เจาะเวลาหาขงเบ้ง 寻孔明

    ตอนที่ 168 สงครามภาคเหนือ

    แผ่นดินทางตะวันออกเริ่มเข้าที่ ..แต่ดินแดนทางเหนือกลับกำลังร้อนแรงประดุจไฟเผา !! หลังจากรับอนุญาตจากมหาอุปราชโจโฉ อ้วนเสี้ยวก็กรีธาทัพใหญ่เพื่อกำจัดฐานอำนาจอื่นในภาคเหนือให้สิ้นซาก เพื่อสร้างความมั่นคงทางทหารให้กับตระกูลของตน ย่อมเป็นกองซุนจ้านแห่งเมืองปักเป๋ง(ปักกิ่ง) ผู้ยิ่งใหญ่แห่งดินแดนภาคเหนือ…  -------------เมืองปักเป๋ง------------- “ป้องกันกำแพงเมืองด้านตะวันออกเอาไว้ !!!” แคว้วววว…บูมมมม !!!…....ดูเหมือนฝ่ายบุกจะได้เปรียบไม่น้อยเลยจากเครื่องเหวี่ยงหิน 'ก๊อปมิลเลอร์เกรดซี' เหล่านั้น .. “ฮะฮ่ะฮ่า ..ยิงเข้าไป !!” ‘อ้วนเสี้ยว’ สุดแสนจะยินดีปรีดา..บางทีการทำสงครามกับผู้มีปัญญา กลับดึงสติปัญญาของฝ่ายที่พ่ายแพ้ขึ้นมาได้อย่างมหาศาล …….แต่กระนั้นกองซุนจ้านก็ยังมองโลกในแง่ดีอย่างสม่ำเสมอ “ขุนศึกทั่วแผ่นดินต่างต่อสู้กันดุจดังพยัคฆ์ร้าย ที่ผ่านมาไม่มีใครที่สามารถบุกเข้าล้อมกันทั้งปีได้ ..อ้วนเสี้ยวแม้มีกำลังรบมากมายเท่าใดก็ตาม ..แต่เวลาต่างหากเล่า ..จะทำให้ปรากฏผล แพ้-ชนะเอง”
    error loadedภาพจำลองโครงสร้างของป้อมฯ (wikimedia.org)   กองซุนจ้านกล่าวเช่นนั้น นั่นก็เพราะเขาได้สร้าง ‘ป้อมอี้จิง’ (易京)  ป้อมซึ่งมีคูเมืองล้อมรอบอยู่ถึงสิบชั้น แต่ละชั้นมีป้อมปราการสูง 15 -20 เมตรอยู่บนเนินดินขนาดใหญ่มีคูเมืองล้อมรอบเป็นวงกลมถึงสิบชั้น  และบนป้อมปราการมีหอคอยเพื่ออาศัยอยู่บนหอคอย ประตูทำด้วยเหล็ก คลังเสบียงกว่าสามล้านถัง !!! ซึ่งตรงกลางชั้นในสุดย่อมเป็นที่อยู่อาศัยของกองซุนจ้านและครอบครัว  
    error loadedภาพจำลองส่วนในของป้อมฯ (wikipedia.org)
     กองซุนจ้านจึงตัดสินใจที่จะตัดขาดตนเองจากโลกภายนอก เนื่องจากรู้ตัวดี ว่าคงไม่สามารถจะหยุดยั้งความโกลาหลจากโลกภายนอกได้เลยแม้แต่น้อย..เฮ้อ ….….."เรียนท่านเจ้าเมือง บัดนี้อ้วนเสี้ยวกำลังโจมตี ‘ป้อมเจิ้งเจี๋ยที่แปด’ โปรดยกกำลังไปช่วยด้วยเถิดขอรับ"  แต่นโยบายของเขายังมั่นคงตามเดิม ? “หากข้าส่งกองทัพไปช่วยแม่ทัพผู้หนึ่งผู้ใด แม่ทัพที่เหลือก็จะคิดเสมอว่าตนจะได้รับกองทัพสนับสนุนด้วยร่ำไป อันเป็นความเสื่อมถอยของพวกเรา”  แต่การมองโลกในแง่ดีเช่นนี้กลับส่งผลซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่คิดไว้มากมายนักเมื่อป้อม-ค่ายใดที่กำลังน้อยนั้น ก็ย่อมไม่สามารถต้านทานกำลังรบอันมหาศาลของอ้วนเสี้ยวได้ ..พวกเขายอมเลือกที่จะวางอาวุธแล้วยอมแพ้ในทันที ..