วิถีธุลีชน

    บทที่ 28 เมืองเทียนเหมิน

    ย่ำรุ่ง

    อวี๋เย่ก้าวเดินไปตามทางสายเล็กในป่าลึก

    หลังได้งีบพักสองสามชั่วยาม เรี่ยวแรงก็ฟื้นคืนมาไม่น้อย ทว่าหยาดน้ำค้างยามเช้ากลับทำให้ชุดเต๋าเปียกชื้น ร่างกายที่เคยปราดเปรียวคล่องแคล่วจึงดูติดขัดลงบ้าง

    เวลานี้น่าจะเข้าสู่ช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิแล้ว ทอดสายตามองไปรอบด้าน ขุนเขาทั้งลูกถูกฉาบด้วยสีเขียวขจี ต้นหญ้าแมกไม้ขึ้นหนาทึบ ดอกไม้ป่าเบ่งบานอวดสีสัน ทุกหนแห่งล้วนเต็มไปด้วยชีวิตชีวา

    จำได้ว่าตอนออกจากบ้านครั้งแรกยังเป็นฤดูหนาวอันเหน็บหนาว ทว่าการต้องออกเดินทางสัญจรเพียงลำพังอีกครั้งในยามนี้ กลับรายล้อมไปด้วยทัศนียภาพของวสันตฤดู

    ตัวเขาเองก็ผลัดเปลี่ยนจากพรานป่าธรรมดา กลายมาเป็นผู้ฝึกตนระดับกลั่นปราณขั้นที่ 1

    ส่วนหนทางข้างหน้าจะเป็นเช่นไร ตอนนี้ยังมืดแปดด้าน สิ่งเดียวที่ต้องทำให้สำเร็จ คือการดั้นด้นไปเขาลู่หมิงเพื่อรักษาสัจจะที่ให้ไว้กับเฝิงเหลาชี

    สุดปลายทางเดินแคบๆ คือถนนดินที่มีรอยล้อรถม้าทอดตัวยาว พาดผ่านจากทิศตะวันออกสู่ตะวันตกโดยไม่รู้จุดหมายปลายทาง

    อวี๋เย่หยุดยืนพินิจอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะยกมือเกาหัว แล้วตัดสินใจมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก

    สาวเท้าเดินต่อมาราวสามถึงห้าลี้ กระท่อมมุงจากสองสามหลังก็ปรากฏขึ้นแก่สายตา

    อวี๋เย่เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น

    กระท่อมเหล่านั้นตั้งอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ริมทาง ไร้เงาผู้คนสัญจร จะมีก็เพียงชายชราสวมชุดซอมซ่อนั่งคุดคู้อยู่บนโขดหินหน้าประตู ดวงตาฝ้าฟางหรี่มองอวี๋เย่อย่างพินิจพิเคราะห์

    อวี๋เย่เดินเข้าไปหา ค้อมตัวลงประสานมือถาม "ผู้เฒ่า ท่านพอจะรู้จักเขาลู่หมิงบ้างหรือไม่?"

    "อ้อ... พ่อหนุ่มจะมาซื้อเหล้าเรอะ?"

    ชายชราหูตึงฟังไม่ถนัด จึงเอ่ยตอบไปตามความเข้าใจของตน "ไหละสามตำลึงเงิน เจ้าเข้าไปหยิบเอาเองได้เลย" นิ้วเหี่ยวย่นชี้เข้าไปในบ้าน ซึ่งมีไหเหล้าดินเผาวางซ้อนกันอยู่จริง

    อวี๋เย่ไม่ได้คิดจะซื้อเหล้า และที่สำคัญคือเขาไม่มีเงินติดตัวเลยสักอีแปะ จึงต้องตะโกนย้ำเสียงดังขึ้น "ข้าจะไปเขาลู่หมิง! ขอผู้เฒ่าช่วยชี้ทางให้ข้าหน่อย!"

    "เขาลู่หมิง?"

