆเมื่อนึกถึงเื่ราวที่เกิดขึ้น หึๆ ช่างเป็เด็กสาวที่ใจกล้ายิ่งถ้อยคำแฝงของนางมีหรือที่ตนจะไม่เข้าใจ นาง้าเตือนสติขุนนางที่ประพฤติตนมิชอบไร้ซึ่งคุณธรรมเสียมากกว่า สามดีหรือ น่าสนใจจริงๆ อาหลินแห่งสกุลชิง
[1] ยามอู่ คือ่เวลาั้แ่ 11.00 น. - 12.59 น.
[2] ยามอิ่ว คือ่เวลาั้แ่ 17.00 น. - 18.59 น.
[3] ยามอุ้ย คือ่เวลาั้แ่ 13.00 น. - 14.59 น.