ในวินาทีถัดมา สีหน้าของเหวินซานก็บิดเบี้ยวด้วยความเ็ป
แคก!
เขากระอักโลหิตคำโตออกมาสด ๆ เปลวเพลิงดุร้ายสายหนึ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่ภายในหินดำจู่ ๆ ก็พยายามดิ้นรนพุ่งทะยานออกมาอย่างบ้าคลั่ง มันไหลทะลักเข้าโจมตีเส้นชีพจรทั่วร่างของเขาอย่างรุนแรง ราวกับจะแผดเผาร่างกายของเขาให้มอดไหม้เป็จุลจากภายใน
เซิ่งหลินััได้ถึงกลิ่นอายความร้อนระอุของเปลวเพลิงที่กำลังแผ่ซ่าน หัวใจของนางก็พลันหล่นวูบด้วยความตื่นตระหนก นางกลัวว่ากลิ่นอายรุนแรงของเพลิงประหลาดนี้จะลอยฟุ้งออกไปจนทำให้พวกคนจากลัทธิประตู์ที่กำลังไล่ล่าตามแกะรอยกลิ่นอายพลังเจอ
ด้วยความร้อนรนนางจึงฝืนกัดฟันอดทนต่อความเ็ปจากาแทั่วร่าง หญิงสาวจึงฝืนกัดฟันอดทนต่อความเ็ปจากาแฉกรรจ์ที่ประทับอยู่ทั่วร่าง มือเรียวสั่นเทาควานหาเข้าไปในชายเสื้อ ก่อนจะสะบัดเรียกธงปักค่ายกลสีดำสนิทออกมาหนึ่งเล่ม
นางใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายปักธงเล่มนั้นลงกลางพื้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเร่งโคจรพลังิญญาวาดมือประสาน “ค่ายกลปกปิดิญญา” ขึ้นอย่างเร่งรีบ ม่านแสงสีดำจาง ๆ แผ่ขยายออกปกคลุมรอบบริเวณทันที ช่วยกลบเกลื่อนกลิ่นอายอันร้อนแรงของเปลวเพลิงและพลังิญญาทั้งหมดให้อยู่ภายใน ไม่ให้รั่วไหลออกไปดึงดูดสายตาของใครได้อีก
เพื่อความปลอดภัย เซิ่งหลินยังฝืนพลังเฮือกสุดท้ายใช้พลังยกก้อนหินขนาดมหึมาหลายก้อนขึ้นมาปิดทับปากโพรงหินใต้หน้าผานั้นเอาไว้จนมิดชิด อำพรางร่องรอยทางเข้าออกเสียจนกลืนไปกับธรรมชาติราวกับไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้น
เมื่อค่ายกลถูกจัดเตรียมจนสมบูรณ์แล้ว ร่างกายที่ฝืนขีดจำกัดจนเกินทานทนของเซิ่งหลินก็ทรุดฮวบหมดสติล้มลงบนพื้น
เหวินซานเห็นดังนั้นจึงรีบสะกดกลั้นความเ็ปจากพิษเพลิงที่ยังคงพลุ่งพล่านในร่าง ขัดสมาธิโคจรพลังิญญากดข่มเมล็ดเพลิงอัคคีเอาไว้อย่างสุดชีวิต
เหงื่อเย็นไหลอาบทั่วร่างของเหวินซานในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ เสื้อผ้าทั้งชุดเปียกชุ่มราวกับถูกสาดด้วยน้ำ พลังเพลิงภายในตันเถียนยังคงปะทุเป็ระลอก คล้ายอสูรร้ายที่พยายามดิ้นหลุดจากพันธนาการของหินสีดำ
