สีผมที่เปลี่ยนไป
ตลอดเวลาที่กัสต่อสู้กับพวกแมลงอยู่นั้นซีต้าก็เฝ้ามองเขาอยู่ตลอดเวลาเธอมองดูกัสด้วยสีหน้าที่แปลกประหลาด มีทั้งความประทับใจชื่นชมและภาคภูมิใจในเวลาเดียวกัน
มันเป็นความรู้สึกที่น่าประทับใจที่ได้เห็นเด็กหนุ่มเช่นกัสสามารถทำอะไรแบบนี้ได้
“น่าสนใจจริงๆ เหตุผลที่ทำแปลงผักเป็นวงกลมก็เพราะนี่เองหรือนี่รู้จักใช้คุณสมบัติของผักให้เป็นประโยชน์เพื่อสร้างปราการตามธรรมชาติขึ้นมาสินะ”
คำชมเชยที่ดังออกมาไม่ขาดนี้ทำให้มิซ่าที่นั่งฟังอยู่ข้างๆเกิดความรู้สึกตื่นเต้นยินดีร่วมไปด้วยอย่างน่าประหลาด เด็กสาวรู้สึกยินดีเสียทุกครั้งที่กัสถูกชมราวกับว่าคนที่กำลังโดนชมนั้นคือตัวของเธอเองก็ไม่ปาน
“จริงด้วยค่ะท่านกัสสุดยอดไปเลยนะคะที่คิดอะไรแบบนี้ออกมาได้ด้วย”
มิซ่าเองก็ตอบสนองอย่างสดใสเสียทุกครั้งที่อาจารย์ของเธอเอ่ยปากชมกัสทั้งยังส่งเสียงสนับสนุนไม่ขาดทำให้ซีต้ายิ่งมาก็ยิ่งยิ้มหวานพลางมองดูลูกศิษย์ของเธอที่ไม่มีความคิดที่จะเก็บอาการใดๆ แล้วส่ายหน้า
‘เด็กคนนี้นี่นะ พี่ชาย..ดูท่าทางท่านจะเจอกับปัญหาแล้วสิ’
เมื่อเห็นปฏิกิริยาตอบสนองของมิซ่าแล้ว ซีต้าก็ทำได้เพียงส่ายหน้ายิ้มๆภายในใจนั้นเธอนึกยินดีที่เด็กสาวชอบกัสจริงๆแต่ในขณะเดียวกันก็กลัวว่าเธอจะต้องผิดหวังหากไม่สามารถแต่งงานกับกัสได้อย่างที่เธอหวัง
หากเทียบกับตระกูลอื่นตระกูลอันดูวเดธที่เธออยู่นั้นนับว่ามีความเมตตาต่อลูกหลานเป็นอย่างมาก แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นมันก็มีสิ่งหนึ่งที่คล้ายกับตระกูลอื่นๆนั่นคือการคำนึงถึงผลประโยชน์ของตระกูลเป็นหลัก
ในฐานะของผู้รักษาที่เยาว์วัยที่สุดมิซ่านั้นได้รับความหวังและการสนับสนุนจากตระกูลมากเธอมีฐานะที่ค่อนข้างสูงแม้จะเป็นผู้หญิงที่ไม่มีพรศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนั้นยังได้รับความสนใจจากตำหนักผู้รักษาเป็นอย่างมาก
แล้วมีหรือที่ตระกูลจะยอมให้เด็กสาวที่มีความสำคัญระดับนี้จะแต่งงานกับผู้กระทำความผิดที่ระยะเวลาชดใช้ความผิดที่ยาวนานแบบกัสได้
นี้คือสิ่งเดียวที่ซีต้าไม่ได้พูดออกมาแต่เฝ้ามองอยู่ตลอดตั้งแต่แรกเริ่มและพยายามหยอกเย้าให้เด็กสาวแสดงความรู้สึกออกมารวมไปถึงการเฝ้าดูปฏิกิริยาตอบสนองของกัสเพื่อหยั่งความคิดของเด็กทั้งสอง
หากพวกเขามีความรักชอบกันจริงเธอก็อาจจะทำบางอย่างเพื่อสนับสนุนแต่ถ้ามันไม่มีความรู้สึกแบบนั้นเกิดขึ้นระหว่างเด็กทั้งสองซีต้าก็ไม่ลังเลที่จะทำให้การหมั้นหมายนี้จบลงด้วยมือของเธอเอง
