ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    เล่มที่ 2 บทที่ 50 หนีออกมาได้

            ตึง

            กิ้งก่าธารทมิฬที่พุ่งเข้าหาเซี่ยฉิงล้มลงกระแทกพื้นอย่างแรงหอกพิชิตมารจู่โจมฉับพลันแทงทะลุหัวของมันไปแล้ว

            คมหอกประหนึ่งแสง แวววาวสกาวตา!

            ภาพที่เห็นทำเซี่ยฉิงอดไหวตัวไม่ได้ นางรีบหันไปมอง ใบหน้าหล่อเหลาเจือรอยยิ้มอบอุ่นปรากฏแก่สายตานาง

            “เจ้า?”

            ดวงใจเซี่ยฉิงเกิดเกลียวคลื่นยักษ์ท่วมฟ้าที่ไม่สู้ดีนักดวงหน้าสะสวยฉายแววเหลือเชื่อ

            “เจ้า...”

            “ข้าทำไมหรือ?”

            ฉู่เหินเลิกคิ้ว เอ่ยเป็นเชิงนึกสนุก

            “เจ้ายังมีชีวิตอยู่หรือ?” เซี่ยฉิงไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง

            “ทำไมเล่า? เจ้าหวังให้ข้าตายหรือไร?” ฉู่เหินล้อเล่นอีกครั้ง

            เซี่ยฉิงส่ายหน้างุนงง นี่มันจะประหลาดเกินไปแล้ว

            แก่นเลือดมังกรโลหิตหลังกระโดง หยวนวิญญาณแหล่งพลังของหมาป่าเดือนน้ำแข็ง...

            สองสิ่งนี้ไม่ว่าสิ่งใดก็มากพอเอาชีวิตฉู่เหินได้ทั้งสิ้นนับประสาอะไรกับที่พลังทั้งสองล้วนหลอมรวมเข้าไปในกายของเขาเล่าตามหลักแล้วฉู่เหินไม่มีทางมีชีวิตรอดได้เลย

            แต่ฉู่เหินกลับยืนอยู่ตรงหน้าเซี่ยฉิงจริงแท้แน่นอน ไม่เพียงเท่านั้นเซี่ยฉิงยังค้นพบอีกว่าฉู่เหินระดับพลังเพิ่มจากเปิดชีพจรขั้นเก้าเข้าระดับเชื่อมหยวนมิหนำซ้ำยังถึงขั้นสองไปแล้วด้วย...

            “นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?” เซี่ยฉิงขมวดคิ้วคู่สวยชักเริ่มมองบุรุษหนุ่มเบื้องหน้านี้ไม่ออก

            ฉู่เหินยักไหล่แล้วว่าไปส่งๆ “ข้าก็ไม่สู้เข้าใจนักน่าจะเป็นเพราะพลังของมังกรล่าโลหิตหลังกระโดงกับพลังของหมาป่ามารเดือนน้ำแข็งหักล้างกันเองแล้วกระมัง!”

            คำพูดนั้นใช้หลอกคนอื่นยังพอได้

            แต่เซี่ยฉิงไม่มีทางเชื่อ ‘เรื่องผีสาง’ จากปากของฉู่เหินแน่นางไม่เคยได้ยินเรื่องที่พลังแก่นเลือดหยวนวิญญาณของสองราชาสัตว์หักล้างกันได้มาก่อน

            แต่หากถามว่าความจริงเป็นเช่นไรแน่ฉู่เหินเองก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกเช่นกัน

            ฉู่เหินเดินไปถึงข้างศพกิ้งก่าธารทมิฬ ดึงเอาหอกพิชิตมารกลับมา

            จากนั้นจึงหันกายมาเอื้อนเอ่ยกับเซี่ยฉิง“เจ้าขับไล่อายหนาวมนตร์น้ำแข็งในกายหมดแล้วหรือยัง?”

