รุ่งเช้าของวันถัดมา... ผมกับฟางยังคงนอนกอดกันอยู่บนเตียงโดยไร้อาภรณ์ใดๆ มาั้แ่เมื่อคืน มาถึงตอนนี้เราไม่เขินอายกันแล้ว นาฬิกาบอกให้เราต้องรีบอาบน้ำแต่งตัวเพื่อไปสอบแล้ว ผมจึงถือโอกาสนี้ขออาบน้ำพร้อมกับฟางไปเลย จึงเป็ครั้งแรกที่เราอาบน้ำด้วยกัน ถูหลังให้กัน ใช้ผ้าเช็ดตัวผืนเดียวกัน จากนั้นผมก็รีบไปเปลี่ยนชุดนักเรียนที่ห้องตัวเอง แล้วก็ออกเดินทางเพื่อไปกินข้าวเช้าพร้อมกันที่ศูนย์สอบของเธอ...
วันนี้ฟางดูคลายอารมณ์เป็อย่างมาก สีหน้าสดใส ผมนั่งมองเธอกินข้าวไปอย่างมีความสุข หลังจากส่งเธอที่จุดเตรียมตัวเข้าห้องสอบแล้ว ผมก็เดินไปขึ้นรถสองแถวไปศูนย์สอบของตนเอง ผมนั่งรถไปด้วยใจชื่นบาน อิ่มเอม…
จากวันนั้น พวกเราก็ได้ร่วมกันล่องเรือบรรเลงเพลงรักในทุกๆ วันเมื่อมีโอกาส จนเป็กิจวัตรหนึ่งหลังอ่านหนังสือเสร็จในยามคำคืนไปแล้ว พวกเราลึกซึ้งกันจนยากที่จะถอนตัวแล้ว ตอนนั้นผมคิดว่าความรักของพวกเราช่างสุกงอมและเบ่งบานนัก คิดอยากจะหยุดเวลาให้เป็เช่นนี้ไว้ตลอดไป…
แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา และแล้ววันที่พวกเราสอบเสร็จก็มาถึง พวกเราต่างขอที่บ้านให้ได้อยู่ขอนแก่นกันต่ออีกวัน อยากขอให้่เวลาที่เราได้อยู่ด้วยกันนี้เพิ่มขึ้นอีกหน่อย ่ค่ำวันนี้พวกเราจึงนัดฉลองสอบเสร็จกันที่ร้านเหล้าร้านหนึ่งในเมือง ไปถึงร้านเราก็สั่งเครื่องดื่มมา 1 โปร (เป็เบียร์ประมาณ 4 ขวด) พร้อมอาหารนิดหน่อย พวกเราก็นั่งดื่มกันไป ผมก็จับมือเธอมากุมบ้าง เอามาหอมมาดมบ้าง (ตามประสาคนคลั่งรักใน่แรกๆ)
แต่แล้วก็มีสายเรียกเข้าจาก....น้องมิ้น ผมหยิบมือถือขึ้นมาดู แต่ไม่กล้ารับ มานึกขึ้นได้ว่าน้องคงจะรู้ว่าวันนี้ผมสอบเสร็จแล้ว เลยตั้งใจจะโทรมาหา ซักพักสายที่ 2 ก็ดังขึ้นอีก
‘จะทำไงดี เอาไงดี’ ผมได้แต่สับสน กลัวแต่จะเกิดเื่
สุดท้ายก็ต้องขอฟางออกไปรับโทรศัพท์ข้างนอก โดยให้เหตุผลว่าข้างในร้านเสียงดัง คุยธุระไม่รู้เื่ พอไปถึงจุดที่เงียบๆ ผมก็โทรกลับหาน้องมิ้น เมื่อน้องรับสาย เสียงน้องเหมือนจะดีใจมาก แสดงความยินดีที่ผมสอบเสร็จแล้วอย่างใหญ่โต และยังบอกอีกว่ารอคอยที่จะได้เจอได้คุยกับผมในทุกๆ วัน หายไป่สอบนี้เธอคิดถึงผมมาก…
ผมฟังแล้วก็จุก อยู่ดีๆ ความรู้สึกก็ดิ่งมากๆ ผมคิดในหัวว่า
‘นี่เรากำลังทำอะไรอยู่วะ ผู้หญิงดีๆ สองคน เรากำลังทำผิดพลาดใช่ไหม’ ผมคิดวนไปวนมาในหัว
และน้องคงััได้ว่าผมไม่ค่อยมีสติ เลยบอกให้ผมรีบพักผ่อน นอนเยอะๆ แล้วก็รีบวางสายไป ผมเดินกลับมานั่งที่โต๊ะกับฟางด้วยท่าทีคิดไม่ตก จนฟางสังเกตุเห็นและเป็ห่วง จึงชวนผมกันกลับที่พัก (ทั้งๆ ที่เบียร์ก็ยังกินไม่หมด)
กลับถึงห้อง ฟางเห็นสภาพผมยิ่งเป็ห่วง เข้ามาสวมกอดแล้วถามว่า
“แทนเป็อะไร... อย่าเครียดนะ มีเค้าอยู่ข้างๆ นะ...”
