เห็นฉินมู่มีท่าทีลังเล ซูอิ่นเย่ว์จึงมิได้ปฏิเสธในทันที นางถามว่า “ทำไมถึงอยากให้ข้าไปกับเจ้า”
“พี่ซู ข้ารู้ว่าท่านอาจไม่ใส่ใจสิ่งที่คนอื่นพูด แต่ข่าวลือข้างนอกมันแย่เกินไปแล้ว งานเลี้ยงวันเกิดของฮูหยินอัครเสนาบดีครั้งนี้มีคนเข้าร่วมมากมาย หากท่านไปปรากฏตัวสักครั้ง ข่าวลือก็จะสลายไปเอง” ฉินมู่กล่าว
ซูอิ่นเย่ว์ขมวดคิ้วเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่านางไม่ค่อยเต็มใจ
ฉินมู่โน้มเข้าไปใกล้ ใช้ลูกอ้อนทั้งหมดที่นางมี “ไปเถอะ ไปเถอะ ถือว่าไปเป็นเพื่อนข้าเถอะ”
เมื่อถูกอ้อนวอนเช่นนี้ ซูอิ่นเย่ว์ก็ปฏิเสธไม่ลง
ก่อนหน้านี้ฮูหยินอัครเสนาบดีก็เคยส่งเทียบเชิญมาแล้ว ซูอิ่นเย่ว์ตั้งใจจะให้เซียงเถาไปมอบของขวัญแทนตนเอง แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่านางต้องไปด้วยตัวเองเสียแล้ว
ในเมื่อเป็นการไปร่วมงานวันเกิดของผู้อื่น ย่อมต้องแต่งกายให้เหมาะสม ไม่ให้ดูซอมซ่อเกินไป แต่ก็ไม่ควรเด่นเกินหน้าเจ้าภาพ
ซูอิ่นเย่ว์แต่งตัวเพียงเล็กน้อย จากนั้นก็ออกเดินทางพร้อมฉินมู่
พวกนางล่าช้าไปบ้าง หน้าประตูจวนอัครเสนาบดีเหลือรถม้าเพียงไม่กี่คัน
ทั้งสองลงจากรถม้า หลังจากที่บ่าวรับใช้ตรวจสอบเทียบเชิญแล้ว ก็มีสาวใช้มานำทางพวกนางไปยังสวน
จวนอัครเสนาบดีใหญ่โตนัก ต้องผ่านทั้งลานหน้าและระเบียงยาวหลายสาย กว่าจะไปถึงสถานที่จัดงานเลี้ยง
ในสวนเต็มไปด้วยผู้คน แต่ละกลุ่มจับคู่สนทนากันเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย
สาวใช้ที่หน้าประตู เมื่อเห็นเทียบเชิญของทั้งสองแล้ว ก็ประกาศขึ้นเสียงดัง “พระชายาหลิงอ๋องซื่อจื่อ และคุณหนูห้าแห่งจวนแม่ทัพฉินมาถึงแล้ว!”
ในชั่วพริบตา หลายคนหยุดพูดคุย แล้วหันไปมองที่ประตูสวน
พวกนางล้วนจำฉินมู่ได้ ส่วนหญิงสาวที่อยู่ข้างๆ นั้นก็คือบุตรีอนุที่แต่งกับซื่อจื่อเพื่อช่วยเสริมดวงใช่หรือไม่
เพียงเห็นซูอิ่นเย่ว์สวมกระโปรงแพรปักลายสีฟ้า ดูเหมือนเรียบง่ายแต่เป็นผ้าหลิวหยุน เพียงขยับตัวเล็กน้อย เนื้อผ้าก็พลิ้วไหวราวกับเมฆลอย ขับให้ผิวพรรณของนางแลดูขาวกระจ่าง
แม้ว่าซูอิ่นเย่ว์จะมิใช่หญิงงามอันดับหนึ่ง แต่แผ่นหลังของนางตั้งตรงราวกับลำไผ่ รูปร่างสง่างาม ดูสูงศักดิ์ และมีอากัปกิริยาที่หาได้ยาก
นางยิ้มและสนทนากับฉินมู่ ดวงตาของนางเปล่งประกายราวอัญมณี ดูมีชีวิตชีวายิ่งนัก
เมื่อทุกคนเห็นว่านางไม่มีแขนขาขาด และบนใบหน้าก็ไม่มีร่องรอยการถูกทำร้าย ต่างก็รู้สึกผิดหวังอย่างมาก