            เซี่ยฉิงไม่ตอบ เพียงแต่มองบุรุษหนุ่มแววตาประหลาดเท่านั้น

            “อะไรกันอีกนี่? หน้าข้ามีดอกไม้ขึ้นกระนั้นหรือ?”ฉู่เหินว่า

            “เจ้ายังไม่ตอบคำถามข้าเลยนี่! ไฉนเจ้าถึงไม่เป็นอะไรเลย?มิหนำซ้ำพลังยังเพิ่มพูนขึ้นอีก”

            “เรื่องนี้...”

            ฉู่เหินไม่ได้อยากตอบคำถามนี้สักเท่าใดแต่พอเห็นแววฉงนในดวงตาคู่สวยแล้วก็เลิกคิ้วขึ้น ตอบไปว่า “บอกเจ้าก็ได้แต่ต้องเก็บความลับให้ข้าด้วยนะ”

            “ได้!” เซี่ยฉิงดวงตาแวววับ

            “เป็นเพราะขีดจำกัดสายเลือดของข้า ขีดจำกัดสายเลือดของข้าค่อนข้างพิเศษ”

            เซี่ยฉิงเองก็พอจะเดาคำตอบเช่นนี้ได้บ้างแล้ว นางยังถามต่ออีกว่า“เป็นขีดจำกัดสายเลือดเช่นไรหรือ?”

            ฉู่เหินส่ายหน้าตอบตามความจริง “แม้แต่ตัวข้าเองยังไม่แน่ใจเลย”

            ไม่แน่ใจว่าตนเองมีขีดจำกัดสายเลือดเช่นไร?

            เซี่ยฉิงอดทึ่งไม่ได้ แต่เห็นฉู่เหินดูไม่เหมือนพูดโกหกจึงทำเพียงพยักหน้า“ก็ได้! ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีขีดจำกัดสายเลือดที่ดูดซับพลังแก่นเลือดของสัตว์ปีศาจได้ด้วยเจ้ามีขีดจำกัดสายเลือดเช่นนี้ก็นับว่ามหัศจรรย์นัก คงเป็นระดับกายมนตรากระมัง...”

            “หวังว่าจะใช่!” ฉู่เหินยิ้มไม่ได้อธิบายความมากไปกว่านั้น

            เซี่ยฉิงดวงหน้าอ่อนลงหลายส่วน นางพึมพำกับตนเอง“ยังดีที่ก่อนหน้านี้ข้าไม่ได้บรรเทาความเจ็บปวดเจ้าด้วยวิธีฆ่าด้วยกระบี่...”

            “อะไรนะ?”

            “ไม่ ไม่มีอะไร” เซี่ยฉิงยิ้มบาง รอยยิ้มงดงามตรึงใจผู้ได้ยล

            “พวกเราควรไปกันได้แล้ว”

            “หืม? เจ้ารู้หรือว่าทางออกอยู่ที่ใด?”

            “เมื่อครู่ข้าพบว่าใต้แท่นศิลานี่ว่างเปล่า”

            ฉู่เหินขึ้นแท่นศิลาชำเลืองมองตำแหน่งที่โครงกระดูกมังกรล่าโลหิตหลังกระโดงกองอยู่แล้วเอ่ยต่อว่า“ข้าถึงคิดว่าทางออกอยู่ใต้นี้”

            ได้ยินดังนั้นแล้วเซ่ยฉิงก็ลุกขึ้นยืนบ้าง

            “ข้าจะลองดู!”

            ตึงๆ

            สิ้นคำ พลังหยวนแท้แกร่งกล้ารวมตัวยังฝ่ามือเซี่ยฉิง เมื่อหักข้อมืองามขึ้นพลันแสงขาวแข็งตัวก็ลอยลิ่วจากปลายนิ้ว จู่โจมใจกลางแท่นนั้น

            ปึ้ง!

