ราชันหมื่นอักขระ

    จารึกที่ 124 : ผาพยัคฆ์ขาว

    จารึกที่ 124 : ผาพยัคฆ์ขาว : ผลลัพธ์ที่ไม่อาจซ่อนเร้น


    แสงตะวันอันร้อนแรงลอยสูงขึ้นเหนือยอดไม้ ขับไล่หมอกหนาทึบที่ปกคลุมป่ามาตลอดทั้งคืนให้สลายไปจนเกือบสิ้น เสียงนกกาที่เคยเงียบหายเริ่มส่งเสียงร้องเซ็งแซ่ แข่งกับเสียงพูดคุยจอแจของผู้คนที่เริ่มทยอยมารวมตัวกัน


    ณ ลานหินกว้างบนยอดหน้าผาที่ยื่นออกไปในหุบเหว หรือที่รู้จักกันในนาม "ผาพยัคฆ์ขาว"


    บรรยากาศเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและกลิ่นคาวเลือดจางๆ ศิษย์สายนอกที่รอดชีวิตจากการสอบต่างพากันนั่งจับกลุ่มรักษาแผล บ้างก็ดีใจที่รอดตาย บ้างก็ร้องไห้ที่เพื่อนร่วมทีมหายสาบสูญ


    อาเจีย และสองพี่น้องตระกูลเฟิง เดินลากสังขารขึ้นมาถึงลานหินเป็นกลุ่มสุดท้าย สภาพของพวกเขาดูไม่ได้ต่างอะไรกับขอทานที่เพิ่งผ่านสงครามกลางเมือง เสื้อผ้าฉีกขาด หน้าตาเปรอะเปื้อนโคลนและเขม่าดินปืน


    "ถึง... ถึงซะที..." อาเจียทิ้งตัวลงนั่งพิงโขดหิน หอบหายใจแฮกๆ


    ข้างกายเขามี เจ้าสัวทมิฬ ยืนสงบนิ่ง โดยที่แขนซ้าย (ข้างที่เพิ่งซ่อมและวิวัฒนาการ) ถูกอาเจียใช้ผ้าดิบพันเอาไว้อย่างหนาเตอะจนดูเหมือนแขนหักที่ใส่เฝือก เพื่อปกปิดลักษณะพิเศษสีดำทมิฬไว้ไม่ให้ใครเห็น


    "คนรอดน้อยกว่าที่คิดนะ..." เฟิงอี้หราน กวาดสายตามองไปรอบๆ


    จากผู้เข้าสอบนับพันคน ตอนนี้เหลืออยู่บนลานเพียงไม่ถึงสองร้อยคน


    สายตาของอาเจียสะดุดเข้ากับร่างในชุดขาวที่ยืนโดดเด่นอยู่อีกฟากของลาน


    ฉินมู่หลาง ยืนกอดอก หลับตาพริ้มราวกับกำลังทำสมาธิ เสื้อผ้าของเขายังคงสะอาดสะอ้าน (ยกเว้นรอยไหม้เล็กน้อยที่ชายเสื้อจากระเบิดดินดำของอาเจีย) แต่ทันทีที่กลุ่มอาเจียมาถึง ฉินมู่หลางก็ลืมตาขึ้น... ส่งสายตาเย็นยะเยือกที่สื่อความหมายว่า 'เรื่องของเรายังไม่จบ' มาให้แวบหนึ่ง ก่อนจะเมินหน้าหนีไป


    "เจ้านั่นมันปีศาจชัดๆ..." อาเจียกระซิบ "โดนระเบิดอัดหน้ายังทำเป็นเก๊กหล่อได้อีก"


    "เงียบก่อน! ผู้อาวุโสมาแล้ว!" ศิษย์คนหนึ่งตะโกนบอก


    ท้องฟ้าเหนือลานประลองสั่นสะเทือน เมฆหมอกแหวกออกเป็นช่อง


    ร่างของชายชราสามคนเหาะเหินเดินอากาศลงมาอย่างสง่างาม


    คนกลางคือ ผู้อาวุโสเทียนหยวน  ผู้คุมกฎสูงสุดแห่งสำนักหมึกวารีและเจ้าของยอดเขาพู่กันหยก ผู้มีใบหน้าดุดัน หนวดเคราสีดอกเลา และแววตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยว


    ทางขวาคือ ผู้อาวุโสหญิงจากสำนักเมฆาคล้อย (พันธมิตรที่มาร่วมสังเกตการณ์)


    แต่คนที่ทำให้อาเจียสะดุ้งที่สุด คือชายชราทางซ้าย... ผู้สวมชุดคลุมสีเทาหม่น ผมเผ้ายุ่งเหยิง ร่างกายเต็มไปด้วยกลิ่นน้ำมันและโลหะ

    ผู้อาวุโสหลี่ แห่งหอศัสตรา!


