“หากไปขายที่หอสุ่ยจงเยว่ ที่นั่นย่อมไม่โดนกดราคา หากแต่ก็บอกได้ยากว่าพวกเจ้าจะได้เงินมากกว่าสามร้อยตำลึงหรือไม่ บางครั้งก็จำเป็นต้องพึ่งโชคเข้าช่วย”
ตรงส่วนนี้ทำให้โจวเส่าเหวินลังเลอยู่เล็กน้อย หากแต่ไปขายยังร้านค้าทั่วไป เขาก็ไม่มั่นใจนักว่าจะขายได้ราคาถึงสามร้อยตำลึงอย่างที่เอ่ยไว้หรือไม่ แต่กระนั้นก็มีความเสี่ยงที่ต่ำกว่าการนำไปประมูล
การประมูลย่อมไม่อาจบอกราคาที่แน่นอนได้ ด้วยขึ้นอยู่กับจังหวะเวลา
หากวันนั้นโชคดีอาจมีคนประมูลสินค้าไปในมูลค่าสูง แต่หากจังหวะไม่ดี ไม่มีคนต้องการสินค้าที่นำไปประมูล ก็ใช่ว่าจะได้ราคาตามที่วาดหวังเอาไว้
หากว่าโสมคนต้นนี้คุณภาพดาษดื่น โจวเส่าเหวินคงไม่แนะนำให้นำไปประมูลที่หอสุ่ยจงเยว่ เพราะโสมคนก็ใช่ว่าจะหาซื้อตามร้านโอสถหรือร้านขายสมุนไพรใหญ่ๆ ไม่ได้
แต่สภาพโสมคนต้นนี้ถูกขุดมาอย่างระมัดระวัง ยังคงสภาพสมบูรณ์งดงาม รูปลักษณ์ภายนอกกล่าวได้ว่าเหมือนร่างมนุษย์ย่อส่วน นี่จึงนับว่าเป็นของสูงค่าอย่างแท้จริง ดูแล้วควรคู่กับการสะสมมากกว่านำไปใช้จริง ของเช่นนี้มักจะมีมูลค่าสูงสำหรับพวกนักสะสมสินค้า
“เช่นนั้นก็นำไปประมูลเถิดเจ้าค่ะ” เมิ่งหว่านพยักหน้า “ข้าจะไปกับท่านด้วย”
ต่อให้โจวเส่าเหวินจิตใจดีเช่นไร แต่เรื่องเงินไม่เข้าใครออกใครทั้งสิ้น เมิ่งหว่านไม่อาจวางใจมอบโสมคนอายุร้อยปีให้ผู้อื่นถือครองไปมาได้
“ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น”
โจวเส่าเหวินไม่ได้คิดมากเพียงนั้น เขาคิดเพียงว่าต่อให้เด็กสาวไม่ต้องการไปด้วย ตนก็ต้องพานางไปด้วยกัน เพราะเงินนับร้อยตำลึงไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ หากมีปัญหาเกิดขึ้น เขาเองก็รับผิดชอบไม่ไหว
“ข้ารบกวนท่านช่วยหาเสื้อผ้าผู้ชายให้ข้าสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ”
“ข้าจะจัดการให้คนไปหามาให้” โจวเส่าเหวินพยักหน้า เดินออกไปจัดการซื้อชุดสำเร็จรูปของเด็กผู้ชายมาให้เมิ่งหว่านสวมใส่
“น้องสาว เจ้าจะไปหอประมูลจริงๆ น่ะหรือ”
เมิ่งเฉินเฮ่อเอ่ยกระซิบเสียงค่อย ความกังวลล้นเต็มอก
หอประมูลไม่ใช่ที่สำหรับคนร่ำรวยหรอกหรือ พวกเขาจะไปเหยียบที่นั่นได้หรือ?
กลัวแต่ว่าจะถูกไล่ตีออกมาก่อนน่ะสิ...
