ตอนที่๙
บุรุษที่รอคอย
บุรุษมากหน้าหลายตาต่างสะดุดตาในความสวยงามเย้ายวนของนางจึงหมายปองจ้องเสนอตัวอยากเป็คนสนิทสุดพิเศษ
แต่นางปฏิเสธพร้อมยื่นข้อเสนอว่าหากอยากสานสัมพันธ์ก็เป็ได้เพียงสหายพูดคุยเท่านั้น และมีข้อแม้ว่าต้องประลองยุทธ์ชนะนางจึงจะยอมผูกไมตรีด้วย
สุดท้ายแล้วบุรุษเ่าั้ก็แพ้พ่ายจึงต่างถอยหนีหลบหน้าหลบตาไม่กล้ากล้ำกรายหรือข้องแวะใดๆอีกต่อไป แม้จะเป็เช่นนั้น นางก็ยังคงมีบุรุษพยายามเข้าหาอยู่เสมอๆจนทางบ้านทราบเื่จึงได้ส่งคนรับใช้มาคอยติดตามและกันท่าบุรุษที่พยายามตามจีบเธออยู่เสมอ
ปราณส่ายศีรษะนึกถึงตัวเองกลับมาสู่อโยดาก็เกิดเื่แทบจะตลอดการเดินทางแต่ถึงกระนั้นก็นับว่าเป็เื่ดีที่เขาจะได้เห็นฝีมือนักฌานยุทธ์ในอโยดาว่าจะเป็เช่นไรก่อนที่จะกลับไปพบเจอสหายทั้งห้าในอีกไม่ช้านี้
“ฮ่าๆๆๆ...บ้าไปแล้ว...แค่เดินชนเ้าจะเหมาแบบนั้นได้อย่างไรกัน?...เ้าสวยขนาดวัวตายควายล้มเลยหรือไร?”
ปราณหัวเราะร่าแต่สายตายังเหลือบมองความสวยของคุณหนูผมยาวน้ำตาลแดงยิ่งพิศยิ่งคุ้นนัก!
วาจาสุดท้ายทำเอาหญิงงามเืเดือดแม้จะเป็คำชมเปรียบเปรยชัดเจน แต่กลับสร้างความอับอายแก่นางยิ่งนัก พลังฌานระดับครุยุทธ์วงแหวนม่วง-น้ำเงินปรากฏออกมาหมุนวนรอบกายพร้อมออร่าสีน้ำตาลห่อหุ้มกายปรากฏรูปจงอางแผ่พังพานขึ้นทางด้านหลัง
ผู้คนเห็นเช่นนั้นก็แตกฮือเป็วงกว้างปล่อยให้ชายหนุ่มหญิงสาวนักฌานยุทธ์ได้ทะเลาะเบาะแว้ง ต่างหาที่หลบกันจ้าละหวั่น
พอออร่าปรากฏปราณก็เบิกตาโต หัวใจเต้นรุนแรง เืลมในกายสูบฉีดจนใบหน้าแดงซ่านนึกชื่อของเธอในใจจนแทบอยากจะะโแล้ววิ่งเข้าไปสวมกอดด้วยความคิดถึง
‘ภุชโค!!!’