เพราะแม้จะรอคอยนานเท่าไหร่ ‘กองซุนจ้าน’ ผู้เป็นจ้าวแห่งแดนเหนือก็จะไม่มีทางยกกองกำลังจาก ‘ป้อมอี้จิง’ อันยิ่งใหญ่ มาช่วยป้อม-ค่าย ใดๆก็ตามที่ถูกโจมตีจนปางตายเหล่านี้ หนีได้ก็หนี .. หากหนีไม่ได้ ย่อมถูกอ้วนเสี้ยวเกลี้ยกล่อมเข้าเป็นพวกแต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ย่อมมีผู้จงรักภักดีต่อกองซุนจ้านอย่างแท้จริง สงครามในครั้งนี้จึงปรากฏการสังหารหมู่ด้วยการจับประหาร ด้วยการตัดคอถึง 2 หมื่นศพ !!! ..….…….“บัดนี้ป้อมต่างๆ ล้วนถูกยึด-ทำลายเป็นจำนวนมากแล้ว ..พวกเราคงมิอาจนิ่งเฉยได้อีกแล้วล่ะท่านพ่อ”เมื่อจวนตัวกงซุนซวี่ (公孫續) ผู้เป็นบุตรชาย ..เริ่มที่จะหนาวๆร้อนๆเสียแล้ว !! นาทีนี้เริ่มจะใจเย็นกันอยู่ไม่ได้อีก ..กองซุนจ้านแต่งหนังสือ 2 ฉบับฉบับแรกให้ม้าเร็วส่งไปขอความช่วยเหลือกับมหาอุปราชโจโฉ ..โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าอ้วนเสี้ยวเองก็เขียนหนังสือไปขออนุญาตโจมตีกองซุนจ้าน ก่อนจะยกกำลังทหารมืดฟ้ามัวดินมาเช่นนี้ !! ฉบับที่สอง ซึ่งเป็นจดหมายสำคัญ เขาจำเป็นจะต้องให้บุตรชายของเขาถือไปส่งเองกับมือ.. “เจ้าจงถือหนังสือนี้ เพื่อไปความช่วยเหลือจากโจรภูเขาเฮยซาน (黑山賊) ซึ่งมีกำลังกล้าแข็งมาช่วยรบกับอ้วนเสี้ยว”…. ซึ่งลูกชายของเขาทำได้สำเร็จอย่างสวยงาม 'เตียวเอี๋ยน' หัวหน้าโจรภูเขาตอบรับคำขอร้อง และเตรียมกำลังพลนับแสนจะยกมาช่วย… แต่ดันมาพลาดในจังหวะสุดท้าย ..นั้นก็คือการนัดหมาย ####################################ให้เจ้านำทหารม้าเกราะห้าพันบุกตีทางเหนือเมื่อพร้อมแล้วให้จุดไฟสัญญาณขึ้น บิดาจะยกออกจากในป้อมไปตีกระหนาบ..กองซุนจ้าน#################################### กองซุนจ้านให้ม้าใช้นำหนังสือนี้ส่งไปให้ถึงบุตรชายของเขา 'กงซุนซวี่' ซึ่งบัดนี้อยู่กับโจรภูเขาเพื่อรอตีกระหนาบทัพอ้วนเสียว ..แต่เคราะห์ร้ายผู้นำสารถูกทหารอ้วนเสี้ยวจับได้ !!! อ้วนเสี้ยวจึงซ้อนแผนให้ทหารแบ่งกำลังเป็นสองกองแล้วซุ่มอยู่เพื่อรอจังหวะ  จากนั้นส่งทำทีเข้าบุกกำแพง แล้วสั่งให้ทหารซึ่งอยู่ไกลออกไปประมาณ 30 เส้น (1.2 km) จุดเพลิงไฟสัญญาณขึ้น ! กองซุนจ้านเห็นสัญญาณเพลิงดังนั้นก็เข้าใจว่ากองซุนซวี่และเตียวเอี๋ยนยกกองทัพมาช่วยตีกระหนาบแล้ว ..จึงเปิดประตูเมือง แล้วบุกตีออกไป ! ทหารอ้วนเสี้ยวซึ่งโจมตีกำแพงอยู่เห็นดังนั้นก็ทำทีแกล้งถอยหนี ..จนได้ระยะ ปั้ง ปั้ง!!!เมื่อมีเสียงประทัดสัญญาณดังขึ้น กองทัพทั้งสองข้างของอ้วนเสี้ยวซึ่งซุ่มดูอยู่ ก็เข้าตีกระหนาบฆ่าฟันทหารกองซุนจ้านอย่างเหี้ยมโหด   ฟ้าบๆๆ โช่ะๆ …เอื้ออออ… ถอย!! เร่งถอย.. ต่างล้มตายประดุจดังใบไม้ร่วง.. แต่ก็ยังโชคยังดีที่กองซุนจ้านนั้นหนีกลับเข้าเมืองไปได้………..