            สิ้นเสียงระเบิดหนักหน่วง แผ่นดินสั่นสนั่นไหว แท่นศิลาถล่มออกเป็นหลุมขนาดสองสามเมตรในพริบตา

            ฉู่เหินและเซี่ยฉิงมองอย่างตะลึงและยินดี ช่องทางสีดำปรากฏอยู่บนพื้นแล้ว

            “มีเส้นทางอยู่จริงด้วย” ฉู่เหินคลี่ยิ้ม

            “พวกเราไปกันเถอะ!”

            “อื้ม!”

            ...

            ราวครึ่งชั่วโมงให้หลัง

            ริมทะเลสาบที่ต่อสู้ห้ำหั่นกับหมาป่ามารเดือนน้ำแข็งเมื่อวานท้องฟ้าสีคราม อากาศสดชื่น ดอกไม้ป่าสวยสดงดงาม...ดลฉู่เหินให้รู้สึกผ่อนคลายสบายใจเหมือนตายแล้วเกิดใหม่อย่างไรพิกล

            “ในที่สุดก็ออกมาจากที่ประหลาดนั่นได้แล้ว”

            เห็นฉู่เหินท่าทางเต็มตื้น เซี่ยฉิงก็ผุดยิ้มผ่อนคลายออกมาหลายส่วน

            “เจ้าจะกลับไปหนใด? นครหลวงหรือ?” เซี่ยฉิงถาม

            “อื้ม! เจ้าเล่า?”

            “ข้าเองก็เช่นกัน ไปจุดหมายเดียวกันก็ไปด้วยกันเลยเป็นไร!”

            ฉู่เหินย่อมไม่ปฏิเสธคำร้องขอของโฉมงามเป็นธรรมดา

            ...

            แต่ทว่า ทันใดนั้นเองที่ร่างอันเฉียบคมร่างแล้วร่างเล่าปรากฏกายอยู่บนยอดเขาเบื้องหน้าไม่ไกลออกไป

            ฉู่เหินตกใจ มาตรแม้นห่างไกลกันร้อยเมตรแต่ก็สัมผัสได้ถึงรังสีอันเยือกเย็นที่ผังแผ่ออกมาจากร่างของยอดฝีมือ

            ผู้มาเยือนมีราวยี่สิบกว่าคน สวมชุดรัดกุม โดยมากสวมหน้ากาก

            พวกเขาหันมองมาทางนี้เสียแต่ไกลฉู่เหินสัมผัสได้ถึงแววตาเฉียบคมดุจพญาอินทรีคู่แล้วคู่เล่าภายใต้หน้ากากนั้น

            ยอดฝีมือ เป็นยอดฝีมือทั้งหมดอย่างแน่แท้!

            ฉู่เหินอดขมวดคิ้วไม่ได้ หว่างคิ้วเจือแววนิ่งขรึม

            “อย่าเครียดไปเลย พวกเขามาตามหาข้าเอง” เซี่ยฉิงเอื้อนเอ่ยอ่อนหวาน

            “หือ?” ฉู่เหินฉงน

            “ต้องขอโทษด้วยจริงๆ” เซี่ยฉิงยิ้ม “ข้าคงกลับนครหลวงไปกับเจ้าไม่ได้แล้ว”

            ฉู่เหินกำหมัดเล็กน้อย พยักหน้าในพลัน “ไม่เป็นไร”

            “มีโอกาสคงได้พบกันอีก!”

            “ไว้พบกันอีก!”

            หลังล่ำลากันกระชับได้ใจความเซี่ยฉิงก็เดินไปทางผู้คนเหล่านั้นที่เบื้องหน้า

            ผู้นำกลุ่มสวมหน้ากากสีเงินเข้ามารับนาง คุกเข่าลงข้างหนึ่ง ท่าทางเคารพนบนอบเซี่ยฉิงสนทนาบางอย่างกับเขา แต่เพราะอยู่ห่างกันไกลนักฉู่เหินจึงได้ยินไม่ชัดแต่อย่างใด