ทุกครั้งที่เขาโคจรพลังิญญาเข้าไปกดข่ม เมล็ดเพลิงกลับตอบโต้ด้วยเปลวเพลิงอันรุนแรง เส้นิญญาทั่วร่างปวดแสบปวดร้อนราวกับถูกเหล็กหลอมแดงเผาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความเ็ปแล่นไปถึงกระดูกและไขกระดูก จนร่างทั้งร่างสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้
ครืน…
พลังิญญากับเพลิงอัคคีปะทะกันครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่มีฝ่ายใดยอมถอย เปลวเพลิงพยายามทะลวงออกจากการควบคุม ส่วนพลังิญญาของเหวินซานก็คอยโอบล้อมและผลักมันกลับเข้าไปในหินสีดำอย่างสุดกำลัง
โลหิตไหลซึมออกจากมุมปากของเขาอีกครั้ง ลมหายใจถี่กระชั้น ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเื หลายต่อหลายครั้งจิตสำนึกแทบดับวูบ แต่เขายังคงกัดฟันฝืนประคองการโคจรพลังไว้ ไม่ยอมปล่อยให้เมล็ดเพลิงหลุดพ้นแม้เพียงชั่วอึดใจ
เวลาค่อย ๆ ผ่านไปอย่างเชื่องช้า ราวกับทุกหนึ่งลมหายใจยาวนานนับชั่วยาม กระทั่งเปลวเพลิงเริ่มอ่อนกำลังลงทีละน้อย การดิ้นรนของมันลดความรุนแรงลง ส่วนพลังิญญาของเหวินซานก็ค่อย ๆ ยึดครองความได้เปรียบกลับคืนมา ผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่รู้ จนกระทั่งกระแสความร้อนในร่างเริ่มสงบลงและเข้าสู่ภาวะคงที่
เขาลืมตาขึ้นอย่างอ่อนล้า รีบพุ่งเข้าไปประคองร่างของเซิ่งหลินที่นอนหมดสติอยู่ไม่ไกล ก่อนจะพลิกฝ่ามือเรียกขวดโอสถฟื้นฟูิญญาที่เก็บไว้ในมิติออกมา
เด็กหนุ่มประคองร่างนางขึ้นเล็กน้อย แล้วป้อนโอสถเข้าปากของเซิ่งหลิน เพื่อช่วยรักษาเส้นิญญาที่บอบช้ำของนางทันที
เขาเอื้อมมือไปแตะชีพจรของนางเบาๆ ก่อนจะพึมพำว่า "ชีพจรเริ่มมั่นคงแล้ว... แต่อย่างน้อยคงต้องพักฟื้นอีกหลายวัน"
เหวินซานมองไปที่ขวดโอสถที่วางอยู่ข้างตัว แต่ละขวดล้วนว่างเปล่า "โอสถหมดเร็วกว่าที่คิด" เด็กหนุ่มส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนนั่งขัดสมาธิ
ถึงจะไม่มีโอสถเหลือ แต่อย่างน้อยพลังิญญาที่ฟื้นกลับมาบางส่วน ก็เพียงพอให้โคจรวิชาได้ เด็กหนุ่มหลับตาลง เริ่มโคจรพลังิญญาในร่าง เขารู้สึกว่าการไหลเวียนของพลังิญญาแตกต่างจากเดิม พลังิญญารอบโพรงหิน ราวกับถูกบางสิ่งดึงดูด ค่อย ๆ หลั่งไหลเข้าสู่ร่างของเขาอย่างต่อเนื่อง
