ณ เมืองจินหยาง
ภายในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งมีชายหนุ่มสามคนกำลังนั่งปรึกษากันอยู่อย่างขะมักเขม้น บรรยากาศตอนนี้ตึงเครียดเป็อย่างมาก จากนั้นชายหนุ่มท่าทางขี้โรคคนหนึ่งก็ถามขึ้นว่า
"นี่ก็เจ็ดวันผ่านไปแล้ว กู่หวงเ้าเจอร่องรอยของชิงอวิ๋นบ้างไหม?"
"ยังหาไม่เจอเลย" สีหน้าของเด็กหนุ่มที่มีร่างกำยำแข็งทื่อและเป็กังวล "ั้แ่แยกกับพวกเราเมื่อเจ็ดวันก่อน พวกเราก็ไม่ได้เห็นเขาอีกเลย ่นี้ข้าได้ยินมาว่าในสำนักจินหยางมีเทพธิดาคนหนึ่งชื่นชอบรูปร่างหน้าตาของชิงอวิ๋นมาก พวกเ้าว่าการหายตัวไปของเขาจะเกี่ยวกับเทพธิดาคนนี้หรือเปล่า"
"ก็อาจจะใช่" ชายหนุ่มท่าทางขี้โรคพูดขึ้น
"ต่อให้มีความเป็ไปได้เพียงแค่หนึ่งส่วนพวกเราก็ต้องลองดู ถึงยังไงเขาก็เป็สหายกับพวกเรามานาน การที่เขาหายตัวไปแบบนี้อาจจะเกิดเื่ไม่ดีขึ้นกับเขาก็ได้" เด็กหนุ่มที่ท่าทางขี้โรคอีกคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยความห่วงใย เขามีนามว่ามู่ปิงเฟิงร่างกายของเขาอ่อนแอั้แ่เกิด ั้แ่จำความได้เขาก็เป็โรคไข้เย็นอยู่ตลอด รักษาอย่างไรก็ไม่หาย
นั่งถัดจากเขาไปไม่ไกล เด็กหนุ่มที่มีท่าทางขี้โรคอีกคนชื่อหยางเฉิน หยางเฉินก็ร่างกายอ่อนแอแต่กำเนิดเช่นเดียวกัน อีกทั้งยังเป็โรคประหลาด โรคนี้กลางวันตัวร้อนดั่งไฟเผากลางคืนหนาวสั่นอย่างรุนแรง หมอที่มีความเก่งกาจมากมายต่างก็พยายามรักษาเขา แต่หมอทั้งหมดก็ล้วนแล้วแต่รักษาไม่หาย
เพราะฉะนั้นั้แ่เด็กพวกเขาจึงไม่มีเพื่อน แม้แต่คนในตระกูลยังรังเกียจ คนที่เกิดในตระกูลผู้ฝึกยุทธ์แล้วฝึกยุทธ์ไม่ได้ ผู้คนในตระกูลต่างก็เรียกพวกเขาว่าคนพิการไร้ประโยชน์ และที่นั่งตรงข้ามกันก็คือเด็กหนุ่มที่มีร่างกายกำยำเขามีนามว่ากู่หวง ถึงแม้ว่ากู่หวงจะมีร่างกายแข็งแรงแต่กำเนิด แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็เพราะอะไรเขากลับไม่สามารถฝึกฝนวิชายุทธ์ได้