แต่ยิ่งเฝ้ามองเธอก็ยิ่งรู้สึกลังเลใจยิ่งมองดูกัสที่แสดงความสามารถที่เหนือความคาดหมายของเธอครั้งแล้วครั้งเล่าได้มองดูลูกศิษย์ที่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เสียทุกครั้งที่กัสแสดงด้านดีๆ ออกมาให้เห็น
ยิ่งเฝ้ามองรอยยิ้มของลูกศิษย์ที่นับวันจะยิ่งสดใสซีต้าก็ทำได้เพียงถอดถอนใจด้วยความโศกเศร้าเพราะเธอรู้ว่าต่อให้เธอสามารถทำให้พวกเขาอยู่ร่วมกันได้จริงๆ
แต่ก็ไม่มีทางเลยที่เธอจะทำแบบนั้นได้ตลอดยิ่งรักมากยิ่งลุ่มหลงมาก ยามที่แยกจากก็จะยิ่งเจ็บปวดมากขึ้นเท่านั้น
‘ระยะเวลาในการรับโทษของกัสคือ 150 ปีนั่นเป็นเวลาที่ยาวนานมาก บางที..มันอาจจะเป็นเวลาชั่วชีวิตของเด็กคนนี้เลยก็เป็นได้’
อายุขัยของเผ่าอสูรนั้นยืนยาวกว่ามนุษย์ทั่วไปก็จริงอยู่แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และความบริสุทธิ์ของสายเลือด สำหรับกัสที่เป็นลูกผสมทั้งยังผ่านการกลายพันธุ์จนกลายเป็นบางสิ่งที่ไม่ใช่ทั้งหนูและสิงโตแล้วเธอบอกไม่ได้จริงๆว่ากัสจะมีชีวิตได้นานขนาดไหนหากยังต้องอาศัยอยู่ในดันเจี้ยนไปตลอดแบบนี้
ในขณะที่คิดซีต้าก็ยังเฝ้ามองต่อไปด้วยรอยยิ้มหากแต่ในดวงตาของเธอนั้นแฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
“สุดยอดเลยนะคะท่านอาจารย์..ว่าแต่ทำไมพวกแมลงถึงได้บินเข้าไปให้ท่านกัสจัดการง่ายๆแบบนั้นละคะ ทำไมพวกมันถึงไม่คิดที่จะหลบหนี หรือไปทางอื่น”
หลังจากเฝ้ามองและชื่นชมมานานหลายนาทีมิซ่าก็ดูเหมือนจะมีความสงสัยเกิดขึ้นมาในที่สุดเธอเอ่ยปากถามคำถามที่เธอสงสัยเหมือนกับทุกครั้งที่มีปัญหาคาใจ
ซีต้าเองพอถูกถามก็รู้สึกตัวขึ้นมาเช่นกันเธอมองไปยังแปลงผักของกัสอีกครั้งแล้วยิ้มออกมาบางๆเมื่อเห็นความลับอีกข้อหนึ่งที่เขาซ่อนไว้
“ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผักสองชนิดนั่นคือหัวผักกาดกลิ่นหอมและแครอทใบหนาม สองชนิดนี้เป็นตัวเรียกและขับไล่แมลงพอมันถูกนำมาปลูกรวมกัน ผลลัพธ์ที่ได้จึงกลายเป็นการล่อลวงที่ชักนำแมลงเหล่านั้นให้เคลื่อนไหวไปในทิศทางที่เด็กคนนั้นต้องการ”
กระบวนการนี้เป็นวิธีที่เรียบง่ายและไม่ได้แสดงผลได้นานนัก แต่การที่ปลูกผักทั้งสองชนิดเอาไว้รอบแปลงผักมันก็มีผลที่ทำให้พวกแมลงถูกล่อลวงให้เข้าไปในแปลงผ่านทางเส้นทางที่กัสต้องการ
“แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือเด็กคนนั้นใช้กลิ่นหอมที่รุนแรงกว่าของดอกไม้มาล่อลวงพวกมันเพื่อสร้างโอกาสลงมือจุดนี้เป็นสิ่งที่ข้าชื่นชมที่สุด เจ้าอาจจะเห็นว่ามันมีประสิทธิภาพสูงมากแต่ในความเป็นจริงดอกไม้พวกนั้นทำได้เพียงหยุดแมลงไว้ชั่วครู่เท่านั้นหากกัสไม่มีความสามารถในการกำจัดแมลงที่เร็วพอเขาก็ไม่มีทางรับมือกับพวกมันได้เลย”
