ตอนที่43 เปิดร้านวันแรกกับลูกค้าที่ไม่คาดคิด
เมื่อสองถึงสามเดือนก่อนภายในเขตชุมชนผู้อพยพ ทุก ๆ วันตามปกติจะมีผู้อพยพจำนวนมาก 500 คนเข้ามายังเขตนี้แต่ในช่วงจำนวนกลับลดลงไปมากจนเหลือผู้อพยพที่เดินทางมาถึงเมืองเอลดิลไม่ถึงร้อยคนและในบางวันจะมีแค่หลักสิบเท่านั้น
แต่รถบรรทุกทหารที่ออกจากเมืองกลับเพิ่มขึ้นมากกว่า10 คัน พวกเขาบรรทุกนักล่า 300-500 คนไปยังจุดต่าง ๆ รอบเมืองเอลดิลเป้าหมายคือการเก็บกวาดซอมบี้หลงฝูงที่ตรงมายังเมืองเพื่อไม่ใช้พวกมันรวมตัวกันมากขึ้นจนกลายเป็นฝูงซอมบี้ขนาดใหญ่
และเมื่อตกเย็นรถจะกลับเข้ามาแต่นักล่าที่ขึ้นรถกลับมานั้นน้อยกว่าที่ออกไปตอนเช้า ซึ่งมีราว ๆ 10-15%ของคนทั้งหมดที่ไม่ได้กลับเข้ามาด้วย เมื่อก่อนการตายของนักล่ามักจะไม่เกิน 5%จากคนที่ออกไป ตอนนี้มันเพิ่มขึ้นมาเป็นหนึ่งถึงสองเท่าตัวเลยทีเดียวถึงอย่างนั้นในทุกวันก็จะมีคนมาเติมเต็มส่วนที่ตายของเมื่อวานเสมอ เพราะอาชีพนักล่านั้นให้ผลตอบแทนที่ดีมากเกินกว่าที่พวกเขาจะห้ามใจได้
และคนที่ตายไปส่วนใหญ่จะเป็นพวกนักล่ามือใหม่ซะเป็นส่วนใหญ่ด้วย
และในเย็นวันนี้ก็เป็นเหมือนปกติที่รถบรรทุกกลับเข้ามานักล่าที่มาจากเขตผู้อพยพก็ตรงกลับไปที่เขตทันทีบางส่วนบาดเจ็บก็แยกไปสถานพยาบาลและพวกที่ได้ของมีค่าก็มักจะตรงเอาไปขายจากนั้นก็ใช้เงินที่ได้มา
รีดินกำลังมองดูพวกนักล่าที่เข้าไปในเขตผู้อพยพเขาจับตามองทุกคนที่ผ่านไปมาเป็นพิเศษ แต่ก็ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความผิดหวัง
ตั้งแต่เจอศพนักเลงที่ตายในโกดังรีดินก็เริ่มตรวจสอบเรื่องนี้เพราะกลัวว่าจะเป็นพวกอันเดดที่อันตรายแอบเข้ามาในเมืองเอลดิลแต่ก็ไม่มีเบาะแสของพวกอันเดดเหล่านั้นดังนั้นเขาจึงเบนเข็มมาที่พวกผู้ครองพลังอิสระที่แอบเข้ามาที่เอลดิลและถ้าเป็นเรื่องของผู้ครองพลังเขาก็ควรจะมาตรวจสอบเอง แต่เขาก็ยังหาผู้ครองพลังอิสระที่น่าสงสัยไม่เจอ
‘ไม่มีพวกผู้ครองพลังอิสระที่แอบเข้ามาใหม่อีกถ้าอย่างนั้นใครคือคนที่ลงมือกับพวกนักเลงพวกนั้นกัน หรือว่า...ไม่สิเรื่องนี้อาจจะเกี่ยวกับเรื่องที่ไวเคานต์ขอให้ไปตรวจสอบก็ได้สายที่จับตามองคนจากตระกูลแกริคที่ส่งมาก็ตายไปจนหมดเหมือนกันไวเคานต์คาริสบอกว่าอาจจะเกี่ยวกับผู้ครองพลังของตระกูลบารอนแกริคแต่คนพวกนั้นก็ย้ายกันออกจากห้องพักเดิมไปหมดแล้ว’