    "เจ้าเด็กนั่น..." อาเจียหน้าซีด "เย่ปิงอวิ๋นเคยบอกว่าตาแก่คนนี้จ้องจะจับข้าไปผ่าพิสูจน์ไม่ใช่เรอะ!"


    ผู้อาวุโสเทียนหยวนก้าวออกมาข้างหน้า เสียงประกาศก้องกังวานดุจฟ้าผ่า


    "การสอบคัดเลือกศิษย์สายในประจำปี... สิ้นสุดลง ณ บัดนี้! ผู้ที่รอดชีวิตมาได้ถือว่าผ่านด่านแรก... ต่อไปคือการนับคะแนนจาก 'ป้ายคำสั่ง' และ 'ชิ้นส่วนสัตว์อสูร' ที่พวกเจ้าหามาได้!"


    เหล่าศิษย์เริ่มทยอยนำของที่หาได้ออกมาวางกองตรงหน้า


    "กลุ่มตระกูลหวัง... ป้ายคำสั่ง 5 ชิ้น, เขี้ยวหมาป่าวายุ 10 คู่... ผ่าน!"


    "กลุ่มศิษย์สำนักดาบ... ป้ายคำสั่ง 2 ชิ้น... ไม่ผ่าน! กลับไปเป็นศิษย์สายนอก!"


    เสียงประกาศผลดังต่อเนื่อง จนกระทั่งถึงคิวของ กลุ่มตระกูลเฟิง


    เฟิงอี้หรานเดินออกไปอย่างสง่าผ่าเผย (แม้จะเดินกะเผลกนิดหน่อย) เขาเทของในถุงมิติออกมา


    เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!


    กองป้ายคำสั่งสีทองและเงินร่วงกราวลงมา กองพะเนินเป็นภูเขาขนาดย่อม พร้อมกับชิ้นส่วนสัตว์อสูรระดับสูงอีกเพียบ


    "โอ้โห..." เสียงฮือฮาดังไปทั่วลาน


    "ป้ายคำสั่ง 50 ชิ้น! แกนอสูรระดับสร้างรากฐาน 1 ชิ้น!" ผู้อาวุโสเทียนหยวนเลิกคิ้วเล็กน้อย "ตระกูลเฟิงทำผลงานได้ยอดเยี่ยม!"


    เฟิงอี้หรานยิ้มบางๆ แล้วผายมือมาทางอาเจีย "เรียนผู้อาวุโส... ความดีความชอบครึ่งหนึ่งเป็นของสหายข้า... อาเจีย ผู้นี้ หากไม่มีเขา ข้าคงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้"


    สายตาทุกคู่พุ่งเป้าไปที่อาเจียทันที... เด็กหนุ่มในชุดคนสวนซอมซ่อ ที่ยืนทำหน้าไม่ถูกอยู่ข้างหุ่นเชิดพันเฝือก


    ผู้อาวุโสเทียนหยวนหันขวับมามองอาเจีย ทันทีที่เห็นหน้าเด็กหนุ่ม รอยยิ้มที่มุมปากของชายชราก็ยกขึ้นเล็กน้อย... เป็นรอยยิ้มที่ดูเจ้าเล่ห์และรู้ทัน ไม่ใช่ความสงสัยใคร่รู้


    "หึ... เป็นเจ้าเองรึ?" ผู้อาวุโสเทียนหยวนกล่าวเสียงเรียบ แต่แฝงความนัยที่ทำให้อาเจียขนลุก "นึกว่าเจ้าจะเอาชีวิตไปทิ้งในป่าเสียแล้ว... ที่แท้ก็ไปเกาะแข้งเกาะขานายน้อยตระกูลเฟิงรอดมาได้... สมกับเป็นเจ้าจริงๆ"


    คำพูดนั้นทำให้ศิษย์คนอื่นงุนงง (คิดว่าท่านผู้อาวุโสแค่ตำหนิ) แต่สำหรับอาเจีย มันคือคำชมที่แปลว่า "ฉลาดเอาตัวรอดได้ดีมาก ไอ้เด็กงก"


    ในขณะที่ทุกคนกำลังทึ่ง... ผู้อาวุโสหลี่ แห่งหอศัสตรา (ทางซ้าย) กลับไม่สนใจบทสนทนา จมูกของแกขยับฟุดฟิดเหมือนดมกลิ่น เขาเดินดุ่มๆ ฝ่าวงล้อมเข้ามาหาอาเจีย... หรือพูดให้ถูกคือ เข้ามาหา เจ้าสัว


    "กลิ่นนี้มัน..." ผู้อาวุโสหลี่พึมพำ ดวงตาที่เป็นฝ้าฟางกลับลุกวาววับ "กลิ่นของ 'อสูรหมอกทมิฬ'... ผสมกับกลิ่นไหม้ของ 'อักขระผสานธาตุ'?"