อีกอย่างหนึ่ง...ตั้งแต่เกิดมาเขายังไม่เคยก้าวเท้าเข้าไปในกำแพงตัวเมืองเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ได้ยินว่าในตัวเมืองมีความเจริญรุ่งเรืองไม่รู้ตั้งกี่เท่า ทุกพื้นที่มีแต่ปัญญาชนคนร่ำรวย หาใช่ที่ที่เหมาะสมเช่นพวกรากหญ้าอย่างพวกเขาจะไปเหยียบย่ำเสียเมื่อไหร่
“พวกเราอาจจะขายได้ราคาต่ำกว่าสามร้อยตำลึงก็ได้นะ”
เมิ่งเฉินเฮ่อเดิมทีไม่รู้หนังสือ ซ้ำยังไม่ค่อยได้ไปเปิดหูเปิดตานอกพื้นที่ เขาย่อมมีความคิดตื้นเขินเกินไป
“พี่สาม ข้าจะบอกพี่ให้” เมิ่งหว่านกระซิบตอบ “พวกพ่อค้าน่ะมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวไม่รู้ตั้งกี่เท่า หากเราเอาโสมคนร้อยปีไปขาย พวกเขาจะต้องสืบหาตัวพวกเราเจอแน่นอน
ดีไม่ดีบ้านเราจะเดือดร้อนกันไปหมด หากไปเจอคนเลวแล้วพวกเขาบังคับให้พวกเราบอกที่มาของโสมเหล่านี้ หรือร้ายแรงขู่บังคับเอาชีวิต พวกเราได้จบเห่แน่”
ใบหน้าเมิ่งเฉินเฮ่อมีความตกตะลึง ไม่เคยคิดถึงจุดนี้แม้แต่นิด
แค่ขายโสมต้นเดียวก็นำพาเรื่องราววุ่ยวายได้มากเพียงนี้เลยหรือ?
“แต่หากไปประมูลที่หอสุ่ยจงเยว่ย่อมแตกต่างกัน พวกเขาทำการค้าใหญ่โตมานานย่อมมีอำนาจบารมีในพื้นที่ หาไม่เช่นนั้นคงไม่เปิดเป็นกิจการใหญ่โตได้แน่ ฉะนั้นย่อมมีทางเก็บความลับของพวกเราเอาไว้ได้ อีกอย่างโสมคนร้อยปีในหอประมูลใหญ่ ไม่นับว่ามีค่าสูงส่งพอให้สืบเสาะหาเจ้าของหรอกเจ้าค่ะ”
เมิ่งหว่านวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนแล้ว
ที่โจวเส่าเหวินกล่าวมามีเหตุผลอยู่มาก ส่วนสำคัญก็คือความปลอดภัยของคนในครอบครัว พวกพ่อค้าเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว โสมคนอายุร้อยปีใช่ว่าจะพบเจอกันบ่อยๆ หากเป็นชาวบ้านนำเอาไปขายเช่นนี้ อย่างไรก็ต้องโดนสืบหาที่มาไม่มากก็น้อย
“เจ้ารีบไปเปลี่ยนเถิด”
โจวเส่าเหวินกลับเข้ามาพร้อมกับเสื้อผ้าในมือ เมิ่งหว่านลุกขึ้นกล่าวให้ทุกคนออกไปรอด้านนอก
ด้วยการจัดการอย่างรวดเร็ว เมิ่งหว่านจึงได้กลายมาเป็นเด็กชายตัวน้อยหน้าหวานรูปร่างผอมแห้ง
ด้วยเพราะยังเป็นเด็กจึงแยกไม่ค่อยออกว่าเป็นเด็กผู้หญิง แม้จะหน้าหวานไปหน่อยแต่ก็พอจะตบตาผู้คนได้หลายส่วน
เมิ่งหว่านอดโอดครวญในใจเสียไม่ได้ ยกมือกอดอกเศร้าสร้อย
ไม่รู้ว่าโตขึ้นแล้วเจ้าพวกนี้จะเติบโตตามอายุหรือไม่ หาไม่เช่นนั้นต่อให้นางแก้ผ้า คนเขาคงจะแยกแยะไม่ออกว่าไหนด้านหน้าด้านหลัง เห็นเพียงแต่เมล็ดแตงไม่ก็ไฝสองจุดหรอกนะ...
ฮือๆ ความเศร้าของเด็กสาวก็เป็นเช่นนี้นี่เอง!