ได้ฟังแบบนี้จากปากฟางอีกผมยิ่งอยากร้องไห้ ตอนนั้นคิดในใจว่าผมมันเป็คนไม่ดี ผมมันคนเลว ทำกับพวกเธอที่แสนดีแบบนี้ได้ยังไง น้ำตาผมค่อยๆ ไหลออกมาด้วยความละอายใจ ฟางยิ่งเป็ห่วงหนักกว่าเดิม โอ๋ผมใหญ่เลย ผมก็บอกปัดไปว่าไม่มีอะไร ไม่ได้เป็อะไรมาก มีเื่ที่บ้านนิดหน่อย แล้วผมก็ขอตัวกลับห้องเพื่อไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนค่อยกลับมาหา ฟางมองและเรียกตามอย่างเป็ห่วง
ผมกลับถึงห้อง นั่งคิดทบทวนกับตัวเอง ถึงสิ่งที่ผมกำลังทำผิดพลาดนี้อยู่
‘มิ้นควรจะมีความสุขแท้ๆ ที่ได้คุยกับเรา หลังจากที่ไม่ได้คุยกันมาตั้งนาน และคืนนี้ฟางก็ควรจะมีความสุขมากๆ ที่สอบเสร็จแล้วและได้อยู่กับเราสองต่อสองโดยไม่ต้องกังวลอะไรกับการสอบแล้ว นี่เรากำลังทำอะไรอยู่นะ’
สุดแสนจะสับสน และเ็ปใจ
‘เราควรจะทำยังไรดี นี่ก็ถล่ำไปมากแล้วนะ...’
ด้วยใจที่รู้สึกผิดและสับสน คิดไม่ตก ผมนั่งซังกะตายอยู่ในห้องอย่างนั้นไปเกือบชั่วโมง (แปลกที่วันนี้อารมณ์ของผมโคตรดิ่งเลย) จนฟางต้องมาเคาะประตูตาม เพราะเห็นว่าหายไปนาน
“แทน... เป็อะไรรึเปล่า เปิดประตูให้เค้าหน่อย...”
ผมเลยรีบดึงสติ แล้วออกไปเปิดประตูให้ พอฟางเข้ามาเห็นว่าผมยังไม่ได้ทำอะไรเลยั้แ่แยกกัน น้ำผมก็ยังไม่ได้อาบ ฟางยิ่งเป็ห่วงหนักขึ้นไปอีก เดินเข้ามากอดแล้วลูบหลังผมเบาๆ พร้อมปลอบใจผม
“ไม่เป็ไรนะแทน อย่าคิดมาก มีอะไรพวกเรามาสู้ไปด้วยกันนะ เค้าจะอยู่ข้างๆ แทนเสมอนะ...”
ผมก็พยายามเก็บอาการ เพื่อไม่ให้ฟางเป็กังวลหนักกว่านี้ (ทั้งๆ ที่ใจ เ็ปและรู้สึกผิดมากกับคำพูดที่ฟางเอ่ยออกมา)
“ขอบคุณมากนะฟาง... ขอบคุณมากๆ” ผมได้แค่พูดคำนี้ แล้วพยายามฝืนยิ้มออกไป
จากนั้นฟางก็ไล่ให้ผมไปอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า ผมก็เชื่อฟังแต่โดยดี พอได้สายน้ำจากฝักบัวช่วยทำให้ใจมันผ่อนคลายขึ้นเยอะ พยายามปัดสิ่งที่วิ่งอยู่ในหัวให้ออกไป หลังออกจากห้องน้ำ ฟางยังอยู่ที่ห้องผม ผมก็เดินไปขอโทษเธอ
“ขอโทษนะฟาง.. วันนี้เลยหมดสนุกเลย วันสอบเสร็จแท้ๆ”
ฟางก็บอกว่า “ไปไหม... ยังไม่หมดวันเลยหนิ ยังทันนะ...”
ผมก็งงว่าฟางจะชวนไปไหน “ไปไหนเหรอ ดึกแล้วนะ..”
“ตามมาแล้วกัน...” ฟางพูดพร้อมกับยิ้ม แล้วจูงมือผมออกห้องไป
เธอเดินจูงมือผมไปเรื่อยๆ ผมก็ไม่รู้ว่าเธอจะพาผมไปไหน จนสุดท้ายเธอก็พาเดินมาถึงตลาดโต้รุ่ง (ที่เราเคยเดินมากันั้แ่วันที่สองที่มาถึง) เธอชวนผมนั่งกินเต้าทึงเย็น และชวนผมคุยเื่ต่างๆ นาๆ ผมเลยรู้ว่าเธออยากให้ผมหายเครียด (ทั้งๆ ที่ปกติเธอจะเป็คนไม่ค่อยชอบพูดอะไรเยอะแยะแบบนี้)
ผมซึ้งใจเธอมาก หลังจากกินเสร็จ เธอก็จับมือผมเดินเล่นต่อในตลาด ชี้ให้ผมดูนั่นนี่ไปตลอด จากนั้นพวกเราก็เดินกลับกัน คราวนี้เธอเดินกอดแขนตัวติดกับผมตลอดทางจนถึงที่พัก...
และก็จบลงที่ห้องของเธอ... คืนนี้เป็คืนสุดท้ายที่เราจะได้อยู่ด้วยกัน พวกเราต้องเก็บทุก่เวลานี้ให้คุ้มค่าที่สุด คืนนี้พวกเราจึงแทบไม่ได้นอนกันเลย ดื่มด่ำไปกับความสุขจนรุ่งเช้า...
พวกเราเก็บของและออกจากห้องพักเกือบ 10 โมง นั่งรถสองแถวต่อไปยัง บขส. เพื่อขึ้นรถกลับบ้านตัวเอง เมื่อไปถึง บขส. ปรากฏว่ากว่ารถบัสที่ฟางจะโดยสารกลับเพิ่งจะออกไป ต้องรอไปอีกเกือบ 2 ชั่วโมง ผมก็เลยต้องนั่งรออยู่เป็เพื่อนเธอ พวกเรานั่งซบเอาหัวพิงกันจนเผลอหลับกันไปด้วยความเพลีย ผู้คนที่เดินกันพลุกพล่านใน บขส. ต่างมองพวกเราอย่างประหลาดใจขณะเดินผ่านไปมา
พอได้เวลารถบัสก็เข้าชานชลา ผมก็เดินขึ้นไปส่งเธอถึงที่นั่งบนรถ และนั่งอยู่กับเธอซักพัก (รถจะจอดที่ชานชลาประมาณครึ่งชั่วโมง) ก่อนรถจะออก ผมต้องรีบลงแล้ว ก่อนลงผมหันหน้าไปหาเธอแล้วโน้มตัวไปหอมแก้มเธอ ก่อนจะกระซิบที่หูเธอเบาๆ ว่า
“เรารักฟางนะ... มาสอบครั้งนี้เรามีความสุขที่สุดเลย..”