…...บัดนี้กองซุนจ้านเข้าตาจนเสียแล้ว .. ในที่สุดกองทัพอันยิ่งใหญ่ของอ้วนเสี้ยวก็ทะลวงเข้ามาถึง ‘ป้อมอี้จิง’ ที่เสริมเหล็กกล้า ขนาดใหญ่โตโอ่อ่า ..ไม่ว่าจะทุ่มกำลังลงไปเท่าไหร่ กลับไม่มีแม้การสั่นสะเทือน !!! แคว้วววว…ปุ๊กกก……..แคว้วววว…ปุ๊กกก………….แคว้วววว…ปุ๊กกกๆ… เครื่องยิงหินไม่ระคายผิวป้อมเหล็กเลยแม้แต่น้อย.. ผ่านมาหลายวันแล้ว ..จนถึงบัดนี้ อ้วนเสี้ยวยังไม่สามารถรุกคืบได้อีกแม้แต่นิดเดียว ..เฮ้อเสบียงที่ขนมาเริ่มร่อยหรอลงไปทุกวันเขาคงไม่สามารถรอคอยได้นานขนาดนั้น ..หรือมันจำเป็นจะต้องถอยทัพกลับกิจิ๋วไปก่อน ? แต่อ้วนเสี้ยวกลับมี ‘โชค' อยู่บ้าง ? “ทหารลาดตะเวนพบสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็น ‘อุโมงค์’ อยู่ห่างจากที่นี่ 20 เส้น (800เมตร) ขอรับ” อ้วนเสี้ยวและที่ปรึกษาทั้งปวงจึงรีบไปสำรวจ 'อุโมงค์' ดังกล่าว……เป็นอุโมงค์ขนาดใหญ่ซึ่งแม้แต่ม้าก็ยังสามารถเข้าไปเดินถึงข้างในได้ !! เป็นอุโมงค์ที่มี 'ยอดคน' และยอดฝีมือขุดเอาไว้ ..แต่เพราะรีบร้อนมากเกินไป จึงลืมกระทั่งการกลบฝัง !!!! “ฮะฮ่ะฮ่า ..สวรรค์ช่างเมตตาต่อข้า ..ผู้ซึ่งจะมาดับทุกข์ร้อนของแผ่นดิน !”นั่นก็จริงอยู่…เพราะหากอ้วนเสี้ยวเป็นผู้ที่สวรรค์กลั่นแกล้งมาโดยตลอด แต่บัดนี้สวรรค์กลับมาเมตตาต่อเขาโดยบังเอิญแล้ว !!! อุโมงค์ยาวแห่งนี้ ย่อมทอดผ่าน ‘ป้อมอี้จิง’ (易京)  อย่างแน่นอน ทหารอ้วนเสี้ยวแค่เพียงเจาะช่องแล้วขึ้นไปก็เป็นอันใช้ได้แล้ว  บุกเข้าไป !!!ใครตัดหัวกองซุนจ้านได้ จะได้รับ 1,000 ตำลึง !!!….…วาระสุดท้ายของเขาใกล้มาถึงแล้ว ..มาถึงอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ !!ความช่วยเหลือที่ไม่เคยมาถึง ..เพราะเขาเองก็ไม่เคยส่งความช่วยเหลือออกไปเช่นเดียวกัน.. "หากจูล่งยังอยู่ที่นี่ ..กูคงไม่ต้องมาติดเเหง็กอยู่เช่นนี้" ทัพม้าที่ดีที่สุดในแผ่นดิน กลับไม่ยอมใช้ออกไปเพื่อขับไล่อริราชศัตรู กองซุนจ้านเลือกที่จะใช้วิธีตั้งรับ ..ทั้งที่จริงแล้ว การโจมตีต่างหากล่ะคือการป้องกันที่ดีที่สุดในโลก.. วาระสุดท้าย ..กองซุนจ้านใช้ผ้ารัดคอบุตรและภรรยาของตนทุกคนที่อยู่บนหอคอย ..เป็นหอคอยงาช้างที่กำลังแตกสลายลงไป.. แต่ขณะจะใช้ดาบเชือดคอตัวเองตาย ..ทหารอ้วนเสี้ยวผู้หนึ่งก็ได้ปีนขึ้นมาถึงแล้วเข้าประชิดตัวได้ทันเวลา พันตำลึงของข้า !!!..ฟ้าบ!!พร้อมศีรษะที่ถูกปลดปลิวไป ประหนึ่งสิ่งของมีราคา ..ราคาถึงหนึ่งพันตำลึง..