"เอ๊ะ..." เหวินซานขมวดคิ้ว ความเร็วในการดูดซับพลังิญญาครั้งนี้ มากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาหลายเท่าตัว
หลังจากถูกเพลิงิญญาแผดเผา เส้นิญญาทั่วร่างของเหวินซานไม่ได้เพียงได้รับความเสียหาย หากแต่ถูกหลอมสร้างขึ้นใหม่ราวกับเหล็กกล้าที่ผ่านการตีซ้ำแล้วซ้ำเล่า เส้นิญญาที่เคยมีรอยแตกร้าวค่อย ๆ เชื่อมประสานกันแ่ายิ่งกว่าเดิม การไหลเวียนของพลังิญญาลื่นไหลจนแทบไร้อุปสรรค แม้แต่การควบคุมพลังอันละเอียดอ่อนก็ชัดเจนกว่าที่เคย
พลังิญญาที่หล่อเลี้ยงอยู่ในตันเถียนพลันสั่นไหวราวกับตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงนั้น
ครืนนน…
กระแสพลังเริ่มหมุนวนช้าก่อนจะเร็วขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดเป็วังวนขนาดใหญ่กลางตันเถียน พลังิญญาบริสุทธิ์จากเส้นิญญาทั้งแปดสายไหลเข้าหากันอย่างต่อเนื่อง ราวกับสายน้ำหลายสายที่ไหลรวมสู่มหานที
วังวนยิ่งหมุนเร็วแรงดูดยิ่งทวีความรุนแรง พลังิญญาทั่วร่างถูกดึงเข้าสู่ตันเถียนไม่หยุด แม้แต่พลังิญญาในอากาศรอบตัวก็เริ่มหลั่งไหลเข้ามาราวกับถูกแรงดึงดูดบางอย่างเรียกหา จนเกิดกระแสลมอ่อน ๆ หมุนวนภายในโพรงหิน
ทันใดนั้น… กระแสพลังทั้งหมดพลันอัดแน่นเป็หนึ่งเดียว ไม่เหลือความกระจัดกระจายอีกต่อไป มันแปรสภาพเป็ลำธารขนาดมหึมา ก่อนพุ่งเข้าชนกำแพงที่มองไม่เห็นซึ่งขวางกั้นอยู่ภายในตันเถียน
ตูม!!
แรงสั่นะเืสะท้อนก้องไปทั่วร่างของเหวินซาน เืลมพลุ่งพล่าน เส้นิญญาทุกสายสั่นะเืราวกับจะฉีกขาด
กำแพงนั้นกลับไม่แตก
วังวนพลังิญญาไม่ได้หยุดลง ตรงกันข้าม มันยิ่งหมุนเร็วขึ้นอีกหลายเท่า ดูดกลืนพลังิญญาทุกสายกลับเข้าสู่ศูนย์กลาง แล้วอัดแน่นจนถึงขีดสุด
ครืนนน
การพุ่งชนครั้งที่สองรุนแรงกว่าครั้งแรกหลายเท่า
ตูมมม!!
คราวนี้รอยแตกร้าวจำนวนมากปรากฏขึ้นบนกำแพงที่มองไม่เห็น รอยร้าวแผ่ขยายออกไปทุกทิศทาง คล้ายกระจกที่กำลังจะแตกสลาย
เหวินซานขมวดคิ้วแน่น เหงื่อเย็นผุดเต็มหน้าผาก ความเ็ปจากการทะลวงระดับแผ่ซ่านไปทั่วร่าง แต่เขากลับไม่ยอมปล่อยให้พลังหยุดลง
จิตสำนึกของเขาควบคุมวังวนพลังิญญาทั้งหมดพุ่งเข้าชนเป็ครั้งสุดท้าย
ตูมมมม!!!
เสียงะเิดังขึ้นจากภายในตันเถียน รอยแตกร้าวทั้งหมดพลันพังทลายลงในชั่วพริบตา กำแพงที่เคยขวางกั้นแตกสลายโดยสมบูรณ์
ในเสี้ยววินาทีนั้น พลังิญญาจากภายนอกหลั่งไหลเข้าสู่ร่างของเหวินซานอย่างบ้าคลั่ง กระแสพลังมหาศาลไหลทะลักเข้าสู่ตันเถียน ก่อนกระจายไปตามเส้นิญญาทุกสาย หล่อเลี้ยงเื เนื้อ กระดูก และอวัยวะภายในอย่างรวดเร็ว
เส้นิญญาที่เพิ่งผ่านการหลอมสร้างใหม่เปล่งประกายเรืองรอง รับพลังเ่าั้ได้อย่างสมบูรณ์ ไม่มีอาการปวดแสบหรือแตกกระจายเหมือนการเลื่อนขั้นครั้งก่อน
กลิ่นอายบนร่างของเหวินซานค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง พลังิญญาที่แผ่ออกมาหนาแน่นขึ้น มั่นคงขึ้น และทรงพลังกว่าเดิมอย่างชัดเจน จากผู้ฝึกตนระดับจุดประกายิญญาขั้นที่สอง… บัดนี้ เขาได้ก้าวเข้าสู่จุดประกายิญญาขั้นที่สามอย่างสมบูรณ์แล้ว
เหวินซานค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ลำแสงคมกล้าพาดผ่านดวงตาเพียงชั่วขณะ ก่อนจะกลับคืนสู่ความสงบนิ่ง
เพียงออกแรงเล็กน้อย กล้ามเนื้อทั่วร่างก็ส่งเสียงลั่นแ่เบา พลังิญญาภายในร่างไหลเวียนดุจสายน้ำเชี่ยว ปริมาณเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ขณะเดียวกัน การรับรู้ต่อพลังิญญาโดยรอบก็เฉียบคมขึ้นกว่าที่เคย แม้กระทั่งการเคลื่อนไหวของละอองพลังิญญาในอากาศ เขาก็ััได้อย่างเลือนราง
มุมปากของเหวินซานเพิ่งยกขึ้นเป็รอยยิ้มบาง ๆ แต่ในวินาทีนั้นเอง ความร้อนสายหนึ่งพลันแล่นออกมาจากส่วนลึกของตันเถียน หินสีดำสั่นะเืเบา ๆ
ภายในนั้น เมล็ดเพลิงิญญายังคงลุกไหม้อย่างเงียบงัน ราวกับกำลังเฝ้ามองเ้าของร่างผู้เพิ่งแข็งแกร่งขึ้นอีกก้าว เหวินซานสูดลมหายใจเข้าลึก สีหน้ากลับไม่ได้ผ่อนคลายแม้แต่น้อย "เพียงขั้นที่สาม ยังไม่พอจะควบคุมเ้า" เขาพึมพำพลางมองตันเถียนของตนเอง เขารู้ดีว่า การเลื่อนขั้นครั้งนี้ เป็เพียงจุดเริ่มต้น หากวันใดไม่อาจหลอมและควบคุมเมล็ดเพลิงได้สำเร็จ มันย่อมย้อนกลับมาเผาเขาอีกครั้งอย่างแน่นอน
เขาค่อยๆ ยันกายลุกขึ้น แม้ร่างกายจะยังคงปวดแสบจากผลกระทบของเปลวเพลิง แต่เขาก็ฝืนเดินไปยังมุมหนึ่งของโพรงหิน ก่อนจะสะบัดมือเบาๆ เตาหลอมโอสถสีดำใบเล็กใบหนึ่งก็ปรากฏขึ้นวางอยู่บนพื้น จากนั้นเด็กหนุ่มก็ทยอยหยิบเอาสมุนไพรนานาชนิดออกมาจากมิติ ไม่ว่าจะเป็รากชาดโลหิต, ใบสนเมฆา และ ดอกม่านดารา
เขาจัดเรียงสมุนไพรเ่าั้อย่างเป็ระเบียบ พลางพึมพำกับตนเองว่า "ขอเพียงหลอมโอสถฟื้นฟูิญญาได้อีกสักหนึ่งเตา ศิษย์พี่ก็จะฟื้นตัวได้เร็วขึ้น"
เขาหันกลับไปมองหญิงสาวอีกครั้ง นางยังคงหมดสติและไม่รับรู้สิ่งใด เหวินซานจึงตัดสินใจนั่งขัดสมาธิลง "ฟื้นฟูพลังก่อน..." เขากล่าวจบก็ค่อยๆ หลับตาลง แล้วเริ่มโคจรพลังิญญาเพื่อฟื้นฟูพลังิญญาที่เหลืออยู่อย่างช้าๆ
เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป เหวินซานค่อย ๆ ลืมตาขึ้น สายตาของเขาเหลือบไปยังตำแหน่งที่วางสมุนไพรเอาไว้ เขาชะงักไปเล็กน้อยพร้อมกับอุทานด้วยความสงสัย "...หือ?"