            จากนั้น เซี่ยฉิงก็หันกลับมามองฉู่เหินแวบหนึ่งแล้วจึงจากจรไปพร้อมกับทุกคน

            ฉู่เหินมองเซี่ยฉิงและฝูงชนสวมหน้ากากที่ค่อยๆเลือนลับไปจากสายตาแววตาระแวดระวัง

            ภายนอกดูช่างเรียบนิ่ง แต่ภายในนั้นเล่าเกิดคลื่นกระทบมากมายฉู่เหินเข้าใจว่าเซี่ยฉิงคงมีฐานะที่ไม่ธรรมดามาตั้งแต่แรกแล้วยามนี้เขายิ่งมั่นใจในข้อนั้นยิ่งขึ้น

            “มีโอกาสไว้พบกันอีก!” ฉู่เหินพึมพำกับตนเอง

            ...

            หนึ่งชั่วยามต่อมา

            ฉู่เหินเหยียบย่างเส้นทางกลับรอบนอกของเทือกเขาไร้กระดูกอย่างราบรื่นระหว่างทางพบพานสัตว์ปีศาจไม่น้อยคอยโจมตีฉู่เหินจึงได้รวบรวมแก่นสัตว์ปีศาจไประหว่างทางด้วย

            ฉู่เหินแบกหอกพิชิตมารไว้บนหลัง โลดโผนโจนทะยานมุ่งหน้าต่อไป

            รวดเร็วฉับไว เคลื่อนไหวปราดเปรียว ฉู่เหินแทบจะไม่ได้เท้าแตะพื้นเขากระโจนจากต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่ง

            การไล่ล่าฆ่าสัตว์ปีศาจไประหว่างทางทำให้เขาใช้หอกพิชิตมารได้ถนัดมือยิ่งขึ้น

            เทียบกันกับหอกเงามืดก่อนหน้านี้แล้วหอกพิชิตมารสูงล้ำกว่าไม่รู้กี่เท่าตัวศาสตราวุธที่หอกปีศาจฟางปู้ฝานมอบให้เป็นมรดกมีหรือจะเป็นของธรรมดาดาษดื่น

            การเดินทางมาเทือกเขาไร้กระดูกครานี้ให้ผลลัพธ์เหนือความคาดหมายแก่ฉู่เหินยิ่งนัก

            แรกเริ่มเดิมทีมาเพราะหินผลึกหยวนหลงนึกว่าโกมลผลึกกุหลาบโลหิตจะเป็นผลพลอยได้ที่เหนือความคาดหมายแล้วไม่นึกเลยว่าจะได้พบหน้าเซี่ยฉิง ทั้งยังได้สุดยอดวิชาหอกพิชิตมารสะท้านวิญญาอันเลื่องชื่อและศาสตราวุธของผู้อาวุโสฟางปู้ฝานมาพร้อมด้วย...

            ที่น่าสุขอุราที่สุดเห็นจะเป็นระดับพลังที่เพิ่มขึ้นกระมังก้าวกระโดดจากระดับเปิดชีพจรขั้นเก้าไประดับเชื่อมหยวนขั้นสองมิหนำซ้ำยังเป็นสภาวะขั้นสุดยอดของขั้นสองห่างจากขั้นสามเพียงก้าวเดียวเท่านั้นอีก

            หวนนึกถึงเรื่องราวเหล่านี้แล้วฉู่เหินก็อดตื่นตะลึงในความมหัศจรรย์ของขีดจำกัดสายเลือดกายโกลาหลในร่างอย่างลับๆมิได้

            ไม่นึกเลยว่ากระทั่งแก่นเลือดราชาสัตว์กับพลังของหยวนวิญญาณแหล่งพลังจะยังถูกมันกำราบลงได้มิหนำซ้ำยังดูดซับรับเอาแหล่งพลังงานเข้าสู่กายตนเองได้อีก

            ฉู่เหินเริ่มคาดหวังจะได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของกายโกลาหลแล้ว

            มันเป็นขีดจำกัดสายเลือดเช่นไรกันแน่?

            “ท่านคนข้างหน้า กรุณายืนนิ่งๆ อย่าขยับ”

            พลันนั้น เสียงอันเลือดเย็นและคุ้นเคยก็แว่วมาจากเบื้องหลังฉู่เหิน

            ฉู่เหินเหล่มองด้านข้างเล็กน้อยเห็นเป็นสามคนหนุ่มสาวที่ไล่ล่าตัวเขานั่นเอง ทั้งสามเป็นสองบุรุษหนึ่งสตรีอายุอานามสิบเจ็ดสิบแปดด้วยกันทั้งสิ้น

            “พวกเขานี่...” ฉู่เหินนึกพิศวง

            ทั้งสามหาใช่ใครอื่นเป็นสามคนที่ปรากฏตัวตอนพวกกลุ่มโจรได้โกมลผลึกกุหลาบโลหิตก่อนหน้านี้นั่นเอง

            เพราะทั้งสามคนโผล่มา ฉู่เหินถึงได้กลายเป็น ‘นกขมิ้น’ ไปรอบหนึ่ง หลังชิงโกมลผลึกกุหลาบโลหิตมาแล้ว ก็ยังใช้กลยุทธ์ ‘ตั๊กแตนทองลอกคราบ’ สลัดการตามล่าของพวกเขาอีกด้วย

            ไม่นึกเลยว่าจะยังมาพบกับทั้งสามอีกในวันนี้

            “หยุดอยู่ตรงนั้น!” ซางเจ๋ออาภรณ์เขียวตะคอกเฉียบขาด

            ได้ยินวาจาราวกับเป็น ‘คำสั่ง’ นั้นแล้ว ฉู่เหินกลับเผยยิ้มไม่ยี่หระ ไม่แยแสแม้แต่น้อยมิหนำซ้ำยังเคลื่อนไหวในไพรพนาเร็วขึ้นอีก

            ทั้งสามเบื้องหลังเห็นฉู่เหินเป็นเช่นนั้นก็อดสบตากันไม่ได้แล้วจึงรีบเร่งความเร็วไล่ตามไป

            “หลินไห่ เจ้ากระหน่ำทางปีกซ้าย ซินเหวินเจ้าไปทางขวาอย่าให้มันหนีรอดไปได้” ซางเจ๋อสั่งการ

            “เข้าใจแล้ว!”

            “รับทราบ”

            หลินไห่และซินเหวินแยกตัวออกเป็นสองฝั่งทั้งสามตามจู่โจมฉู่เหินเป็นแนวครึ่งวงกลมแผ่ออก

            “ข้าให้เจ้าอยู่เฉยๆ ไม่ได้ยินหรือไร?” ซางเจ๋อเคลื่อนที่เร็วที่สุดกระบี่แหลมคมเผยตัวบนมือเขา เห็นได้ชัดว่าเขาพร้อมจะลงมือกับฉู่เหินได้ทุกเมื่อ

            “ทั้งสามท่าน ข้าหาได้มีความแค้นเคืองอันใดกับพวกท่านแต่กลับไล่ตามข้าตลอดมาด้วยเหตุอันใด?” ฉู่เหินเปรยแต่ก็ไม่ได้ชะลอฝีเท้าลงเลย

            “ฮึ เจ้ารู้ดีอยู่แก่ใจ” ซินเหวินตวาดเสียงเย็น

            “ขอทั้งสามโปรดชี้แจงด้วย ข้าไม่รู้เรื่องอันใดเลย!”

            “ยังมาเสแสร้งอยู่อีก รีบส่งโกมลผลึกกุหลาบโลหิตมา”

            “โกมลผลึกกุหลาบโลหิตหรือ?” ฉู่เหินทำเป็นตกใจน้ำเสียงฉงนไม่หยอก “ข้ามีของดีเช่นนั้นอยู่กับตัวตั้งแต่เมื่อใดกัน? พวกท่านอย่ามาจงใจใส่ร้ายป้ายสีคนบริสุทธิ์เลยจะดีกว่า!”

     

             …………………………….

     

    คล้ายกับเรื่องฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ] ที่คุณอ่าน