สิ่งหนึ่งที่ซีต้าไม่ได้พูดออกมาก็คือยิ่งแมลงเข้าใกล้ผักวิเศษมากเท่าไหร่ผลลัพธ์ของการล่อลวงก็จะน้อยลงเท่านั้นเพราะกลิ่นหอมของผักวิเศษมันมีแรงดึงดูดมากกว่ากลิ่นใดๆทั้งสิ้น
ซึ่งจุดนี้ได้ทำให้เธอสงสัยว่าบางทีแปลงผักแห่งนี้อาจจะไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อทำแบบนี้ตั้งแต่แรก
‘บางทีก่อนหน้านี้เด็กคนนี้อาจจะใช้วิธีที่ต่างออกไป..แต่ไม่ว่าจะเป็นวิธีไหนมันก็น่าชื่นชมจริงๆ’
ช่วงเวลานั้นซีต้ายังคงเฝ้ามองอยู่และต้องเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นกัสใช้หัวสิงโตสีดำดูดของเหลวสีเขียวข้นที่รู้กันว่ามันเป็นปุ๋ยสำหรับผักวิเศษเข้าไปในปาก
‘นี่มัน! อย่าบอกนะว่า!!’
ชั่วขณะนั้นซีต้าถึงกับตกใจจนลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัวและต้องอ้าปากค้างเมื่อเห็นสิ่งที่กัสทำ
หัวสิงโตสีดำที่อมของเหลวสีเขียวเอาไว้จนเต็มปากนั้นมันบินไปยังแปลงผักที่เพิ่งจะถูกปลูกผักชุดใหม่ลงไปจากนั้นก็พ้นของเหลวสีเขียวลงไปเป็นเส้นสาย ราวกับกำลังใส่ปุ๋ยให้กับพวกมัน
ภาพนี้ทำให้ซีต้าตกใจและในเวลาเดียวกันนั้นมันก็ทำให้เธอประทับใจด้วยเช่นกัน
“มันทำแบบนี้ได้ด้วยหรือ..นึกไม่ถึงเลยนึกไม่ถึงเลยจริงๆ!! เด็กคนนี้ทำให้ข้าประหลาดใจได้อีกแล้วน่าตกใจจริงๆ”
อารมณ์ความรู้สึกของซีต้าในตอนนี้เป็นอะไรที่ยากจะอธิบายได้จริงๆเธอทั้งตื่นเต้น ตกใจและภาคภูมิใจในเวลาเดียวกันเธอไม่คิดว่าดันเจี้ยนแห่งนี้จะสามารถใช้วิธีการแบบนี้ในการปลูกผักธรรมดาได้ด้วย
ปุ๋ยที่ได้มาจากของเหลวซึ่งมาจากพวกแมลงนั้นมีผลต่อพืชผักทั่วไปด้วยสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เธอไม่เคยรู้มาก่อนจริงๆ
ยิ่งเฝ้ามองกัสเท่าไหร่ซีต้าก็ยิ่งประหลาดใจมากขึ้นเท่านั้นยิ่งเห็นเขารับมือได้อย่างสงบนิ่งเยือกเย็นโดยไม่มีความผิดพลาดใดๆ เกิดขึ้นเธอก็ยิ่งประทับใจจนใบหน้าแดงระเรื่อด้วยความตื่นเต้นยินดี
เหตุการณ์ที่น่าประทับใจนี้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งการปลูกผักวิเศษสิ้นสุดลงก็ยังไม่มีความผิดพลาดใดๆเกิดขึ้น
ช่วงเวลานั้นซีต้าก็ลุกขึ้นยืนและเดินเข้าไปหากัสที่ยังคงนั่งเอนตัวอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่ด้วยท่าทีที่ผ่อนคลาย
“เด็กน้อยของข้า..เจ้าทำให้น้าคนนี้ประหลาดใจอีกแล้วรู้ไหม”