เมื่อรวมเข้ากับไป๋ชิงอวิ๋นพวกเขาก็คือสี่บุคคลไร้ประโยชน์แห่งเมืองจินหยาง ไม่รู้ว่าเป็เพราะโชคชะตาหรือว่าอะไร ทำให้สี่คนนี้รู้จักกันั้แ่เด็กพวกเขาคลุกคลีไปมาหาสู่กันอยู่เป็ประจำ ด้วยความสัมพันธ์นี้จึงเกิดเป็ความสนิทสนมชิดเชื้อขึ้นมา การหายตัวไปของเพื่อนที่มีอยู่น้อยนิดของพวกเขาถือว่าเป็เื่ใหญ่
"เช่นนั้นพวกเราลองบุกไปที่สำนักจินหยางล่ะเป็ไง?" กู่หวงพูดขึ้น ปกติเขาเป็คนโผงผางเปิดเผยทำอะไรก็ตรงไปตรงมา หากอยากรู้ความจริง ก็ไม่สู้ลองไปที่สำนักจินหยางดูเดี๋ยวก็รู้เอง
"นั่นไม่เท่ากับรนหาที่ตายเหรอ สำนักจินหยางเป็สถานที่แบบไหนกัน ใช่สถานที่ที่คนอย่างพวกเราจะเข้าไปได้เหรอ ถึงอย่างไรนี่ก็เป็สำนักอันดับหนึ่งในภาคกลาง ต่อให้พวกเราเป็คนของห้าตระกูลใหญ่แห่งเมืองจินหยาง ก็ไม่มีสิทธิ์บุกรุกเข้าไปในสำนักจินหยางอยู่ดี" มู่ปิงเฟิงพูดขึ้น น้ำเสียงของเขาอ่อนแรงและเต็มไปด้วยความจนปัญญา
"แล้วทีนี้จะเอายังไงต่อ เพราะเบาะแสเดียวที่มีก็อยู่ที่สำนักจินหยาง หากไม่เข้าถ้ำเสือแล้วจะได้ลูกเสือได้อย่างไร ต่อให้อันตรายยังไงวันนี้ข้าก็ต้องไป" กู่หวงพูดขึ้นน้ำเสียงของเขากล้าหาญแววตาคมกริบ "แล้วเ้าล่ะจะเอายังไงหยางเฉิน"
"ก็คงต้องเป็แบบนั้น ถึงอย่างไรพวกเราก็ไม่มีเบาะแสอื่นอีกแล้ว คงทำได้เพียงลองไปดูเท่านั้น สืบได้มากน้อยแค่ไหนก็ถือว่าเป็เื่ดีทั้งนั้น"
เมื่อกล่าวจบทั้งสามคนก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกัน กู่หวงที่มีร่างกายแข็งแรงที่สุดในที่นี้หันมองสหายของเขาทั้งสองคนไปมาอยู่สองสามที จากนั้นก็อดไม่ได้เขาถามขึ้นว่า
"สำนักจินหยางอยู่ไกลมากให้ข้าไปคนเดียวไม่ดีกว่าเหรอ พวกเ้าสองคนร่างกายอ่อนแอ ถ้าโดนลมโดนแดดเข้าอาจจะเป็อันตรายกับร่างกายของพวกเ้าได้"
"การไปสำนักจินหยางครั้งนี้ จะปล่อยให้เ้าไปคนเดียวได้อย่างไร หากจะไปก็ต้องไปด้วยกัน" หยางเฉินพูดขึ้น น้ำเสียงของเขาดื้อรั้นและไม่ยินยอม
"แต่...."