ปราณนึกย้อนถึงความสัมพันธ์อันงดงามระหว่างภุชโคเมื่อเจ็ดปีที่แล้วแม้ภุชโคจะมีอายุมากกว่าปราณแต่ก็ชื่นชมและหยอกเล่นจนปราณถึงกับต้องวิ่งหนี
สุดท้ายภุชโคก็กลายเป็สหายสนิทปราณยังพร่องถ่ายพลังฌานยุทธ์ให้ภุชโคและช่วยให้เธอได้กลายเป็เจ็ดมหัศจรรย์ใน่เวลาหนึ่งทำให้ภุชโคดีใจและประทับใจปราณอยู่ไม่เสื่อมคลาย
ภายหลังจากที่ภุชโครู้ว่าปราณต้องออกเดินทางไปฝึกฝนต่างแดนนางก็คิดถึงและบ่นน้อยใจทุกครั้งว่าปราณไม่ยอมร่ำลา จนผ่านมาเจ็ดปี ในห้วงความคิดของภุชโคยังไม่มีบุรุษคนใดที่เก่งกาจเทียมเท่าปราณได้สักคน
ปราณนึกสนุกที่จะใช้่เวลาเช่นนี้แกล้งเธอกลับคืนบ้างจึงทำทีกระแอมไอ เก็บงำความดีใจที่ได้เจอสหายสาวสวยเป็คนแรกตอนนี้มือไม้ปราณเย็นฉ่ำด้วยความตื่นเต้นมิใช่น้อย
“ฮื่ม...คุณหนูผู้เลอโฉม!ไฉนท่านจึงเชื่อวาจาหญิงติดตามผู้นี้...ดูไม่ออกหรือว่านางกำลังเอ่ยวาจาประจบสอพลอให้เรามีปากเสียงกัน...ข้ามิได้ตั้งใจกลั่นแกล้งหรือลวนลามใดๆทั้งสิ้น”
ปราณสูดลมหายใจยักไหล่อย่างผ่อนคลายมากขึ้น
“คุณหนูอย่าไปฟังมันนะคะ?...ข้าไม่เชื่อหรอก! บุรุษในเมืองต่างชื่นชมท่านทั้งนั้นแต่เ้าบ้านี่เป็ใครมาจากไหน? แล้วยังจ้องมองท่านไม่วางตา ถ้าไม่ได้คิดชั่วๆแล้วจะมองเช่นนั้นทำไม?”
ปราณไม่ต่อความยาวกับคนติดตามเขาขยับกายสืบเท้าเข้าหาใบหน้าเผยรอยยิ้มมุมปากยิ่งทำเอาภุชโคที่ยังไม่รู้ความนัยถึงกับใจเต้นระรัวกับรอยยิ้มมีเสน่ห์ของบุรุษหนุ่มผู้นี้แล้วความรู้สึกบางอย่างก็ทำให้เธอหวนนึกถึงปราณขึ้นมาทันที
‘บ้าจริง!...นึกถึงเ้าบ้าปราณตอนนี้ได้อย่างไรกัน!...ชิ’
ปราณจับกระแสจิตได้ก็กลั้วหัวเราะเบาๆนึกดีใจที่ภุชโคยังไม่ลืมเขา พลันก็ขยับเท้าเข้าใกล้มากขึ้นแม้ภุชโคจะะเิพลังออกมาก็หาได้ขยับกายหรือโจมตีใดๆ กลับรู้สึกถึงความกดดันจางๆที่แผ่ออกมาจากบุรุษหนุ่มเบื้องหน้า
‘ให้ตายสิ...เ้าหนุ่มคนนี้แค่เดินเฉยๆยังสามารถแผ่ความกดดันจางๆ มาได้อีกหรือ?’
พอปราณได้ยินแบบนั้นเขาก็ขยับเท้ายาวจนใกล้ภุชโคมากขึ้นพร้อมทั้งแผ่แรงกดดันออกมาขึ้นจนภุชโครู้สึกว่าเท้าทั้งสองข้างถูกตรึงกับพื้นแม้ตอนนี้นางจะเร่งพลังเท่าไหร่ก็ยังไม่สามารถสลัดหลุดจากแรงอากาศกดทับเท้าได้เริ่มแสดงสีหน้าหงุดหงิด
ในจังหวะนี้ภุชโคจึงค่อยๆเลื่อนมือมาที่เข็มขัดของตนแล้วสิเนหะงูจงอางคู่กายก็ปรากฏทำเอาผู้คนร้องโวยวายกับอสรพิษสีน้ำตาลที่ยาวกว่า ๒ เมตร
เ้าสิเนหะรับฟังคำสั่งของภุชโคแล้วหันหัวงูคอแผ่พังพานใส่ปราณทันทีแต่ปราณได้ตื่นกลัวใดๆ ไม่เขากลับยืนจ้องหน้า แล้วแผ่ออร่าปรปักษ์กับอสรพิษทั้งมวลใส่สิเนหะจนมันรับรู้ได้ถึงแรงกดดันที่เหนือกว่า ทำเอามันต้องห่อคอม้วนลำตัวพันแขนภุชโคทำเอาภุชโคตกตะลึงกับความแปลกประหลาดของสิเนหะ!