รากชาดโลหิตต้นหนึ่งที่เขาจัดเรียงไว้... หายไปจากกองสมุนไพรนั้นแล้ว
เด็กหนุ่มขมวดคิ้วแน่น เขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ โพรงหิน แต่ก็ไม่พบผู้ใด เซิ่งหลินยังคงนอนอยู่ในสภาพเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เขาเกาศีรษะเบา ๆ ด้วยความมึนงง "หรือว่าข้าจะจำผิดไปเอง"
ในที่สุดเขาจึงตัดสินใจหยิบรากชาดโลหิตอีกต้นออกมาจากมิติ แล้วนำมาวางลงในตำแหน่งเดิมที่ว่างอยู่ ก่อนจะหลับตาลงเพื่อโคจรพลังิญญาต่อไปตามเดิม
ผ่านไปเพียงครู่เดียว เขาก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง
รากชาดโลหิตหายไปอีกแล้ว คราวนี้เหวินซานไม่ได้รีบหยิบต้นใหม่ขึ้นมา แต่เขากลับนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง สายตาเหลือบมองไปยังเซิ่งหลิน นางไม่มีทางเป็ผู้ขโมยไปอย่างแน่นอน เหวินซานยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
เขาหยิบสมุนไพรออกมาหลายต้นแล้ววางเรียงไว้เหมือนเดิม ก่อนจะนั่งลงและหลับตาทำเป็เข้าสมาธิอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาไม่ได้จมดิ่งลงสู่สมาธิจริงๆ เพียงแค่หรี่เปลือกตาลงเล็กน้อยเพื่อแอบสังเกตความเคลื่อนไหวทุกอย่างภายในโพรงหิน
เวลาค่อยๆ ผ่านไป ทั้งโพรงหินยังคงเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมหายใจแ่เบาของเซิ่งหลิน จนกระทั่ง
กรุบ…
เสียงแ่เบายิ่งกว่าเสียงใบไม้เสียดสีกันดังขึ้นจากรอยแตกของผนังหิน
เหวินซานแอบเหลือบมองไปทางนั้น สิ่งมีชีวิตอ้วนกลมตัวหนึ่งค่อยๆ มุดหัวออกมาจากซอกหิน มันมีรูปร่างคล้ายหนอนตัวอ้วนที่มีความยาวราวหนึ่งคืบ ลำตัวอวบกลมแบ่งเป็ปล้อง ิัลื่นเป็มันวาวราวกับเคลือบด้วยน้ำค้าง ดวงตากลมดำสองข้างของมันโตผิดสัดส่วน ทำให้มันดูทั้งซื่อและเ้าเล่ห์ในเวลาเดียวกัน มันไม่มีขามีเพียงลำตัวอ้วนๆ ที่กระดืบออกมาทีละปล้องอย่างเชื่องช้า
หัวเล็กๆ ของมันชะเง้อซ้ายชะเง้อขวา จากนั้นจึงเหลือบมองเด็กหนุ่ม เมื่อเห็นว่าเขายังคงหลับตาอยู่ ดวงตากลมโตของมันก็เป็ประกายขึ้นมาทันที มันพยักหน้ากับตัวเองอย่างพอใจ ก่อนจะค่อยๆ คลานเข้าหากองสมุนไพรอย่างระมัดระวัง ทุกการเคลื่อนไหวของมันช้าเสียจนเหมือนกับว่ามันกลัวว่าเสียงลมหายใจของตัวเองจะดังเกินไป
เมื่อมาถึงกองสมุนไพร มันใช้อวัยวะเล็กๆ ใต้ปากค่อยๆ คาบรากชาดโลหิตขึ้นมา แต่เนื่องจากรากชาดโลหิตนั้นยาวเกินกว่าตัวของมัน มันจึงต้องกอดรัดไว้ทั้งปล้อง แล้วเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจราวกับกำลังอุ้มสมบัติล้ำค่าที่เพิ่งปล้นมาได้ จากนั้นมันหันหลังตั้งใจจะคลานกลับเข้ารูไปอย่างเงียบเชียบ
เหวินซานค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ก่อนยกยิ้มมุมปาก "จับได้แล้ว" เสียงเรียบๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง
ตัวอ้วนๆ ของมันสะดุ้งเฮือก รากชาดโลหิตหลุดจากปากร่วงลงสู่พื้น มันค่อยๆ หันกลับมาอย่างเชื่องช้า พบเหวินซานกำลังนั่งกอดอกมองมันด้วยรอยยิ้ม
เ้าหนอนอ้วนแข็งค้างอยู่กับที่ ดวงตากลมโตกลอกไปมาราวกับกำลังคิดหาข้อแก้ตัว ครู่ต่อมามันรีบใช้ลำตัวดันรากชาดโลหิตไปไว้ด้านหลังของตัวเอง ก่อนจะส่ายหัวไปมาอย่างรุนแรงพร้อมส่งเสียง "อึ๊บ! อึ๊บ!" ท่าทางราวกับกำลังจะบอกว่า "ข้าไม่ได้ขโมย! ข้าแค่ช่วยเฝ้าสมุนไพรให้ต่างหาก!"