    คราวนี้ชายชราได้ยินชัดเต็มสองหู แต่กลับทำหน้างุนงง "ที่นี่มันเขตเขาเทียนเหมิน ข้าไม่เคยได้ยินชื่อเขาลู่หมิงอะไรนั่นหรอก"

    จะไปโทษว่าชายชรากบในกะลาก็ไม่ได้ เพราะอวี๋เย่เองก็เพิ่งเคยได้ยินชื่อเขาเทียนเหมินเป็นครั้งแรกเช่นกัน

    ผู้คนมากมายใช้ชีวิตมาทั้งชีวิตโดยไม่เคยเหยียบย่างออกห่างจากบ้านเกิดเกินร้อยลี้ ขณะที่ดินแดนต้าเจ๋อกว้างใหญ่ไพศาล ว่ากันว่าครอบคลุมพื้นที่นับหมื่นลี้ คงไม่มีใครเดินทางไปได้ทั่ว หรือรู้จักชื่อสถานที่ทุกแห่งบนโลกใบนี้

    แต่จะมาถอดใจตอนนี้ไม่ได้ แถวนี้น่าจะมีหมู่บ้านอื่นอยู่อีก เขาคงต้องลองไปถามคนอื่นดู

    อวี๋เย่พยักหน้าขอบคุณชายชรา ก่อนจะสืบเท้าเดินตามถนนดินต่อไป

    เมื่อลัดเลาะผ่านป่าโปร่งมาจนถึงทางแยก ห่างออกไปทางขวามือราวหนึ่งถึงสองลี้มีหมู่บ้านตั้งอยู่ ควันไฟลอยกรุ่นเหนือหลังคา เสียงไก่ขันสุนัขเห่าดังแว่วมาให้ได้ยิน

    ทว่าเบื้องหน้าเขากลับมีรถม้าคันหนึ่งจอดขวางทาง ตัวรถเอียงกะเท่เร่ ชายผู้หนึ่งนั่งยองๆ อยู่กับพื้นพลางสบถด่าอย่างหัวเสีย

    อวี๋เย่เดินเข้าไปดูใกล้ๆ

    รถม้าคันใหญ่บรรทุกไหเหล้ามาจนเต็มคัน อาจเป็นเพราะน้ำหนักที่มากเกินไป ล้อรถฝั่งหนึ่งจึงจมมิดลงไปในหลุมโคลน ต่อให้ม้าจะออกแรงลากหรือคนจะช่วยดึงอย่างไรก็ไม่ขยับเขยื้อน

    เมื่อเห็นต้นสายปลายเหตุ อวี๋เย่จึงเอ่ยปากเสนอตัว "ท่านลุง ให้ข้าช่วยหรือไม่?"

    คนขับรถเป็นชายวัยกลางคน หนวดเคราดกครึ้ม สวมเสื้อผ้าหยาบๆ เปิดอกกว้างอวดแผงอกล่ำสัน ใบหน้าอาบชุ่มด้วยหยาดเหงื่อ

    เขาหันมามองอวี๋เย่ พอเห็นเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่สะพายกระบี่ยาว ก็อดระแวงไม่ได้ "เจ้าเป็นใครกัน?"

    "ข้า..."

    อวี๋เย่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าการแต่งกายชุดเต๋าของตนดูผิดแผกจากชาวบ้านทั่วไป แต่ครั้นจะให้บอกความจริงก็ไม่สะดวกใจนัก จึงอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง "ข้ากำลังเดินทางไปตามหาญาติ บังเอิญผ่านมาทางนี้พอดี"

    ชายคนนั้นเลิกคิ้วมองอย่างคลางแคลงใจ "พกกระบี่คมกริบมาตามหาญาติเนี่ยนะ?"

