แพทย์หญิงชนบทตัวน้อย พลิกชีวิตสู่ความร่ำรวย [孟婉]

    ตอนที่ 6 การประมูลอันน่าตื่นตาตื่นใจ [2]


     

     

     

    “หากไปขายที่หอสุ่ยจงเยว่ ที่นั่นย่อมไม่โดนกดราคา หากแต่ก็บอกได้ยากว่าพวกเจ้าจะได้เงินมากกว่าสามร้อยตำลึงหรือไม่ บางครั้งก็จำเป็นต้องพึ่งโชคเข้าช่วย”

    ตรงส่วนนี้ทำให้โจวเส่าเหวินลังเลอยู่เล็กน้อย หากแต่ไปขายยังร้านค้าทั่วไป เขาก็ไม่มั่นใจนักว่าจะขายได้ราคาถึงสามร้อยตำลึงอย่างที่เอ่ยไว้หรือไม่ แต่กระนั้นก็มีความเสี่ยงที่ต่ำกว่าการนำไปประมูล

    การประมูลย่อมไม่อาจบอกราคาที่แน่นอนได้ ด้วยขึ้นอยู่กับจังหวะเวลา

    หากวันนั้นโชคดีอาจมีคนประมูลสินค้าไปในมูลค่าสูง แต่หากจังหวะไม่ดี ไม่มีคนต้องการสินค้าที่นำไปประมูล ก็ใช่ว่าจะได้ราคาตามที่วาดหวังเอาไว้

    หากว่าโสมคนต้นนี้คุณภาพดาษดื่น โจวเส่าเหวินคงไม่แนะนำให้นำไปประมูลที่หอสุ่ยจงเยว่ เพราะโสมคนก็ใช่ว่าจะหาซื้อตามร้านโอสถหรือร้านขายสมุนไพรใหญ่ๆ ไม่ได้

    แต่สภาพโสมคนต้นนี้ถูกขุดมาอย่างระมัดระวัง ยังคงสภาพสมบูรณ์งดงาม รูปลักษณ์ภายนอกกล่าวได้ว่าเหมือนร่างมนุษย์ย่อส่วน นี่จึงนับว่าเป็นของสูงค่าอย่างแท้จริง ดูแล้วควรคู่กับการสะสมมากกว่านำไปใช้จริง ของเช่นนี้มักจะมีมูลค่าสูงสำหรับพวกนักสะสมสินค้า

    “เช่นนั้นก็นำไปประมูลเถิดเจ้าค่ะ” เมิ่งหว่านพยักหน้า “ข้าจะไปกับท่านด้วย”

    ต่อให้โจวเส่าเหวินจิตใจดีเช่นไร แต่เรื่องเงินไม่เข้าใครออกใครทั้งสิ้น เมิ่งหว่านไม่อาจวางใจมอบโสมคนอายุร้อยปีให้ผู้อื่นถือครองไปมาได้

    “ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น”

    โจวเส่าเหวินไม่ได้คิดมากเพียงนั้น เขาคิดเพียงว่าต่อให้เด็กสาวไม่ต้องการไปด้วย ตนก็ต้องพานางไปด้วยกัน เพราะเงินนับร้อยตำลึงไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ หากมีปัญหาเกิดขึ้น เขาเองก็รับผิดชอบไม่ไหว

    “ข้ารบกวนท่านช่วยหาเสื้อผ้าผู้ชายให้ข้าสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ”

    “ข้าจะจัดการให้คนไปหามาให้” โจวเส่าเหวินพยักหน้า เดินออกไปจัดการซื้อชุดสำเร็จรูปของเด็กผู้ชายมาให้เมิ่งหว่านสวมใส่

    “น้องสาว เจ้าจะไปหอประมูลจริงๆ น่ะหรือ”

    เมิ่งเฉินเฮ่อเอ่ยกระซิบเสียงค่อย ความกังวลล้นเต็มอก

    หอประมูลไม่ใช่ที่สำหรับคนร่ำรวยหรอกหรือ พวกเขาจะไปเหยียบที่นั่นได้หรือ?

    กลัวแต่ว่าจะถูกไล่ตีออกมาก่อนน่ะสิ...