ซูอิ่นเย่ว์มองออกถึงความผิดหวังในสีหน้าของพวกนาง แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจนัก
งานเลี้ยงยังไม่เริ่ม ที่เวทีเล็กมีนางขับร้องกำลังบรรเลงพิณและขับร้องเพลง บรรยากาศชวนให้เพลิดเพลิน
ขณะนั้นมีสตรีวัยสี่สิบเศษเดินเข้ามา นางคือฮูหยินอัครเสนาบดี
ฮูหยินอัครเสนาบดีมองสำรวจซูอิ่นเย่ว์ นางเพียงส่งเทียบเชิญไปให้จวนหลิงอ๋องตามธรรมเนียม มิคาดว่าซูอิ่นเย่ว์จะมาจริงๆ
ก่อนแต่งงานนางเป็นถึงเซี่ยนจู่ อันมีชาติกำเนิดสูงส่ง ภายในใจจึงมิได้เห็นค่าซูอิ่นเย่ว์นัก
ซูอิ่นเย่ว์โชคดีนัก หลังแต่งเข้าสู่จวนหลิงอ๋องกลับไม่ต้องเป็นม่าย ทว่ากลายเป็นพระชายาซื่อจื่อโดยสมบูรณ์
ทว่าวันนี้เป็นงานเลี้ยงวันเกิดของฮูหยินอัครเสนาบดี นางย่อมต้องยิ้มต้อนรับ “นี่คือพระชายาซื่อจื่อสินะ คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะมา ข้ายังนึกว่าเจ้าจะป่วยอีกแล้ว ดูท่าว่าวันนี้ข้าได้อานิสงส์จากคุณหนูห้า หากมิใช่นาง คงไม่มีใครพาเจ้ามาได้”
ฉินมู่รู้สึกกระอักกระอ่วน “ท่านอาหญิง…”
ซูอิ่นเย่ว์รู้ดีว่าเมื่อคราวก่อนจี้หมัวมัวปฏิเสธไปด้วยข้ออ้างต่างๆ แต่ไม่คิดว่าฮูหยินอัครเสนาบดีจะเป็นคนตรงเช่นนี้ เอ่ยแสดงความไม่พอใจออกมาต่อหน้า
แต่นางกลับมิได้รังเกียจฮูหยินอัครเสนาบดีนัก กล่าวสิ่งที่คิดต่อหน้าย่อมดีกว่าพวกที่เสแสร้งเป็นมิตรลับหลัง
ดังนั้นนางจึงกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “พูดไปก็แปลก พอนางมาหาข้า อาการป่วยของข้าก็หายดี เช่นนั้นแล้วคราวหน้าฮูหยินอัครเสนาบดีต้องให้น้องฉินมาเชิญข้าอีก ข้าจะต้องมาร่วมงานแน่นอน”
รอยยิ้มที่มุมปากของฮูหยินอัครเสนาบดีชะงักไป คำพูดของซูอิ่นเย่ว์ชัดเจนว่านางให้เกียรติฉินมู่จึงมางานนี้
ช่างหยิ่งผยองยิ่งนัก ดูท่าว่าคำพูดของผู้อื่นจะเป็นจริงเสียแล้ว
ขณะนั้น หยางซื่อได้ยินเสียงของซูอิ่นเย่ว์ จึงพาบุตรสาวทั้งสองเดินออกมาจากโถงรับรอง
หยางซื่อยิ้มพลางกล่าวว่า “พี่หญิงซ่ง ลูกสาวข้ามีนิสัยตรงไปตรงมา วันนี้เป็นวันดีของท่าน อย่าได้ถือสานางเลย”
เดิมทีฮูหยินอัครเสนาบดีเพียงรู้สึกขัดใจเล็กน้อย แต่พอหยางซื่อออกมาขอโทษอย่างกะทันหัน กลับทำให้นางรู้สึกว่าหยางซื่ออ่อนแอเกินไป
เมื่อเห็นรอยฝ่ามือจางๆ บนใบหน้าของซูเยียนหนิง นางก็อดนึกถึงข่าวลือที่ว่าซูอิ่นเย่ว์บังคับให้พี่สาวร่วมสายเลือดคุกเข่าและตบหน้าไม่ได้ ความโกรธในใจก็ปะทุขึ้นมา รู้สึกว่าซูอิ่นเย่ว์ช่างเหลิงเกินไป ต่อให้เป็นบุตรอนุที่แต่งเข้าสกุลสูงศักดิ์ ก็ไม่ควรเหยียบหัวมารดาและพี่สาวสายตรงได้!
นางขมวดคิ้วกล่าวว่า “เจ้าช่างใจดีเสียจริง ทั้งที่เป็นนางพูดเองแท้ๆ เจ้ายังต้องออกหน้าขอโทษแทนนางอีกหรือ”
หยางซื่อถอนหายใจ สีหน้าดูเจ็บปวด “ข้าเป็นแม่ของนาง ย่อมต้องปกป้องลูกสาวของตน ไม่เช่นนั้นนางคงไม่พอใจ”
“เจ้าเป็นทั้งมารดาและภรรยาเอก!” ฮูหยินอัครเสนาบดีกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “นางมิใช่บุตรีภรรยาเอก ก็สมควรเคารพและให้เกียรติเจ้า หากเจ้ายังอบรมลูกเช่นนี้ เกรงว่าพวกนางจะยิ่งไม่นอบน้อมต่อผู้ใหญ่ และไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี”
หยางซื่อพยักหน้ารับติดต่อกัน ก่อนจะหันไปกล่าวกับซูอิ่นเย่ว์ “เย่ว์เอ๋อร์ รีบขอโทษฮูหยินอัครเสนาบดีเสีย”
ภรรยาขุนนางที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเมืองหลวงต่างมารวมตัวกันที่นี่ ทุกคนพากันกระซิบกระซาบ เตรียมรอดูซูอิ่นเย่ว์เสียหน้า
ฉินมู่กำมือซูอิ่นเย่ว์แน่น
เห็นชัดว่าเป็นฮูหยินอัครเสนาบดีที่เริ่มกล่าวเหน็บแนมก่อน คนยังไม่ทันได้พูดอะไร หยางซื่อก็รีบร้อนออกมาขอโทษเสียแล้ว ตอนนี้เรื่องทั้งหมดกลายเป็นความผิดของซูอิ่นเย่ว์ไปเสียได้
หากพี่ซูขอโทษ ก็จะกลายเป็นเรื่องน่าขัน ต่อไปเหล่าภรรยาขุนนางก็จะดูแคลนนางมากขึ้น
แต่หากไม่ขอโทษ ก็จะไม่เพียงแต่ทำให้ฮูหยินอัครเสนาบดีขุ่นเคือง ยังจะถูกมองว่าโอหังไร้มารยาท
ทั้งหมดเป็นความผิดของนางเอง อยู่ดีไม่ว่าดีเหตุใดต้องลากซูอิ่นเย่ว์มางานเลี้ยงนี้ด้วย
ซูอิ่นเย่ว์กลับไม่รีบร้อน กล่าวอย่างใจเย็นว่า “ฮูหยินอัครเสนาบดีแค่ล้อข้าเล่น บอกว่ามีเพียงน้องฉินเท่านั้นที่สามารถเชิญข้าออกจากจวนได้ ข้าก็เพียงเล่นตามไปอีกประโยคหนึ่ง แล้วเหตุใดต้องให้ข้าขอโทษด้วยเล่า หรือว่าฮูหยินอัครเสนาบดีที่กล่าวก่อนนั้น มิใช่พูดเล่น แต่เป็นการตำหนิข้า?”
ฮูหยินอัครเสนาบดีหน้าตึงขึ้นมาทันที ซูอิ่นเย่ว์กล่าวเพียงไม่กี่ประโยคกลับทำให้นางดูเป็นคนใจแคบไปเสียได้
อีกทั้งสามีของนางก็กำชับนักหนาว่าอย่าก่อเรื่องกับฉู่จี้เฟิงและภรรยา เมื่อนางคิดได้เช่นนั้น ก็รู้สึกเสียใจขึ้นมา ทว่ากลับหาทางลงให้ตนเองไม่ได้
ซูอิ่นเย่ว์รู้ดีว่านี่เป็นการยุยงของหยางซื่อ นางมิได้ต้องการเป็นศัตรูกับจวนอัครเสนาบดี จึงกล่าวขึ้นอีกครั้งว่า “แต่ข้ามาด้วยใจจริงเพื่ออวยพรวันเกิดฮูหยินอัครเสนาบดี ฮูหยินอัครเสนาบดีย่อมเพียงล้อข้าเล่น มิใช่ตำหนิข้าใช่หรือไม่ ฮูหยินอัครเสนาบดี ท่านว่าอย่างไรเล่า”
เมื่อฮูหยินอัครเสนาบดีเห็นว่าซูอิ่นเย่ว์ให้ทางลงแก่ตนเอง ก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที นางกล่าวว่า “ถูกต้อง ถูกต้อง ข้าเพียงล้อเล่นเท่านั้น ซูฮูหยิน เจ้าอย่าได้ถือเป็นจริงจัง”
ผู้คนรอบข้างพากันพยักหน้าเห็นด้วย พร้อมทั้งหัวเราะขึ้นมาอีกครั้ง
หยางซื่อไม่ยอมแพ้ กล่าวขึ้นว่า “พี่หญิงซ่ง ท่านช่างใจกว้างนัก เช่นนั้นให้ข้าเป็นคนขอโทษแทนเย่ว์เอ๋อร์เถอะ”
แต่ฮูหยินอัครเสนาบดีตอนนี้เข้าใจความตั้งใจของหยางซื่อแล้ว นางพยุงหยางซื่อขึ้นพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ข้าพูดเล่นกับพระชายาซื่อจื่อสองสามคำ เจ้ากลับรีบร้อนออกหน้าขอโทษแทนนาง ผู้อื่นคงคิดว่าข้ารังแกผู้น้อย เช่นนั้นหากข่าวลือแพร่ออกไป ก็คงฟังดูไม่ดีนัก”