ปกรณัมนักเรียนขั้นเทพ

    ตอนที่ 40 : เป็นเพื่อนประธานหยางแล้วยังไง_

    “อย่าเลย! สาวๆทั้งหลาย วันนี้ฉันมาทำงานวันแรก ยังต้องดูแลพ่อแม่อายุแปดสิบ แถมยังมีลูกมีเมีย ตอนนี้ที่บ้านก็ไร้เงินทอง ได้แต่หวังพึ่งพารายได้จากงานนี้มาประทัง” เฉิงหยู่ ทำน้ำเสียงน่าสงสาร เพื่อให้พวกสาวๆเกิดความเห็นใจ


    “นายอยู่แผนกไหนกัน?” พี่สาวคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยความสงสัย


    “ฉันก็อยู่แผนกเดียวกับเธอ”


    “อย่ามั่ว แผนกเราไม่มีผู้ชาย แล้วก็ไม่รับผู้ชายทำงานด้วย”


    “ทุกอย่างล้วนมีเหตุผล! ฉันเป็นผู้ชายคนเดียวที่ทำงานแผนกเดียวกับพวกเธอ” ยังไงก็ไม่มีผลอะไรอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงพูดๆไปมั่วๆ


    สาวๆอีกหลายคนต้องการจะถาม แต่เสียงลิฟต์ก็ดังขึ้นก่อน จากนั้นประตูก็เปิดออก แล้วสาวๆก็พากันออกไปตอกบัตรโดยไม่สนใจเขาแม้แต่น้อย เพราะกลัวว่าถ้าตนเองช้า แล้วจะโดนหักเงินเดือน


    หลังจากสาวๆเดินออกกันไปหมดแล้ว เหลือไว้เพียง เฉิงหยู่ อยู่ในลิฟต์คนเดียว ทำให้เขารู้สึกโดดเดี่ยว ลิฟต์มันเร็วหรือตึกนั้นสั้นเกินไปนะ ถ้าหากใช้เวลาสักสองสามชั่วโมงจะวิเศษขนาดไหน! บ้าฉิบ คราวหน้าจะสร้างลิฟต์ที่ต้องใช้เวลาขึ้นลงนานกว่านี้ซะแล้ว


    พอออกลิฟต์นั้นก็เห็นว่า เลขาหลัน กำลังออกมาจากห้องทำงานพร้อมเอกสารกองโต


    เฉิงหยู่ ดวงตาเปล่งประกายทันที ลืมความเซ็งเมื่อครู่ไปเสียสนิท เลือดในกายเดือดพล่านสูบฉีดด้วยความตื่นเต้น จากนั้นเขาก็ผายมือออกไป แล้วพูดว่า “เห้ ซานซาน ไม่ได้เจอกันตั้งนาน คิดถึงฉันไหมล่ะ ทุกคืนฉันเฝ้าแต่คิดถึงเธอตลอดเลยนะ”


    พอเห็น เฉิงหยู่ ออกมาจากลิฟต์ กล่าวทักทายเธอแบบนี้ เธอก็ขมวดคิ้วแล้วตอบกลับไปว่า “คราวหลังให้เรียกฉันว่า เลขาหลัน นะค่ะ หรือคุณหลัน เฉยๆ”


    “ได้เลย ซานซาน”


    พอเห็น เฉิงหยู่ กวนโอ๊ย หลันจื่อซาน ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ “ท่านประธานอยูในห้องค่ะ เชิญเข้าไปเองได้เลย!” พอพูดเสร็จ ก็เดินจากไปหน้าตาเฉย


    พอเข้าไปในห้องทำงาน ก็เห็นสาวๆที่อยู่ในลิฟต์ต่างพากันหันมามองไปที่ เฉิงหยู่ โดยแสดงสีหน้าสงสัยว่าเขาเข้ามาที่นี่ได้ยังไง? หรือว่าอยู่ในแผนกเดียวกับเราจริงๆ ?


    “เห้ สาวๆ พวกเราเจอกันอีกแล้วนะ!” เฉิงหยู่ โบกมือพลางมองไปที่สาวๆด้วยรอยยิ้ม


    “ว๊าย! นายเข้ามาได้ยังไง? แล้วนายเป็นพนักงานแผนกเดียวกับเราจริงๆหรือเนี่ย?” หญิงสาวคนหนึ่งพูดขึ้นมา


    “แน่นอนสิ ฉันไม่เคยหลอกสตรี โดยเฉพาะสาวสวย ”


    “นายคิดจะจีบ เจียเจีย หรือไง? เจียเจีย น่ะเป็นดอกไม้งามของ หว่านเหม่ยกรุ๊ป ถึงแม้จะเทียบ ประธานหยาง และ เลขาหลัน ไม่ได้ แต่ เจียเจีย ก็ถือได้ว่าเป็นอันหนึ่งในหมู่พวกเราเชียวนะ?”