    "อ้อ... ของชิ้นนี้สหายมอบให้ข้าไว้ป้องกันตัวระหว่างทางเท่านั้น"

    อวี๋เย่กลัวจะเกิดเรื่องเข้าใจผิด จึงรีบปลดกระบี่ยาววางลงบนพื้น ถลกแขนเสื้อแล้วยื่นมือทั้งสองข้างไปจับล้อรถ "ท่านลุง ข้าช่วยดันรถให้"

    "อย่าฝืนแรงเลยไอ้หนู"

    ชายคนนั้นส่ายหน้าอย่างไม่ใส่ใจนัก แต่ก็ยอมเดินไปที่หน้ารถ กระชากบังเหียนม้าแล้วตวาดสั่ง "ฮึ่ย... ย้า!"

    อวี๋เย่เกร็งแขนทั้งสองข้าง รีดเร้นพละกำลังทั้งหมดงัดล้อรถขึ้นมาตรงๆ!

    ม้าอาศัยจังหวะนั้นออกแรงกระชากตัว รถม้าคันใหญ่จึงพุ่งหลุดออกจากหลุมดินได้สำเร็จ

    โครม!

    "เฮ้ย! แรงเยอะชะมัด"

    ชายคนนั้นรั้งรถม้าให้หยุดนิ่งพลางอุทานด้วยความตกตะลึง รถคันนี้รวมน้ำหนักไหเหล้าแล้วหนักอึ้งหลายร้อยจิน ทีแรกเขาถอดใจเตรียมจะกลับไปเกณฑ์คนในหมู่บ้านมาช่วยดึง ไม่นึกเลยว่าแค่พริบตาเดียวไอ้หนูนี่จะงัดมันขึ้นมาได้!

    อวี๋เย่ปัดฝุ่นที่มือทิ้ง แล้วหยิบกระบี่ยาวขึ้นมาสะพาย

    ตั้งแต่เริ่มมีพลังฝึกตน เขาพบว่าพละกำลังทางกายเพิ่มขึ้นมหาศาล แต่การงัดรถม้าหนักอึ้งให้หลุดจากหลุมได้ในรวดเดียวแบบนี้ ก็ทำเอาเขาแอบประหลาดใจตัวเองอยู่เหมือนกัน

    "เอ็งชื่ออะไรล่ะ แล้วจะไปตามหาญาติที่ไหน?" พอปัญหาคลี่คลาย ชายคนนั้นก็อารมณ์ดีขึ้นจนเผยรอยยิ้มกว้าง

    "ข้าชื่ออวี๋เย่"

    อวี๋เย่บอกชื่อไปตามตรง ก่อนจะฉวยโอกาสถาม "ข้าอยากไปเขาลู่หมิง รบกวนท่านลุงช่วยชี้ทางให้หน่อยได้หรือไม่?"

    "เขาลู่หมิง?" ชายคนนั้นขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าตอบอย่างหนักแน่น "ไม่รู้จักหรอก"

    อวี๋เย่ถึงกับไหล่ตกด้วยความผิดหวัง

    ทว่าชายคนนั้นกลับพูดต่อ "แต่ข้ากำลังจะเอาเหล้าไปส่งที่โรงเตี๊ยมในเมืองเทียนเหมิน ที่นั่นมีนักเดินทางสัญจรผ่านไปมาเยอะ เอ็งลองติดรถข้าไปถามไถ่คนที่นั่นดูสิ เผื่อจะได้เบาะแสอะไรบ้าง"

    นัยน์ตาของอวี๋เย่ทอประกายความหวัง รีบพยักหน้าตกลงทันที

    ชายคนนั้นผูกมัดเชือกบนรถให้แน่นหนา เดินสำรวจความเรียบร้อยรอบคัน แล้วกวักมือเรียก "ขึ้นรถมาสิ!"

    รถม้าคันนี้ใช้ม้าเทียมสองตัว ด้านหน้ามีที่ว่างพอให้นั่งเบียดกันได้สองคน

    อวี๋เย่กระโดดขึ้นไปนั่งข้างชายคนขับ พร้อมกล่าวขอบคุณ "ขอบคุณมากท่านลุง!"

    "คนบ้านนอกคอกนาอย่างเราไม่ต้องมากพิธีหรอก เรียกข้าว่าเหลาเซียวก็พอ"

    ชายที่ชื่อเหลาเซียวเป็นคนง่ายๆ สบายๆ เขาชักแส้ออกมาสะบัดหวด

    เพียะ!

    ม้าเทียมรถสะบัดแผงคอ ล้อรถม้าจึงเริ่มบดกลิ้งไปตามถนนดินส่งเสียงดัง กึกๆ

    "แล้วบ้านเอ็งอยู่ที่ไหนล่ะ?" เหลาเซียวชวนคุยเรื่องสัพเพเหระ

    อวี๋เย่จึงคลายความระแวดระวังลง "หมู่บ้านสกุลอวี๋"

    "ออกเดินทางแต่ย่ำรุ่ง ได้กินอะไรมาบ้างหรือยัง? จากตรงนี้ไปเมืองเทียนเหมินยังอีกยี่สิบกว่าลี้ กว่าจะถึงคงเที่ยงวันพอดิบพอดี กินอะไรรองท้องไปก่อนเถอะ เหล้าบนรถก็มีให้ดื่มไม่อั้น"

    เหลาเซียวล้วงหยิบเนื้อแห้งชิ้นหนึ่งยื่นให้อวี๋เย่ ส่วนตัวเองคว้าไหเหล้ามาตบโคลนผนึกฝาไหจนแตก เงยหน้ากรอกสุราลงคอดัง อึกๆ ก่อนจะพ่นลมหายใจคละคลุ้งกลิ่นสุราออกมาอย่างสะใจ

    "วิชาต้มเหล้าของข้าสืบทอดมาจากพ่อ เหล้าธัญพืชสูตรบ้านข้าน่ะเลื่องชื่อไปทั่วสารทิศ ตอนนี้แกแก่ชราแล้ว ข้าเลยต้องมารับช่วงดูแลกิจการต่อ"

    "อืม... เมื่อครู่ข้าเพิ่งเจอผู้เฒ่าขี้หูตึงนั่งขายเหล้าอยู่คนหนึ่ง"

    "ฮ่าๆ! นั่นแหละพ่อข้าเอง แกมานั่งขายเหล้าริมทางแก้เบื่อไปวันๆ นั่นแหละ มา... ดื่มเหล้าสิ!"

    แม้อวี๋เย่จะหิวโซ แต่ก็ไม่อยากรับของใครมาฟรีๆ เขาก้มมองเนื้อแห้งในมืออย่างลำบากใจ ทว่าเหลาเซียวกลับยัดเยียดไหเหล้าส่งมาให้อีก

    "ข้าไม่มีเงินหรอกนะ... แล้วข้าก็ไม่ดื่มเหล้าด้วย"

    "เอ็งอุตส่าห์ช่วยข้าเข็นรถ ข้าก็ต้องตอบแทนสิวะ! เกิดเป็นลูกผู้ชายจะไม่ดื่มเหล้าได้ยังไง หรือว่าเอ็งรังเกียจข้า รังเกียจเหล้าธัญพืชของข้ากันแน่?"

    เหลาเซียวเป็นคนโผงผางตรงไปตรงมา

    อวี๋เย่จึงจำใจรับไหเหล้ามาจิบเพียงอึกเล็กๆ ทว่าความเผ็ดร้อนกลับแผดเผาตั้งแต่ปลายลิ้นลามไปถึงลำคอ จนเขาต้องรีบอ้าปากซี๊ดปากพ่นลมหายใจออกมาราวกับคนสำลัก ดูทุลักทุเลสิ้นดี

    เหลาเซียวเห็นภาพนั้นก็ระเบิดเสียงหัวเราะลั่น ก่อนจะดึงไหเหล้ากลับไปกระดกต่ออย่างเมามัน