‘แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะถ้าเป็นผู้ครองพลังฉันควรจะไปดูท่าทีไว้ก่อนถ้าเป็นพวกที่น่าสนใจคงต้องผูกมิตรไว้บ้าง’
รีดินไม่ได้สนใจว่าผู้ครองพลังของตระกูลแกริคจะฆ่าคนธรรมดาพวกนั้นตายไปหรือไม่แต่เขากลับสนใจท่าทีของผู้ครองจากตระกูลนั้นมากกว่าการผูกมิตรระหว่างผู้ครองพลังนั้นดีกว่าการเป็นศัตรูกัน
ส่วนเรื่องการตายของพวกนักเลงนั้นเขาภาวนาให้เป็นการตายจากฝีมือของผู้ครองพลังดีกว่าเป็นการตายจากตัวดูดเลือดเหล่านั้น
“ถ้าที่มีเจ้าตัวแบบนั้นแอบเข้ามาเมืองเอลดิลนี้คงวุ่นวายแน่นอน” รีดินพึมพำ เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าที่กำลังมืดลงเรื่อยๆ ก่อนจะเดินเข้าไปในเขตชุมชนผู้อพยพด้วยใบหน้าเรียบเฉย ผู้อพยพรอบ ๆต่างก็เหลือบมองเขาด้วยความสนใจ แต่พอรู้ว่าเป็นผู้ครองพลังก็ไม่มีใครกล้าสบตามองตรงๆ พอเห็นว่ารีดินเหลือบมองตัวเองก็พากันก้มหน้ารีบเดินต่อไปทันที
ในตอนนั้นเองรีดินก็สุดตากับซอยแห่งหนึ่งที่สุดซอยด้านในมีร้านบาร์เปิดใหม่มีผู้คนจำนวนมากต่างก็เดินเข้าไปทางร้านบาร์แห่งนั้น
“ไปดื่มที่นั่นกันได้ยินว่าวันนี้เป็นวันเปิดร้านวันแรก ทางร้านแจกแก้วแลกดื่มฟรี”
“จะไปที่นี่จริงๆ อย่างนั้นเหรอ ร้านเปิดใหม่มันจะดีอย่างนั้นเหรอ”
“ใครจะไปรู้แต่ว่ายังไงก็ได้ดื่มฟรีแก้วแรกอยู่แล้ว ดังนั้นไปกินฟรีแล้วค่อยออกก็ได้”
“ฮ่าๆ ถ้าอย่างนั้นจัดไป”
ผู้อพยพสองคนเดินกอดคอกันกำลังเข้าไปด้านในร้านแต่แล้วก็มีมือมาจับไหล่หนึ่งในชายอพยพจนเกือบทำมันล้มชายคนนั้นรีบหันกลับไปด้วยท่าทางเมา ๆ คิดจะด่าคนที่อยู่ ๆก็มาดึงตัวเองจนเกือบล้ม แต่มันก็ต้องกลืนคำพูดลงคอไปในทันทีเมื่อเห็นว่าคนที่ดึงตัวเองคือชายร่างใหญ่ที่มีดาบยาวอยู่ด้านหลัง
“ท่าน...ท่านผู้พิทักษ์”
“ร้านนี่เปิดวันแรกอย่างนั้นเหรอแล้วเจ้าของร้านคนเก่าไปไหน” รีดินถามด้วยใบหน้าทื่อ ๆ
“เออ...ตายๆ เจ้าของร้านคนเก่าตายไปแล้วมีผู้อพยพที่เป็นนักล่ามาซื้อร้านบาร์ไปเมื่อไม่กี่วันก่อน วันนี้ร้านเปิดวันแรกพวกเขาแจกเครื่องดื่มแก้วแรกฟรีด้วย” ชายอพยพพูดออกมาอย่างติด ๆ ขัด ๆแต่ก็ยังเล่าอย่างละเอียดเกินคำถามด้วย
