[จบ]Psychokinesis พลังจิตเหนือเทพยุทธ์

    186 ตาแก่หลี่หยุน

    “อาห์หมดแรงแล้ว ไม่มีแรงแม้จะจับช้อนเลย~~”


    ตงฟางมองไปยังพี่ซิงเยียนที่กำลังทำหน้าเศร้าเรียกความสนใจให้ตงฟางเข้าไปป้อนข้าว  เขาจึงบอกให้พี่ซิงเยียนหยุดเพราะท่าทางของเธอมันกำลังยั่วยวนเขา กลัวจะไม่ได้กินข้าวแต่เป็นกินอย่างอื่นแทน


    “เอาล่ะๆ กินข้าวก่อนแล้วผมจะนวดให้ แล้วเราค่อยมาคุยกันว่าตอนนี้ถึงไหนแล้ว”


    “จ้ะ” ใบหน้าที่กำลังเศร้าเปลี่ยนมาเป็นยิ้มแย้ม ตงฟางจึงค่อยๆป้อนข้าวพลางสำรวจรอบๆเพื่อหาสิ่งอันตราย พริบตาที่เขาหันมาคุยกับพี่ซิงเยียนตงฟางกลับตกใจเมื่อจู่ๆมีชายสวมผ้าคลุมสีน้ำตาลขาดวิ่นนั่งอยู่ข้างกองไฟที่เขาก่อขึ้น โดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยว่าชายคนนี้เข้าหาเขาตอนไหน 


    “อย่า~! ไม่เจอกันนานจะฆ่าพ่อคนนี้ได้ลงคอ”


    ตงฟางที่กำลังรวมสายฟ้าไว้ในมือเริ่มปลดสายฟ้าออก จากน้ำเสียงและคำเรียกแทนตัวเองว่าพ่อทำให้เขาตกใจตื่นเมื่อจู่ๆตาแก่หลี่หยุนเป็นฝ่ายเดินทางมาหาเขาเอง


    “ตาแก่ อย่ามาโกหกกัน”


    “ไอ้ลูกสารเลว ยังจะไม่เชื่ออีก” หลี่หยุนถอดผ้าคลุมออกจากใบหน้าจนทำให้ตงฟางรู้สึกโล่งใจ เขานึกว่าเป็นนักฆ่าจากเมืองหลวงอ้างชื่อพ่อของเขาเพื่อมาจัดการ แต่เขาก็ยังคงสงสัยเช่นเดิมว่าทำไมพ่อของเขาถึงหาตำแหน่งเขาเจอ


    “นั่นใคร นี่แกกล้าป้อนข้าวคนอื่นเหรอ ขนาดฉันล้มป่วยแกยังให้ฉันต้มข้าวกินเอง ไอ้ลูกเวรนี่แกเห็นผู้หญิงดีกว่าพ่อแกงั้นเหรอ!” ซิงเยียนทำหน้าตกใจหลังจากได้ยินชายแปลกหน้าหนวดรกรุงรังกำลังร้องโวยวายเหมือนเด็กน้อยกำลังบอกว่าเป็นพ่อของตงฟาง เธอจึงมองไปยังตงฟางเพื่อขอคำตอบ


    “เฮ่ยตาแก่ คุณเป็นคนบอกเองนะว่าถ้าเจอผู้หญิงสวยๆจับทำเมีย แล้วนี่จะมาเรียกร้องอะไร ชิ้วๆ ถ้าจะมาร้องไห้กลับหมู่บ้านไปเลยไป”


    “ไม่ วันนี้ฉันมีบางอย่างสำคัญจะบอกแก แต่มีข้อแม้”


    “อะไร” ตงฟางย่นคิ้ว การเจอพ่อของเขาไม่ใช่เรื่องดีแน่ ต้องนำสิ่งแปลกๆมาบอกให้เขาทำ


    “ตอบมาก่อนว่าเธอเป็นใคร แล้วก็ทำอาหารมาให้ฉันด้วย ฉันหิว”


    “นี่พี่สาวซิงเยียน สาวคนแรกที่ผมเจอระหว่างมาหลงไห่ ส่วนอาหารทำให้ไม่ได้หรอกนะตาแก่ ไปทำกินเองเลยไปชิ้วๆ”


    “หนอย! ไอ้เด็กสารเลว”