    อวี๋เย่ทำได้เพียงยิ้มเจื่อนพลางส่ายหน้า

    การดื่มสุราคลายหนาวถือเป็นเรื่องปกติของพรานป่า ตอนเด็กๆ เขาเคยถูกท่านพ่อหลอกให้จิบเหล้าแรงๆ รสชาติเผ็ดร้อน ขมปร่า และความรู้สึกแผดเผาในลำคอยังคงฝังใจมาจนถึงทุกวันนี้

    หรืออาจเป็นเพราะเขายังเติบโตไม่เต็มวัย จึงยังเข้าไม่ถึงรสชาติอันสุนทรีย์ของน้ำจัณฑ์

    กระนั้น สุราเพียงอึกเดียว กลับร่นระยะห่างของคนแปลกหน้าสองคนให้สนิทสนมกันได้อย่างรวดเร็ว

    เหลาเซียวไม่เพียงแต่โผงผาง แต่ยังช่างจ้อเป็นที่สุด เขาบังคับรถม้าไปพลาง พล่ามเรื่องสูตรต้มเหล้าและความสนิทชิดเชื้อระหว่างเขากับหลงจู๊โรงเตี๊ยมในเมืองเทียนเหมินไปตลอดทาง

    อวี๋เย่เลิกเกรงใจ เขายัดเนื้อแห้งลงท้องจนหมดเกลี้ยง จากนั้นก็นั่งกอดกระบี่ไว้แนบอก ดื่มด่ำกับทัศนียภาพสองข้างทาง

    เสียงหัวเราะร่าของเหลาเซียว เสียงฝีเท้าม้าย่ำโคลน และเสียงล้อรถไม้บดถนน ดังผสานกันไปตลอดเส้นทาง...

    ล่วงเข้ายามอู่

    รถม้าก็เคลื่อนตัวเข้าสู่เมืองเทียนเหมิน

    เรือนไม้ราวหนึ่งร้อยหลังคาเรือน ถนนสายหลักเพียงเส้นเดียวที่พาดผ่านจากตะวันออกจรดตะวันตก และร้านรวงอีกสิบกว่าแห่ง คือภาพรวมทั้งหมดของเมืองเล็กๆ แห่งนี้

    แต่ถึงกระนั้น ที่นี่ก็ยังดูพลุกพล่านและคึกคักกว่าเมืองหลิงเจียวอยู่ไม่น้อย

    เหลาเซียวบังคับรถม้าไปเทียบจอดที่หัวถนนฝั่งตะวันออก เพื่อขนไหเหล้าสิบกว่าไหส่งให้ร้านเหล้าสองแห่ง จากนั้นจึงวกกลับมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก ก่อนจะหยุดจอดหน้าอาคารที่มีธงผ้าปักคำว่า 'โรงเตี๊ยมเทียนเหมิน' โบกสะบัดอยู่

    นี่คือโรงเตี๊ยมเพียงแห่งเดียวของเมือง ด้านหน้าที่ติดถนนถูกแบ่งเป็นสามคูหาสำหรับเปิดเป็นร้านเหล้าและโถงรับรอง ส่วนประตูเล็กด้านข้างคือทางเชื่อมทะลุไปยังลานหลังบ้าน ซึ่งดัดแปลงเป็นคอกม้าและห้องพักแขก

    หลงจู๊และเด็กรับใช้รีบวิ่งกุลีกุจอออกมาช่วยขนไหเหล้าจากรถม้าเข้าไปด้านใน

    อวี๋เย่ไม่ได้นิ่งดูดาย เขาถลกแขนเสื้อเข้าไปช่วยยกของวิ่งวุ่นอยู่พักใหญ่

    หลงจู๊ผู้นี้อายุราวสี่สิบห้าสิบปี ผู้คนมักเรียกขานเขาว่าหลงจู๊เจี่ย เขากับเหลาเซียวสนิทสนมกันประหนึ่งพี่น้องคลานตามกันมา จึงสั่งให้คนจัดเตรียมอาหารมื้อเที่ยงชุดใหญ่รับรองทั้งคู่