“น้องสาว...น้องชาย พวกเรารีบไปกันเถอะ”
เมิ่งเฉินเฮ่อเปลี่ยนคำเรียกขานเมิ่งหว่านเสียใหม่ มองเห็นภาพลักษณ์ที่แปลกตาของน้องสาวก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจอย่างไม่อาจปฏิเสธได้
คนทั้งสามเดินเท้าเข้าไปในตัวเมืองหลัก ด้วยเพราะเป็นคนที่มีถิ่นฐานอยู่ในเมืองซุนหวนอยู่แล้ว จึงไม่ได้มีการตรวจคนเข้าเมืองอย่างเข้มงวดเท่าคนนอกพื้นที่ที่กำลังต่อแถวเรียงยาวรอเข้าเมือง ส่วนมากเท่าที่เมิ่งหว่านสังเกตเห็นจะเป็นพวกคนค้าขายต่างถิ่นเสียมากกว่า
เมิ่งเฉินเฮ่อหอบถุงผ้าไว้กับตัว ป้องกันอย่างแน่นหนา ด้านในมีกล่องไม้ที่ดูดีที่สุดในบ้าน ซึ่งเก็บโสมคนล้ำค่าอายุกว่าร้อยปีไว้ภายในนั้น
เด็กหนุ่มกำชับถุงผ้าแนบอก มองซ้ายขวาไม่หยุดด้วยใจวิตกว่าจะมีคนมาขโมยมันไป
“พี่สาม ยิ่งท่านทำเช่นนี้ คนก็ยิ่งมองท่านแปลกๆ นะ”
“พี่สามกลัวว่าจะมีคนมาขโมยของของพวกเราไป”
เมิ่งเฉินเฮ่อกระซิบตอบ ดวงตาล่อกแล่กซ้ายขวาไม่หยุด
เมิ่งหว่านได้ยินคำตอบถึงกับหลุดขำออกมา คิดว่าหากพวกมือปราบมาเจอท่าทีมีพิรุธของเขาเช่นนี้ จะไม่โดนจับตัวไปสอบสวนหรอกนะ?
“พี่สามท่านคิดดูสิ พวกเราแต่งตัวราวกับยาจกเช่นนี้ ใครจะมาคิดว่าเรามีของล้ำค่าในตัวได้เล่า” นางชี้ไปที่แขนเสื้อขาดๆ ของพี่ชายที่เป็นเพียงชุดเนื้อผ้าป่านสีซีด “จะมีโจรโง่สักกี่คนที่มาปล้นคนที่มีสภาพยากจนกว่าพวกเขา?”
เด็กหนุ่มคิดว่าคำของน้องสาวฟังดูมีเหตุผล
ความกังวลก่อนหน้าคลายลงไปหลายส่วน สีหน้าท่าทางจึงกลับมาเป็นปกติ
หลังจากใช้เวลาราวๆ หนึ่งเค่อ ในที่สุดคนทั้งสามก็เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าหอสุ่ยจงเยว่เป็นที่เรียบร้อย
ความใหญ่โตโอ่อ่าเกินบรรยายนี้ทำให้เมิ่งเฉินเฮ่อถึงกับแข้งขาสั่น อ้าปากตะลึงค้างแล้วค้างอีก แต่ละคนที่ย่ำเท้าเข้าไปในหอประมูลล้วนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าหรูหรางดงามทั้งสิ้น โดยเฉพาะตัวของหอประมูลที่ตกแต่งอย่างดูดีมีระดับ ราวกับกำลังยืนอยู่ท่ามกลางตำหนักสวรรค์ซึ่งเป็นที่อยู่ของเหล่าเทพเซียน
“ยินดีต้อนรับนายท่าน ไม่ทราบนายท่านมาเยือนหอสุ่ยจงเยว่ด้วยต้องการเข้าร่วมประมูลหรือนำสิ่งของลงประมูลขอรับ”
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในหอประมูลอย่างประหม่า พนักงานหนุ่มท่าทางกระฉับกระเฉงก็กุลีกุจอเข้ามาต้อนรับ
“ข้าต้องการสิ่งของลงประมูลขอรับ”
โจวเส่าเหวินพูดคุยอีกสองสามประโยค จึงได้เรียกตัวให้เด็กๆ บ้านเมิ่งตามหลังของเขาไป
ด้วยสภาพเด็กสองคนที่แต่งกายซอมซ่อไม่มีสิ่งใดเด่นสะดุดตา เดินตามหลังโจวเส่าเหวินต้อยๆ จึงถูกเข้าใจผิดไปว่าพวกเขาทั้งสองเป็นเด็กรับใช้ที่ติดตามเจ้านายมาหอประมูลเท่านั้น
คนทั้งสามถูกนำทางมายั้งฝั่งซ้ายมือของหอสุ่ยจงเยว่ ระหว่างเส้นทางเมิ่งหว่านลอบสำรวจหอประมูลแห่งนี้ไปด้วย และนางก็ได้พบเรื่องน่าตกใจนั่นก็คือทุกจุดในหอประมูลล้วนวางกลไกเอาไว้รอบทิศ สิ่งที่เรียกคิ้วของเด็กสาวให้ขมวดมุ่นก็คือมือของพนักงานทุกคนล้วนมีความแข็งเป็นจุดด้าน ทั้งคำพูดคำจาดูขึงขังหนักแน่นในบางคำ
มองเผินๆ เหมือนจะเป็นเพราะพวกเขาถูกเจ้านายสั่งให้พูดเช่นนั้น แต่แท้จริงแล้วเมิ่งหว่านกลับคิดว่าพนักงานชายเหล่านี้ไม่ใช่พนักงานต้อนรับธรรมดาทั่วไป...
พนักงานของหอประมูล จำเป็นต้องมีวรยุทธ์สูงส่งด้วยหรือ?
หนังมือด้าน ฝีเท้าเบากริบราวกับขนนกที่ร่วงลงพื้น ท่าทางราวกับถูกฝึกฝนมาให้รับฟังคำสั่งอย่างเคร่งครัด ลมหายใจเข้าออกยาวกว่าที่ควรจะเป็น บ่งบอกได้ว่าพวกเขาทุกคนถูกฝึกฝนมาอย่างหนัก ร่างกายจึงแข็งแรงกว่าคนทั่วไป
สิ่งสำคัญที่สุดก็คือสรีระของพวกเขา...
ตรงช่วงเอวกับช่วงสะโพกมีความหนา สัดส่วนโดยรวมนับว่าแข็งแรงมาก แสดงให้เห็นว่าพวกเขาต้องใช้กล้ามเนื้อบริเวณส่วนนั้นบ่อยครั้ง
แล้ว...กิจกรรมใดกันที่จะให้คนพวกนี้จำเป็นต้องใช้เอวและสะโพกอย่างหนัก?
คิดสิ ลองคิด...
กิจกรรมใดกัน??
ขี่ม้า!
ต่อให้ค่าแรงของพนักงานในหอประมูลได้รับมากมายเช่นไร แต่จะมีสักกี่คนกันที่ได้ขี่ม้า?
ต้องรู้ด้วยว่าม้าในแคว้นเหลียงโจวนับได้ว่าเป็นสัตว์หายากที่มีราคาสูงลิ่ว ม้าหนึ่งตัวอาจซื้อบ้านได้หนึ่งหลังแบบใหญ่โตในชนบท เนื่องด้วยส่วนมากจำเป็นต้องซื้อม้ามาจากต่างแคว้นหรือชนเผ่าอื่นๆ เป็นส่วนใหญ่ การเลี้ยงม้าจำเป็นต้องใช้ทั้งหญ้าและพื้นที่ขนาดกว้าง
ฉะนั้นคนที่มีม้าได้จะต้องเป็นคนร่ำรวยหรืออยู่ในตระกูลมีอันจะกินเท่านั้น
ทว่า...คนยากจนแต่กลับขี่ม้า? อีกทั้งยังเป็นวรยุทธ์??