    อีกอย่างหนึ่ง...ตั้งแต่เกิดมาเขายังไม่เคยก้าวเท้าเข้าไปในกำแพงตัวเมืองเลยแม้แต่ครั้งเดียว

    ได้ยินว่าในตัวเมืองมีความเจริญรุ่งเรืองไม่รู้ตั้งกี่เท่า ทุกพื้นที่มีแต่ปัญญาชนคนร่ำรวย หาใช่ที่ที่เหมาะสมเช่นพวกรากหญ้าอย่างพวกเขาจะไปเหยียบย่ำเสียเมื่อไหร่

    “พวกเราอาจจะขายได้ราคาต่ำกว่าสามร้อยตำลึงก็ได้นะ”

    เมิ่งเฉินเฮ่อเดิมทีไม่รู้หนังสือ ซ้ำยังไม่ค่อยได้ไปเปิดหูเปิดตานอกพื้นที่ เขาย่อมมีความคิดตื้นเขินเกินไป

    “พี่สาม ข้าจะบอกพี่ให้” เมิ่งหว่านกระซิบตอบ “พวกพ่อค้าน่ะมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวไม่รู้ตั้งกี่เท่า หากเราเอาโสมคนร้อยปีไปขาย พวกเขาจะต้องสืบหาตัวพวกเราเจอแน่นอน

    ดีไม่ดีบ้านเราจะเดือดร้อนกันไปหมด หากไปเจอคนเลวแล้วพวกเขาบังคับให้พวกเราบอกที่มาของโสมเหล่านี้ หรือร้ายแรงขู่บังคับเอาชีวิต พวกเราได้จบเห่แน่”

    ใบหน้าเมิ่งเฉินเฮ่อมีความตกตะลึง ไม่เคยคิดถึงจุดนี้แม้แต่นิด

    แค่ขายโสมต้นเดียวก็นำพาเรื่องราววุ่ยวายได้มากเพียงนี้เลยหรือ?

    “แต่หากไปประมูลที่หอสุ่ยจงเยว่ย่อมแตกต่างกัน พวกเขาทำการค้าใหญ่โตมานานย่อมมีอำนาจบารมีในพื้นที่ หาไม่เช่นนั้นคงไม่เปิดเป็นกิจการใหญ่โตได้แน่ ฉะนั้นย่อมมีทางเก็บความลับของพวกเราเอาไว้ได้ อีกอย่างโสมคนร้อยปีในหอประมูลใหญ่ ไม่นับว่ามีค่าสูงส่งพอให้สืบเสาะหาเจ้าของหรอกเจ้าค่ะ”

    เมิ่งหว่านวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนแล้ว

    ที่โจวเส่าเหวินกล่าวมามีเหตุผลอยู่มาก ส่วนสำคัญก็คือความปลอดภัยของคนในครอบครัว พวกพ่อค้าเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว โสมคนอายุร้อยปีใช่ว่าจะพบเจอกันบ่อยๆ หากเป็นชาวบ้านนำเอาไปขายเช่นนี้ อย่างไรก็ต้องโดนสืบหาที่มาไม่มากก็น้อย

    “เจ้ารีบไปเปลี่ยนเถิด”

    โจวเส่าเหวินกลับเข้ามาพร้อมกับเสื้อผ้าในมือ เมิ่งหว่านลุกขึ้นกล่าวให้ทุกคนออกไปรอด้านนอก

    ด้วยการจัดการอย่างรวดเร็ว เมิ่งหว่านจึงได้กลายมาเป็นเด็กชายตัวน้อยหน้าหวานรูปร่างผอมแห้ง

    ด้วยเพราะยังเป็นเด็กจึงแยกไม่ค่อยออกว่าเป็นเด็กผู้หญิง แม้จะหน้าหวานไปหน่อยแต่ก็พอจะตบตาผู้คนได้หลายส่วน

    เมิ่งหว่านอดโอดครวญในใจเสียไม่ได้ ยกมือกอดอกเศร้าสร้อย

    ไม่รู้ว่าโตขึ้นแล้วเจ้าพวกนี้จะเติบโตตามอายุหรือไม่ หาไม่เช่นนั้นต่อให้นางแก้ผ้า คนเขาคงจะแยกแยะไม่ออกว่าไหนด้านหน้าด้านหลัง เห็นเพียงแต่เมล็ดแตงไม่ก็ไฝสองจุดหรอกนะ...