“เ้า...เ้าสั่งการงูของข้าได้ด้วยหรือ?”
ปราณไม่ตอบแต่คราวนี้เขาจ้องมองสิเนหะแล้วใช้พลังจิตัักลิ่นอายออร่าพญาครุฑที่อยู่ในกายของปราณแผ่เข้าหาจนมันถึงกับเคลื่อนกายวนรอบแขนซ้ายขวาของภุชโคอย่างรวดเร็วราวกับหนีอะไรสักอย่าง
“มาหาข้า!”
สิ้นวาจาของปราณ สิเนหะก็เหมือนดั่งถูกสะกดมันคลายตัวออกจากลำแขนภุชโคแล้วพุ่งเข้าหาปราณอย่างรวดเร็วท่ามกลางสายตาและเสียงวี๊ดว๊ายตื่นใของผู้คน
ปราณยื่นแขนซ้ายเข้ามาสิเนหะมันพันร่างตวัดเป็เกลียวแล้วเลื้อยเข้าหาปราณราวกับเป็สหายแล้วปราณจึงใช้มือขวาลูบหัวของมันเบาๆ
‘จำข้าได้ไหม?...ข้าคือปราณสหายของภุชโคเมื่อวัยเด็ก’
ทันทีที่ปราณสื่อสารทางจิตด้วยภาษามนุษย์สิเนหะที่เรียนรู้จากภุชโคก็ผงกหัวแลบลิ้นฉกอากาศแล้วเคลื่อนหัวซ้ายขวาเข้าคลอเคลียแก้มของปราณ
พอปราณประกบแขนอีกข้างสิเนหะก็คลายเกลียวมานอนขดบนท่อนแขนทั้งสองแล้วหันหัวทางภุชโคแลบลิ้นสองครั้งแล้วนอนหมอบมิได้สนใจภุชโค
ทำเอาภุชโคหน้าเหวอจนแดงก่ำเพิ่งเป็ครั้งแรกที่มีคนสามารถบังคับควบคุมสิเนหะได้เช่นนี้หญิงรับใช้ถึงกับมือป้องปากตื่นใในความสามารถควบคุมอสรพิษของบุรุษหล่อเหลาสูงสง่า
“เ้าบ้าเอ๊ย!...ส่งสิเนหะคืนมาให้ข้าเดี๋ยวนี้นะ!”
ภุชโคกระโจนเข้าใส่ปราณอย่างฉุนเฉียวสิเนหะเป็เสมือนมิตรสหายสนิทที่สุดของนางเจอแบบนี้ก็เดือดพล่านเกินยั้งใจปล่อยหมัดออร่าจงอางพิษเข้าใส่ปราณทันที
ปราณหมุนกายหลบหมดได้ทั้งหมดแล้วขยับมาใกล้ๆในระยะประชิดทำเอาภุชโคหน้าเหวอ ปราณดึงแขนขวาภุชโคเข้ามาแล้วส่งสิเนหะคืนให้
ภุชโคคว้าจับกลัวหลุดมือแต่แล้วปราณก็ก้มตัวช้อนกายภุชโคสู่อ้อมแขนแล้วเหาะทะยานเหินหาวในทันทีพร้อมเสียงหัวเราะร่า
“เหาะ!...เหาะได้ด้วย!!!...เ้าบ้า...ปล่อยข้านะ...ปล่อยเดี๋ยวนี้เลย!...”