    หลังอิ่มหนำสำราญ เหลาเซียวที่ต้องรีบตีรถกลับบ้าน ได้ฝากฝังให้หลงจู๊เจี่ยช่วยดูแลอวี๋เย่สักสองวัน ก่อนจะบังคับรถม้าออกจากเมืองไป

    ด้วยเห็นแก่หน้าเหลาเซียว หลงจู๊เจี่ยจึงสั่งเด็กรับใช้ให้เปิดห้องพักให้อวี๋เย่หนึ่งห้องถ้วน

    ณ ลานด้านหลังโรงเตี๊ยม

    อวี๋เย่ยืนอยู่หน้าประตูห้องพัก พลางกวาดสายตาสำรวจรอบๆ

    สิ่งที่เรียกว่าห้องพัก แท้จริงแล้วก็แค่ห้องหินแคบๆ ธรรมดา ภายในมีเพียงแคร่ไม้ปูฟูกเก่าๆ และโต๊ะไม้สี่เหลี่ยมอีกหนึ่งตัว

    ฝั่งขวามือมีห้องพักลักษณะเดียวกันเรียงรายอยู่อีกหกห้อง มีแขกเข้าพักอยู่ราวสี่ถึงห้าคน ปะปนกันไปทั้งคนแก่ ผู้หญิง และเด็กวัยรุ่น หากสุ่มเดินเข้าไปถามทาง ก็ไม่รู้ว่าจะมีใครรู้จักเขาลู่หมิงหรือไม่

    ฝั่งซ้ายมือก่อกำแพงเตี้ยๆ แบ่งโซนเป็นคอกม้าและห้องน้ำ ถัดไปใกล้กับประตูรั้วคือห้องครัวและบ่อน้ำบาดาล

    เด็กรับใช้คนหนึ่งกำลังง่วนอยู่กับการผ่าฟืน ส่วนหญิงวัยกลางคนกำลังขัดล้างเครื่องครัวอยู่ริมบ่อ ร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่หลายต้นแผ่กิ่งก้านสาขาบดบังแสงแดดจัดจ้า ช่วยให้ลานกว้างแห่งนี้ร่มรื่นเย็นสบาย

    อวี๋เย่หันกลับไปมองกระบี่ยาวที่วางทิ้งไว้บนแคร่ไม้ เขาปัดบานประตูให้ปิดลง แล้วเดินตรงดิ่งไปหาเด็กรับใช้ที่กำลังสับฟืน

    "เฉียงจื่อ เจ้าไปพักสักหน่อยเถอะ เดี๋ยวข้าช่วยผ่าฟืนให้เอง"

    เด็กรับใช้ผู้นี้มีนามว่าเฉียงจื่อ เป็นวัยรุ่นอายุราวสิบหกสิบเจ็ดปี เขายกแขนเสื้อปาดเหงื่อบนหน้าผากพลางฉีกยิ้มกว้าง "ที่ไหนเขามีแขกมาช่วยผ่าฟืนกันเล่า!"

    ทว่าอวี๋เย่ไม่ฟังคำทัดทาน เขาดึงขวานผ่าฟืนมาจากมืออีกฝ่าย ถลกแขนเสื้อขึ้นให้ทะมัดทะแมง แล้วหยิบท่อนไม้มาตั้งบนขอนรองสับ

    เฉียงจื่อทำตัวไม่ถูก หันไปขอความช่วยเหลือ "อู๋เสิ่น ท่านดูสิ..."

    อู๋เสิ่นคือหญิงวัยสี่สิบกว่าที่กำลังนั่งยองๆ ขัดล้างข้าวของอยู่ริมบ่อน้ำ นางเอ่ยตอบโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามอง "เขาเป็นแขกที่เหลาเซียวฝากฝังมา อยากทำอะไรก็ปล่อยเขาทำไปเถอะ ส่วนเอ็งน่ะอย่าคิดจะอู้งาน ไปขัดหม้อแล้วกวาดพื้นซะไป!"