    ฮือๆ ความเศร้าของเด็กสาวก็เป็นเช่นนี้นี่เอง!

    “น้องสาว...น้องชาย พวกเรารีบไปกันเถอะ”

    เมิ่งเฉินเฮ่อเปลี่ยนคำเรียกขานเมิ่งหว่านเสียใหม่ มองเห็นภาพลักษณ์ที่แปลกตาของน้องสาวก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

    คนทั้งสามเดินเท้าเข้าไปในตัวเมืองหลัก ด้วยเพราะเป็นคนที่มีถิ่นฐานอยู่ในเมืองซุนหวนอยู่แล้ว จึงไม่ได้มีการตรวจคนเข้าเมืองอย่างเข้มงวดเท่าคนนอกพื้นที่ที่กำลังต่อแถวเรียงยาวรอเข้าเมือง ส่วนมากเท่าที่เมิ่งหว่านสังเกตเห็นจะเป็นพวกคนค้าขายต่างถิ่นเสียมากกว่า

    เมิ่งเฉินเฮ่อหอบถุงผ้าไว้กับตัว ป้องกันอย่างแน่นหนา ด้านในมีกล่องไม้ที่ดูดีที่สุดในบ้าน ซึ่งเก็บโสมคนล้ำค่าอายุกว่าร้อยปีไว้ภายในนั้น

    เด็กหนุ่มกำชับถุงผ้าแนบอก มองซ้ายขวาไม่หยุดด้วยใจวิตกว่าจะมีคนมาขโมยมันไป

    “พี่สาม ยิ่งท่านทำเช่นนี้ คนก็ยิ่งมองท่านแปลกๆ นะ”

    “พี่สามกลัวว่าจะมีคนมาขโมยของของพวกเราไป”

    เมิ่งเฉินเฮ่อกระซิบตอบ ดวงตาล่อกแล่กซ้ายขวาไม่หยุด

    เมิ่งหว่านได้ยินคำตอบถึงกับหลุดขำออกมา คิดว่าหากพวกมือปราบมาเจอท่าทีมีพิรุธของเขาเช่นนี้ จะไม่โดนจับตัวไปสอบสวนหรอกนะ?

    “พี่สามท่านคิดดูสิ พวกเราแต่งตัวราวกับยาจกเช่นนี้ ใครจะมาคิดว่าเรามีของล้ำค่าในตัวได้เล่า” นางชี้ไปที่แขนเสื้อขาดๆ ของพี่ชายที่เป็นเพียงชุดเนื้อผ้าป่านสีซีด “จะมีโจรโง่สักกี่คนที่มาปล้นคนที่มีสภาพยากจนกว่าพวกเขา?”

    เด็กหนุ่มคิดว่าคำของน้องสาวฟังดูมีเหตุผล

    ความกังวลก่อนหน้าคลายลงไปหลายส่วน สีหน้าท่าทางจึงกลับมาเป็นปกติ

    หลังจากใช้เวลาราวๆ หนึ่งเค่อ ในที่สุดคนทั้งสามก็เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าหอสุ่ยจงเยว่เป็นที่เรียบร้อย

    ความใหญ่โตโอ่อ่าเกินบรรยายนี้ทำให้เมิ่งเฉินเฮ่อถึงกับแข้งขาสั่น อ้าปากตะลึงค้างแล้วค้างอีก แต่ละคนที่ย่ำเท้าเข้าไปในหอประมูลล้วนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าหรูหรางดงามทั้งสิ้น โดยเฉพาะตัวของหอประมูลที่ตกแต่งอย่างดูดีมีระดับ ราวกับกำลังยืนอยู่ท่ามกลางตำหนักสวรรค์ซึ่งเป็นที่อยู่ของเหล่าเทพเซียน

    “ยินดีต้อนรับนายท่าน ไม่ทราบนายท่านมาเยือนหอสุ่ยจงเยว่ด้วยต้องการเข้าร่วมประมูลหรือนำสิ่งของลงประมูลขอรับ”

    ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในหอประมูลอย่างประหม่า พนักงานหนุ่มท่าทางกระฉับกระเฉงก็กุลีกุจอเข้ามาต้อนรับ

    “ข้าต้องการสิ่งของลงประมูลขอรับ”

    โจวเส่าเหวินพูดคุยอีกสองสามประโยค จึงได้เรียกตัวให้เด็กๆ บ้านเมิ่งตามหลังของเขาไป