เมิ่งหว่านจึงคิดว่าเจ้าของหอสุ่ยจงเยว่จะต้องมีสถานะที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน และการที่พวกเขาตั้งกิจการใหญ่โตในตัวเมืองใหญ่ได้เช่นนี้ ไม่ว่ามองเช่นไรก็ต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังอยู่ดี
ตัวอำเภอฟานหัวไม่เหมือนกับอำเภออื่นๆ อีกสิบแปดอำเภอในเมืองซุนหวน เพราะนี่คือตัวอำเภอหลักที่เป็นแหล่งรวมความมั่งคั่งเอาไว้มากมาย มีทั้งคหบดีใหญ่ ขุนนางมากอำนาจ ปัญญาชนผู้มากความรู้ ตระกูลเก่าแก่ที่หยั่งรากฝังลึก
นางได้แต่ทอดถอนหายใจให้กับเจ้าของหอสุ่ยจงเยว่ เป็นคนร่ำรวยนี่มันดีจริงๆ ขนาดเสารับน้ำหนักก็ยังทำมาจากทอง!
แต่จะใช่ทองแท้หรือไม่ก็ไม่รู้ เพราะนางยังไม่มีโอกาสได้ลองกัดดู...
“เชิญนายท่านรออยู่ในห้องรับรองสักครู่ ข้าน้อยจะไปเชิญเถ้าแก่รองมาพบท่าน”
พูดจบก็จากไปพร้อมกับปิดประตูลงอย่างเบามือ
ดูเถิด...ฝีเท้าคนผู้นี้เบากริบยิ่งกว่าขนนกร่วงหล่น นี่ใช่ฝีเท้าของคนทั่วไปพึงมีได้หรือ?
คนทั้งสามนั่งรอเพียงครู่เดียว ยังไม่ทันที่จะได้พูดคุยอันใดกันสักคำ ประตูห้องก็ถูกเปิดเข้ามา
“นายท่านผู้นี้ มิทราบว่าท่านมีชื่อแซ่ใด ข้ามีนามว่าฟ่านเสีย เป็นเถ้าแก่รองของหอประมูลสุ่ยจงเยว่แห่งนี้ขอรับ”
เถ้าแก่ฟ่านเป็นบุรุษหนุ่มอายุยี่สิบห้าปี ใบหน้าสะอาดสะอ้านเกลี้ยงเกลา แต่งกายดูดีน่าเชื่อถือ คำพูดคำจาของเขาก็ดูคล่องแคล่วเป็นมิตร รูปร่างผอมบางผิวขาว เพียงแต่ดูอ้อนแอเกินไปสักหน่อย
ทว่าสิ่งที่เมิ่งหว่านรู้สึกสะดุดตาที่สุดก็คือ...เสียงของเขา...
เสียงของเขามีความเล็กกว่าบุรุษทั่วไปพึงมี อีกทั้งใบหน้าก็เกลี้ยงเกลาราวสตรี ซ้ำเมื่อมองดีๆ ยังพบว่าบนใบหน้าของเขาไม่มีไรเคราแม้แต่เส้นเดียว
ทุกครั้งที่เปล่งเสียงออกมา...นางสังเกตเห็นว่าช่วงไหล่จะห่อค้อมลงอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับว่าเขาเองก็ไม่รู้เนื้อรู้ตัว บางครั้งมือก็กุมจะประสานเข้าด้วยกัน
ท่าทางเช่นนี้ราวกับ...พวกขันทีที่อยู่ในวังไม่มีผิด...
แม้เมิ่งหว่านจะไม่เคยเห็นขันทีตัวเป็นๆ แต่เคยอ่านหนังสือมาหลายประเภทในชีวิตก่อน ด้วยลักษณะท่าทางเช่นนี้ย่อมไม่ผิดแน่
พนักงานมีวรยุทธ์สูงส่งกับขันทีที่สมควรอยู่ในวังหลวงอันใหญ่โต...
นี่มัน...น่าสนใจจริงๆ ...
ทว่าต่อให้เด็กสาวรู้สึกสงสัยใคร่รู้มากเพียงใด กระนั้นนางก็ไม่ได้โง่พอที่จะเอ่ยถามออกไป ไม่คิดที่จะสนใจสืบหาเรื่องราวใดๆ อีก เรื่องบางเรื่องรู้น้อยเข้าไว้ ชีวิตจึงจะยืนยาวมากขึ้น
นางแค่ต้องการหาเงิน ไม่ได้ต้องการหาเรื่องใส่ตัว!