ภุชโคโวยวายหน้าแดงก่ำรีบเก็บสิเนหะลงเข็มขัดเพราะรู้ว่าตอนนี้ไม่มีประโยชน์ที่จะให้ช่วยเหลือนางอกต่อไปมือทั้งสองข้างทุบอกแกร่งของปราณดังอั่กๆ ยิ่งทำให้ปราณหัวเราะร่า แล้วค่อยๆเคลื่อนกายออกจากจุดกลางหาว
ทุกสายตาต่างแหงนมองแล้วชี้ให้ดูชายหนุ่มหญิงสาวกลางหาวบ้างก็มีรอยยิ้ม บ้างก็ว่าน่าจะเป็คู่รักนักฌานยุทธ์ที่กำลังง้องอนกัน
“เกาะข้าแน่นๆ ล่ะภุชโค!”
ปราณหันมองหน้ากระชับร่างอรชรที่อยู่ในท่าอุ้มด้วยใบหน้าดีใจระยะประชิดติดกายได้กลิ่นกายของหญิงสาวก็ทำเอาจิตใจของปราณหวั่นไหวมิใช่น้อย
ภุชโคเบิกตาโตที่บุรุษแปลกหน้ารู้จักนามของนางทั้งๆที่ยังไม่ได้บอกอะไรทั้งสิ้น
“เ้า...เ้ารู้ชื่อข้าด้วยหรือ?”
ภุชโคเบิกตาโตหน้าแดงซ่านปราณเร่งความเร็วในการเหาะมากขึ้น พร้อมทั้งค่อยๆ คลายปีกทองกางออกช้าๆภุชโคเห็นเช่นนั้นก็รีบโอบแขนคล้องคอปราณไว้แน่น
“มี...มีปีกด้วย...เ้าเป็ใครกัน?...เ้าไม่ใช่คนของเมืองไชยคราม!”
เสียงหญิงงามสั่นสะท้านรู้สึกหวิวๆกับแรงลมที่ปะทะร่างแม้จะมีชุดแนบกายก็รู้สึกเย็นะเืจนต้องกระชับแขนโอบปราณแน่นขึ้น
“ข้าเป็ชาวไชยครามแต่กำเนิด!...เ้าจำข้าไม่ได้จริงๆหรือภุชโค?...เมื่อครู่ยังบ่นคิดถึงข้าอยู่เลย!”
ภุชโคจ้องมองบุรุษหน้าหล่อย้อนนึกถึงความคิดของตนแล้วพิจารณาเหตุการณ์ทั้งมวลรวมถึงสิเนหะที่ไม่ทำอะไรแต่กลับแสดงความเป็มิตรจนนางตื่นใ และผู้ที่สิเนหะยอมผูกมิตรด้วยก็มีเพียงสหายทั้งหกเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น!
ใบหน้าภุชโคแดงซ่านมากขึ้นเรื่อยๆจ้องมองหน้าปราณที่แหงนมองเบื้องหน้าด้วยความชื่นชม ความรู้สึกโหยหาและคิดถึงเอ่อล้นเอ่ยเสียงสั่นพร่า
“ปะ...ปะ...ปราณ...ปราณหรือ?”
“ใช่...ข้าเอง...ปราณโอฬารปฐี...ข้ากลับมาแล้ว!”
พอได้ยินชื่อชัดๆ ภุชโคก็น้ำตานองหน้าแต่แรงลมอ่อนๆเหนือเวหาก็พัดพาให้ร่วงหล่นจากพวงแก้มที่แดงระเรื่อ กระชับแขนโอบแน่นอิงหน้าซบบ่าแกร่งเอ่ยตัดพ้อเสียงสะท้าน!
“คนบ้า!...ทำไมจะไปต่างแดนไม่บอกข้า...รู้ไหมว่าข้าคิดถึงเ้าเสมอเลยนะ...”
“รู้สิ...ข้ารู้ว่าเ้าคิดถึงไม่อย่างนั้นชื่อของข้าจะปรากฏในหัวเ้าตอนที่เราเจอกันได้อย่างไร”
เอ่ยจบก็ก้มมองหน้าในระยะหายใจรดต้นคอความรู้สึกในกายของบุรุษหนุ่มคุกรุ่นอ่อนๆเมื่อร่างอรชรบอบบางแต่มีความแข็งแกร่งไหลเวียนภายในได้ััผิวกายปราณจึงหยุดอยู่กลางหาวก้มมองภุชโคแล้วยิ้มจางๆ
“แบบนี้คงไม่โกรธข้าแล้วนะ...ข้าขอโทษที่ไม่ได้ลาเ้าตอนนั้นข้ารีบร้อนออกเดินทาง ไม่มีโอกาสได้ร่ำลาใครเลย”
ภุชโคใบหน้าแดงซ่านเอียงหน้าหลบสายตาบุรุษที่เธอถวิลหาและรอคอยมาร่วมเจ็ดปีบัดนี้กลับมาแล้วและยังเป็การกลับมาที่ใกล้ชิดในแบบที่เธอไม่คาดคิดมาก่อน
“เ้าบ้าปราณ...มาขอโทษข้าตอนนี้เนี่ยนะ...เ้าต้องรับผิดชอบที่ทำให้ข้าว้าวุ่นใจ”
“อย่างไร?”
“พาข้าเที่ยว เลี้ยงมื้อเย็นและห้ามหายไปไหนอีกเด็ดขาด...ข้าจะตามเ้าไปทุกแห่งเลย! จะได้ไม่คลาดสายตาข้าอีก”
“ฮ่าๆๆๆ...แบบนั้นเชียวหรือครับคุณหนูภุชโค?...ได้! ตามใจเ้า...ถือเป็การชดใช้ที่ทำให้เ้าคิดถึงข้าถึงเจ็ดปี!...แต่ขออย่างเดียว!!!”
ปราณทิ้งปริศนาให้ภุชโคฉงนใจแล้วจ้องตาเอาคืนเมื่อครั้งวัยเยาว์แต่คราวนี้กลายเป็ภุชโคที่หลบตาด้วยท่าทางเอียงอายเอ่ยเสียงกระเส่า
“อะ...อะไร...เ้าจะขออะไร?...ตาบ้า!...เลิกมองข้าแบบนี้ได้แล้ว...ข้าอายนะ!”
“ฮ่าๆๆๆ...ตอนเด็กข้าก็โดนเ้ามองแบบนี้บ่อยๆไม่อายเลยกระมัง!?”
ภุชโคหันมองหน้าเพื่อหวังจะเอาชนะแต่ยิ่งมองตาก็ยิ่งปั่นป่วนกายจนปราณได้ยินเสียงเต้นของหัวใจระรัวปานลั่นกลอง
“มะ...มะ...มันไม่เหมือนกัน!...ตอนนั้นข้ากับเ้ายังเด็กอยู่...แต่ว่าตอนนี้...”
“ตอนนี้ทำไม?...จ้องตาไม่ได้งั้นหรือ?...งั้นทีหลังจะได้ไม่จ้อง”
น้ำเสียงสุดท้ายห้วนๆพิกลแล้วหันมองปุยเมฆ ที่ตอนนี้ปราณค่อยๆ เคลื่อนไต่ระดับความสูงอย่างช้าๆจนเกือบจะแตะกลุ่มเมฆขาว
“งั้นให้จ้องต่อไปก็ได้...”
น้ำเสียงของภุชโคคราวนี้แ่ลงบางเบาจนปราณหัวเราะร่าหันมองหน้าภุชโคที่แก้มแดงระเรื่อตลอดเวลาแล้วกระชับกายให้แแ่ขึ้นเพราะเริ่มััถึงความเย็นบนท้องนภา
“เ้าจะขออะไรก็ว่ามา!...ถ้าทำได้ข้าไม่ปฏิเสธ”
ภุชโคเองก็กระชับแขนของตนเองจนใบหน้าแทบจะชนกับปราณแล้วต่างมองตาถ่ายทอดความรู้สึกประทับใจเมื่อครั้งเยาว์วัยแก่กันยาวนานราวกับต้องมนตร์ด้วยกันทั้งคู่