    “สวัสดีค่ะคุณพ่อ หนูซิงเยียน” ซิงเยียนยกมือเคารพหลังจากรู้ว่าชายตรงหน้าที่ดูท่าทางบ้าบอไม่ต่างจากตงฟาง เป็นพ่อของตงฟางจริงๆ อย่างไรก็ตามตงฟางกลับรีบลุกไปต่อยแก้มซ้ายพ่อตัวเอง หลังจากเขาพยายามจะเข้ามากอดซิงเยียนเมื่อรู้ว่าเป็นแฟนของลูกชาย


    “โอ๊ย ไอ้เด็กสารเลว นี่แกกล้าชกฉันเหรอ”


    “มากกว่าชกก็กล้า”


    “บ้าเอ๊ย ฉันก็แค่จะทักทายแฟนแกนิดหน่อย แฟนแกก็เหมือนลูกฉันไม่ใช่เหรอ”


    “ไม่ใช่โว๊ย ร้อยวันพันปีลูกตัวเองก็ไม่เคยกอด ถอยไปให้ห่างเลยนะ ชิ้วๆ”


    “ไอ้ลูกไม่รักดี”


    “แล้วนี่ ตกลงมาทำอะไรกันแน่”


    “เรื่องนั้น ถ้าอยากรู้ทำอาหารให้ก่อน แต่ถ้าไม่อยากรู้ก็ไม่ต้องทำก็ได้นะ ฉันรับรองได้เลยว่าข้อมูลนี้หากแกไม่รู้แกจะต้องเสียใจ”


    ตงฟางมองดูพ่อตัวเองที่กลับมาเป็นปกติหลังจากแกล้งทำตัวบ้าบอจนพอใจแล้ว เขาที่แกล้งตามน้ำไปก็กลับมาเป็นปกติเช่นเดิมจนซิงเยียนพบเข้ากับความผิดปกติ เนื่องจากเธอมักจะเห็นท่าทางขี้เล่นจากตงฟางบ่อยครั้ง แต่ครั้งนี้เขากลับกลายเป็นคนจริงจังที่เธอเห็นน้อยครั้งมากๆ และดูท่ามันจะเป็นนิสัยเดิมของเขาที่ถูกปิดเอาไว้ด้วยนิสัยขี้เล่นมาตลอด


    “จะกินอะไร”


    “อะไรก็ได้ ขอเยอะๆฉันหิวมากๆ”


    ตงฟางเหลือบมองไปยังแขนซ้ายของพ่อตัวเอง พบว่ามันขาดหายไปเสมอหัวไหล่ 


    “อย่าพึ่งถาม ทำอาหารให้เสร็จก่อน”


    “ตาแก่ อย่าบอกนะว่าได้แผลนี้จากเมืองหลวง”


    “ไม่ใช่ แต่ก็ไม่เชิง”


    “เอานี่ แล้วก็บอกมาว่ามีเรื่องอะไรทำไมถึงได้เดินทางมาหา”


    จากสภาพพ่อตัวเองตงฟางรู้ได้เลยว่าพ่อที่มาเจอเขาในเมืองหลงไห่ไม่ได้กลับหมู่บ้านแต่กลับมาเมืองหลวง


    “นั่นแฟนแกใช่ไหม เลือกได้ดี”


    “อยู่แล้ว นอกจากจะใช้ตามองนะ ยังใช้ใจมองอีกด้วย”


    “ฮ่าๆๆ แต่ดูท่าแกคงยังไม่ได้ทำเรื่องอย่างว่าสินะ เพราะว่าเลือดของแกเป็นพิษ อะโอ๋ เสียงใจด้วยนะลูกพ่อ ชาตินี้แกคงจะไม่สามารถทำเรื่องอย่างนั้นได้”


    ตงฟางมองพ่อตัวเองด้วยความโมโหหลังจากถูกกวนอีกครั้งระหว่างนั่งกินข้าว ซิงเยียนที่อยู่ข้างๆเธอก็นั่งเงียบๆ มองสองพ่อลูกคุยกัน


    “ตาแก่ มันต้องมีทางสิ ขนาดตาแก่ยังทำเรื่องแบบนั้นกับแม่ได้ แสดงว่าผมก็ต้องทำได้เช่นกันล่ะ ไม่แน่นะหากสายเลือดบริสุทธ์กว่านี้เรื่องแบบนั้นก็ทำได้แล้ว”


    “ฮ่าๆๆ ใช่ แต่ฉันจะดับฝันแก”


    “ทำไมเหรอตาแก่”


    “เอาล่ะ เข้าเรื่องเลยแล้วกัน มันเกี่ยวกับตัวของแกเองทั้งนั้น” บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่ง หลังจากข้าวหมดซิงเยียนจึงพยายามตักไปเติมให้กับพ่อของตงฟางที่กำลังยิ้มให้เธอไม่ต่างจากลูกคนหนึ่ง


    “ใช้ได้ๆ ทั้งสวยและเอาใจเก่ง”


    “ขอบคุณค่ะ”


    “เอาล่ะตงฟางเรื่องแรกที่ฉันจะบอกแกคือสายเลือดของแก”


    “มันมีอะไร”


    “อย่าพึ่งทำให้มันบริสุทธ์เต็ม 10 ส่วนเพราะมันจะเสียเปล่า”


    “หมายความว่ายังไง”


    “ฟังคำเตือนต่อไปก่อนแล้วแกจะรู้ว่าทำไมถึงอย่าพึ่งทำให้มันบริสุทธิ์ คำเตือนต่อไปของฉันคือ ห้ามทำให้ตัวเองมีพลังวิญญาณระดับราชาวิญญาณ”


    “ทำไมถึงห้าม” ตงฟางย่นคิ้ว เขาไม่เข้าใจว่าทำไมถึงกลายเป็นระดับราชาวิญญาณไม่ได้ การเป็นระดับราชาวิญญาณดีต่อตัวของเขามากเพราะจะทำให้วิญญาณยุทธ์ของเขารวมตัวกันจนเป็นหนึ่งเดียว  การเป็นระดับราชาวิญญาณจะทำให้เขาใช้วิญญาณยุทธ์เหมือนคนอื่นๆได้ เขากลับถูกห้าม


    “การที่แกทำให้มันสมบูรณ์ เชื่อเถอะว่าอนาคตที่กำลังจะถึงแกจะสับเปลี่ยนมันได้ยาก”


    “หมายความว่ายังไง เรื่องสับเปลี่ยนมันคืออะไร ผมต้องไปสับเปลี่ยนวิญญาณยุทธ์กับใครอีก”


    “ฉันก็ไม่อยากตอบหรอกนะ แต่แม่หนูซิงเยียนดูจะอยากรู้มาก ฉันจะบอกให้ก็ได้ เมื่อใดก็ตามที่แกเดินทางไปถึงเมืองหลวง แกจะต้องได้ใช้วิญญาณยุทธ์ของแกแน่นอน”


    “ที่เมืองหลวงมีอะไรรออยู่”


    “มีหลายเรื่องมาก แต่แกไม่ต้องห่วง พวกที่ทรงพลังมากจนแกไม่มีทางฆ่าได้ ฉันคนนี้ฆ่าให้แล้ว เหลืออีกแค่นิดหน่อยก็จะหมด จากนั้นจะเป็นหน้าที่ของแก”


    “คนพวกนั้นแลกกับแขนซ้ายที่หายไปนี่เหรอ”


    “ใช่ แต่ก็ถือว่าคุ้ม”


    “เก็บแขนมาด้วยหรือเปล่า”


    “ไม่ล่ะ เก็บไม่ได้ อย่าคิดว่าแกต่อแขนได้คนเดียวสิตงฟาง ฉันถึงขั้นเปลี่ยนถ่ายดวงตาให้แกเลยนะ ทั้งๆที่รู้ว่าฉันเป็นหมอพวกมันกล้าจะให้โอกาสฉันต่อแขนคืนเหรอ”


    “นั่นสินะ สรุปแล้วก็คือ อย่าทำให้ระดับพลังเป็นระดับราชาวิญญาณ”


    “ใช่ หลังจากแกเปลี่ยนถ่ายวิญญาณยุทธ์เสร็จหรือว่าแกจะดึงมันออกจากร่างทิ้งไปเฉยๆก็ได้ หากร่างของแกไม่มีวิญญาณยุทธ์แกถึงจะสามารถเพิ่มความบริสุทธ์ทางสายเลือดได้”


    “ทำไมถึงต้องทำแบบนั้นด้วย”


    “ฉันกำลังจะทำให้แกได้สิ่งที่ทรงพลังมาครอบครอง แกจำที่ฉันพูดให้ฟังได้ไหมว่าไอ้หมอนั่นที่ขโมยพลังแกไปมันมีวิญญาณยุทธ์คู่”