    ด้วยสภาพเด็กสองคนที่แต่งกายซอมซ่อไม่มีสิ่งใดเด่นสะดุดตา เดินตามหลังโจวเส่าเหวินต้อยๆ จึงถูกเข้าใจผิดไปว่าพวกเขาทั้งสองเป็นเด็กรับใช้ที่ติดตามเจ้านายมาหอประมูลเท่านั้น

    คนทั้งสามถูกนำทางมายั้งฝั่งซ้ายมือของหอสุ่ยจงเยว่ ระหว่างเส้นทางเมิ่งหว่านลอบสำรวจหอประมูลแห่งนี้ไปด้วย และนางก็ได้พบเรื่องน่าตกใจนั่นก็คือทุกจุดในหอประมูลล้วนวางกลไกเอาไว้รอบทิศ สิ่งที่เรียกคิ้วของเด็กสาวให้ขมวดมุ่นก็คือมือของพนักงานทุกคนล้วนมีความแข็งเป็นจุดด้าน ทั้งคำพูดคำจาดูขึงขังหนักแน่นในบางคำ

    มองเผินๆ เหมือนจะเป็นเพราะพวกเขาถูกเจ้านายสั่งให้พูดเช่นนั้น แต่แท้จริงแล้วเมิ่งหว่านกลับคิดว่าพนักงานชายเหล่านี้ไม่ใช่พนักงานต้อนรับธรรมดาทั่วไป...

    พนักงานของหอประมูล จำเป็นต้องมีวรยุทธ์สูงส่งด้วยหรือ?

    หนังมือด้าน ฝีเท้าเบากริบราวกับขนนกที่ร่วงลงพื้น ท่าทางราวกับถูกฝึกฝนมาให้รับฟังคำสั่งอย่างเคร่งครัด ลมหายใจเข้าออกยาวกว่าที่ควรจะเป็น บ่งบอกได้ว่าพวกเขาทุกคนถูกฝึกฝนมาอย่างหนัก ร่างกายจึงแข็งแรงกว่าคนทั่วไป

    สิ่งสำคัญที่สุดก็คือสรีระของพวกเขา...

    ตรงช่วงเอวกับช่วงสะโพกมีความหนา สัดส่วนโดยรวมนับว่าแข็งแรงมาก แสดงให้เห็นว่าพวกเขาต้องใช้กล้ามเนื้อบริเวณส่วนนั้นบ่อยครั้ง

    แล้ว...กิจกรรมใดกันที่จะให้คนพวกนี้จำเป็นต้องใช้เอวและสะโพกอย่างหนัก?

    คิดสิ ลองคิด...

    กิจกรรมใดกัน??

    ขี่ม้า!

    ต่อให้ค่าแรงของพนักงานในหอประมูลได้รับมากมายเช่นไร แต่จะมีสักกี่คนกันที่ได้ขี่ม้า?

    ต้องรู้ด้วยว่าม้าในแคว้นเหลียงโจวนับได้ว่าเป็นสัตว์หายากที่มีราคาสูงลิ่ว ม้าหนึ่งตัวอาจซื้อบ้านได้หนึ่งหลังแบบใหญ่โตในชนบท เนื่องด้วยส่วนมากจำเป็นต้องซื้อม้ามาจากต่างแคว้นหรือชนเผ่าอื่นๆ เป็นส่วนใหญ่ การเลี้ยงม้าจำเป็นต้องใช้ทั้งหญ้าและพื้นที่ขนาดกว้าง

    ฉะนั้นคนที่มีม้าได้จะต้องเป็นคนร่ำรวยหรืออยู่ในตระกูลมีอันจะกินเท่านั้น

    ทว่า...คนยากจนแต่กลับขี่ม้า? อีกทั้งยังเป็นวรยุทธ์??

    เมิ่งหว่านจึงคิดว่าเจ้าของหอสุ่ยจงเยว่จะต้องมีสถานะที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน และการที่พวกเขาตั้งกิจการใหญ่โตในตัวเมืองใหญ่ได้เช่นนี้ ไม่ว่ามองเช่นไรก็ต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังอยู่ดี

    ตัวอำเภอฟานหัวไม่เหมือนกับอำเภออื่นๆ อีกสิบแปดอำเภอในเมืองซุนหวน เพราะนี่คือตัวอำเภอหลักที่เป็นแหล่งรวมความมั่งคั่งเอาไว้มากมาย มีทั้งคหบดีใหญ่ ขุนนางมากอำนาจ ปัญญาชนผู้มากความรู้ ตระกูลเก่าแก่ที่หยั่งรากฝังลึก

    นางได้แต่ทอดถอนหายใจให้กับเจ้าของหอสุ่ยจงเยว่ เป็นคนร่ำรวยนี่มันดีจริงๆ ขนาดเสารับน้ำหนักก็ยังทำมาจากทอง!

    แต่จะใช่ทองแท้หรือไม่ก็ไม่รู้ เพราะนางยังไม่มีโอกาสได้ลองกัดดู...

    “เชิญนายท่านรออยู่ในห้องรับรองสักครู่ ข้าน้อยจะไปเชิญเถ้าแก่รองมาพบท่าน”

    พูดจบก็จากไปพร้อมกับปิดประตูลงอย่างเบามือ

    ดูเถิด...ฝีเท้าคนผู้นี้เบากริบยิ่งกว่าขนนกร่วงหล่น นี่ใช่ฝีเท้าของคนทั่วไปพึงมีได้หรือ?

    คนทั้งสามนั่งรอเพียงครู่เดียว ยังไม่ทันที่จะได้พูดคุยอันใดกันสักคำ ประตูห้องก็ถูกเปิดเข้ามา

    “นายท่านผู้นี้ มิทราบว่าท่านมีชื่อแซ่ใด ข้ามีนามว่าฟ่านเสีย เป็นเถ้าแก่รองของหอประมูลสุ่ยจงเยว่แห่งนี้ขอรับ”

    เถ้าแก่ฟ่านเป็นบุรุษหนุ่มอายุยี่สิบห้าปี ใบหน้าสะอาดสะอ้านเกลี้ยงเกลา แต่งกายดูดีน่าเชื่อถือ คำพูดคำจาของเขาก็ดูคล่องแคล่วเป็นมิตร รูปร่างผอมบางผิวขาว เพียงแต่ดูอ้อนแอเกินไปสักหน่อย

    ทว่าสิ่งที่เมิ่งหว่านรู้สึกสะดุดตาที่สุดก็คือ...เสียงของเขา...

    เสียงของเขามีความเล็กกว่าบุรุษทั่วไปพึงมี อีกทั้งใบหน้าก็เกลี้ยงเกลาราวสตรี ซ้ำเมื่อมองดีๆ ยังพบว่าบนใบหน้าของเขาไม่มีไรเคราแม้แต่เส้นเดียว

    ทุกครั้งที่เปล่งเสียงออกมา...นางสังเกตเห็นว่าช่วงไหล่จะห่อค้อมลงอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับว่าเขาเองก็ไม่รู้เนื้อรู้ตัว บางครั้งมือก็กุมจะประสานเข้าด้วยกัน

    ท่าทางเช่นนี้ราวกับ...พวกขันทีที่อยู่ในวังไม่มีผิด...

    แม้เมิ่งหว่านจะไม่เคยเห็นขันทีตัวเป็นๆ แต่เคยอ่านหนังสือมาหลายประเภทในชีวิตก่อน ด้วยลักษณะท่าทางเช่นนี้ย่อมไม่ผิดแน่

    พนักงานมีวรยุทธ์สูงส่งกับขันทีที่สมควรอยู่ในวังหลวงอันใหญ่โต...

    นี่มัน...น่าสนใจจริงๆ ...

    ทว่าต่อให้เด็กสาวรู้สึกสงสัยใคร่รู้มากเพียงใด กระนั้นนางก็ไม่ได้โง่พอที่จะเอ่ยถามออกไป ไม่คิดที่จะสนใจสืบหาเรื่องราวใดๆ อีก เรื่องบางเรื่องรู้น้อยเข้าไว้ ชีวิตจึงจะยืนยาวมากขึ้น

    นางแค่ต้องการหาเงิน ไม่ได้ต้องการหาเรื่องใส่ตัว!

    “ข้ามีนามว่าโจวเส่าเหวิน วันนี้มาที่นี่เพราะต้องการนำสมุนไพรมาร่วมลงประมูลขอรับ” โจวเส่าเหวินเอ่ยแนะนำตนเองอย่างมีมารยาท ส่งสายตาให้เมิ่งเฉินเฮ่อนำของภายในกล่องออกมาเปิดให้เถ้าแก่ฟ่านได้เชยชม

    “โสมคนร้อยปีอย่างนั้นหรอกหรือ” เถ้าแก่ฟ่านมีสายตาเฉียบแหลม

    นี่ไม่ใช่การเห็นโสมคนอายุร้อยปีครั้งแรก เขาจึงมองออกทันทีโดยไม่ต้องเรียกผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือโสมคนตรงหน้านับว่ามีรูปร่างเหมือนมนุษย์เป็นอย่างมาก ราวกับถูกแกะสลักออกมาอย่างวิจิตรบรรจงทีละขั้นตอน

    สมุนไพรตรงหน้าจึงนับได้ว่าเป็นของล้ำค่าอย่างแท้จริง ผู้ที่เก็บมันมาจะต้องเข้าใจถึงวิธีการเก็บโสมอย่างลึกซึ้ง เพราะไม่มีร่องรอยของความเสียหายให้เห็นแม้แต่จุดเดียว

    ของเช่นนี้ พวกนักสะสมชื่นชอบมาก!

    “ขอรับ สามารถนำลงประมูลได้หรือไม่”

    เถ้าแก่ฟ่านหรี่ตามองดูเด็กชายสองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังของโจวเส่าเหวินเล็กน้อย

    “ย่อมได้ แต่จะได้มากน้อยเท่าใดข้าน้อยไม่อาจรับประกัน และทางหอสุ่ยจงเยว่จะหักค่าประมูลเอาไว้หนึ่งส่วน หากนายท่านโจวยอมรับเงื่อนไขได้ ข้าน้อยจะส่งโสมคนต้นนี้เข้าร่วมประมูลทันที”

    โสมคนร้อยปีสำหรับชาวบ้านทั่วไปอาจเป็นของหายากล้ำค่า แต่สำหรับคนมั่งมีในเมืองซุนหวนแห่งนี้ก็ใช่ว่าจะหามาครองไม่ได้ เพียงแต่โสมคนต้นนี้ถูกเก็บมาในสภาพสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยพบเจอ ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นที่ต้องตาของกลุ่มคนนักสะสมสมุนไพรก็เป็นได้

    คนกลุ่มนั้นเป็นคนร่ำรวยที่มีเงินกองสูงท่วมภูเขา มีงานอดิเรกคือการสะสมของล้ำค่า ยิ่งมีค่าและมีสภาพสมบูรณ์เท่าไหร่ก็ยิ่งชื่นชอบ

    “เช่นนั้นรบกวนเถ้าแก่ฟ่านด้วยขอรับ”

    โจวเส่าเหวินตกลงกับเมิ่งหว่านมาก่อนแล้ว ย่อมเคยบอกนางแล้วว่าทางหอสุ่ยจงเยว่จะหักค่าประมูลหนึ่งส่วนสิบจากยอดประมูลที่ได้รับ ซึ่งเด็กสาวก็รับคำอย่างเข้าใจดี

    “การลงประมูลครั้งนี้นายท่านโจวไม่ต้องกังวลว่าตัวตนของท่านจะถูกแพร่งพรายออกไป ทางหอประมูลย่อมเก็บข้อมูลของลูกค้าเอาไว้เป็นความลับ”

    “ขอบคุณมาก”

    “อีกสักครู่จะมีพนักงานมาพานายท่านโจวไปยังห้องรับรองพิเศษ ข้าน้อยขอตัวขอรับ”

    เถ้าแก่ฟ่านพยักหน้ารับ นำกล่องบรรจุโสมไปให้คนตรวจสอบอีกครั้ง ต่อมาพนักงานคนเดิมพาคนทั้งสามขึ้นไปยังชั้นสองของหอประมูลสุ่ยจงเยว่

    ด้านล่างว่าคนเนืองแน่นมากแล้ว แต่บนชั้นสองนี้กลับเนืองแน่นยิ่งกว่า การแต่งกายของแต่ละคนนับว่าราวกับมาประชันโฉมอวดเครื่องประดับก็ไม่ปาน ทั้งผ้าไหมหยางจินอันสูงค่า ไข่มุกเม็ดงามจากทะเลแดนใต้ หยกหยางจือชั้นเยี่ยมเนื้อขาวแวววาว ปิ่นทองระย้าฝีมือประณีต ล้วนมากมายเปล่งประกายจนดวงตาแทบพร่าบอดไปชั่วขณะ

    เมิ่งเฉินเฮ่อแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนร่ำรวยในเมืองซุนหวนจะมีมากมายเพียงนี้ คิดในใจว่าสมแล้วที่เป็นตัวเมืองหลักที่เต็มไปด้วยคนมั่งคั่งร่ำรวย มองไปทางไหนล้วนดูดีมีระดับ!

    “นายท่าน เชิญทางนี้ขอรับ”

    แม้จะเรียกว่าห้องรับรองพิเศษ แต่ก็เป็นแค่ห้องเล็กๆ ที่ผนังเป็นไม้ปิดทับด้วยกระดาษเกาลี่ [1] สำหรับทำเป็นผนังหรือหน้าต่าง แต่กระนั้นก็นับว่ามีความเป็นส่วนตัวในระดับหนึ่ง ไม่ได้ไปเบียดเสียดกับคนด้านล่าง

    ตรงกลางเป็นโต๊ะไม้ชิงชันเนื้อดีสีขาวนวล พร้อมกับเก้าอี้ไม้ชนิดเดียวกันแกะสลักลวดลายกิ่งบุปผชาติ ให้ความรู้สึกเรียบหรูดูดี บนโต๊ะมีชุดน้ำชากระเบื้องเคลือบสีเขียวอ่อนลวดลายสามสหายแห่งเหมันต์ตระเตรียมเอาไว้ ชาด้านในเป็นชาเย่หลานเซียง [2] ส่งกลิ่นหอมจรุงลอยออกมา พร้อมขนมกินเล่นสองชนิด

    ในชั้นสองของหอสุ่ยจงเยว่ยังแบ่งเป็นชั้นย่อยอีกสองชั้น ชั้นล่างเป็นเวทีการประมูลยกสูงขึ้นประมาณครึ่งเข่า งานไม้ทุกชิ้นล้วนเป็นไม้เถียซานมู่ชั้นดีที่หาได้ยาก ส่วนชั้นบนเป็นห้องรับรองพิเศษ หากใครที่ชอบความเป็นส่วนตัวก็สามารถจับจองสถานที่แห่งนี้กันได้

    ในเวลานี้การประมูลกำลังดำเนินไปอย่างคึกคัก เสียงผู้คนพูดคุยกันจอแจครื้นเครงประหนึ่งอยู่ในสนามแข่งม้าก็มิปาน

    ก่อนหน้านี้เพิ่งจะได้เห็นผ้าไหมเงือกฮุยอิ้งจากทะเลเฟิงหลางแดนใต้ ตัวผ้ามีขนาดประมาณหนึ่งฉื่อ [3] จะนำไปตัดชุดมาสวมใส่ก็ไม่ได้ ทำได้แค่ตัดเป็นผ้าเช็ดหน้าหรือทำเป็นถุงหอมประดับเอวเท่านั้น

    ทว่าสิ่งที่น่าตะลึงคือผ้าไหมฮุยอิ้งถูกประมูลไปด้วยเม็ดเงินมากถึงฉื่อละแปดร้อยตำลึง!

    ส่วนต่อมายิ่งทำให้เมิ่งหว่านแทบจะต้องชะโงกหน้าไปร่วมชมอย่างตั้งใจ เพราะมันคือยาลูกกลอนที่มีสรรพคุณในการถอนพิษ ได้ยินว่าร้อยพิษไม่กล้ำกลาย สุดท้ายถูกปิดประมูลที่เก้าร้อยตำลึง!

    ดวงตาเด็กสาวยิ่งเจิดจรัส คิดในใจว่าหากนางเอายามาประมูลในนี้ รับรองว่าต้องรวยเละแน่!!

    “นายท่านทั้งหลาย วันนี้นอกจากหอสุ่ยจงเยว่ของเราจะมียาถอนพิษแสนล้ำค่าแล้ว เรายังมีโสมคนอายุกว่าร้อยปีให้ทุกท่านได้ร่วมลงประมูล”

    โสมคนอายุร้อยปีที่เคยอยู่ในกล่องสภาพเก่าครึ บัดนี้กลับนอนอวดโฉมอยู่ในกล่องไม้ประณีตงดงาม มองดูแล้วช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับมันได้มากนัก สภาพราวกับได้รับการขัดสีฉวีวรรณเสริมความงามมาไม่มีผิดเพี้ยน

    ต้องชมเชยจริงๆ ว่าคนของหอประมูลสุ่ยจงเยว่มีฝีมือและมีหัวทางด้านการค้ามากเหลือเกิน

    “โสมคนต้นนี้อายุหนึ่งร้อยปี เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการบำรุงร่างกาย และนำไปเป็นของแสดงความกตัญญูต่อญาติผู้ใหญ่ที่เคารพ ด้วยรู้กันเป็นอย่างดีว่าโสมมีสรรพคุณ...”

    พนักงานผู้แนะนำสินค้าประมูลนั้นมีความเก่งกาจรวมถึงวาทศิลป์เป็นเลิศ เด็กสาวเก็บโสมคนมาได้จากป่าเขาท้ายหมู่บ้าน แต่เขากลับพูดว่านี่คือโสมคนหายากจากป่าลึกลับในดินแดนอันห่างไกล ที่ใช้เวลามากกว่าครึ่งปีในการเสาะแสวงหา

    และเนื่องด้วยสภาพของโสมคนที่สมบูรณ์แบบราวกับรูปร่างมนุษย์จริงๆ จึงทำให้ผู้ร่วมลงประมูลหลายคนให้ความสนใจได้ไม่ยากนัก

    “สองร้อยตำลึง!”

    “สามร้อย!”

    “สามร้อยห้าสิบ!”

    “สี่ร้อย!”

    เมิ่งเฉินเฮ่อเองก็ใจสั่นหวิวๆ ไปหมด

    แรกเริ่มยังกังวลว่าจะขายได้ราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น แต่เมื่อตอนนี้ราคาพุ่งสูงไปที่สี่ร้อยตำลึงแล้ว เขาจึงดีใจแทบน้ำตาไหล หากหักให้หอประมูลไปหนึ่งส่วนและให้โจวเส่าเหวินอีกหนึ่งส่วน นี่ก็ยังได้กำไรอีกมากอยู่ดี!

    “ห้าร้อย!”

    “เจ็ดร้อย!”

    “เจ็ดร้อยตำลึงครั้งที่หนึ่ง! เจ็ดร้อยตำลึงครั้งที่สอง! เจ็ดร้อยตำลึงครั้งที่...” เสียงของพนักงานทำหน้าที่ดำเนินการประมูลเริ่มนับเมื่อไม่มีใครเสนอราคาที่มากกว่านี้อีกแล้ว

    “หนึ่งพัน!!”

    เมิ่งหว่านสะดุ้งกับเสียงนั้น

    หนึ่งพันตำลึง!!

    เด็กสาวรีบชะโงกหน้ามองไปด้านล่าง และนางก็ได้พบที่มาของเสียง...

     

     

     

    sds

    โอ้โห!! จากร้อยสู่สามร้อย จากสามร้อยสู่หนึ่งพัน!

    ใครใจป้ำประมูลโสมของน้องไปนะ? ^__^

    ใครชอบนิยาย ไม่อยากพลาดตอนใหม่ กดติดตาม+หัวใจ เอาไว้นะคะ

    sds

    1 คอนเมนต์ = 1 กำลังใจดีๆ ^___^

     

     

     

    เชิงอรรถ^กระดาษเกาลี่ เป็นกระดาษที่นิยมมาติดบานหน้าต่างมีต้นกำเนิดจากเกาหลี ^เย่หลานเซียง เป็นหนึ่งในชาอู่หลงเฟิ่งหวง รู้จักกันในอีกนามว่า หว่านยู่เซียง หรือ กลิ่นหอมของหยกในตอนค่ำ เป็นการเปรียบเปรยถึงดอกไม้สีขาว ชื่อนี้ได้มาเพราะกระบวนการเขย่าชาในตอนค่ำ กลิ่นหอมของใบชาจะระเหยออกมา^1 ฉื่อ ราว 30.6 เซนติเมตร

     

    คล้ายกับเรื่องแพทย์หญิงชนบทตัวน้อย พลิกชีวิตสู่ความร่ำรวย [孟婉] ที่คุณอ่าน