ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 32 ผู้หญิง

           ถูกคนหมายหัวอย่างนี้แล้ว ยังต้องมานั่งอดทนนี่มันไม่ใช่วิสัยของฉู่เฟิง

           แม้แต่ฉากตายของเขายังถูกคนกำกับไว้เลย อยากถูกไฟช็อตตายหรืออยากถูกไฟคลอกตาย แม้แต่จะตายยังหยามกันอย่างนี้

           นี่ถ้าไม่เพราะฝึกกระบวนท่าที่เก้าสำเร็จ จุดจบเขาคงน่าสมเพช

           สัญญาณเชื่อมต่อ เสียงผู้หญิงดังขึ้น

           ยามราตรี ดาวพร่างพรายระยิบระยับ

           ฉู่เฟิงยืนอยู่ในป่าผลไม้เงียบสงัด ใบหน้ามีแววตกใจนี่ไม่ใช่หลินนั่วอี ตอนนี้ที่นี่เงียบสงบ ไร้เสียงรบกวน เขาได้ยินอย่างชัดเจน

           โทรผิดเหรอ? เขาก้มดูหน้าจอ มองแล้วมองอีกก็ไม่ผิดนี่ นี่เป็นหมายเลขติดต่อของหลินนั่วอี แล้วทำไมถึงเป็นเสียงของคนอื่น?

           “ผมขอสายหลินนั่วอีฮะ” เขาเอ่ยเรียบๆ

           “ฉู่เฟิง คนที่อยู่ที่ไท่หังซานคนนั้นใช่ไหม?” ชัดเลย ผู้หญิงที่อยู่ปลายสายเห็นชื่อเขาปรากฏบนจอเครื่องมือสื่อสารจึงเอ่ยเพื่อยืนยันว่าเป็นเขา

           “ใช่!” ฉู่เฟิงตอบ

           “คุณอยู่ที่เมืองชิงหยางสินะ นี่นั่นไกลไปหน่อย แต่ก็เงียบสงบดีห่างไกลความวุ่นวายของเมืองหลวง ไม่เลวเลย ดีกว่าที่เมืองเจียงหนิง1ทางนี้เสียอีกถ้ามีความเพียรพยายามล่ะก็ ต้องสำเร็จอย่างแน่นอน”ผู้หญิงคนนั้นพูดอย่างไม่เกรงอกเกรงใจ

           ฉู่เฟิงขมวดคิ้ว ผู้หญิงคนนี้หมายความว่ายังไง เธอเป็นใคร? ถึงแม้วิธีการพูดจะเนิบนาบ หากมีเค้าเผด็จการ

           เมืองชิงหยางเป็นแค่เมืองเล็กๆ ที่เชิงเทือกเขาไท่หังซานแต่เมืองเจียงหนิงเป็นเมืองใหญ่ ศิวิไลซ์อย่างยิ่ง เรียกได้ว่าเป็นมหานครศูนย์กลางของเจียงหนาน2เลยทีเดียว

           จับสองเมืองนี้มาคู่กัน เปรียบเทียบได้เยี่ยมจริงๆนี่คือการเตือนและบอกใบ้อะไรเขาอยู่ใช่ไหม?

           แต่ฉู่เฟิงนิ่งเฉยพูดแค่ว่าเขามีบางเรื่องต้องการจะคุยกับหลินนั่วอี

           “ช่วงนี้นั่วอีงานยุ่งมาก เทียนเสินเซิงอู้เองก็มีเรื่องสำคัญไม่น้อยที่รอให้เธอจัดการอยู่คนที่รู้จักกับเธอเขารู้กันดี ดังนั้นช่วงนี้เลยไม่มีใครมารบกวนเธอเท่าไหร่”เสียงผู้หญิงทางปลายสายอ่อนโยนนุ่มนวล

           ฉู่เฟิงตะลึง ผู้หญิงคนนี้ร้ายกาจชะมัด ดูเหมือนนุ่มนวลพูดจาคล่องแคล่ว ทว่าหากพิจารณาดูให้ดีแล้ว คำพูดของเธอแฝงความหมายลึกซึ้ง