เหวินซานมองมันนิ่ง ๆ ก่อนจะเหลือบสายตาไปยังกองเศษสมุนไพรที่ถูกแทะจนพรุน
เ้าหนอนอ้วนชะงักไป มันค่อยๆ หันไปมองกองหลักฐานตามสายตาของเหวินซาน แล้วรีบใช้ลำตัวอ้วนๆ นั่งทับกองเศษสมุนไพรนั้นเอาไว้ทันที ทำราวกับว่าหากไม่มีใครมองเห็นหลักฐาน ก็จะถือว่าไม่มีความผิดเกิดขึ้นเสียอย่างนั้น
เหวินซานอดหัวเราะออกมาไม่ได้ "เ้าหน้าด้านไม่น้อยเลยนะ" เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืน เ้าหนอนเมื่อเห็นดังนั้นก็สะดุ้งโหยง รีบหันหลังเตรียมจะมุดกลับเข้ารูไปทันที แต่เหวินซานก้าวเท้าเพียงก้าวเดียวก็ขวางหน้ารูนั้นไว้เสียแล้ว
เ้าหนอนหยุดกึก มันค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเหวินซานก่อนจะส่งยิ้มแหยๆ ออกมา "อึ๊บ..." เหวินซานยื่นมือออกไป "มานี่" เ้าหนอนส่ายหัวทันทีแล้วพยายามหมุนตัวเพื่อจะหนีไปทางอื่น แต่ก็ถูกเหวินซานคว้าลำตัวอ้วนกลมของมันขึ้นมาทั้งตัว
"อึ๊บบบบ!" มันดิ้นรนสุดชีวิต ปล้องอ้วนๆ ของมันบิดไปมาอย่างแรง แต่ไม่ว่าจะดิ้นอย่างไรก็ไม่อาจหลุดพ้นจากมือของเขาได้
จู่ๆ เ้าหนอนก็หยุดดิ้น ดวงตาปิดสนิท ลำตัวแข็งทื่อ ปลายลิ้นเล็กๆ แลบออกมาเพียงนิดเดียว เหมือนกับว่า... มันตายไปเสียแล้ว
เหวินซานมองดูมันอยู่ครู่หนึ่ง "ตายแล้วหรือ?"
เด็กหนุ่มเลิกคิ้ว เขาจึงค่อยๆ วางมันลงกับพื้น ทันทีที่มือปล่อย... ฟุ่บ! เ้าหนอนเด้งตัวขึ้นมาราวกับไม่เคยเป็อะไรมาก่อน มันคลานด้วยความเร็วที่ไม่น่าเชื่อพุ่งตรงเข้าหารูทันที แต่ยังไม่ทันจะไปถึง เหวินซานก็คว้าตัวมันไว้ได้อีกครั้ง
"อึ๊บ!!" เ้าหนอนหันกลับมา คราวนี้ถึงกับเอาหัวโขกพื้นสองทีราวกับกำลังร้องไห้ เหวินซานปล่อยมันอีกครั้ง มันก็แกล้งตายอีก พอเขาปล่อย มันก็วิ่งอีก ทำวนไปวนมาอยู่หลายรอบจนสุดท้ายแม้แต่เหวินซานเองยังเริ่มหลุดหัวเราะออกมา
"เ้าจะใช้มุกเดิมตลอดเลยหรือไง" เ้าหนอนนั่งกอดตัวเองทำหน้าเศร้าสร้อย "อึ๊บ..."
เหวินซานยิ้มบางๆ ก่อนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ เขาหยิบรากชาดโลหิตต้นใหม่ออกมาจากมิติ กลิ่นหอมหวานของสมุนไพรลอยฟุ้งไปทั่วทันที ดวงตากลมโตของเ้าหนอนเบิกกว้าง มันกลืนน้ำลายอึกใหญ่ สายตาไม่ยอมละไปจากสมุนไพรเลยแม้แต่นิดเดียว
เหวินซานแกว่งรากชาดโลหิตเบาๆ "อยากได้หรือ?"
เ้าหนอนพยักหน้ารัวๆ "อึ๊บ! อึ๊บ!"
"เข้ามาเอาสิ" เ้าหนอนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง มันสลับมองสมุนไพร มองเหวินซาน และมองรูของตัวเอง สุดท้ายความอยากกินก็ชนะทุกอย่าง มันค่อยๆ คลานออกมาช้าๆ ทีละปล้อง... ทีละปล้อง... จนมาหยุดอยู่ตรงหน้าเหวินซาน
เมื่อเหวินซานยื่นสมุนไพรให้ เ้าหนอนรีบรับไปกอดไว้แน่น ก่อนจะใช้หัวเล็กๆ ถูไปที่มือของเขาเบา ๆ ราวกับกำลังแสดงความขอบคุณ
เหวินซานนั่งลงข้าง ๆ มัน "เ้าชื่ออะไร" เ้าหนอนเงยหน้าขึ้นเอาปลายหางอ้วน ๆ โค้งแตะที่หน้าอกของตัวเองก่อนจะร้องออกมาอย่างภาคภูมิใจว่า
เหวินซานนิ่งไป "นั่นคือชื่อของเ้าหรือ?"
"อึ๊บ!" มันพยักหน้าแรงกว่าเดิม เหวินซานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะมองไปยังลำตัวกลมดิ๊กของมัน ปล้องแต่ละปล้องอ้วนแน่นจนแทบจะกลิ้งได้มากกว่าคลาน เขาจึงหัวเราะเบาๆ "ข้าจะเรียกเ้าว่าต้วนต้วน"
เ้าหนอนเอียงหัวถาม "อึ๊บ?"
"ก็ตัวกลมเช่นนี้ ชื่อนี้เหมาะกับเ้าดี" ต้วนต้วนก้มลงมองลำตัวอ้วน ๆ ของตัวเอง แล้วพยักหน้าอย่างจริงจัง "อึ๊บ!" ดูเหมือนมันจะพอใจกับชื่อนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว
เด็กหนุ่มมองต้วนต้วนที่กำลังเคี้ยวรากชาดโลหิตอย่างเอร็ดอร่อย พอมันเห็นว่ากำลังถูกเด็กหนุ่มจ้องมอง มันก็รีบเอาลำตัวอ้วนๆ นั่งทับสมุนไพรที่เหลืออยู่ทันที ก่อนเงยหน้ามองเหวินซานอย่างระแวดระวัง ราวกับกลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจแย่งคืน
เหวินซานส่ายหน้าพร้อมหัวเราะเบา ๆ "กินเถอะ ไม่มีใครแย่งเ้าหรอก"
เ้าหนอนอ้วนร้อง "อึ๊บ!" อย่างพอใจ ก่อนก้มหน้ากัดรากชาดโลหิตต่อทันที
เสียงเคี้ยวกรุบ ๆ ดังแ่อยู่ภายในโพรงหิน ทำให้บรรยากาศที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย ค่อย ๆ กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง