"ท่านพี่จื่อเฟิง ท่านเอาอะไรให้ข้ากินกันแน่? ทําไมข้ารู้สึกร้อนขึ้นทั่วร่างกาย ความรู้สึกร้อนราวกับกำลังถูกเผานี่มันอะไรกัน?”
ร่างที่ชวนให้หลงใหลของเย่เสวี่ยอี๋สั่นเทาพร้อมทั้งกอดตัวเองแน่น เหงื่อเริ่มก่อตัวขึ้นและลมหายใจเริ่มติดขัด
"น้องหญิง ไม่ต้องพูดอะไร มาที่ห้องข้าเร็ว ข้าจะช่วยเจ้าปรับลมปราณ”
หลังจากพูดแบบนั้น เย่จื่อเฟิงก็เข้าไปดึงแขนนาง
"เดี๋ยวก่อน”
ทันใดนั้นความคิดที่ไม่ปกติก็แล่นแวบขึ้นมาในหัวของเย่เสวี่ยอี๋ ทําให้นางหน้าแดงแจ๋
"ท่านพี่จื่อเฟิง นี่คงไม่ใช่ยาปลุกกำหนัด...ใช่หรือไม่?”
เย่จื่อเฟิงหน้าแข็งทื่อ เมื่อเขาได้สติกลับมาก็หัวเราะอย่างขมขื่นแล้วกล่าวขึ้นว่า "จะใช่แบบนั้นได้ยังไง เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนแบบนั้นรึ? นี่คือโอสถทิพย์ผูกวิญญาณจริงๆ มันจะปลุกความสามารถแฝงของภูตยุทธ์ในตัวเจ้า ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่เจ้ารู้สึกร้อนราวกับถูกเผา”
"อ๋อ เป็นเช่นนี้นี่เอง งั้นข้าคงเข้าใจผิดไปเอง ข้าขออภัยท่านพี่จื่อเฟิง”
เย่เสวี่ยอี๋ปิดปาก ใบหน้าของนางยังคงแดงแจ๋จนไม่กล้าสู้หน้าเย่จื่อเฟิงอีก
"อย่ากังวลไปเลย....หากในอนาคตข้าปรุงยาปลุกกําหนัดหรืออะไรพวกนั้นขึ้นมาจริงๆ ข้าก็ไม่ต่ำช้าขนาดที่ใช้มันกับน้องตัวเองหรอก” เย่จื่อเฟิงยกมือขึ้นพร้อมกับสาบานว่าตัวเองจะไม่ทําอะไรแบบนั้น
"สรุปท่านมีแผนว่าจะปรุงยาพรรค์นี้ในอนาคตสินะ!” เย่จื่อเฟิง บุ๋ยปากยังไม่พอใจ พร้อมความรู้สึกผิดในใจที่มลายหายไปจนสิ้น
เย่จื่อเฟิงหัวเราะเบาๆ ออกมาอย่างช่วยไม่ได้ "เอาล่ะ ไปที่ห้องกันเถอะ ข้ายังต้องช่วยเจ้าปรับลมปราณอีก ถึงแม้ว่าเจ้าจะกลืนโอสถไปแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถดูดซับมันได้อย่างสมบูรณ์...”
"อ่า! ขอบคุณมากท่านพี่จื่อเฟิง” เย่เสวี่ยอี๋สํานึกในบุญคุณที่เย่จื่อเฟิงอุตส่าห์ใช้เวลาทั้งวันเพื่อโอสถเม็ดนี้ให้แก่นาง ทำให้เธอรู้สึกประทับใจมาก
ดังนั้นนางจึงเข้าไปในห้องของเย่จื่อเฟิงอย่างว่าง่าย แล้วให้เขาช่วยโคจรลมปราณเพื่อดูดซับพลังของโอสถผูกวิญญาณอันแสนเชี่ยวกราก นางค่อยๆ ดูดซับพลังโอสถเข้าสู่จุดตันเถียน ทีละน้อยๆ นางจึงรู้สึกตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ราวกับโอสถทิพย์ผูกวิญญาณนี้ได้มอบพลังให้แก่นางอย่างมาก แล้วการเข้าฌานก็ดําเนินต่อไป ค่ำคืนผ่านไปไวเหมือนโกหก…
----------
งานชุมนุมบันไดสวรรค์จัดขึ้นทุกๆ ห้าปี เป็นการแข่งขันที่ทุกคนในเมืองเหลยโจวต่างให้ความสนใจ มันเป็นการแข่งขันที่ตระกูลใหญ่จะได้แสดงอำนาจอันเหนือชั้นของตนเอง ในขณะที่ตระกูลเล็กๆ เองก็มีโอกาสสําแดงพลังให้เป็นที่ประจักษ์ ในเมืองเหลยโจวนี้มีตระกูลอยู่ประมาณสามสิบตระกูล แต่ละตระกูลสามารถส่งคนเข้าร่วมได้สามคน ซึ่งรวมทั้งหมดหนึ่งร้อยคน
ตามกฎแล้ว มีเพียงผู้ที่อายุต่ำกว่ายี่สิบห้าเท่านั้นที่จะสามารถเข้าร่วมงานได้ ดังนั้นผู้เข้าร่วมงานส่วนใหญ่จึงอยู่ระดับกำเนิดปราณ
ในฐานะที่เจ้าสำนักยุทธ์เป็นผู้จัดการแข่งขันในครั้งนี้ ได้เชื้อเชิญยอดฝีมือระดับผู้ใช้ยุทธ์เจ็ดคนจากเมืองเต๋าสวรรค์ เพื่อให้มั่นใจว่าการแข่งขันนี้จะเป็นไปอย่างยุติธรรมและเท่าเทียมกัน ซึ่งทางสํานักได้ส่งสามผู้อาวุโสมาเป็นคนช่วยจัดงานชุมนุมบันไดสวรรค์ในครั้งนี้
เช้าตรู่ของวันต่อมา ผู้คนมากมายต่างกําลังยืนรอกันอยู่นอกสํานัก เมื่อเห็นว่างานชุมนุมยังไม่เริ่ม คนของตระกูลเย่ก็ตัดสินใจออกไปเดินเล่นรอบๆ
"เฮ้ ดูนั่นสิ นั่นมันไอ้ขยะเย่จื่อเฟิงไม่ใช่รึ? ทําไมมันถึงมาที่งานชุมนุมบันไดสวรรค์? หรือตระกูลเย่คิดจะใช้มันเพื่อถมที่ว่างให้เต็มกัน?”
"พอแล้ว ต่อไปอย่าเรียกเขาว่าขยะอีก นั่นเป็นแค่เรื่องในอดีตเท่านั้น เจ้าไม่ได้ยินเรื่องที่เขาสามารถทําภารกิจแรดสายฟ้าระดับสูงสุดของขั้นที่ 4ของสํานักได้สําเร็จงั้นรึ? นอกจากจะทําภารกิจสําเร็จแล้วเขายังฆ่าแรดสายฟ้าไปถึงสามตัว!”
"แรดสายฟ้าสามตัว! เช่นนั้นรึ? น่าประทับใจยิ่งนัก... ดูเหมือนข้าจะต้องมองเย่จื่อเฟิงผู้นี้ใหม่เสียแล้ว”
"ไม่ใช่แค่นั้น ข้าได้ยินมาอีกว่าแม่นางปิงเชี่ยนเองก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเย่จื่อเฟิง เจ้าจะต้องระวังตัวเองไว้ให้ดีเวลาพูดเรื่องเขา หากแม่นางปิงเชี่ยนบังเอิญมาได้ยินเข้า จะกลายเป็นว่าเจ้าได้ไปล่วงเกินนาง นั่นอาจทําให้นางปฏิเสธไม่ปรุงยาให้ตระกูลเจ้าอีกต่อไปก็ได้ ว่าแต่ทําไมแม่นางปิงเชี่ยนถึงยังไม่มาอีก?”
"เจ้าโง่รึเปล่า? ตระกูลหลิวเป็นผู้ชนะในงานชุมนุมครั้งก่อน ตามกฎแล้ว พวกนั้นจะเป็นตระกูลสุดท้ายที่ลงแข่ง แล้วทําไมแม่นางปิงเชี่ยนถึงต้องรีบมาที่นี่แต่เช้าล่ะ? เอาเถอะ หยุดคุยซุบซิบดีกว่า ดูนั่น เย่ฉงเทียนกับพวกตระกูลเย่มากันแล้ว”
ทุกคนต่างหยุดซุบซิบนินทาแล้วหุบปากทันที พวกเขาต่างหยุดคุยเรื่องเย่จื่อเฟิง ไม่มีใครอยากหาเรื่องตระกูลเย่ ถึงแม้ว่าตระกูลเย่จะตกต่ำลงก็ตามที แต่เย่ฉงเทียนก็ยังเป็นยอดฝีมือระดับวิญญาณยุทธ์ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจอมยุทธ์ผู้เก่งกาจที่สุดในเมืองเหลยโจว
"ว้าว งานชุมนุมบันไดสวรรค์วันนี้ ช่างเงียบสงบจริงๆ ” เย่จื่อเฟิงรู้สึกสดชื่น มีชีวิตชีวา
เย่เสวี่ยอี๋หัวเราะคิกคัก "ใช่แล้ว ตั้งแต่ที่ท่านพี่จื่อเฟิงสามารถทําเรื่องเหลือเชื่อพวกนั้นได้มากมาย พวกที่เคยหัวเราะเยาะท่านก่อนหน้านี้ต่างพากันหุบปากเงียบไปหมด นี่ถือเป็นเรื่องดีจริงๆ!”
เย่หุ้ยฉือหัวเราะเยาะเย้ยหยันพร้อมกล่าวขึ้นว่า "เฮอะ ถึงแม้เจ้าจะลบฉายาขยะออกไปได้ แต่ก็ยังมีฉายาไอ้ขี้ขลาดอยู่ เดี๋ยวก็รู้เองว่าในงานชุมนุมบันไดสวรรค์นี้จะเป็นเช่นใด...”
"เย่หุ้ยฉือ พูดแบบนี้หมายความว่าไง?” เย่เสวี่ยอี๋กล่าวขึ้นด้วยสีหน้าไม่พอใจ
"หมายความว่าไงน่ะหรือ? เจ้าก็ลองถามเขาดูสิ ไม่ใช่ว่าเขาหนีออกไปกลางงานชุมนุมครั้งก่อน จนกลายเป็นเรื่องน่าขบขันไปทั้งเมืองเมืองเหลยโจวหรือไง?”
เย่จื่อเฟิงถอนหายใจ ‘อดีต’ ของตัวเองทำให้เขารู้สึกปวดหัวจริงๆ
"เจ้าพูดถูก แต่ก็อย่างที่เจ้าพูด มันกลายเป็นอดีตไปแล้ว ตอนนี้พวกเราอยู่กับปัจจุบันต่างหาก และในงานชุมนุมบันไดสวรรค์ในครั้งนี้ ข้าจะลบความอับอายในอดีตให้หมดแล้วสร้างชื่อให้ตนเอง”
เย่หุ้ยฉืออึ้งเล็กน้อยแล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "พี่ชาย ความสามารถในการเกทับของเจ้าดีขึ้นมาก ดี! ข้าจะรอดูผลลัพธ์”
"เอาล่ะ หยุดคุยกันได้แล้ว มีคนกําลังออกมา” เมื่อเห็นว่าเด็กๆ เริ่มแยกเขี้ยวใส่กัน เย่ฉงเทียนก็รู้สึกเป็นกังวลเล็กน้อย จึงยื่นมือเข้ามายุติความบาดหมาง
ในตอนนั้นเอง ผู้อาวุโสระดับผู้ใช้วิญญาณยุทธ์ก็ออกมาจากสํานัก คนผู้นี้คือหนึ่งในสามผู้อาวุโสของสํานัก หลินเค่อ
เมื่อเขาปรากฏตัวออกมา ทุกคนต่างปิดปากเงียบแล้วมารวมตัวกัน รอฟังคำสั่งของเขา
"งานชุมนุมบันไดสวรรค์กําลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่ช้า พวกเจ้าช่วยยืนตั้งแถวรอข้าจัดการทดสอบอายุกระดูก หากตระกูลไหนคิดเล่นตุกติก ก็หยุดคิดเรื่องการเข้าร่วมงานชุมนุมในอนาคตไปได้เลย”
"บัดซบ ไม่เห็นมีใครบอกเลยว่ามีการทดสอบอายุกระดูก!?”
"ใช่ ข้าเองก็ไม่รู้เรื่องนี้แม้แต่น้อย” ตระกูลเล็กๆ ธรรมดาจํานวนหนึ่งที่ไม่รู้เรื่องนี้ต่างก็เริ่มบ่นออกมา พวกมันจงใจประโยชน์จากงานชุมนุมนี้ เลยพาผู้ฝึกยุทธ์ที่พอมีฝีมืออยู่บ้างมาเข้าร่วมด้วย แต่กลับกลายเป็นว่าพวกเขาจุดไฟเผาบ้านตัวเอง นั่นเพราะพวกเขาไม่สามารถหาคนที่จะมาแทนได้ทัน จึงจําใจต้องเข้าร่วมงานด้วยคนแค่หนึ่งหรือสองคน
ตระกูลของ สือเฉิน เองก็เป็นหนึ่งในตระกูลเล็กๆ เหล่านี้ หลังจากพี่ชายและพี่สาวของเขาถูกตัดออก เขาก็กลายเป็นเพียงผู้เข้าร่วมงานเพียงคนเดียว เดิมทีอยากจะมาดูการแข่งขันในฐานะผู้เข้าร่วม แต่กลับกลายเป็นว่าตอนนี้ เขาต้องพยายามสร้างชื่อเสียงให้แก่วงศ์ตระกูลตัวเองจริงๆ
ผู้อาวุโสหลินมองไปที่ทุกคนอย่างเย็นชา "ก่อนเริ่มการชุมนุม ข้าได้แจ้งไปในเทียบเชิญแล้วว่าคนที่มีอายุมากกว่ายี่สิบห้าปี ไม่สามารถเข้าร่วมงานได้ ในเมื่อพวกเจ้าคิดเล่นตุกติก ก็สมควรจะได้รับโทษเช่นนั้น”
หลังจากพูดแบบนั้น เขาก็เดินไปหาคนที่อยู่หน้าสุดของแถว แล้วตรวจเส้นลมปราณ "ดี อายุเกือบยี่สิบสอง เข้าไปได้...”
"คนต่อไป”
"อืมม... สิบแปดปี เจ้าหนูตระกูลเซีย เจ้าเองก็เข้าไปได้....”
เมื่อเห็นว่ามีการทดสอบอายุกระดูก เย่จื่อเฟิงก็ทําหน้าตาบิดเบี้ยวเล็กน้อย
"ท่านพี่จื่อเฟิง เป็นอะไรไป? เมื่อคืนท่านนอนไม่ค่อยหลับเช่นนั้นหรือ? ท่านไม่สบายตรงไหนรึเปล่า?” เย่เสวี่ยอี๋รู้สึกกังวลใจ หลังจากที่เห็นสีหน้าของเย่จื่อเฟิง
เย่หุ้ยฉือหัวเราะเย้ยหยัน "ให้ข้าเดา เจ้าคงจะปวดท้องอีกแล้วใช่ไหม? เจ้าอยากจะหลบหนีงานชุมนุม เหมือนครั้งก่อนงั้นหรือ?”
เย่จื่อเฟิงไม่ได้สนใจเย่หุ้ยฉือแล้วกัดฟันกรอด เขาตัดสินใจยกมือขึ้น หลังจากเขาทําแบบนั้น เย่หุ้ยฉือรู้สึกตกใจ เขาแค่ต้องการแหย่เล่นเท่านั้น แต่ไม่คิดเลยว่าเย่จื่อเฟิงจะถอนตัวจริงๆ
"บ้าน่า พี่จื่อเฟิง เจ้าอยากจะถอนตัวจริงๆ รึ?”
"แน่นอนว่าไม่” เย่จื่อเฟิงยิ้มแล้วส่ายหัว
"ผู้อาวุโสหลิน ข้าน้อยขอถามสักคําถามได้หรือไม่...?”
"เจ้าลูกบ้า เสียสติไปแล้วหรือไร!” เมื่อเห็นเย่จื่อเฟิงชูมือขึ้น เย่ฉงเทียนก็อึ้งไปพักหนึ่ง ตอนนี้เย่จื่อเฟิงต้องการจะทําอะไรกันแน่? มันอยากทําให้ตระกูลเย่ขายหน้าอีกครั้งงั้นรึ? แต่สิ่งที่เย่ฉงเทียนไม่รู้ก็คือ เย่จื่อเฟิงนั้นเป็นกังวลเรื่องอายุกระดูกของตัวเองจริงๆ เขาไม่แน่ใจว่าอายุกระดูกของตัวเองจะข้ามมายังร่างนี้ด้วยรึเปล่า ด้วยเหตุนี้เขาจึงเป็นกังวลว่าวิธีตรวจสอบของผู้อาวุโสหลิน จะนำปัญหามาให้แก่ตน
ทุกคนต่างหันไปจ้องเย่จื่อเฟิง พวกมันไม่รู้ว่าเขาอยากจะพูดอะไร แต่ถ้าหากเขาพูดจาล่วงเกินผู้อาวุโสหลิน ไม่ว่าทางใดก็ตาม เขาจะต้องถูกลงโทษอย่างแน่นอน
ผู้อาวุโสหลินขมวดคิ้ว แล้วเดินไปข้างหน้าสองก้าว พร้อมกับมองไปยังเย่จื่อเฟิงด้วยความไม่สบอารมณ์เล็กน้อย
"ถ้าเจ้ามีอะไรจะพูด ก็จงรีบพูดออกมาเสีย อย่าทําให้คนอื่นต้องเสียเวลา”
เย่จื่อเฟิงยิ้ม "จริงๆ แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องสลักสําคัญอันใด อย่างแรกเลยข้าอยากจะบอกท่านว่า ข้าเห็นด้วยกับวิธีที่ผู้อาวุโสใช้ตรวจสอบ แต่ข้าอยากจะขอให้ผู้อาวุโสไม่ต้องประกาศอายุของทุกคน ท่านเองก็รู้ว่าที่นี่มีผู้ฝึกยุทธ์หญิงมากมายและการบอกอายุของเด็กสาวออกมาดังๆ ก็ถือเป็นเรื่องต้องห้ามอย่างหนึ่ง....”
ไม่ว่าจะโลกไหน การป่าวประกาศอายุของสตรี ก็ถือเป็นเรื่องต้องห้ามทั้งนั้น เด็กสาวที่อยู่ที่นี่ทั้งหมดก็อยากจะพูดเรื่องนี้เช่นกัน แต่พวกนางกลัวว่าจะไปล่วงเกินผู้อาวุโสหลินเข้า ใครจะไปคาดคิดว่าเย่จื่อฟงจะช่วยพูดเรื่องแบบนี้แทนพวกนาง ด้วยเหตุนี้เองทัศนคติที่พวกนางมีต่อเย่จื่อเฟิงก็เปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวง
เย่เสวี่ยอี๋หัวเราะเบาๆ "ท่านพี่จื่อเฟิง ข้าไม่เคยคิดเลยว่าท่านจะเป็นคนเอาใจใส่เรื่องเช่นนี้ด้วย...”
เย่เสวี่ยอี๋เองก็ไม่อยากให้ทุกคนในลานประลองรู้อายุที่แท้จริงของนางเหมือนกัน
เย่จื่อเฟิงยิ้มเล็กน้อย และไม่ได้พูดอันใดอีก
เด็กสาวมากมายถือโอกาสที่เย่จื่อเฟิงสร้างไว้ ช่วยพูดเรื่องนี้ขึ้นมาเช่นกัน แล้วทั่วทั้งบริเวณก็เต็มไปด้วยเสียงจอแจซึ่งกดดันให้ผู้อาวุโสหลินต้องพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้ง
เย่จื่อเฟิงไม่ได้คัดค้านการตรวจสอบอายุกระดูก ตรงกันข้ามเขากลับช่วยยกระดับการตรวจสอบขึ้นไปอีกขึ้น ทั้งยังเหลือทางถอยให้แก่อาวุโสหลิน ในขณะเดียวกันก็เป็นการตอบสนองความปรารถนาของฝูงชนไปในตัว กล่าวได้ว่า การกระทำของเขาช่างสมเป็นชายชาตรีและใส่ใจความรู้สึกของผู้อื่นเสียนี่กระไร ซึ่งในส่วนนี้ทำให้ผู้อาวุโสหลินรู้สึกชื่นชมเขาเป็นอย่างมาก
"เอาล่ะ ข้าจะไม่ประกาศอายุอีก จากนี้ไปข้าจะประกาศแค่ว่า ผ่านหรือไม่ผ่านเท่านั้น”
ผู้อาวุโสหลินถอนหายใจแล้วดําเนินการทดสอบต่อ "เจ้าผ่าน...”
"เจ้าเองก็ผ่าน...”
ผู้คนเริ่มทยอยเข้าไปในสํานักทีละคนๆ อีกนิดเดียวก็จะถึงตาเย่จื่อเฟิง
จบตอน