    อาเจียถอยกรูด "ผ... ผู้อาวุโส มีอะไรหรือขอรับ? หุ่นข้ามันเน่าหน่อยนะ ข้ายังไม่ได้ล้าง..."


    "หุบปาก!" ผู้อาวุโสหลี่คว้าหมับเข้าที่แขนซ้ายของเจ้าสัว (ที่พันผ้าอยู่) แล้วกระชากผ้าพันแผลออกอย่างแรง! แควก! เผยให้เห็น แขนหุ่นเชิดหยกทมิฬ ที่มีลวดลายเมฆหมอกไหลเวียนอยู่ภายใน


    "นี่มัน..." ผู้อาวุโสหลี่มือสั่นระริก "การผสานวัตถุต่างธาตุ... ดินกับความมืด... โดยไม่ใช้เตาหลอม? แถมโครงสร้างยังเชื่อมต่อกันด้วย... อักขระโบราณ? ...ใครทำ!?"


    เขาเงยหน้าขึ้นจ้องตาอาเจียเขม็ง "เจ้าหนู! เจ้าทำรึ!?"


    "เอ่อ..." อาเจียเหงื่อแตกพลั่ก มองซ้ายมองขวาหาตัวช่วย "ข้า... ข้าเจอซากมันตกอยู่ ข้าเลยเอามาแปะกาว... เอ้ย! เอามามัดๆ รวมกันขอรับ! ฟลุ๊ค! ฟลุ๊คล้วนๆ!"


    "ฟลุ๊คบิดาเจ้าสิ!" ผู้อาวุโสหลี่ตวาดลั่น "งานละเอียดขนาดนี้ เรียกว่าฟลุ๊คได้ยังไง! บอกความจริงมา!"


    บรรยากาศตึงเครียดขึ้นทันที ความลับเรื่องฝีมือช่างของอาเจียกำลังจะแตก


    "พอได้แล้ว ท่านพี่หลี่"


    เสียงนุ่มนวลแต่ทรงอำนาจดังขึ้นขัดจังหวะ ผู้อาวุโสเทียนหยวน เดินเข้ามาวางมือบนไหล่ของผู้อาวุโสหลี่ พลางส่งสายตาปราม "เด็กมันกลัวจนตัวสั่นแล้ว... การสอบคือการวัดผลการต่อสู้ ไม่ใช่การสอบสวนช่างฝีมือ... ปล่อยเขาไปก่อน"


    แล้วท่านก็หันมากระซิบกับผู้อาวุโสหลี่เบาๆ (แต่จงใจให้อาเจียได้ยิน) "เด็กคนนี้เป็น 'คนของข้า' ที่หอตำรา... ข้าเป็นคนอนุญาตให้เขาศึกษาตำรากลไกเองแหละ... ท่านอยากรู้อะไร ไว้ค่อยไปคุยกับเขาเป็นการส่วนตัว อย่ามาคาดคั้นเด็กในวันมงคล"


    ผู้อาวุโสหลี่ชะงัก "คนของท่าน? ...มิน่าล่ะ" แกยอมปล่อยมือจากแขนเจ้าสัวอย่างเสียดาย แต่สายตายังคงจ้องอาเจียอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ "หลังจบงานนี้... เจ้าต้องมาหาข้าที่หอศัสตรา... ห้ามหนี! ห้ามสาย! ห้ามตาย!"


    อาเจียกลืนน้ำลายเอือก พยักหน้ารัวๆ "ข... ขอรับ!"


    ผู้อาวุโสเทียนหยวนหันมามองอาเจียอีกครั้ง รอยยิ้มรู้ทันปรากฏขึ้นอีกครั้ง "ยินดีด้วย อาเจีย... เจ้าผ่านการทดสอบเป็นศิษย์สายในแล้ว... เตรียมตัวให้ดี ภารกิจต่อไปของข้า... หนักกว่าเฝ้าหอตำราแน่นอน"