    “เธอพูดแบบนี้หมายความว่าไง? ไม่เห็นสายตาแห่งความรักที่ฉันส่งไปให้ เจียเจีย งั้นเหรอ? นี่เป็นรักที่บริสุทธิ์ และเป็นรักที่กลั่นมาจากใจจริง!” เฉิงหยู่ พูดด้วยรอยยิ้ม


    “แหวะ! ยกเว้นสายตาชีกอของนายอย่างอื่นคงมองไม่เห็นหรอก” หญิงสาวนั้น ไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่ ทางด้าน เจียเจีย พอโดน เฉิงหยู่ แซวเข้าหน่อย หน้าก็แดงเป็นลูกเชอรี่เลยทีเดียว


    “เห้ๆ แสดงว่าเธอใช้สายตาชีกอมองฉันเหมือนกันสินะ ไม่งั้นเธอจะพูดได้ยังไง เดี๋ยวฉันจะให้ประธานหยางมอบตำแหน่ง ‘พนักงานที่สวยที่สุดในบริษัท’ ให้ เจียเจีย ดีไหม? ”


    “นายไม่ใช่แค่หื่นกาม แต่ยังเป็นพวกหื่นที่ชอบขี้โม้อีกด้วย ประธานหยางคงจะฟังนายหรอก ? นายทำตัวแบบนี้ ใครจะอยากเจอหน้าคนอย่างนาย”


    “เหมือนว่าเธอจะมองฉันในแง่ร้ายจังเลยนะ เอาแบบนี้ไหมล่ะ ฉันจะไปเคาะห้องของประธานหยาง ถ้าหากประธานหยางให้ฉันเข้าไป พวกเธอต้องหอมฉันคนละหนึ่งที เอาไหมล่ะ? ”


    “ถ้าหากว่าประธานหยางไม่ให้นายเข้าล่ะ?”


    “งั้นฉันจะเลี้ยงข้าวมื้อใหญ่เลย”


    “แน่ใจนะ? ตามที่นายว่า ฉันไม่เชื่อว่าประธานหยางจะปล่อยให้พนักงานธรรมดาๆอย่างนายเข้าไปในห้อง เพราะที่นั่นมีแต่เฉพาะผู้บริหารระดับสูงเข้าไปได้เท่านั้น” หญิงสาวคนหนึ่งพูดขึ้นมา


    “ไม่มั้ง เหมือนกับว่าเคยเจอนาย? อาทิตย์ก่อนนายก็มาที่นี่ใช่ไหม? ฉันจำได้ว่า เลขาหลัน เป็นคนพานายมาเองนี่” เวลานั้นก็มีหญิงสาวคนหนึ่งพูดขึ้นมา


    “จะเป็นไปได้ยังไง เธอตาถั่วล่ะมั้ง พวกเธอพูดเองนี่ว่าต้องเป็นผู้บริหารระดับสูงถึงจะเข้าไปได้ ฉันเป็นแค่พนักงานธรรมดาๆ จะเข้าไปได้ยังไง?”


    “ฉันนึกออกแล้ว นายเคยมาแล้วจริงๆ ในตอนนั้นฉันยังรู้สึกแปลกใจ ว่าเด็กหนุ่มนี่เป็นใครกัน? นายจะหลอกพวกเราล่ะสิ หลอกให้หอมนาย ฮึ่ม นายนี่มันไร้ยางอายจริงๆ ” ในเวลานั้น หญิงสาวที่เคยเห็น เฉิงหยู่ ก็พูดขึ้น


    “ทำอะไรกัน! ไม่คิดทำงานหรือไง ? บริษัทจ้างพวกเธอมาทำงาน ไม่ใช่ให้มานั่งคุยกัน” ในเวลานั้น เลขาหลัน ที่เพิ่งส่งเอกสารเสร็จก็เดินหลับมา พอเห็น เฉิงหยู่ กำลังพูดคุยหยอกล้อกับพนักงานอยู่ เธอก็ตะโกนขึ้น


    สาวๆเห็น เลขาหลัน ก็สะดุ้งเฮือก รีบหันกลับไปทำงานของตัวเองทันที


    “ซานซาน เธอทำแบบนี่ทำไม ? เห็นมั้ยว่าเธอทำให้สาวๆพากันตกใจหมดแล้ว สาวสวยอย่างเธอควรจะงดงามทั้งภายนอกและภายใน เธอเป็นแบบนี้ ฉันรู้สึกปวดใจมากเลยนะ!”


    “ฉันพูดไปแล้วนะคะ ว่าให้เรียก เลขาหลัน ไม่งั้นก็อย่ามาคุยกับฉันอีก ” หลันจื่อซาน โมโห เจ้าหนุ่มนี่ช่างยียวนกวนประสาทคน


    “ครับผม ครั้งนี้ผมจะจำให้ขึ้นใจเลย ซานซาน”


    หลันจื่อซาน มองค้อนใส่เขา แล้วก็เดินตรงเข้าไปที่ห้องทำงาน เฉิงหยู่ ส่งสายตาให้กับสาวๆเหล่านั้น หลังจากนั้นก็เดินตามเข้าไป


    พอเห็น เฉิงหยู่ เข้าไปที่ห้องของประธานหยางพร้อมกับ หลันจื่อซาน พนักงานสาวก็พากันซุบซิบนินทาขึ้น เจ้าหนุ่มนั่นเป็นใครกันแน่ ทำไมถึงกล้าพูดแบบนั้นกับ เลขาหลัน แถมยังเข้าไปในห้องของท่านประธานด้วยกันอีก หรือจะเป็นลูกของผู้บริหารระดับสูง? แต่ก็ไม่เคยได้ยินมาว่าผู้บริหารระดับสูงจะมีลูกชายเข้ามารับตำแหน่งบริหารนี่น่า! ทันใดนั้น พวกเธอก็รู้สึกว่าชายที่เพิ่งเจอกัน ช่างมีที่มาที่ไปน่าสงสัย


    ———————


    ภายในห้องทำงานนั้น หลันจื่อซาน เอาชามาเสริฟให้ หยางลั่วเซวียะ และ เฉิงหยู่


    “นายมาก็ดี พรุ่งนี้พวกเราจะเตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่ นายอยากจะเข้าร่วมด้วยไหม? ” หยางลั่วเซวียะ เริ่มเปิดประเด็นก่อน เธอรู้ว่าถ้าให้ เฉิงหยู่ พูดก่อน คงมีแต่เรื่องไร้สาระ


    “ให้ฉันไปทำอะไรล่ะ? ฉันแค่รอรับเงินก็พอแล้วนี่”


    “ก็ดี งั้นฉันจะไม่ได้บังคับนาย ประสบการณ์นายยังน้อยแถมหน้ายังดูเด็กอีก ยังเร็วเกินไปที่จะให้ออกมาร่วมงานในสังคม ซึ่งมันอาจไม่เป็นผลดี ส่วนเรื่องเงินจะทำบัตรกับบัญชีพิเศษให้นาย ถึงเวลากำหนดทุกเดือนจะให้คนโอนเข้าไปให้ ”


    “อืม งั้นก็ดี พูดตรงๆตอนนี้สิ่งที่ฉันต้องการก็คือเงิน”


    “นายจะเอาเงินเยอะแยะไปทำอะไรนักหนา ตอนนี้นายยังอายุน้อย แค่นายได้รับเงินส่วนแบ่งจากสินค้าสองตัวนี้ชีวิตนี้นายก็ไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว” หยางลั่วเซวียะ พูดด้วยความประหลาดใจที่เห็นต้องการเงินมากขนาดนั้น หนำซ้ำก่อนหน้านี้ตัวเองก็เพิ่งให้เขาไปสิบล้าน


    “มีหลายอย่างที่ฉันต้องทำ มันจำเป็นต้องใช้เงินเยอะสักหน่อย”


    “แล้วคิดว่าต้องใช้เท่าไหร่ล่ะ?”


    “หลายหมื่นล้าน!”


    “เยอะขนาดนั้นเชียว? เงินมากมายขนาดนั้นนายคิดจะทำอะไรกันแน่?” หยางลั่วเซียะ ขมวดคิ้วระหว่างเอ่ยขึ้น คิดไม่ถึงจริงๆว่าเด็กหนุ่มเบื้องหน้าเธอ ยังมีอีกมุมที่ไม่อาจเข้าถึง


    “ตอนนี้ยังบอกเธอไม่ได้น่ะสิ ฉันเคยพูดไปแล้ว ถ้าหากเธอตกลงเป็นแฟนฉันล่ะก็ ฉันจะยอมบอกเธอทั้งหมดเลย”


    “ไม่บอกก็เรื่องของนาย ฉันไม่อยากรู้”


    “แล้วสินค้านี่ราคาเท่าไหร่?”


    “เดิมที่ถ้าเป็นลูกค้าระดับสูง สินค้าทั้งสองชนิดนี้ถ้าขวดเล็กจะบรรจุสามสิบเม็ด สำหรับใช้หนึ่งเดือน ราคาจะอยู่ที่ 3880 หยวน ขวดใหญ่มีเก้าสิบเม็ด สำหรับใช้สามเดือน ราคาอยู่ที่ 10800 หยวน ฉันคิดจะให้นายคิดค้นยาระดับกลางให้หน่อย ท้ายที่สุดแล้วค่าใช้จ่ายระดับนี้ไม่ได้เหมาะกับทุกคน คนส่วนใหญ่จะไม่ใช้จ่ายเพียงเพื่อความงามในราคาสิ้นเปลือง”


    “ได้สิ เดี๋ยวสักพักฉันเขียนสูตรให้เธอ ส่วนยาอายุวัฒนะ ตอนนี้อย่าเพิ่งเอาเข้าสู่ตลาด ปล่อยยาชะลอวัยทั้งสองตัวออกไปก่อน รอให้สินค้าของพวกเราติดตลาด แล้วค่อยกระจายสินค้า แบบนี้ถึงจะง่ายต่อการโฆษณา”


    “ตรงนั้นฉันรู้”


    “ฉันคิดว่าสินค้าตัวก่อนๆของเธอไม่ต้องทำออกมาแล้ว เพราะถึงทำก็คงไม่ได้กำไรจากมัน และการปล่อยสินค้าทั้งสองตัวนี้ออกสู่ตลาดจะทำให้เกิดผลกระทบต่อสินค้าตัวอื่นๆ การจะสร้างตลาดระดับสูงต้องไม่ให้มีข้อตำหนิ แถมยาระดับกลางก็กำลังจะออกมาในเร็วๆนี้ โดยจะปล่อยให้สินค้าของตัวเองกลายเป็นสินค้าเกรดต่ำ? วิธีนี้ย่อมทำไม่ได้ ”


    “แบบนั้นจะทำให้แย่ลงหรือเปล่า ?”


    “ไม่หรอก พอถึงเวลาสินค้าของเราเข้าสู่ตลาด เธอรอดูสถานการณ์ จากนั้นก็ค่อยๆถอดโฆษณาสินค้าตัวอื่นๆออกไป เพื่อที่จะชูสินค้าตัวใหม่ขึ้นมา นี่เป็นเรื่องง่ายที่ทำให้ลูกค้าเกิดความสนใจ แล้วฉันก็มีสินค้าตัวอื่นๆที่ต้องใช้กำลังผลิตมาก เธอต้องดึงบุคลากรกลับมา เพราะนี่จะเป็นสินค้าหลักของเรา ”


    “เอาล่ะ พรุ่งนี้ในงานเปิดตัวสินค้าใหม่ฉันจะค่อยๆ แถลงข่าวเกี่ยวกับสินค้าตัวเก่าที่เคยผลิต หลังจากนั้นก็เริ่มผลักดันสินค้าใหม่ขึ้นไปแทนที่ ถ้าแบบนี้จะยิ่งทำให้คนอื่นตกใจในแบบที่คาดไม่ถึง เพราะมันเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจของเราที่มีต่อสินค้าใหม่ แล้วจะทำให้เราครอบครองฐานตลาดเดิมไว้ได้”


    “อืม ถ้ายังงั้นก็รอให้เธอประกาศแล้วกัน รอโอกาสเหมาะๆฉันถึงจะเริ่มปล่อยสินค้าใหม่ออกมา งั้นคืนนี้ไปกินข้าวกันเถอะ”


    “วันนี้ไม่ได้หรอก เพราะพรุ่งนี้จะต้องเปิดตัวสินค้าใหม่ยังมีเรื่องให้ทำอีกตั้งมากมาย ไหนจะต้องสะสางเรื่องสินค้าเก่าอีก ฉันต้องเรียกประชุมเหล่าคณะกรรมการ ไม่งั้นเดี๋ยวจะโดนหาว่าทำข้ามหน้าข้ามตา?”