           คำพูดเมื่อครู่ บ่งบอกสถานะของหลินนั่วอีอีกทั้งตีวงคนที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับเธอ พูดง่ายๆ ข้อมูลไม่หลุดออกมาสักนิดแถมยังซ่อนปลายหอกทิ่มแทงกลับมาอีก

           ฉู่เฟิงคาดเดาว่า ผู้หญิงคนนี้น่าจะเกี่ยวพันใกล้ชิดกับหลินนั่วอีไม่อย่างนั้นจะเข้าถึงเครื่องมือสื่อสารของเธอได้อย่างไรฉู่เฟิงก็ไม่แข็งขืนดึงดัน เออออตามอีกฝ่าย

           สุดท้าย ฉู่เฟิงหัวเราะ บอกเธอไปว่าไม่รบกวนแล้ว จากนั้นวางสาย

           เขาวางเครื่องมือสื่อสารลง ตัดสินใจว่าทิ้งช่วงสักพักค่อยโทรไปใหม่เครื่องของหลินนั่วอีไม่น่าตกอยู่ในมือของผู้หญิงคนนี้ตลอดเวลาหรอก

           เรื่องนี้เหนือความคาดหมายของเขา แทนที่จะได้คุยกับหลินนั่วอีกลับได้เจอผู้หญิงคนนี้แทน เธอเกี่ยวข้องกับหลินนั่วอีแบบไหนกันแน่นะ?

            เพียงแค่เสียง ไม่สามารถระบุอายุของเธอได้ดีไม่ดีอาจเป็นสาวน้อยอายุยี่สิบต้นๆ ก็ได้หรือจะเป็นผู้หญิงสูงศักดิ์อายุสามสิบสี่สิบที่แต่งงานแล้วก็เป็นได้

            อีกหนึ่งชั่วโมงให้หลัง ฉู่เฟิงโทรหาหลินนั่วอีอีกครั้ง

            ปลายสาย เสียงเหนื่อยหน่ายของผู้หญิงลอยมา น้ำเสียงน่าฟังหากก็มีแววเหยียด “นี่คุณยังโทรมาอีกหรือ?”

            ฉู่เฟิงจนปัญญา ทำไมถึงยังเป็นยัยนี่อีกล่ะ?

            “ทางที่ดีคุณอย่าติดต่อนั่วอีอีกเลย เธอยุ่งมากไม่มีเวลาหรอกคนเราก็ต้องรู้จักประมาณตนนะ!” ครั้งนี้ คำพูดคำจาของหญิงสาวตรงไปตรงมาน้ำเสียงหยิ่งยโส

            “คุณคิดมากน่ะ ผมแค่มีธุระอยากคุยกับเธอให้ชัดเจนก็เท่านั้น”ฉู่เฟิงยังคงเฉย

            “ธุระบางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องเก็บมาคิด ยังไงก็เป็นไปไม่ได้ฉันพูดอย่างนี้คุณเข้าใจใช่ไหม? กลับสู่โลกแห่งความจริงเถอะใช้ชีวิตอยู่ที่ชิงหยางนั่นแหละ ที่นั่นเหมาะกับคุณแล้ว”เสียงของหญิงสาวมีแววเย็นชา เห็นได้ชัดว่าเธอหมดความอดทนคำพูดคำจาไม่อ้อมค้อมอีกต่อไป

            “ดูท่าจะเข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว” ฉู่เฟิงพูดตรงๆ แต่ถึงจะกล่าวเช่นนั้นหากก็ไม่มีความคิดที่จะอธิบาย

