ในขณะที่ความตึงเครียดกำลังปกคลุมห้องโถงเสียงฝีเท้าที่เร่งร้อนก็ดังเข้ามาใกล้ องค์รักษ์เว่ย องค์รักษ์ข้างกายของอี้เฟยหลงวิ่งเข้ามายังห้องโถงด้วยอาการหอบเหนื่อย ใบหน้าซีดเผือดเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อที่ไหลอาบ
เขาหยุดลงเบื้องหน้าบุรุษทั้งสามก้มตัวลงคำนับอย่างรวดเร็ว แม้จะเหนื่อยล้าเพียงใดก็ยังคงรักษาความสำรวม
"ทูลฝ่าบาท! ท่านอ๋อง!พะยะค่ะ!" องครักษ์เว่ยกล่าวเสียงดังฟังชัด แม้จะมีอาการหอบ"กระหม่อม... ได้พบรถม้าขอรับ! อยู่ที่ตรอก... ตรอกเหมันต์... ห่างจากร้านหมูหันไปทางตลาดทิศ ตะวันตก พะยะค่ะ!"
ดวงตาของบุรุษทั้งสามเบิกกว้างขึ้นทันทีความหวังจุดประกายขึ้นท่ามกลางความมืดมิด
"สภาพของรถม้าเป็นอย่างไร?"อี้หานเฟิงถามเสียงกร้าว ความหวังและความหวั่นใจปะปนกัน
"พะยะค่ะ... สภาพพังยับขอรับ เหมือนมีการต่อสู้เกิดขึ้นภายในรถม้า!"องครักษ์เว่ยรายงานต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด"กระหม่อมเร่งให้คนติดตามหาระแวก นั้นอย่างละเอียดแล้วขอรับ!"
ราวกับถูกสายฟ้าฟาดซ้ำ! คำว่า "พังยับ" และ "มีการต่อสู้" ทำให้หัวใจของอี้จงเหวินอี้หานเฟิง และอี้เฟยหลง ดิ่งวูบลงไปอีกครั้งมันยืนยันว่าสิ่งที่พวกเขาหวั่นกลัวได้เกิดขึ้นแล้วจริงๆ
คนทั้งสามไม่รอช้าเมื่อได้ยินข่าวก็รีบวิ่งออกไปขึ้นม้าที่เตรียมไว้นอกจวนทันที ไม่มีใครสนใจยศถาบรรดาศักดิ์หรือมารยาทใดๆ ในยามนี้มีเพียงความมุ่งมั่นที่จะตามหาฮวาเสี่ยวซีและเจ้าอ้วนน้อยให้พบ
"ฝ่าบาท!โปรดรออยู่ที่จวนเถิดพะยะค่ะ! สถานการณ์ยังไม่แน่นอนการที่พระองค์เสด็จออกไปด้วยพระองค์เองอาจเป็นอันตรายได้พะยะค่ะ!"อี้หานเฟิงพยายามยับยั้งฮ่องเต้ด้วยความเป็นห่วงในความปลอดภัยของพระองค์
แต่ฮ่องเต้อี้จงเหวินกลับขัดขืนเขาหันมามองเสด็จอาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความมุ่งมั่นที่มิอาจห้ามได้"ไม่ได้! ข้าจะรออยู่เฉยได้อย่างไร! ฮวาเสี่ยวซี... นางคือหญิงที่ข้ารัก...และนางก็เป็นที่รักของพวกเจ้าทั้งสองคนด้วยเช่นกัน! ไม่ว่าอันตรายใดๆจะรออยู่ข้างหน้า ข้าก็จะต้องตามหานางด้วยตัวเอง!"