“ข้ามีนามว่าโจวเส่าเหวิน วันนี้มาที่นี่เพราะต้องการนำสมุนไพรมาร่วมลงประมูลขอรับ” โจวเส่าเหวินเอ่ยแนะนำตนเองอย่างมีมารยาท ส่งสายตาให้เมิ่งเฉินเฮ่อนำของภายในกล่องออกมาเปิดให้เถ้าแก่ฟ่านได้เชยชม
“โสมคนร้อยปีอย่างนั้นหรอกหรือ” เถ้าแก่ฟ่านมีสายตาเฉียบแหลม
นี่ไม่ใช่การเห็นโสมคนอายุร้อยปีครั้งแรก เขาจึงมองออกทันทีโดยไม่ต้องเรียกผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือโสมคนตรงหน้านับว่ามีรูปร่างเหมือนมนุษย์เป็นอย่างมาก ราวกับถูกแกะสลักออกมาอย่างวิจิตรบรรจงทีละขั้นตอน
สมุนไพรตรงหน้าจึงนับได้ว่าเป็นของล้ำค่าอย่างแท้จริง ผู้ที่เก็บมันมาจะต้องเข้าใจถึงวิธีการเก็บโสมอย่างลึกซึ้ง เพราะไม่มีร่องรอยของความเสียหายให้เห็นแม้แต่จุดเดียว
ของเช่นนี้ พวกนักสะสมชื่นชอบมาก!
“ขอรับ สามารถนำลงประมูลได้หรือไม่”
เถ้าแก่ฟ่านหรี่ตามองดูเด็กชายสองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังของโจวเส่าเหวินเล็กน้อย
“ย่อมได้ แต่จะได้มากน้อยเท่าใดข้าน้อยไม่อาจรับประกัน และทางหอสุ่ยจงเยว่จะหักค่าประมูลเอาไว้หนึ่งส่วน หากนายท่านโจวยอมรับเงื่อนไขได้ ข้าน้อยจะส่งโสมคนต้นนี้เข้าร่วมประมูลทันที”
โสมคนร้อยปีสำหรับชาวบ้านทั่วไปอาจเป็นของหายากล้ำค่า แต่สำหรับคนมั่งมีในเมืองซุนหวนแห่งนี้ก็ใช่ว่าจะหามาครองไม่ได้ เพียงแต่โสมคนต้นนี้ถูกเก็บมาในสภาพสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยพบเจอ ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นที่ต้องตาของกลุ่มคนนักสะสมสมุนไพรก็เป็นได้
คนกลุ่มนั้นเป็นคนร่ำรวยที่มีเงินกองสูงท่วมภูเขา มีงานอดิเรกคือการสะสมของล้ำค่า ยิ่งมีค่าและมีสภาพสมบูรณ์เท่าไหร่ก็ยิ่งชื่นชอบ
“เช่นนั้นรบกวนเถ้าแก่ฟ่านด้วยขอรับ”
โจวเส่าเหวินตกลงกับเมิ่งหว่านมาก่อนแล้ว ย่อมเคยบอกนางแล้วว่าทางหอสุ่ยจงเยว่จะหักค่าประมูลหนึ่งส่วนสิบจากยอดประมูลที่ได้รับ ซึ่งเด็กสาวก็รับคำอย่างเข้าใจดี
“การลงประมูลครั้งนี้นายท่านโจวไม่ต้องกังวลว่าตัวตนของท่านจะถูกแพร่งพรายออกไป ทางหอประมูลย่อมเก็บข้อมูลของลูกค้าเอาไว้เป็นความลับ”
“ขอบคุณมาก”
“อีกสักครู่จะมีพนักงานมาพานายท่านโจวไปยังห้องรับรองพิเศษ ข้าน้อยขอตัวขอรับ”
เถ้าแก่ฟ่านพยักหน้ารับ นำกล่องบรรจุโสมไปให้คนตรวจสอบอีกครั้ง ต่อมาพนักงานคนเดิมพาคนทั้งสามขึ้นไปยังชั้นสองของหอประมูลสุ่ยจงเยว่
ด้านล่างว่าคนเนืองแน่นมากแล้ว แต่บนชั้นสองนี้กลับเนืองแน่นยิ่งกว่า การแต่งกายของแต่ละคนนับว่าราวกับมาประชันโฉมอวดเครื่องประดับก็ไม่ปาน ทั้งผ้าไหมหยางจินอันสูงค่า ไข่มุกเม็ดงามจากทะเลแดนใต้ หยกหยางจือชั้นเยี่ยมเนื้อขาวแวววาว ปิ่นทองระย้าฝีมือประณีต ล้วนมากมายเปล่งประกายจนดวงตาแทบพร่าบอดไปชั่วขณะ
เมิ่งเฉินเฮ่อแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนร่ำรวยในเมืองซุนหวนจะมีมากมายเพียงนี้ คิดในใจว่าสมแล้วที่เป็นตัวเมืองหลักที่เต็มไปด้วยคนมั่งคั่งร่ำรวย มองไปทางไหนล้วนดูดีมีระดับ!
“นายท่าน เชิญทางนี้ขอรับ”
แม้จะเรียกว่าห้องรับรองพิเศษ แต่ก็เป็นแค่ห้องเล็กๆ ที่ผนังเป็นไม้ปิดทับด้วยกระดาษเกาลี่ [1] สำหรับทำเป็นผนังหรือหน้าต่าง แต่กระนั้นก็นับว่ามีความเป็นส่วนตัวในระดับหนึ่ง ไม่ได้ไปเบียดเสียดกับคนด้านล่าง
ตรงกลางเป็นโต๊ะไม้ชิงชันเนื้อดีสีขาวนวล พร้อมกับเก้าอี้ไม้ชนิดเดียวกันแกะสลักลวดลายกิ่งบุปผชาติ ให้ความรู้สึกเรียบหรูดูดี บนโต๊ะมีชุดน้ำชากระเบื้องเคลือบสีเขียวอ่อนลวดลายสามสหายแห่งเหมันต์ตระเตรียมเอาไว้ ชาด้านในเป็นชาเย่หลานเซียง [2] ส่งกลิ่นหอมจรุงลอยออกมา พร้อมขนมกินเล่นสองชนิด
ในชั้นสองของหอสุ่ยจงเยว่ยังแบ่งเป็นชั้นย่อยอีกสองชั้น ชั้นล่างเป็นเวทีการประมูลยกสูงขึ้นประมาณครึ่งเข่า งานไม้ทุกชิ้นล้วนเป็นไม้เถียซานมู่ชั้นดีที่หาได้ยาก ส่วนชั้นบนเป็นห้องรับรองพิเศษ หากใครที่ชอบความเป็นส่วนตัวก็สามารถจับจองสถานที่แห่งนี้กันได้
ในเวลานี้การประมูลกำลังดำเนินไปอย่างคึกคัก เสียงผู้คนพูดคุยกันจอแจครื้นเครงประหนึ่งอยู่ในสนามแข่งม้าก็มิปาน
ก่อนหน้านี้เพิ่งจะได้เห็นผ้าไหมเงือกฮุยอิ้งจากทะเลเฟิงหลางแดนใต้ ตัวผ้ามีขนาดประมาณหนึ่งฉื่อ [3] จะนำไปตัดชุดมาสวมใส่ก็ไม่ได้ ทำได้แค่ตัดเป็นผ้าเช็ดหน้าหรือทำเป็นถุงหอมประดับเอวเท่านั้น
ทว่าสิ่งที่น่าตะลึงคือผ้าไหมฮุยอิ้งถูกประมูลไปด้วยเม็ดเงินมากถึงฉื่อละแปดร้อยตำลึง!
ส่วนต่อมายิ่งทำให้เมิ่งหว่านแทบจะต้องชะโงกหน้าไปร่วมชมอย่างตั้งใจ เพราะมันคือยาลูกกลอนที่มีสรรพคุณในการถอนพิษ ได้ยินว่าร้อยพิษไม่กล้ำกลาย สุดท้ายถูกปิดประมูลที่เก้าร้อยตำลึง!
ดวงตาเด็กสาวยิ่งเจิดจรัส คิดในใจว่าหากนางเอายามาประมูลในนี้ รับรองว่าต้องรวยเละแน่!!