ช่วงเวลานั้นกัสกำลังหลับตาทำสมาธิเพื่อทบทวนความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดของพลังในร่างกายอยู่เขาเลยไม่รู้สึกตัวพอถูกถามกัสถึงได้ลืมตาขึ้นมามองด้วยความตกใจ
“ท่านน้าเองหรือครับ ท่านหมายถึงเรื่องอะไรกัน”
“จะเรื่องอะไรอีกละก็เรื่องที่ปุ๋ยจากแมลงพวกนั้นสามารถใช้กับพืชผักทั่วไปได้ด้วยสิ่งนี้นะเป็นข้อมูลใหม่เลยนะรู้ไหม”
เมื่อได้ยินแบบนั้นกัสก็ยิ้มออกมาบางๆ ด้วยท่าทีที่มีเลศนัยบางอย่าง
“แบบนี้เอง..แล้วท่านน้าคิดว่าข้าควรจะได้ค่าความดีความชอบสักเท่าไหร่ครับหากส่งข้อมูลนี้ให้กับตระกูล”
รอยยิ้มของซีต้ายกสูงขึ้นในทันที รอยยิ้มของเธอดูอ่อนหวานมากขึ้นเล็กน้อยใบหน้าเองก็ดูแดงระเรื่อดูยั่วยวนใจเป็นพิเศษ
“อะไรกัน..เจ้าจะส่งไปด้วยตัวเองหรือกัสแบบนี้น้าก็อดนะสิ”
“อย่าแกล้งข้าเลยท่านน้า ข้ารู้ว่าท่านไม่ใช่คนแบบนั้น”
สองน้าหลานยิ้มให้กันอยู่ชั่วขณะก่อนที่ซีต้าจะหัวเราะออกมาดังๆแล้วก้มลงไปหอมแก้มกัสฟอดใหญ่จนทำให้ใบหน้าของกัสแดงก่ำขึ้นมา
“ทำไมนะ ทำไมเจ้าถึงได้เกิดมาเป็นหลานของข้านะ..ถ้าเป็นคนรุ่นเดียวกันละก็..น้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่”
พูดแล้วซีต้าก็ส่งเสียงหัวเราะเบาๆก่อนจะส่ายหน้าเมื่อเห็นท่าทีง้องอนของลูกศิษย์ที่ดูจะไม่พอใจเธอที่กลั่นแกล้งคู่หมั้นของตัวเองแบบนี้
“เอาละๆ ข้าไม่แกล้งเจ้าแล้ว..แต่ว่านะกัสหากเจ้าคิดจะส่งละก็ น้าแนะนำให้ส่งช้ากว่านี้สักหน่อยน่าจะดีเพราะอีกไม่นานทางด้านตระกูลน่าจะมีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นแล้ว”
ช่วงเวลานั้นสีหน้าของซีต้าไม่ได้ดูเหมือนพูดเล่นอีกแล้วแต่เธอมีท่าทีที่จริงจังมาก ซึ่งกัสเองก็เข้าใจความหมายนี้ได้ในทันที
“แบบนี้เอง..ไม่ว่าสิ่งของหรือข้อมูลมันจะมีค่าขึ้นมาได้ก็เพราะว่ามีคนต้องการมันสินะครับ”
“ถูกต้องแล้วจ้ะ หลานสุดที่รักของข้า..”
ซีต้าเอ่ยปากชมด้วยความเอ็นดูพลางลูบหัวกัสเบาๆจากนั้นจึงหันไปมองลูกศิษย์ของเธอด้วยความสนใจก่อนจะหันเหความสนใจไปยังถังไม้ใบใหญ่ที่มีของเหลวสีเขียวเข้มเก็บไว้จนเกือบเต็ม
“สิ่งนี้เองก็สามารถเก็บเอาไว้ได้ด้วยสินะทั้งที่ผักวิเศษถูกเก็บไปแล้วแท้ๆ”
“ข้าแค่โชคดีนะครับถึงได้รู้ว่ามันทำแบบนี้ได้”
คำแก้ตัวนี้ไม่ได้ทำให้ซีต้าเชื่อเลยสักนิดหากโชคดีสักเรื่องสองเรื่องมันก็น่าเชื่ออยู่บ้างแต่ถ้าบอกว่าทุกสิ่งที่เขาได้รับเป็นเพราะโชคแล้วละก็ไม่ว่าจะพูดยังไงเธอก็ไม่เชื่อ
“แบบนี้เอง..งั้นเจ้าจะแบ่งโชคดีให้น้าคนนี้บ้างได้ไหม..”
“อย่าล้อข้าเล่นสิครับท่านน้าปรมาจารย์ผู้รักษาอย่างท่านยังต้องการคะแนนความดีความชอบเล็กๆ น้อยๆแบบนี้ไปทำไมกัน”
“กัสน้อยของข้า..เจ้าอาจจะไม่รู้ แต่ผู้รักษาอย่างน้านะหากมีความดีความชอบไม่พอพวกเราก็จะไม่ได้หยุดพักนะรู้ไหม..แต่ถ้าเจ้าแบ่งมันมาให้น้าบ้าง..น้าอาจจะพิจารณาลาพักมาอยู่กับเจ้าสักเดือนสองเดือนก็เป็นได้..ข้าแถมมิซ่าด้วยนะ”
พอซีต้าลากเอาลูกศิษย์ที่รักของเธอเข้ามาร่วมด้วยใบหน้าของมิซ่าก็แดงก่ำขึ้นมาทันทีและยิ่งแดงก่ำขึ้นไปอีกเมื่อกัสหยุดคิดด้วยสีหน้าที่จริงจังเป็นพิเศษ
“ข้าเริ่มจะสนใจแล้วสิท่านน้าพูดจริงหรือเปล่าครับเรื่องนั้น”
ปฏิกิริยาตอบสนองของกัสนั้นไม่ใช่แค่มิซ่าที่ตกใจจนหน้าแดงก่ำซีต้าเองก็ประหลาดใจไม่แพ้กัน
“แหมๆ กัสน้อยของข้า หรือว่าเจ้า..หลงเสน่ห์น้าคนนี้เข้าแล้วถ้าเป็นแบบนั้นละก็น้าก็ยินดีนะจ๊ะ”
กัสหัวเราะขมๆ ออกมาทันทีพลางส่ายหน้าด้วยรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวไปบ้างจากนั้นจึงส่งยิ้มน้อยๆ ให้กับมิซ่าแล้วเริ่มทำสีหน้าจริงจัง
“ข้าจริงจังนะครับท่านน้า..บอกตามตรงข้าอยากฝึกฝนวิชาลับประจำตระกูลให้สำเร็จและก็อยากทำให้วิชาใหม่ของข้าสมบูรณ์ให้เร็วที่สุดด้วย..แต่ว่าความดีความชอบเพียงไม่กี่หน่วยมันไม่สามารถดึงตัวพวกท่านได้นานนักข้าก็เลย”
“แบบนี้เอง..แต่ก็อย่างที่เจ้าเข้าใจ น้าแค่พูดเล่นไปแบบนั้นเอง ต่อให้น้านำข่าวดีนี้ไปบอกตระกูลจริงๆน้าก็ไม่ได้หยุดพักสบายๆ หรอกจ้ะ โดยเฉพาะ..การหยุดพักในดันเจี้ยนแห่งนี้ด้วย”
คำตอบนี้ไม่ได้ทำให้กัสประหลาดใจเท่าไหร่นักเพราะเอาเข้าจริงตระกูลจะยอมปล่อยให้พวกเขาหลอกได้ยังไงกันกลเม็ดเด็กๆ เช่นนี้ไม่มีทางหลอกพวกผู้อาวุโสได้อยู่แล้ว
ที่ซีต้าพูดอาจจะจริงว่าถ้าเธอมีค่าความดีความชอบมากพอเธอก็จะได้หยุดพักแต่สถานที่ที่เธอจะได้ไปพักก็ต้องเป็นที่พักของทางตระกูลอยู่แล้วไม่มีทางเลยที่จะกำหนดเป้าหมายเป็นดินแดนของกัสในดันเจี้ยนแห่งนี้ได้
“แต่ถ้าเจ้าต้องการทำอะไรแบบนั้นจริงๆละก็..น้าพอจะมีวิธีช่วยอยู่นะ”
พริบตานั้นดวงตาของกัสก็ทอประกายวาบขึ้นมาทันทีสีหน้าท่าทางเปลี่ยนไปจนหมดจนดูจริงจังยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
“จริงหรือครับท่านน้า! วิธีไหนกันมีวิธีไหนที่สามารถทำให้ท่านอยู่ช่วยข้าได้กัน”
ซีต้ายิ้มออกมาน้อยๆ พลางลูบใบหน้าของกัสด้วยความเอ็นดูก่อนจะเหลือบมองไปยังมิซ่าที่มีท่าทีตื่นเต้นยินดีไม่ต่างจากกัสเลย
“วิธีที่ว่าก็คือ..เจ้าต้องยอมเป็นหนูทดลองของน้าและช่วยน้าวิจัยวิชาใหม่”
คำตอบที่ได้รับนี้ทำเอากัสถึงกับอ้าปากค้างไปเลยทีเดียวเพราะไม่คิดว่าวิธีการที่ว่าจะเป็นอะไรแบบนี้
แต่พอคิดดูดีๆกัสก็พอจะเข้าใจ หากใช้ข้ออ้างว่าคิดค้นวิชาใหม่มายืดระยะเวลาที่อยู่ในดันเจี้ยนแห่งนี้ร่วมกับเขาแล้วละก็หากทางตระกูลตอบตกลงเช่นนี้น้าสาวของเขาก็สามารถอยู่กับเขาต่อไปได้อีกนานเลยทีเดียว
ส่วนวิชาใหม่นั้นหากมีผลงานไปให้ในระดับหนึ่งทางตระกูลก็ไม่มีทางรู้แน่ว่าพวกเขาใช้เวลาทั้งหมดไปกับการค้นคว้าวิจัยจริงๆหรือว่าทำอย่างอื่นด้วย
“แบบนี้เองวิธีนี้ก็มีความเป็นไปได้สูงมากเลยนะครับ..แต่ว่า ทางตระกูลจะยอมงั้นหรือ”
“ยอมสิ..ถ้าข้าสามารถนำผลสำเร็จเล็กๆไปให้เหล่าผู้อาวุโสของตำหนักผู้รักษาดูได้ละก็ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องยอมไม่ยอมเลยบางทีทางตำหนักผู้รักษาอาจจะพยายามเอาตัวเจ้าออกไปด้วยซ้ำ”
รอยยิ้มของซีต้านั้นแปรเปลี่ยนไปอย่างช้าๆในระดับที่กัสไม่อาจมองเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ ทว่ามิซ่านั้นมองเห็นได้อย่างชัดเจนถึงความนัยบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในรอยยิ้มของอาจารย์
ทว่าเธอก็ไม่กล้าพูดมันออกมาเพราะกลัวว่าหากเปิดเผยออกไปกัสจะปฏิเสธข้อเสนอนี้อีกเหตุผลก็คือเธอมั่นใจว่าอาจารย์ของเธอไม่มีทางคิดร้ายกับกัสอย่างแน่นอน
แต่ก็น่าแปลกเพราะทันทีที่ซีต้าพูดถึงการนำตัวกัสออกไปจากดันเจี้ยนสีหน้าของกัสก็เปลี่ยนไปในทันทีและเริ่มส่ายหน้าปฏิเสธ
“ข้าทำแบบนั้นไม่ได้..ข้ายินดีที่ท่านน้าจะมาช่วยแต่ข้าไม่สามารถยอมรับการช่วยเหลือแบบนี้ได้ บาปของข้า ข้าต้องชดใช้มันและไม่ใช่เพื่อตัวข้าเท่านั้นแต่เพื่อครอบครัวของบลูไซต์ด้วย”
ปฏิกิริยาตอบสนองที่จริงจังจนน่ากลัวนี้ทำให้รอยยิ้มของซีต้าสลายไปใบหน้าของเธอนั้นเต็มไปด้วยความประหลาดใจเป็นที่สุด ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆแล้วพยักหน้าให้
“น้าเข้าใจแล้วจ้ะ..ไม่ว่ายังไงเจ้าก็เป็นลูกของลอว์..นิสัยแบบนี้ได้พ่อเจ้ามาเต็มๆเลยนะรู้ไหม”
ในขณะเดียวกันนั้นซีต้าก็มองดูกัสด้วยดวงตาที่อ่อนหวานยิ่งกว่าครั้งไหนหัวใจของเธอนั้นสั่นไหวขึ้นมาจริงๆ อย่างไม่อาจห้ามได้ภาพของเลโอลอว์ในสมัยก่อนได้ซ้อนทับกับตัวกัสในปัจจุบันจนทำให้ใบหน้าของซีต้าแดงระเรื่อขึ้นมา
‘ดื้อด้านเหมือนกันไม่มีผิด’
แม้จะถูกบ่นว่าทว่ากัสกลับยิ้มกว้างด้วยความดีใจเพราะสำหรับเขาแล้วคำพูดนี้มีค่าเท่ากับคำชมทั้งยังเป็นคำชมเชยที่เขาชอบใจมากอีกด้วย
“แน่นอนเพราะข้าเป็นลูกของท่านพ่อนี่นา”
พูดจบกัสก็หัวเราะออกมาด้วยความพอใจก่อนจะเชิญชวนน้าของเขาไปทานอาหารเย็นแทนที่จะมายืนอยู่ในแปลงผักแบบนี้
ในช่วงเวลาที่กัสผายมือออกไปด้านข้างนั้นดวงตาของเขาก็เหลือบไปเห็นเด็กสาวผมขาวที่เดินเข้ามาใกล้ด้วยท่าทีที่แปลกไปจากเดิม
ใบหน้าของเด็กสาวแดงก่ำจนผิดปกติจังหวะการก้าวเดินของเธอก็ดูไม่คงที่ราวกับกำลังเมาเหล้าอยู่
เมื่อกัสหยุดเท้ามองดูเด็กสาวผมขาวซีต้ากับมิซ่าเองก็หยุดมองไปด้วยเช่นกันพวกเธอนั้นประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นเด็กสาวเดินเข้ามาในแปลงผักแบบนี้
กัสเองก็นึกสงสัยแต่ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยปากถามเด็กสาวผมขาวที่เดินมาราวกับคนเมาก็เปลี่ยนไปราวกับคนละคนราวกับสัตว์ร้ายที่ได้กลิ่นเลือด พริบตานั้นดวงตาสีเขียวก็ทอประกายขึ้นมาวูบหนึ่งจนเห็นได้อย่างชัดเจนและพริบตาต่อจากนั้นเด็กสาวก็พุ่งตรงไปยังถังไม้ที่กัสใส่ปุ๋ยเอาไว้
“ด..เดี๋ยว!!”
กัสพยายามส่งเสียงเรียกทว่ามันสายไป พริบตาเดียวเด็กสาวก็วิ่งเข้าไปถึงถังไม้และกระโดดลงไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ทั้งที่ถังไม้ใบนั้นมีส่วนสูงที่สูงยิ่งกว่าตัวเธอเสียอีก
ซีต้ากับมิซ่าส่งเสียงอุทานออกมาเบาๆก่อนจะวิ่งออกไปในทันทีตามสัญชาตญาณของผู้รักษาที่มีต่อคนเจ็บกัสเองก็ไล่ตามไปด้วยเช่นกันเพราะความเป็นห่วง
แต่เมื่อพวกเขาเข้าไปถึงทุกคนก็ต้องหยุดและหันกลับมามองหน้ากันด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย
ภายในถังไม้เด็กสาวผมขาวนอนแช่อยู่ในของเหลวสีเขียวด้วยใบหน้าที่แดงก่ำราวกับคนเมาเหล้าเธอจมอยู่ในของเหลวสีเขียวนั้นด้วยใบหน้าที่เปี่ยมสุขจนไม่มีใครกล้าเข้าไปขัดขวาง
ยิ่งไปกว่านั้นกัสยังมองเห็นปริมาณของเหลวที่ลดลงอย่างรวดเร็วจนกระทั่งมันหายไปจนหมดเด็กสาวก็ยังยิ้มหวานด้วยท่าทางที่มีความสุขอย่างถึงที่สุด
“นี่มัน..ปุ๋ยนี้ มีผลต่อเผ่าภูตพฤกษาด้วยงั้นหรือ..”
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้คงจะอธิบายเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันเด่นชัดจนไม่อาจชัดเจนไปมากกว่านี้อีกแล้ว
ทั้งปฏิกิริยาตอบสนองของเด็กสาวผมขาวที่มีต่อของเหลวสีเขียวเหล่านี้การที่เธอเดินมาจากลานกว้างหน้าบ้านที่ห่างไกลจากจุดนี้หลายสิบเมตรมาจนถึงใจกลางของแปลงผักทั้งที่ไม่มีใครเรียก
สุดท้ายคือปริมาณของเหลวสีเขียวที่หายไปอย่างรวดเร็วแต่ที่สามารถอธิบายได้ดีที่สุดก็คงไม่พ้นเส้นผมของเด็กสาวที่เปลี่ยนจากสีขาวซีดกลายเป็นสีเขียวซีด
ในขณะที่ซีต้ากับมิซ่ากำลังตั้งสมมติฐานอย่างจริงจังนั้นดวงตาของกัสก็เบิกกว้างขึ้นราวกับคนพบคำตอบของปัญหาที่เขามองหามาตลอด
‘เจอแล้ว..ข้าเจอแล้ว!!ในที่สุดข้าก็รู้วิธีแก้ปัญหาของเจ้าแล้ว!!’