    “เอิ่ม? คณะกรรมการ? บริษัทนี้ไม่ใช่เธอตัดสินใจคนเดียวเหรอ?” เฉิงหยู่ถามด้วยความประหลาดใจ


    “แน่นอนว่าไม่ใช่ องค์กรที่ใหญ่โตขนาดนี้จำเป็นต้องมีผู้ถือหุ้นจำนวนหนึ่ง แต่ถ้าเป็นงานโดยทั่วไป ฉันสามารถตัดสินใจเองได้ แต่พวกผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ล้วนเป็นเพื่อนของคุณปู่ฉันทั้งนั้น ” หยางลั่วเซวียะ มองเขาด้วยความหงุดหงิด คนๆนี้บางทีก็ดูฉลาด แต่แค่เรื่องมารยาทพื้นๆแค่นี้ก็ไม่รู้ ทำให้เธอพูดไม่ออกเลยจริงๆ


    เฉิงหยู่ ลองคิดๆดูจึงเข้าใจ คงคล้ายๆกับสำนักยุทธ์ ซึ่งมีบางทีที่เจ้าสำนักไม่สามารถตัดสินเองได้ทุกเรื่อง จำเป็นต้องให้ผู้อาวุโสร่วมตัดสินใจด้วยกัน แต่เรื่องบางเรื่อง คนที่แก่กว่าก็อาจจะตัดสินไม่ถูกต้องเสมอไปก็ได้


    “อืม ก็ได้ งั้นฉันไม่รบกวนเธอแล้ว ฉันจะเขียนสูตรยาให้เธอก่อน แล้วจะขอตัวกลับก่อน อ้อใช่แล้ว เธอให้คนช่วยหายาที่เหมือนกับคราวก่อนให้ฉันทีสิ เสร็จแล้วเอาไปไว้ที่ห้องปรุงยาบ้านเธอน่ะ พรุ่งนี้ฉันจะเข้าไปปรุงยาสักหน่อย” เขียนเสร็จ เฉิงหยู่ ก็ออกไป


    เดินมาถึงออฟฟิศ ก็เห็นพวกสาวๆกำลังซุบซิบกันอยู่ “ สาวๆที่น่ารักทุกคน ฉันชื่อ เฉิงหยู่ ถ้าหากคราวหน้ามีอะไร ก็ไปหาฉันที่ ซินกวงไนท์คลับ ได้ทุกเมื่อเลยนะ หวังว่าจะมีโอกาสได้ต้อนรับทุกคน ” พูดเสร็จ ก็ไม่คิดจะหยอกล้ออะไรพวกเธอต่อ ก้าวตรงไปที่ลิฟต์กดลงชั้นล่าง


    พอออกจากลิฟต์ เสียงใครบางคนกำลังด่าอีกคนอยู่ “นายมาใหม่ใช่ไหม? ไม่รู้หรือไงว่าตรงนี้จอดรถไม่ได้? คิดว่าฉันจ้างนายให้มายืนเฉยๆหรือไง?”


    “ขอโทษครับ ผู้จัดการเจิ้ง คือเขาเป็นเพื่อนกับประธานหยางน่ะครับ อีกเดี๋ยวเขาก็ลงมาแล้ว” เสี่ยวซื่อ ตอบอย่างระมัดระวัง


    “เพื่อน ? เด็กวัยรุ่นงั้นเหรอ?” เจิ้งเจ่อเฉียว มองไปที่รถนั้น ก็สงสัยในใจ ชัดเจนว่ารถนี่จะต้องเป็นของเด็กวัยรุ่น หรือว่าจะเป็นคนที่มาตามตื๊อ หยางลั่วเซวียะ?


    “ใช่แล้วครับ เป็นหนุ่มวัยรุ่นคนหนึ่ง”


    “เป็นเพื่อนของ ประธานหยาง แล้วจะทำไม? เป็นเพื่อนของ ประธานหยางคิดจะจอดรถตรงไหนก็ได้งั้นเหรอ? นายยังอยากจะทำงานที่นี่หรือจะไปทำที่อื่นกันแน่ ? ว่าไง ? ” พอได้ยิน อีกฝ่ายบอกว่าเป็นเด็กวัยรุ่น เจิ้งเจ่อเฉียว ก็ปักใจเชื่อว่าอีกฝ่ายน่าจะเป็นพวกที่ตามตื๊อ หยางลั่วเซวียะ นี่ยิ่งทำให้เขาโมโหหนักกว่าเดิม


    จบตอน


    ไอนี่วอนซะแล้ว!