    “จำได้”


    “แกจึงต้องมีของดีๆไม่ต่างจากมัน ในตอนที่ร่างของแกไร้วิญญาณยุทธ์แล้วทำให้สายเลือดบริสุทธิ์ แกจะได้รับความน่ากลัวจากสายเลือดมาครอง ไม่เพียงเท่านั้นมันจะปลุกวิญญาณยุทธ์ครั้งที่ 3 ของแกให้ตื่นขึ้นจนเป็นเตาหลอมที่แข็งแกร่งกว่าเดิม”


    “หมายความว่าวิธีนี้จะทำให้ผมได้วิญญาณยุทธ์คู่”


    “ใช่” ซิงเยียนตกใจ เธอไม่เคยรู้เรื่องเหล่านี้มาก่อน การพูดคุยของสองพ่อลูกมันเหนือจิตสำนึกที่เธอจะทำความเข้าใจได้


    “ส่วนร่างกายของแกมันแยกออกจากระดับพลังวิญญาณใช่ไหม”


    “ใช่แล้วตาแก่ ตอนนี้ใช้ทักษะ 2 อย่างถึงจะพัฒนาร่างกายและพลังวิญญาณ ”


    “งั้นก็เป็นเรื่องดี ร่างกายของแกจะทำให้แข็งแกร่งแค่ไหนก็ได้ แต่อย่าไปแตะต้องระดับพลังวิญญาณ ไม่อย่างนั้นแกจะเสี่ยงมากๆในการย้ายวิญญาณยุทธ์ออกจากร่าง”


    ตงฟางพยักหน้าแล้วมองไปยังหนังสือเล่มหนึ่ง มันถูกเขียนด้วยลายมือพ่อของเขาเอง 


    “นี่เป็นทักษะสูงสุดที่ฉันใช้ชีวิตในการเรียนรู้ มันสามารถปลูกถ่ายอวัยวะหรือแม้กระทั่งวิญญาณยุทธ์ได้ ส่วนนี่เป็นทักษะดาราสวรรค์ 108 ฝ่ามือส่วนที่เหลือ แกควรจะทิ้งทักษะโลหิตสลายกระดูกไปได้แล้ว มันกระจอก”


    ตงฟางสะอึกหลังจากพ่อของเขาบอกว่าทักษะโลหิตสลายกระดูกที่ทำให้เขาปลดปล่อยพิษกระจอก  เขาจึงอ่านทักษะดาราสวรรค์ส่วนสุดท้ายก่อนจะรู้ว่าทำไมพ่อของเขาถึงบอกว่าทักษะโลหิตสลายกระดูกกระจอก 


    เนื่องจากว่าทักษะดาราสวรรค์ 108 ฝ่ามือสามารถเปลี่ยนพลังวิญญาณให้กลายเป็นธาตุที่เขามีในครอบครองได้ ซึ่งมันหมายถึงเขาสามารถใช้พิษผ่านทางทักษะดาราสวรรค์ 108 ฝ่ามือ แต่เขาก็ยังไม่รู้ว่ามันเป็นทักษะระดับไหนเช่นเดิมเพราะในหนังสือไม่ได้บอกขั้นของมัน บอกเพียงแค่การฝึกฝ่ามือให้ครบ 108 ฝ่ามือเท่านั้นเอง


    “ตาแก่ ขอถามอะไรก่อน”


    ตงฟางเห็นพ่อลุกยืนเตรียมจะจากไปจึงร้องบอกให้หยุด เพราะเขามีบางอย่างอยากจะถาม เขาจะไม่ถามเรื่องที่ผ่านมาแล้วว่าพ่อไปทำอะไรมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเดินทางไปเมืองหลวงจนทำให้กลุ่มคนที่ไล่ล่าเขากลับไป แต่เขาอยากรู้ว่าวิญญาณยุทธ์ของเขาที่เหมือนจะต้องเปลี่ยนไปให้ใครสักคน มันจะต้องเปลี่ยนกับใคร เขาคนนั้นที่จะได้รับไปสมควรที่จะได้รับหรือไม่


    “ว่ามา”


    “ทักษะนี่ทำให้โยกย้ายวิญญาณยุทธ์ได้ ขอถามตรงๆเลยแล้วกัน ว่าเขาคนนั้นที่ผมต้องนำวิญญาณยุทธ์ไปมอบให้ เป็นคนยังไง”