“นายท่านทั้งหลาย วันนี้นอกจากหอสุ่ยจงเยว่ของเราจะมียาถอนพิษแสนล้ำค่าแล้ว เรายังมีโสมคนอายุกว่าร้อยปีให้ทุกท่านได้ร่วมลงประมูล”
โสมคนอายุร้อยปีที่เคยอยู่ในกล่องสภาพเก่าครึ บัดนี้กลับนอนอวดโฉมอยู่ในกล่องไม้ประณีตงดงาม มองดูแล้วช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับมันได้มากนัก สภาพราวกับได้รับการขัดสีฉวีวรรณเสริมความงามมาไม่มีผิดเพี้ยน
ต้องชมเชยจริงๆ ว่าคนของหอประมูลสุ่ยจงเยว่มีฝีมือและมีหัวทางด้านการค้ามากเหลือเกิน
“โสมคนต้นนี้อายุหนึ่งร้อยปี เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการบำรุงร่างกาย และนำไปเป็นของแสดงความกตัญญูต่อญาติผู้ใหญ่ที่เคารพ ด้วยรู้กันเป็นอย่างดีว่าโสมมีสรรพคุณ...”
พนักงานผู้แนะนำสินค้าประมูลนั้นมีความเก่งกาจรวมถึงวาทศิลป์เป็นเลิศ เด็กสาวเก็บโสมคนมาได้จากป่าเขาท้ายหมู่บ้าน แต่เขากลับพูดว่านี่คือโสมคนหายากจากป่าลึกลับในดินแดนอันห่างไกล ที่ใช้เวลามากกว่าครึ่งปีในการเสาะแสวงหา
และเนื่องด้วยสภาพของโสมคนที่สมบูรณ์แบบราวกับรูปร่างมนุษย์จริงๆ จึงทำให้ผู้ร่วมลงประมูลหลายคนให้ความสนใจได้ไม่ยากนัก
“สองร้อยตำลึง!”
“สามร้อย!”
“สามร้อยห้าสิบ!”
“สี่ร้อย!”
เมิ่งเฉินเฮ่อเองก็ใจสั่นหวิวๆ ไปหมด
แรกเริ่มยังกังวลว่าจะขายได้ราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น แต่เมื่อตอนนี้ราคาพุ่งสูงไปที่สี่ร้อยตำลึงแล้ว เขาจึงดีใจแทบน้ำตาไหล หากหักให้หอประมูลไปหนึ่งส่วนและให้โจวเส่าเหวินอีกหนึ่งส่วน นี่ก็ยังได้กำไรอีกมากอยู่ดี!
“ห้าร้อย!”
“เจ็ดร้อย!”
“เจ็ดร้อยตำลึงครั้งที่หนึ่ง! เจ็ดร้อยตำลึงครั้งที่สอง! เจ็ดร้อยตำลึงครั้งที่...” เสียงของพนักงานทำหน้าที่ดำเนินการประมูลเริ่มนับเมื่อไม่มีใครเสนอราคาที่มากกว่านี้อีกแล้ว
“หนึ่งพัน!!”
เมิ่งหว่านสะดุ้งกับเสียงนั้น
หนึ่งพันตำลึง!!
เด็กสาวรีบชะโงกหน้ามองไปด้านล่าง และนางก็ได้พบที่มาของเสียง...

โอ้โห!! จากร้อยสู่สามร้อย จากสามร้อยสู่หนึ่งพัน!
ใครใจป้ำประมูลโสมของน้องไปนะ? ^__^
ใครชอบนิยาย ไม่อยากพลาดตอนใหม่ กดติดตาม+หัวใจ เอาไว้นะคะ

1 คอนเมนต์ = 1 กำลังใจดีๆ ^___^
เชิงอรรถ^กระดาษเกาลี่ เป็นกระดาษที่นิยมมาติดบานหน้าต่างมีต้นกำเนิดจากเกาหลี ^เย่หลานเซียง เป็นหนึ่งในชาอู่หลงเฟิ่งหวง รู้จักกันในอีกนามว่า หว่านยู่เซียง หรือ กลิ่นหอมของหยกในตอนค่ำ เป็นการเปรียบเปรยถึงดอกไม้สีขาว ชื่อนี้ได้มาเพราะกระบวนการเขย่าชาในตอนค่ำ กลิ่นหอมของใบชาจะระเหยออกมา^1 ฉื่อ ราว 30.6 เซนติเมตร