"ไม่มีแต่ หากจะไปก็ต้องไปด้วยกัน" มู่ปิงเฟิงพูดขัดขึ้น "ในเมื่อรู้ว่าการไปครั้งนี้อันตราย พวกข้าจะยอมปล่อยให้เ้าไปคนเดียวได้อย่างไร พวกเราก็มีกันอยู่แค่สี่คน ขาดไปหนึ่งก็น้อยลงไปหนึ่ง การหายตัวไปของชิงอวิ๋นเป็เื่ที่น่าสงสัยเป็อย่างมาก ไม่แน่ว่าเื่นี้อาจจะมีลับลมคมในอะไรก็ได้"
"ใช่หากจะไปก็ต้องไปด้วยกัน หากการไปครั้งนี้ต้องตายเช่นนั้นก็ให้พวกเราตายไปพร้อมกันเลย เื่การหายตัวไปของชิงอวิ๋นข้าเองก็กลุ้มใจมากคงจะนิ่งดูดายอยู่เฉยๆไม่ได้หรอก" หยางเฉินแววตาแข่งกร้าวน้ำเสียงเด็ดเดี่ยวห้าวหาญแต่หลังจากนั้นไม่นานแววตาของเขาก็หม่นหมองลง
"แค่ก แค่ก" เขาไอสองครั้งมือสองข้างกอดอกแน่นตัวสั่น ขณะเดียวกันก็กล่าวขึ้นด้วยแววตาเศร้าๆว่า "ชิงอวิ๋นอันที่จริงแล้วอาภัพกว่าพวกเรามากถึงเขาจะทำตัวเป็คนเข้มแข็งไม่ยอมแพ้ แต่นั่นเป็เพราะเขาไม่มีที่พึ่งแล้ว เขาถูกขับไล่ออกจากตระกูล ชีวิตนี้ไม่มีบ้านให้กลับแล้ว เขามีแค่พวกเราสามคนที่เป็สหาย เื่ของเขาก็คือเื่ของข้า ยังไงซะการเดินทางจากนี้ข้าก็ต้องไป"
"ข้าเห็นด้วย" มู่ปิงเฟิงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว
"พูดได้ดี! เช่นนั้นพวกเ้าสองคนรอข้าที่นี่ ข้าจะกลับไปเอารถม้าที่บ้าน อีกสองเค่อเจอกันที่นี่" กล่าวจบกู่หวงก็เดินจากไป
เมื่อเดินออกจากโรงเตี๊ยมกู่หวงก็เดินปะปนเข้าไปในฝูงชน เขามุ่งหน้ากลับไปยังบ้านตระกูลกู่ทันที
ณ คฤหาสน์ตระกูลกู่
ประตูจวนทางเข้าใหญ่โตมโหฬาร สองข้างประตูใหญ่มีชายร่างกำยำสองคนยืนเฝ้าประตูอยู่ ชายร่างกำยำสองคนนี้คือยามเฝ้าประตูของตระกูลกู่
กู่หวงเมื่อกลับมาถึงคฤหาสน์ตระกูลกู่ เขาก็ไม่ได้เดินเข้าด้านหน้าประตูแต่กลับเดินอ้อมไปด้านหลังเพื่อเข้าประตูหลังแทน ความจริงแล้วกู่หวงก็ถูกคนในตระกูลรังเกียจเช่นเดียวกัน
คนในตระกูลกู่ต่างบอกว่ากู่หวงเป็คนพิการไร้ประโยชน์ แม้จะมีร่างกายแข็งแรงแต่กำเนิดแต่กลับไร้พร์ในด้านการฝึกยุทธ์ และสาเหตุที่เขายังสามารถใช้ชีวิตอยู่ในตระกูลนี้ได้ เป็เพราะท่านพ่อผู้นำตระกูลโปรดปรานท่านแม่ของเขามาก ถึงเขาจะเป็คนไร้ประโยชน์แต่โชคยังดีที่ท่านพ่อโปรดปรานท่านแม่ทำให้เขาใช้ชีวิตอยู่ในตระกูลกู่ได้อย่างไม่ยากลำบากนัก
แต่ถึงอย่างนั้นเหล่าลูกหลานตระกูลกู่หากมีโอกาสพวกเขาก็พร้อมจะโจมตีกู่หวงอย่างไร้ปราณี การแก่งแย่งชิงดีของลูกหลานในตระกูลใหญ่ กู่หวงไม่อยากเข้าร่วมด้วย ช่วยไม่ได้ก็เขาไม่อยากอายุสั้นนี่นา ตัวเองฝึกยุทธ์ไม่ได้ขืนะโเข้าไปในวงล้อมแห่งความขัดแย้ง นั่นไม่เท่ากับโยนตัวเองไปหาความตายหรอกหรือ