    “ไม่ต้องห่วง ฉันคิดว่าหากไปถึงเมืองหลวง แกจะได้รู้เองว่าวิญญาณยุทธ์ของแกจะปลูกถ่ายให้เขาคนนั้น หรือว่าแกจะโยนวิญญาณยุทธ์ทิ้งไป แต่ฉันบอกเลยว่า ถ้าแกโยนทิ้งแกจะต้องเสียใจแน่นอน อีกอย่างฉันรู้ว่าแกกำลังจะถามว่าทักษะตระกูลให้คนอื่นฝึกได้ไหม ไอ้เด็กเวร แกสอนคนอื่นแล้วค่อยมาถามฉัน นี่แกยังกล้ามาถามอีกเหรอ”


    “รู้ได้ยังไงตาแก่ ผมสอนแค่การแยกแยะไฟเท่านั้นนะ”


    “ไอ้เด็กเวร แกรู้ไหมกว่าบรรพบุรุษจะแยกแยะไฟให้ละเอียดอ่อนแบบนั้นได้ต้องเสียอะไรไปแค่ไหน”


    “โถพ่อ ยังไงก็จะเข้ามาอยู่ในตระกูลเดียวกันแล้ว ก็แค่สอนไปก่อนเท่านั้น พอแต่งปุ๊บก็ใช้งานได้ปั๊บเลยดีออก” ตงฟางฉีกยิ้มกว้าง เขาไม่รู้ว่าพ่อตัวเองรู้ได้อย่างไรว่าเขาสอนพี่เยว่สือปรับแต่งเปลวไฟ ทว่าทุกอย่างที่พ่อของเขาทำล้วนแล้วเกินการคาดเดา เขาจึงปล่อยไป


    “ฮ่าๆๆๆ  เอาล่ะลาก่อน แกจะทำอะไรก็เรื่องของแก  อีกอย่างฉันจะอวยพรให้แกจงทนอยู่กับความอยากต่อไปนะไอ้เด็กเวร การมีสาวสวยอยู่ข้างๆแล้วทำอะไรไม่ได้ ฉันขอแนะนำให้แกรู้จักกับน้องนิ้วมือทั้ง 5 ของแกก็แล้วกัน”


    “ไอ้พ่าบ้า~!”


    “ฮ่าๆๆ”


    ตงฟางร้องตะโกนไล่หลังพ่อของตัวเองที่บินหายไปบนท้องฟ้า กระทั่งเขาหันหลังกลับมามองพี่ซิงเยียนเขาก็เห็นเธอกำลังกลั้นขำเพราะเข้าใจเรื่องที่พ่อและลูกชายคุยกันช่วงสุดท้าย

    “พี่สาวช่วยได้นะ”


    “ม่าย!!!!”  มือซ้ายห้ามพี่ซิงเยียนไม่ให้เข้ามาใกล้ มือขวาใช้ซับเลือดจมูก  ซิงเยียนที่เห็นตงฟางหน้าแดงจนมีควันลอยออกมาจึงรู้สึกสนุกไม่น้อย


    “ตงฟางจ๊ะ ลืมอะไรไปหรือเปล่า” ซิงเยียนกลับไปแกล้งปวดเมื่อยตามตัวอีกครั้ง


    “ก็ได้ แต่พี่ซิงเยียนต้องไม่ทำอะไรแปลกๆ ผมจะรีบๆนวดแล้วก็เดินทางต่อ”


    “จ้าๆ พักที่นี่สักวันก่อนก็ได้พี่สาวไม่รีบ เมืองลั่วหยางคงไม่วิ่งหนีจากเราไปไหนหรอก เนอะ”


    “ก็ได้”


    อิยาห์


    เสียงร้องอันชวนให้ปวดหัวดังขึ้นอีกครั้ง จนตงฟางกุมขมับ เขารู้สึกเลือดสูบฉีดมากแต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากซับเลือดที่ไหลออกมาจากจมูก ในระหว่างที่นวดไปนี้เองเขาก็เริ่มทำความเข้าใจกับทักษะทั้ง 2 ที่พ่อมอบให้










    คล้ายกับเรื่อง[จบ]Psychokinesis พลังจิตเหนือเทพยุทธ์ ที่คุณอ่าน