“ขอบใจ”พูดจบรีดินก็โยนเงิน 20 เบลให้กับชายอพยพคนนั้นและเดินเข้าไปหน้าประตูร้านบาร์
‘รุ่งอรุณอย่างนั้นเหรอ’รีดินมองไปที่ป้ายร้าน
ก่อนจะนึกไปในอดีตเมื่อ5 ปี ก่อนในตอนนั้นที่มาแถวนี้เขาเป็นผู้พิทักษ์ 1ดาวและผู้คนในเมืองเอลดิลยังไม่รู้จักผู้พิทักษ์รีดิน เขามาดื่มที่ร้านแห่งนี้อยู่ครึ่งหนึ่งและก็พอจะจำมันได้แต่ไม่ใช่เพราะว่าเหล้าที่ร้านนี้รสชาติดี แต่เพราะมันห่วยมากเหล้าผสมน้ำเปล่า ตอนนั้นชายแก่เจ้าของร้านรู้ว่าเขาเป็นผู้ครองพลังก็รีบคุกเข่าขอโทษและพยายามจะเอาเงินมาจ่ายชดเชยให้ด้วย
รีดินขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยสัมผัสที่เป็นเลิศของผู้พิทักษ์ เขาไม่ต้องเข้าไปก็ได้ยินเสียงพูดคุยและฮือฮามันไม่ใช่การด่าทอ แต่กลับเป็นการพูดชมถึงเหล้าไม่ก็เบียร์ที่พวกเขาได้ดื่มลงไป
ขณะเดียวกันชายอพยพทั้งสองมองเงิน20 เบลในมืออย่างงุนงง ก่อนจะตาเป็นประกายรีบเก็บเงินไปในทันทีทั้งสองยังหันมามองรีดินที่หยุดอยู่หน้าประตูร้านเพราะกลัวเขาจะเปลี่ยนใจเอาเงินคืนแต่พอเห็นว่าผู้พิทักษ์รีดินเดินเข้าไปในร้านทั้งสองก็ถอนหายใจโล่งอก
...
ลูอิสมองดูผู้คนมากกว่า30 คนในร้านที่ได้รับเหล้ากลั่นลมหายใจมังกรหรือไม่ก็เบียร์แสงตะวันไปพอพวกเขาได้ดื่มต่างก็พากันตกตะลึงจนอ้าปากค้าง ก่อนจะตั้งสติดื่มจนหมดและรีบสั่งแก้วใหม่ทันที
ซึ่งทุกคนนั้นก็เป็นแบบนี้หมดและแทนที่พวกเขาจะรู้สึกเมา แต่กลับมีท่าทีกระปรี้กระเปร่ามีเรี่ยวแรงขึ้นมาแทน
ลมหายใจมังกรนั้นขายเป็นแบบแก้วโดยแก้วใบหนึ่งมีขนาดประมาณ 350 ml และมีลมหายใจมังกรอยู่ครึ่งแก้วเท่านั้นราคาจะอยู่ที่แก้วละ 2 เบล ซึ่งถือว่าไม่แพงและไม่ถูกเกินไป
ส่วนเบียร์แสงตะวันนั้นลูอิสขายเป็นแก้วใหญ่ขนาด800ml ราคาของมันอยู่ที่ 2 เบลเช่นกัน
โดยหน้าที่บาร์เทนเดอร์นั้นได้พ่อบ้านเฟรดมาทำหน้าที่นี่ซึ่งเขาทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ส่วนเบลล่าและเจียน่านั้นช่วยกันรับเออเดอร์และเสิร์ฟให้กับลูกค้าหลังร้านมีอาร์มันโด้คอยยกถังเบียร์และเหล้าเข้าออกมาเติมเวลาที่ของหน้าร้านหมด
ในวันแรกที่เปิดร้านนั้นทุกอย่างดูเหมือนจะวุ่นวายจนทุกคนต้องมาช่วยกันยกเว้นก็แต่ลูอิสที่นั่งอยู่โต๊ะตัวหนึ่งที่แยกออกมามุมหนึ่งของร้านซึ่งการที่มีทารกมานั่งอยู่ตรงนี้นั้นไม่เข้ากับบรรยากาศของร้านเลยแม้แต่น้อย