เมื่อเข้ามาในจวนกู่หวงก็มุ่งหน้ากลับเรือนทันที ใช้เวลาไม่นานเขาก็เดินเข้าไปด้านในจวน และหน้าจวนมีแผ่นไม้เขียนไว้ด้วยตัวอักษรสีทองซึ่งบนนั้นเขียนไว้ว่า หว่านเหนียง
ด้านในจวนหญิงงามหนึ่งคนกำลังนั่งปักเสื้อคลุมสวยงามอยู่หนึ่งตัว ด้านข้างมีสาวรับใช้คอยให้ความช่วยเหลืออยู่ ภาพเบื้องหน้างดงามอย่างมากหญิงงามกำลังตั้งใจปักเสื้อคลุมตัวนั้นอย่างขะมักเขม้น
"ท่านแม่ลูกกลับมาแล้วขอรับ" เสียงของกู่หวงกล่าวทักทายขึ้น
หญิงงามวางเสื้อคลุมกับเข็มในมือลง นางหันมามองทางต้นเสียง ดวงตากลมโตฉายแววแห่งความห่วงใย ใบหน้าของนางเป็รูปไข่ คิ้วโค้งได้รูปหมดจดประหนึ่งปลายกระบี่ มุมปากของนางยกยิ้มขึ้น
"หวงเอ๋อร์กลับมาเร็วเช่นนี้ มีเื่อะไรเหรอลูก" เสียงหญิงงามดังไพเราะเสนาะหู น้ำเสียงของนางอ่อนโยนและอ่อนหวานเป็อย่างมาก
"หวงเอ๋อร์อยากจะขอยืมรถม้าของท่านแม่น่ะขอรับ พอดีว่าสหายของลูกหายตัวไปเจ็ดวันแล้ว ยังไม่มีข่าวคราวใดๆเกี่ยวกับเขาเลย ลูกร้อนใจมากจึงจะไปตามหาเขาที่สำนักจินหยางน่ะขอรับ" กู่หวงโค้งกายคารวะ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความถ่อมตน ไม่โผงผางและไม่กระโตกกระตาก ต่างกับอยู่ด้านนอกและอยู่ต่อหน้าสหายอย่างสิ้นเชิง
หญิงงามใบหน้าเป็กังวล ดวงตาฉายแววความห่วงใยอย่างเด่นชัด นางกล่าว "สำนักจินหยางเป็สำนักอันดับหนึ่งในภาคกลาง ลำดับของพวกเขาสูงส่งมาก สำหรับลูกการไปที่นั่นอันตรายมากเลยนะ ไม่ไปไม่ได้เหรอลูก"
"สหายของข้าคนนี้ท่านแม่ก็รู้จัก การที่เขาหายตัวไปทำให้จิตใจของข้าร้อนรุ่ม ต่อให้การเดินทางครั้งนี้จะอันตรายแต่ถึงยังไงข้าก็ต้องไปขอรับ"
"หวงเอ๋อร์มีมาดของผู้แข็งแกร่งเช่นนี้ช่างเหมือนบิดาเ้าจริงๆ" หญิงงามกล่าวชื่นชมด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน "การไปครั้งนี้อาจเป็อันตราย ลูกต้องมีสติให้มากอย่าทำอะไรวู่วาม หากมีเื่กับจินหยางตระกู่ก็ปกป้องลูกไม่ได้"
"เื่นี้ลูกเข้าใจดีขอรับ ลูกจะระวังตัว" กู่หวงคารวะหญิงงามอีกครั้งแล้วกล่าวขึ้นว่า "เช่นนั้นท่านแม่ลูกขอตัวลานะขอรับ"
"ระวังตัวให้ดีนะลูก" สีหน้าและน้ำเสียงของหญิงงามยังคงเป็ห่วงกังวลใจ
"ขอรับท่านแม่" กล่าวจบเขาก็สาวเท้าหันหลังเดินออกไปจากจวนหว่านเหนียง