    เฉียงจื่อพยักหน้ารับคำหงึกหงัก ก่อนจะวิ่งปรู๊ดหายเข้าไปในครัว

    ปัง! ปัง!

    อวี๋เย่เงื้อขวานสับจามลงมา ท่อนไม้หนาก็แตกกระจายออกเป็นสี่ซีกอย่างง่ายดาย เขาคว้าท่อนไม้ชิ้นต่อไปมาตั้งแล้วลงมือสับต่ออย่างไม่หยุดพัก

    การได้กินอยู่หลับนอนฟรีๆ ในโรงเตี๊ยมรังแต่จะทำให้เขารู้สึกตะขิดตะขวงใจ การลงแรงช่วยผ่าฟืนจึงถือเป็นการตอบแทนน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ

    เพียงชั่วจิบชา ท่อนไม้ที่กองพะเนินก็ถูกผ่าจนหมดเกลี้ยง เขาจัดเรียงกองฟืนเข้าที่อย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะร้องเรียกอู๋เสิ่นเพื่อขอตักน้ำในบ่อขึ้นมาดื่มดับกระหายสองสามอึก และกวักน้ำล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น

    ในจังหวะนั้นเอง ขบวนรถม้ากลุ่มหนึ่งก็เคลื่อนขบวนเข้ามาในลานหลังโรงเตี๊ยม

    ผู้มาเยือนมีทั้งหมดห้าคน ควบม้าสี่ตัว และลากจูงรถม้าคันเขื่องมาอีกหนึ่งคัน

    เฉียงจื่อรีบทิ้งไม้กวาดวิ่งออกไปต้อนรับ

    ชายฉกรรจ์ร่างกำยำ หน้าตาถมึงทึงหนวดเคราดกครึ้ม กระโดดลงจากหลังม้าพลางตวาดสั่งเสียงเหี้ยม

    "ไอ้หนู! เปิดห้องพักให้ข้าสามห้อง เตรียมเหล้าแรงๆ มาสองไหกับเนื้ออีกสิบจิน! พวกข้าจะค้างที่นี่สักคืน พรุ่งนี้รุ่งสางต้องรีบเดินทางต่อ"

    เฉียงจื่อที่กำลังง่วนอยู่กับการผูกเชือกม้า รีบหันมายิ้มประจบเอาใจ "นายท่านโปรดอภัย ตอนนี้ทางเราเหลือห้องว่างเพียงแค่สองห้องเท่านั้นขอรับ"

    ชายฉกรรจ์ล้วงก้อนเงินตำลึงปาใส่หน้าเด็กหนุ่มอย่างแรง ก่อนจะแผดเสียงลั่น "ข้าบอกว่าต้องการสามห้อง! หูหนวกหรือไงวะ!"

    เฉียงจื่อลนลานตะครุบก้อนเงินไว้หน้าตาตื่น "ตะ... แต่มันไม่มีห้องว่างแล้วจริงๆ ขอรับ..."

    ชายฉกรรจ์ถลึงตาตาขวาง เตรียมจะชักดาบอาละวาด

    พรรคพวกที่เหลือต่างพากันก้าวอาดๆ ตามมาสมทบ แต่ละคนล้วนพกพาดาบและกระบี่ ท่าทางคุกคามดุดัน แผ่กลิ่นอายอันตรายออกมาอย่างชัดเจน

    อู๋เสิ่นเห็นท่าไม่ดี รีบทิ้งกะละมังล้างจานแล้ววิ่งหลบฉากเข้าครัวไปทันที

    แขกเหรื่อคนอื่นๆ ที่พักอยู่ในลานต่างพากันถอยกรูออกห่างด้วยความหวาดกลัว

    อวี๋เย่ที่เพิ่งล้างหน้าเสร็จสะบัดหยดน้ำออกจากมือ เขาปรายตามองกลุ่มคนพวกนั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากขึ้น

    "เฉียงจื่อ ยกห้องของข้าให้นายท่านเหล่านี้เถอะ"

    เฉียงจื่ออึกอัก "แต่แบบนั้นเกรงว่าจะไม่เหมาะ..."

    "ข้าปูเสื่อนอนพื้นในห้องครัวก็ได้ ไม่เป็นไร" อวี๋เย่ตัดบท พลางหันไปพยักหน้าให้กลุ่มชายฉกรรจ์ "รบกวนพวกท่านรอสักประเดี๋ยว ข้าขอไปเก็บของก่อน"

    ว่าแล้วเขาก็หมุนตัวเดินตรงไปยังห้องพัก เพื่อกลับไปหยิบกระบี่ยาวที่ทิ้งไว้

    การยอมถอยหลีกทางให้ผู้อื่น ย่อมเป็นการปัดเป่าความวุ่นวายให้พ้นตัว อีกทั้งยังช่วยให้โรงเตี๊ยมไม่พลาดรายได้ก้อนโต มีเหตุผลอันใดที่เขาจะต้องขัดขวาง

    ชายฉกรรจ์ร่างบึกบึนหรี่ตามองประเมินอวี๋เย่ตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะลอบส่งสัญญาณให้พรรคพวก

    เมื่ออวี๋เย่ผลักประตูห้องเข้าไปหยิบกระบี่และเดินกลับออกมา เขาก็พบว่าชายฉกรรจ์กับพวกได้มายืนดักรออยู่หน้าประตูเสียแล้ว

    ชายหน้าเหี้ยมผู้นั้นประสานมือคารวะ ท่าทีเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ

    "น้องชาย เจ้าเป็นคนของสำนักเซียนงั้นรึ?"

    นิยายแนะนำ

     [ระบบ]บางทีที่นิยายมันบ้งอาจไม่ใช่เพราะเนื้อหาแต่เป็นปัญหาของนิสัยตัวละคร

    [ระบบ]บางทีที่นิยายมันบ้งอาจไม่ใช่เพราะเนื้อหาแต่เป็นปัญหาของนิสัยตัวละคร

    นิยาย Y (Yaoi)
    416 2
    เกิดมาทั้งทีทำไมต้องเป็นนางร้ายด้วยเนี่ย

    เกิดมาทั้งทีทำไมต้องเป็นนางร้ายด้วยเนี่ย

    นิยาย แฟนตาซี
    587 7
    เรื่องสั้นเสียว...ตอนเดียวจบ

    เรื่องสั้นเสียว...ตอนเดียวจบ

    นิยาย เรื่องสั้น
    854K 197
    ท่านอาจารย์อย่ารบกวนข้าเลย 师父,别打扰我。

    ท่านอาจารย์อย่ารบกวนข้าเลย 师父,别打扰我。

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2K 39
    [จบ] ทะลุมิติชาตินี้ ฉันขอใช้ชีวิตในชนบทอย่างสุขสำราญยุค 70 by ไหหม่า

    [จบ] ทะลุมิติชาตินี้ ฉันขอใช้ชีวิตในชนบทอย่างสุขสำราญยุค 70 by ไหหม่า

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    66K 705
    2 under the moon มนุษย์หมาป่าคลั่งรัก

    2 under the moon มนุษย์หมาป่าคลั่งรัก

    นิยาย แฟนตาซี
    2K 6
    พญาหงส์คืนชีพ

    พญาหงส์คืนชีพ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    7K 34
    เกิดใหม่รอบนี้ ผมขอเทพหน่อยล่ะกัน

    เกิดใหม่รอบนี้ ผมขอเทพหน่อยล่ะกัน

    นิยาย แฟนตาซี
    872 5
    ดาราสาว พราวสวาท

    ดาราสาว พราวสวาท

    นิยาย อีโรติก
    4K 28
    เลขา ผอ.มาเฟีย

    เลขา ผอ.มาเฟีย

    นิยาย อีโรติก
    469 27