ลูอิสเผยรอยยิ้มออกมาอย่างยินดีจากการที่แผนการหาเงินของเขานั้นเป็นไปได้ด้วยดีก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบแก้วที่ใส่น้ำนมสีขาวผสมโพชั่นขึ้นมาคิดจะดื่มเพราะเขาลองใส่โพชั่นหลาย ๆ อย่างนั้นปรากฏว่ามันช่วยยกระดับรสชาติของเครื่องดื่มนั้น ๆ ให้ดีขึ้นได้เขาจึงไม่พลาดของตัวเองด้วยอยู่แล้ว
นอกจากนมด้านหน้ายังมีคุกกี้ถั่วอยู่หนึ่งจานที่ไว้ให้เขากินกับนมโดยเฉพาะแต่แล้วขณะที่มือของทารกน้อยลูอิสกำลังจะหยิบคุกกี้ถั่วขึ้นมา
‘ความรู้สึกนี้...’ตอนนั้นเองลูอิสก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่ง เขารีบหันไปมองที่ประตูด้วยสัญชาตญาณไม่ใช่แค่รู้อิสที่รู้สึก แต่เจียน่าและอาร์มันโด้ก็รู้สึกด้วยทั้งสองมองไปทางนั้นด้วยสายตาเดียวกัน
ส่วนคนสุดท้ายที่รู้ตัวนั้นคือพ่อบ้านเฟรดที่เห็นคนที่เดินเข้ามาที่ประตูก็ถึงกับมือชะงักไป
‘ผู้พิทักษ์รีดินเขามาที่นี่ได้ยังไง’ ลูอิสเผยสีหน้าตกใจ
“ท่านลูอิส”เจียน่าเดินเข้ามาหาลูอิสเพื่อปกป้องเขา อาร์มันโด้เองก็มีทาทีระวังเขาพร้อมสู้สุดชีวิต
พวกเขารู้ว่าในตอนนี้ลูอิสนั้นมีเรื่องกับทางมาลก้าบุตรของบารอนเมสันและเรื่องนี้ยังเกี่ยวกับไวเคานต์คาริสรวมถึงพวกสายที่จับตามองโดนพวกเขาทั้งสามคนเก็บไปอีก
การที่คนของไวเคานต์คาริสโผล่มาแบบนี้ทำให้พวกเขาระวังตัวทันที
“อย่าพึ่งดูเหมือนเขาจะไม่ได้มาที่นี่เพราะพวกเราทำตัวตามปกติไปก่อน” ลูอิสบอกกับทุกคน พวกเขาแยกกันไปทำตัวตามปกติแต่ก็ยังอดเหลือบมองอย่างระวังตัวไม่ได้
แน่นอนว่าในร้านไม่ได้มีแค่พวกเขาที่มองแต่คนในร้านที่พอจะรู้จักชื่อเสียงของรีดินก็อดเหลือบมองเขาไม่ได้ด้วยไม่มีใครกล้าเข้าไปขวางรีดินทุกคนในร้านรีบเก็บสายตากลับไปสนใจดื่มและพูดคุยกับสหายของตัวเองต่อทันที
‘หืม...ชายชราคนนั้นไม่คิดว่าจะมาเจอเขาที่นี่’ รีดินมองไปที่พ่อบ้านเฟรดครั้งเดียวก็จำได้ทันทีแต่รีดินก็ไม่ได้ลงมือทำอะไร เขาเพียงมองหาโต๊ะนั่ง แต่ทุกโต๊ะนั้นกลับมีคนจองหมดแล้วสุดท้ายรีดินเจอที่นั่งหนึ่งจึงเดินเข้าไปและนั่งลง
‘บ้าจริงแล้วดันมานั่งโต๊ะเดียวกับฉันเนี่ยนะเฮ้ย!’ลูอิสปากกระตุก เพราะอยู่ ๆ รีดินก็มานั่งโต๊ะเดียวกับเขาซะได้