ประโยคนั้นทำให้ทั้งอี้หานเฟิงและอี้เฟยหลงเงียบลงพวกเขารู้ดีว่าความรู้สึกของฮ่องเต้ที่มีต่อฮวาเสี่ยวซีนั้นลึกซึ้งเพียงใดและในฐานะบุรุษที่ต่างก็รักและห่วงใยสตรีผู้นี้พวกเขาเข้าใจในความรู้สึกร้อนรนของกันและกันเป็นอย่างดี
สุดท้าย อี้หานเฟิงก็จำต้องยอมล่าถอยการห้ามฮ่องเต้ในยามนี้คงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ทั้งสามบุรุษผู้ยิ่งใหญ่จึงทะยานควบม้าออกไปในความมืดมิดมุ่งหน้าสู่ตรอกเหมันต์พร้อมกับความหวังอันริบหรี่
อี้หานเฟิง อี้จงเหวิน และอี้เฟยหลงควบม้ามาถึงตรอกเหมันต์ในเวลาอันรวดเร็ว ท่ามกลางความมืดสลัวยามใกล้รุ่งพวกเขาพบรถม้าสภาพพังยับเยินอย่างที่องครักษ์เว่ยรายงานจริงดังคาดซากรถที่กระจัดกระจายบ่งบอกถึงการต่อสู้ที่ดุเดือด
"ค้นหาให้ทั่ว! ทุกซอกทุกมุม!ห้ามพลาดแม้แต่รอยเท้าเดียว!"อี้หานเฟิงสั่งการองครักษ์ที่ติดตามมาด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดแววตาคมกริบกวาดมองไปทั่วบริเวณอย่างละเอียด
ฮ่องเต้อี้จงเหวินและอี้เฟยหลงก็เร่งให้องครักษ์และทหารประจำเมืองที่เพิ่งมาถึงเข้าเฝ้าให้รีบออกค้นหาโดยรอบอย่างเร่งด่วนที่สุด "ทำอย่างลับๆอย่าให้ชาวเมืองแตกตื่น!" ฮ่องเต้ตรัสเสียงเบา แต่หนักแน่นแสดงถึงพระปรีชาสามารถในการควบคุมสถานการณ์ แม้พระทัยจะร้อนรุ่มเพียงใด
ทั้งสามบุรุษเดินตามหลังองครักษ์และทหารไปอย่างกระชั้นชิดสายตาจับจ้องไปที่พื้นดินและสิ่งรอบข้างเพื่อหาเบาะแสใดๆ ที่อาจหลงเหลืออยู่พวกเขาเดินลึกเข้าไปในตรอกซอยที่มืดมิดและเงียบสงัด บางหลังมีสุนัขเห่าหอนเสียงดังทำให้ชาวบ้านบางคนด้วยความสนใจจึงได้ยื่นหน้าออกมาดูองครักษ์รีบกันชาวบ้านเหล่านั้นให้กลับเข้าไปในบ้านทันทีเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายและรักษาความลับของการค้นหา
พวกเขาเดินมาไกลจากจุดที่พบรถม้าผ่านบ้านเรือนที่หลับใหล จนมาถึงเส้นทางแยกสายหนึ่งตรงข้างกำแพงบ้านหลังหนึ่งที่มืดมิดและรกร้าง สายตาของอี้หานเฟิงพลันสะดุดเข้ากับเงาร่างเล็กๆที่กำลังพยายามทำอะไรบางอย่างอยู่ตรงมุมกำแพง
เงาร่างนั้นซุกตัวอยู่ในมุมมืดที่แทบจะมองไม่เห็นหากไม่สังเกตให้ดีก็คงพลาดไปแล้ว
"นั่นอะไรน่ะ?" อี้หานเฟิงเอ่ยขึ้นเบาๆ พลางเร่งฝีเท้าเข้าไปใกล้
เมื่อเข้าไปใกล้ขึ้นแสงจันทร์ที่เริ่มสาดส่องลงมาเล็กน้อยก็เผยให้เห็นร่างของเด็กน้อยคนหนึ่ง เจ้าอ้วนน้อย!เขากำลังซุกตัวอยู่ในมุมลับๆ พยายามใช้มือเล็กๆของเขาขุดคุ้ยบางสิ่งบางอย่างบนพื้นดินที่เต็มไปด้วยเศษหินและฝุ่นผงใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาและสิ่งสกปรก แต่ดวงตาคู่เล็กๆนั้นยังคงเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสับสน
ภาพนั้นทำให้หัวใจของอี้หานเฟิงอี้จงเหวิน และอี้เฟยหลง กระตุกวูบ! ความโล่งใจถาโถมเข้ามาพร้อมกับความตกใจระคนกันเจ้าอ้วนน้อยปลอดภัย!
อี้หานเฟิงไม่รอช้ารีบก้าวเข้าไปใกล้บุตรชายด้วยฝีเท้าอันรวดเร็วราวกับกลัวว่าภาพที่เห็นจะเป็นเพียงภาพลวงตาอี้เฟยหลงและฮ่องเต้อี้จงเหวินตามเข้าไปติดๆใบหน้าของทั้งสองเต็มไปด้วยความโล่งใจและความห่วงใย
"เจ้าอ้วนน้อย!"อี้หานเฟิงเอ่ยเรียกเสียงแผ่ว พลางทรุดตัวลงคุกเข่าตรงหน้าบุตรชาย
เจ้าอ้วนน้อยที่กำลังง่วนอยู่กับการขุดคุ้ยบางสิ่งบางอย่างบนพื้นดินเมื่อได้ยินเสียงเรียกที่คุ้นเคยก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่เล็กๆเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นใบหน้าของบิดาที่เต็มไปด้วยความกังวลน้ำตาที่เคยแห้งเหือดไปแล้วพลันไหลทะลักออกมาอีกครั้ง
"ปะ..ป๊า!"เจ้าอ้วนน้อยเปล่งเสียงเรียกอย่างสุดกำลังพลางพุ่งตัวเข้าสู่อ้อมกอดของบิดาอย่างไม่ลังเล ร่างกายเล็กๆสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวและหนาวเย็น อี้หานเฟิงกอดบุตรชายแน่นราวกับจะหลอมรวมร่างเล็กๆ นี้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตนเอง
"เจ้าปลอดภัยแล้วลูกชาย...ไม่ต้องกลัวนะ" อี้หานเฟิงปลอบโยน พลางลูบหลังบุตรชายเบาๆด้วยความรักทั้งหมดที่มี
อี้เฟยหลงและฮ่องเต้อี้จงเหวินมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกหลากหลายทั้งโล่งใจที่เจ้าอ้วนน้อยปลอดภัยและเจ็บปวดที่เห็นเด็กน้อยต้องเผชิญกับความหวาดกลัวเช่นนี้
เมื่อความตื่นเต้นแรกผ่านพ้นไปอี้หานเฟิงก็คลายอ้อมกอดเล็กน้อย พลางประคองใบหน้าเปรอะเปื้อนของบุตรชายขึ้นมามอง"เจ้าอ้วนน้อย... เจ้าทำอะไรอยู่ตรงนี้? แล้วแม่ของเจ้าล่ะ?"
เจ้าอ้วนน้อยสะอื้นฮักพยายามชี้มือเล็กๆ ไปที่พื้นดินตรงหน้าเขา "แมะ... แมะ... นิ... หาย..."
สายตาของบุรุษทั้งสามจับจ้องไปยังจุดที่เจ้าอ้วนน้อยชี้เมื่อมองลงไป พวกเขาก็พบว่าสิ่งที่เจ้าอ้วนน้อยกำลังพยายามทำคือการขุดดิน เพื่อจะฝังปิ่นปักผมอันหนึ่ง ซึ่งเป็นปิ่นปักผมที่ ฮวาเสี่ยวซีมักจะใช้เป็นประจำ!ปิ่นนั้นมีรอยร้าวเล็กน้อย และมีเศษผ้าสีเขียวเข้มติดอยู่เล็กน้อย
"นี่มัน... ปิ่นของเสี่ยวซี!"ฮ่องเต้อี้จงเหวินอุทานด้วยความตกใจ พลางรีบหยิบปิ่นขึ้นมาพิจารณา
เจ้าอ้วนน้อยพยักหน้าหงึกหงักพลางชี้ไปที่เศษผ้าสีเขียวเข้มที่ติดอยู่กับปิ่น "แมะ...ดำ.."
คำว่า "คน... ดำ..."ของเจ้าอ้วนน้อยทำให้บุรุษทั้งสามเข้าใจได้ทันทีว่าฮวาเสี่ยวซีถูกลักพาตัวไปโดยกลุ่มชายฉกรรจ์ชุดดำและปิ่นนี้คงจะหล่นลงมาในระหว่างการต่อสู้หรือการลักพาตัว
"เจ้าอ้วนน้อย...เจ้าจำได้ไหมว่าพวกเขาไปทางไหน?" อี้หานเฟิงถามด้วยความหวังอันริบหรี่เขาไม่แน่ใจว่าเด็กวัยแค่นี้จะสามารถให้ข้อมูลได้มากน้อยแค่ไหน
เจ้าอ้วนน้อยยังคงสะอื้นอยู่บ้างแต่ก็พยายามรวบรวมสติ เขาชี้มือเล็กๆ ไปยังทิศทางหนึ่งอย่างมั่วๆเป็นตรอกแคบ ๆที่ไม่ค่อยมีคนสัญจร "ไป... ทาง... เร็ว... เร็ว..."