            “ไม่มีเรื่องเข้าใจผิดอะไรทั้งนั้น ต่อไปนี้คุณอย่ามารบกวนนั่วอีอีกเธอมีชีวิตของเธอ คุณมีที่ทางของคุณ โลกที่อยู่มันคนละใบกัน ดูแลตัวเองให้ดีเถอะ!หากยังรั้นอีกล่ะก็ อย่าหาว่าไม่เตือนก็แล้วกัน บางทีตอนนี้คุณอาจจะไม่เข้าใจแต่ฉันว่าอีกหน่อยคุณก็จะรู้เอง” น้ำเสียงของหญิงสาวกลายเป็นเย็นชา

            ฉู่เฟิงได้ยินพลันรู้สึกวาบอยู่ในใจ หากยังพูดอย่างไม่แยแส “จริงๆ แล้วคุณคิดมากไปเอง ผมต้องการคุยกับนั่วอีเพราะต้องการบอกเธอเรื่องแปลกๆ เรื่องหนึ่ง”

            “อ้อ เรื่องอะไรล่ะ คุณบอกฉันไว้ก็ได้ ฉันจะแจ้งเธอเอง”เหมือนกับผู้หญิงคนนี้คาดไม่ถึงว่าเขาจะมามุกนี้

            “วันนี้ มีค้างคาวตกลงมาที่นอกสวนของบ้านผม เลือดโทรมเต็มตัว”พูดถึงตรงนี้เขาก็หยุด คอยฟังปฏิกิริยาจากอีกฝ่าย

            นั่นไง ผู้หญิงคนนั้นท่าทางจะตกใจ เหมือนกับเธอลุกขึ้นนั่งบนเตียงทันควันนิ่งงันในพริบตา ไม่ส่งเสียงใดๆ

            ชั่วอึดใจต่อมา เธอค่อยเอ่ยถามเสียงเรียบๆ “เรื่องไร้สาระอย่างนี้น่ะหรือที่คุณอยากจะบอกเธอน่ะ?”

            “ค้างคาวยักษ์ตัวนั้นถึงจะบาดเจ็บ แต่ให้ยังไงมันก็ไม่ยอมเป็นมิตรกับผมดูแล้วมันไม่น่าจะมาจากเทียนเสินเซิงอู้ แล้วก็ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันด้วย”ฉู่เฟิงเอ่ย ไม่ช้าไม่เร็ว

            ปลายสายเงียบไปเล็กน้อย พอผู้หญิงคนนั้นเอ่ยปากอีกครั้งน้ำเสียงมีแววนุ่มนวล “ย่อมเกี่ยวกับเทียนเสินเซิงอู้แน่นอนรบกวนคุณช่วยมันหน่อยเถอะ อย่าให้มันเป็นอะไร”

            สายตาของฉู่เฟิงฉายแววเย็นเยียบ ผู้หญิงคนนี้รู้จักนายปีกปีศาจนั่น!

            “ทำไมผมต้องช่วยมันด้วย ในเมื่อไม่รู้ว่ามันบาดเจ็บเพราะอะไรแถมยังไม่เป็นมิตรกับผมตลอด รู้สึกอย่างกับว่ามันอยากจะฆ่าผมอย่างนั้นแหละ”เขาบอกไปอย่างนั้น

            “คุณ....” หญิงสาวโมโห มาถึงตอนนี้เธอเย็นไม่ไหวแล้วไม่อาจใช้ท่าทีที่ใช้ก่อนหน้านี้คุยกับฉู่เฟิงได้เธอรู้สึกได้ถึงโทสะที่พุ่งขึ้นมาเป็นริ้วๆ

            “ฉันขอเตือนคุณ ถ้าเขาเป็นอะไรไปล่ะก็ คุณจบไม่สวยแน่!”เธอพูดอย่างไม่อ้อมค้อม เริ่มข่มขู่

            ฉู่เฟิงครุ่นคิด ดูท่าชายหนุ่มปีกปีศาจถือได้ว่าเป็นยอดฝีมือคนหนึ่งมีค่าให้เธอกางปีกปกป้อง ไม่ใช่แค่ตัวเบี้ยที่จะเขี่ยทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้