แล้วผมก็รีบลงรถไป (โดยไม่ได้รอดูท่าทีของเธอแต่อย่างใด) หลังจากผมลงรถไม่ถึงนาที รถก็เริ่มถอยออกจากชานชลา ผมก็ยืนส่งเธอที่มองลงมาจากหน้าต่างของรถบัสด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมสุข จนรถได้ขับออกไป...
ผมจึงรีบวิ่งไปที่รถบัสสายที่ผมต้องกลับบ้าน (สายกลับบ้านผมมีทุกชั่วโมง) เมื่อขึ้นรถเสร็จ ผมหาที่นั่งสงบๆ เพื่อหาที่แอบงีบระหว่างเดินทาง ก่อนจะเผลอหลับ ก็ยังนึกถึงฟางอยู่ตลอด
‘เราบอกรักฟางแล้วสินะ ความสุขนี่คงเป็ความรักสินะ..’ ผมคิดในใจอย่างมีความสุข...
กลับถึงบ้านผมก็หลับเป็ตาย จนที่บ้านถามว่าไปทำอะไรมา ถึงได้อดหลับอดนอนขนาดนี้ ผมก็ได้แต่บอกไปว่าสงสัยคงเพลียสะสม อ่านหนังสือดึกมาหลายคืน (โกหกที่บ้านไปอีก...) ตื่นมาตอนค่ำผมก็มีโทรไปแซวๆ ฟางว่า เพราะเธอทำให้ผมเป็สภาพนี้ พวกเราก็หัวเราะและหยอกเย้าแบบเขินๆ กันไป
พอวางสายจากฟางเสร็จ ไม่นานน้องมิ้นก็โทรมา ผมก็ได้แต่บอกน้องไปว่าวันนี้เพิ่งกลับมาถึงบ้าน เพลียมาก มีอะไรค่อยคุยกันพรุ่งนี้ที่โรงเรียน... และก็วางสายน้องไป
เช้าวันถัดมา ผมก็กลับมาไปโรงเรียนตามปกติ วันนี้ในห้องเรียน เพื่อนๆ มีแต่พูดคุยเื่การสอบเอนทรานซ์ที่ผ่านมา บ้างก็ดีใจที่ทำข้อสอบได้ หลายคนก็กังวลใจว่าตนเองยังทำได้ไม่ค่อยดี ปนเปกันไป จนครูประจำชั้นเข้ามาโฮมรูม
ครูได้แนะนำว่าให้ปล่อยเื่การสอบเอนฯ ไปก่อน มันผ่านไปแล้ว คงได้แต่รอฟังผลสอบ ทำอะไรไม่ได้แล้ว อยากให้ทุกคนกลับมาโฟกัสเื่สอบปลายภาคที่จะถึงในอาทิตย์หน้านี้ก่อน แล้วครูก็ออกไป ผมก็พึ่งนึกขึ้นมาได้ว่า
‘เออพวกเรายังมีสอบปลายภาคอีกนี่หว่า ยังไงก็ขอจบสวยๆ หน่อยแล้วกัน…’ (ถึงจะได้ที่เรียนแล้วก็เถอะ)
หลังจบครึ่งเช้า ผมก็ลงมากินข้าวพร้อมกับน้องมิ้นเหมือนเช่นเมื่อก่อน แต่ความรู้สึกมันแปลกๆ (เหมือนมันไม่คุ้นชิน) จนพวกเรามานั่งที่ม้านั่งประจำ เราคุยถามสารทุกข์สุกดิบกันเหมือนเดิม น้องดูมีความสุขมากเวลาที่คุยกับผม แต่ผมรู้สึกละอายใจยังไงแปลกๆ คุยได้ไม่ค่อยสนิทใจเหมือนเมื่อก่อน จนถึงเวลาที่พวกเราต้องแยกย้ายกลับห้องเรียนเพื่อเรียนต่อ่บ่าย ผมก็กลับขึ้นไปอย่างอึดอัดใจ…
……….>> ปล่อยวาง…