            ย้อนนึกดูโดยละเอียด ชายหนุ่มรูปงามคนนั้นก็เก่งกล้าสามารถจริงๆหากไม่เป็นเพราะเสียงร้องของวัวสีดำ การจะรับมือกับเขานับว่ายากยิ่ง

            ตอนที่ชายหนุ่มกางปีกปีศาจปิดฟ้าแผดคลื่นเสียงสีดำที่ไม่แยกแยะมิตรหรือศัตรู อาณาบริเวณโดยรอบล้วนพินาศแผ่นหินปูพื้นยังแตก พลังนั้นเป็นของจริงอย่างแน่นอน

            “เกี่ยวอะไรกับผมล่ะ ตัวเขาเองก็ใกล้จะตายอยู่แล้วน่าจะอยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งหรือสองวันหรอก” ยามที่ฉู่เฟิงกล่าวคำพูดนี้สายตาก็มองไปทางมนุษย์พิเศษสองคนที่นอนแผ่อยู่ไกลๆ

            “จะมีคนไปรับตัวเขา พวกบาดแผลคุณแค่ช่วยจัดการอย่างง่ายๆ ไปก่อนเรื่องอื่นไม่ต้องไปสนใจ!” หญิงสาวพูดอย่างเย็นชา จากนั้นก็วางสาย

            ฉู่เฟิงวางเครื่องมือสื่อสารลง เผยรอยยิ้มเย็นชาที่มุมปากเขาตกข้อมูลบางอย่างมาได้ แล้วยังจะต้องกลัวพวกเขาอีกหรือ?!

            ฉู่เฟิงเอาโซ่เหล็กออกมาล่ามมนุษย์พิเศษที่บาดเจ็บสาหัสทั้งสองคนอย่างแน่นหนา ทิ้งไว้ในสวนไม่ใส่ใจอะไรแล้วกลับห้องเข้านอน

            คืนนี้ช่างเงียบสงบ ไม่มีใครมาเยือนอีก

            จนกระทั่งเที่ยงวัน ฉู่เฟิงกับหวงหนิวกินข้าวกันอิ่มหนำแล้วถึงมีคนมาเยือน บุกเข้ามาถึงในสวนกันเลยทีเดียว

            “คุณคือฉู่เฟิง? คนอยู่ที่ไหน?” ที่มาเป็นชายวัยกลางคนอายุประมาณสามสิบกว่าผู้หนึ่ง ใบหน้าค่อนข้างคล้ำรูปร่างสูงปานกลาง ท่าทางฮึกเหิม แววตากร้าวแข็ง

            “ผมคือฉู่เฟิง นั้นไง คนก็อยู่ตรงนั้นไม่ใช่เหรอ?” ฉู่เฟิงบุ้ยใบ้ชี้ไปทางมุมกำแพงสวน

            คนผู้นั้นพอมองเห็นมนุษย์พิเศษทั้งสองถูกล่าม รอยเลือดเกรอะกรังอาการโคม่า ก็ขมวดคิ้วทันที จากนั้นเขาหันกลับมาทันควันสายตาที่มองฉู่เฟิงเย็นเยียบ

            “ดีมาก ฉันจะพาคนไป ส่วนนาย ก็ตายในกองเพลิงซะ!”ชายวัยกลางคนผู้นี้พูดด้วยความคั่งแค้น จบคำก็เหวี่ยงหมัดเข้าที่ขมับของฉู่เฟิงนี่มันคิดจะฆ่าเขาเลยนะ

            ฉู่เฟิงสีหน้าเย็นชา เท้าทั้งสองยังยืนอยู่ที่เดิมไม่ขยับเขยื้อนมือขวากำหมัด ส่งออกไปรับหมัดของอีกฝ่ายที่เหวี่ยงเข้ามาซึ่งๆ หน้า

            “อ๊าก...”

            ชายวัยกลางคนร้องโหยหวน ร่างทั้งร่างกระเด็น หมัดของเขาแตกยับเยินอีกทั้งแขนก็บิดเบี้ยวจนผิดรูป อย่างกับไปชกเขาทั้งลูกมา

            “แก...แปลกจริงๆ ด้วย ลงมือ!” เขาพูดอย่างมีโทสะ

            ทันใดนั้น บนกำแพงสวนปรากฏปืนหลายกระบอก ติดตั้งเครื่องเก็บเสียงพร้อมลูกกระสุนพุ่งตรงเข้าปลิดชีพฉู่เฟิง

            ตั้งแต่ฝึกกระบวนท่าที่เก้าสำเร็จ ฉู่เฟิงเกิดสัญชาตญาณอย่างหนึ่งขึ้นสามารถรู้สึกล่วงหน้าได้ถึงอันตราย จึงหลบได้อย่างทันท่วงทีความเร็วของเขาระดับไหนแล้ว เขากระโดดออกไปนอกกำแพง

            ตึง ตึง ตึง...

            แจกหมัดอย่างต่อเนื่อง มือปืนทั้งสี่ถูกชกจนกระดูกลั่นกรอบเลือดพุ่งจากปาก ร่างปลิวกระเด็นไปกองอยู่บนพื้น

            “แก...”

            ชายวัยกลางคนตะลึง เขาอ้าปากกว้างพ่นแสงสีขาวเหมือนกับใยแมงมุมออกมาพันตัวฉู่เฟิงไว้

            ฉู่เฟิงหลบฉากอย่างรวดเร็ว คนผู้นั้นร่างกายบวมขยายกระดูกเหมือนกับเคลื่อนที่ไม่หยุด แล้วงอกออกมาจากสองข้างของร่างกายเหมือนกับขาแมงมุมสีดำสนิททว่าแข็งอย่างยิ่ง เปล่งประกายแวววาวดุจโลหะ

           เขาเหมือนกับแมงมุมสีดำตัวใหญ่ตัวหนึ่งปากพ่นใยพุ่งเข้าจู่โจมอย่างรุนแรง ขาแมงมุมสีดำมืดเหล่านั้นกรีดพื้นเป็นรอยลึกพอเจอก้อนหิน ก็บดขยี้ทันที เป็นภาพที่น่าสยดสยอง

           หึ่ง!

           ในอากาศเหมือนกับมีเสียงร้องเบาๆ เมื่อเขาพุ่งเข้ามาขาแมงมุมพวกนั้นก็ยืดตรงประหนึ่งหอกรบสีดำที่แหลมคมอย่างยิ่งแทงเข้าใส่ฉู่เฟิง

           แกรก!

           น่าเสียดายเมื่อเขาสร้างร่างเทพของหมัดปีศาจวัวแล้วปล่อยหมัดออกพุ่งทำลายขาแมงมุมที่มีสีดำปานโลหะเพียงหมัดเดียวก็กระแทกเข้าที่ทรวงอกของเขา ทะลุทะลวงเป็นรู เลือดไหลนองน่าสยดสยอง

           ชายวัยกลางคนกรีดร้องโหยหวน ร่างร่วงลงกับพื้น ไม่อาจลุกขึ้นมาได้อีก

           ฉู่เฟิงสงบนิ่งอย่างยิ่งมองดูพวกเขาคนพวกนี้ต่อให้ถูกอัดจนน่วมไปแล้ว แต่ก็ยังคงถูกเขาจับมัดรวมกันอยู่ดี

           “หวงหนิว เอาพวกเขาเหวี่ยงเข้าไปในเขาบรรพกาล” ฉู่เฟิงบอก

           หวงหนิวเอียงคอมอง ความหมายก็คือ ฉันไม่ไป!

           “ผู้หญิงคนนั้นกับผู้ชายปีกปีศาจนั่นน่ะเมื่อคืนวานไปคุ้ยหลุมที่นายขุดไว้แน่ะ พวกเขารู้ความลับของนายแล้วนะ” ฉู่เฟิงเอ่ย

           พอได้ยินเท่านั้นแหละ หวงหนิวไฟลุกพรึ่บขึ้นทั้งตัวขนวัวสีทองแต่ละเส้นลุกชัน มันโมโหเป็นฟืนเป็นไฟเหมือนกับถูกคนส่องเห็นความลับสุดยอดของมัน วิ่งห้อตะบึงเป็นบ้าเป็นหลัง

           “อย่ามาเอาเรื่องฉัน พวกเขาต่างหากที่ขุด แกไม่เชื่อก็ไปสอบสวนเองไม่อย่างนั้น ทำไมแม่สาวชุดขาวถึงอ้วกไม่หยุดตอนเห็นแกล่ะ?”ฉู่เฟิงพูด

           หน้าหวงหนิวเปลี่ยนไปสารพัดสี เดี๋ยวแดงเดี๋ยวม่วง อ้อถ้าเป็นคนก็ต้องใช้คำว่า หน้าดำหน้าแดง ความลับถูกคนเห็นเข้า มันโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ

           ฟาดหัวฟาดหางอยู่สักพัก สุดท้ายมันลากคนกลุ่มนั้นวิ่งเหยียดไปยังภูเขามหึมา

           “น่ากลัวจริงๆ ก็แค่ตอนทำธุระส่วนตัวดันมีคนมาเห็นเข้าเองถึงกับโมโหอย่างงี้ มันจะฆ่าคนปิดปากไหมหว่า?” ฉู่เฟิงพึมพำ

           เขามองออกว่าหวงหนิวระมัดระวังอย่างยิ่ง ไม่ยอมให้คนอื่นเห็นเขาตัดสินใจละ ต่อไปไม่พูดเรื่องมูลวัวอีกแล้ว

           คนพวกนั้นถูกมัดเป็นพวงเดียวกัน แล้วถูกหวงหนิวลากไปในอึดใจ

           พอมันกลับมา ฉู่เฟิงก็ไถ่ถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง

           เหมือนกับว่าหวงหนิวกลับคืนสู่ความสงบแล้วมันยกเท้าข้างหนึ่งขึ้นปิดตา ร้องมอๆ อยู่หลายคำ ความหมายก็คือ ฉากจบโหดร้ายเกินไปมันไม่กล้าดู

           ฉู่เฟิงไร้ซึ่งคำพูดเห็นกันอยู่ว่าแกนั่นแหละที่หายเข้าไปในภูเขานั่น โหดร้ายบ้านแกสิ!

            ยามเย็น พอฉู่เฟิงฝึกมวยเสร็จ อาบน้ำแล้วอ่านหนังสืออยู่ในห้อง

           คราวนี้ เขาไม่ติดต่อทั้งหลินนั่วอีและผู้หญิงคนนั้นอีก

           ไม่นานนัก เครื่องมือสื่อสารก็ดังขึ้น อีกฝ่ายเป็นคนติดต่อมาเองเขาไม่รับสาย ยังคงอ่านหนังสืออยู่ตรงนั้นอย่างออกรสออกชาติ

           จนผ่านไปครู่ใหญ่ เครื่องมือสื่อสารก็ดังขึ้นอีกครั้งเขาจึงยอมคุยกับอีกฝ่าย

           ยังคงเป็นผู้หญิงคนนั้น เสียงของเธอค่อนข้างแหลมสูงถามฉู่เฟิงว่ามีคนไปรับตัวชายหนุ่มปีกปีศาจหรือไม่

           “เจอแล้ว คราวนี้เจอแมงมุมหน้าคนตัวเบ้อเริ่มร่วงลงมาจากฟ้าเกือบตกลงมาตายหน้าบ้านผมแน่ะ” ฉู่เฟิงตอบอย่างสงบเสงี่ยม

    *****************************************************

    1 เจียงหนิงเป็นหนึ่งในสิบเอ็ดอำเภอที่อยู่ในเมืองหนานจิง (นานกิง) มณฑลเจียงซู

    2 เจียงหนานเป็นคำใช้เรียกดินแดนที่อยู่ทางตอนใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียงทั้งหมด

    คล้ายกับเรื่องซากเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน