ภายในปราสาทในยามค่ำคืนยังคงมีห้องหนึ่งซึ่งในตอนนี้คนข้างในห้องนั้นยังคงตื่นอยู่
"เบล คุณคิดหรอว่าลูกจะยอมกลับมาหาพวกเราจริงๆหรอ"
แองเจลิก้าได้พูดขึ้นมาในขณะที่เธอกำลังโดนเบลอบกอดจากด้านข้างเอาไว้ ซึ่งในตอนนี้สีหน้าของเธอกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกไม่แน่นอน เบลที่รับรู้ได้ถึงอารมณ์จากคนที่เขาอบกอดอยู่นั้นก็ได้ใช้มือััที่หัวของเธอก่อนที่จะลูบไปมา
"แน่นอนเขาจะต้องยอมกลับมาอยู่กับพวกเราแน่นอน เชื่อผมสิ"
"ค่ะ ดิฉันจะเชื่อ"
ภายในวันรุ่งเช้าต่อมาก็ได้มาถึง ทางด้านของอาร์ตที่ในตอนนี้กำลังนั่งรถม้าด้วยสีหน้าที่ไม่เต็มใจสักเท่าไร
"ไม่ทำสีหน้าอย่างนั้นสิคะนายน้อย ยังไงท่านก็ตอบตกลงกับดิฉันแล้วนี่คะว่าจะไปหานายท่าน"
ลูซี่ ที่สังเกตถึงใบหน้าของนายน้อยตัวเองก็ได้พูดขึ้นมา ซึ่งอาร์ตที่ได้ยินแบบนั้นก็ยิ่งทำหน้าไม่ชอบใจเข้าไปใหญ่ ก่อนที่ไม่นานเขาจะถอนหายใจแล้วหันมองออกไปข้างนอกเพื่อชมวิวทิวทัศน์ของธรรมชาติที่เต็มไปด้วยป่าไม้และแสงแดดอ่อนๆที่ส่องลงมา พร้อมกับความเงียบสงบที่หาได้ยากยิ่งในตอนเช้า
"ฉันก็ดีใจอยู่หรอกนะที่ได้ดาบของเธอมา แต่ไม่คิดเลยว่าเธอจะยอมยกมันให้ฉันได้ง่ายดายขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าเป็ของสำคัญของเธอหรือไง"
นี่คือสิ่งที่เขาสงสัยมาจากเมื่อคืนนี้เพราะไม่มีโอกาสที่จะได้ถามเธอ เพราะในตอนนั้นเขายังไม่หายจากอาการสตั้นกับการตัดสินใจของเธอเพราะจากที่เขาลองสำรวจแล้วดูปฏิกิริยาการตอบสนองของเธอ ไม่ว่าจะดูยังไงดาบที่อยู่ในมือของเขาในตอนนี้อย่างน้อยก็ต้องเป็ของสำคัญ ลูซี่ที่ได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะคิกคักขึ้นมาก่อนที่เธอจะตอบข้อสงสัยของเขา
"ฮ่าๆๆ ขอโทษค่ะนายน้อยที่ดิฉันลืมบอกไปที่จริงแล้วดาบที่ดิฉันเอามาติดตัวด้วย มันเป็ของนายน้อยั้แ่แรกอยู่แล้วค่ะ เพียงแค่ว่าดิฉันได้รับมันมาจากนายท่านก็แค่นั้นเองค่ะ"
"อย่างนี้ก็ไม่ใช่ว่าฉันเสียเปรียบเต็มๆเลยหรือไงกัน ชิ!"
"ฮ่าๆๆ ขอโทษด้วยค่ะที่ดิฉันไม่ได้บอกนายน้อยั้แ่แรก"
อาร์ตที่กำลังสำรวจดาบซึ่งในตอนนี้มันเป็ของเขาแล้วนั้น เขาก็ได้ทำการอัดพลังชีวิตเข้าไปจนทำให้รอยอักขระภาษาโบราณที่สลักไว้อยู่บนใจกลางดาบทั้ง 2 ด้านเรืองแสงสีเขียวขึ้นมา เหมือนกับว่ามันได้ตอบรับผู้เป็เ้านายที่แท้จริงของมันกลับมา จนถึงขนาดทำให้ลูซี่ที่จ้องมองอยู่นั้นรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่ใช่น้อย แต่ก่อนที่ไม่นานเธอจะเลิกสนใจไป
เพราะยังไงซะนี่ก็คือดาบที่เธอได้รับมาจากพ่อของนายน้อย มันก็คงไม่แปลกที่จะตอบสนองต่อสายเืเดียวกัน เพราะฉะนั้นแล้วสำหรับเธอผู้ที่เคยเป็ผู้ถือครองมันมาก่อนก็เหมือนกับเป็เพียงแค่ผู้พักพิงอาศัยเพียงแค่ชั่วคราว แต่มันไม่ใช่กลับมิลาด้าเมื่อเธอได้เห็นถึงปรากฏการณ์ตรงหน้า เธอก็ได้รีบทำการคว้าดาบที่อยู่ในมือของเ้านาย แล้วทำการหักมันทิ้งต่อหน้าต่อตาเขา จนทำให้อาร์ตถึงกับมองตาค้าง
"ดาบเล่มนี้มันของไร้คุณภาพฉันไม่อนุญาตให้ใช้ และฉันจะขอพูดอีกครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย มีเพียงแค่ชั้นเท่านั้นที่นายใช้ได้และถ้าเกิดฉันเห็นนายจะพาอาวุธอื่นนอกจากฉันอีกโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต นายก็คงจะรู้สินะว่าเกิดอะไรขึ้น"
มิลาด้าได้พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ไร้อารมณ์แต่แฝงไปด้วยจิตสังหารที่พร้อมจะะเิออกมาใส่เขาได้ทุกเมื่อ มันจึงทำให้อาร์ตทำได้เพียงแค่พยักหน้า พร้อมกับดึงคนตรงหน้ามาหาเขาก่อนที่จะวางเธอลงที่ขาทั้งสองข้าง
"ได้ครับ ผมสัญญาว่าจะไม่จับอาวุธอื่นนอกจากเธอเป็อันขาด"
มิลาด้าที่ได้ยินแบบนั้นเธอก็ยังคงไม่ยอมพูดอะไรขึ้นมา จนทำให้บรรยากาศของทั้งสองนั้นเงียบลงแล้วมันก็คงจะเป็แบบนี้ไปตลอดทาง ลูซี่ที่เห็นแบบนั้นเธอก็ไม่ได้พูดอะไรขึ้นมาอีกเลยในระหว่างทาง เพราะดูจากการกระทำของเธอเมื่อกี้แล้วก็เป็สิ่งยืนยันอันดีเยี่ยมว่า เธอนั้นไม่้าให้นายน้อยใช้อาวุธอื่นนอกจากเธอเป็อันขาด
ส่วนสาเหตุทำไมเธอถึงไม่ใว่าทำไมคนที่อยู่กับนายน้อยสามารถปรากฏออกมาจากอากาศได้ เพราะเธอเพิ่งได้รู้ความจริงจากปากของเ้าตัวเองว่าเป็อาวุธเพียงหนึ่งเดียวของนายน้อย แม้ว่าตอนแรกเธอจะไม่เข้าใจก็ตามว่ามันหมายถึงอะไร แต่ดูจากการกระทำแล้วมันก็ยิ่งทำให้เธอแน่ใจก็ไปอีกว่าคนตรงหน้าเป็อาวุธของนายน้อยจริงๆตามที่เธอพูดแน่นอน
ส่วนสาเหตุของมิลาด้าที่หักดาบทิ้งไปนั้น ที่จริงแล้วเธอไม่มีเหตุผลอะไรเลยแต่เป็เพราะว่าเธอไม่้าให้นายของตัวเอง ไปใช้อาวุธอื่นนอกจากเธออีกแล้วมันจึงทำให้เธอที่เห็นว่าอาวุธตรงหน้ามีการตอบสนองต่อพลังของเขา มันก็เลยทำให้เธอพุ่งเข้าไปหักดาบทิ้งเหมือนกับว่ามันเป็เพียงแค่ของไร้คุณภาพ ภายในตลอดการเดินทางนั้นก็ยังคงเต็มไปด้วยความเงียบเชียว อาร์ตก็ยังคงนั่งเล่นผมของมิลาด้าไปมา เพื่อข้ามเวลาจนในที่สุดพวกเขาก็เห็นกำแพงของเมืองที่อยู่ห่างไกลออกไป
ไม่มากนักเดินทางอีกเพียงแค่นิดหน่อยก็ถึงแล้ว แต่เส้นทางของถนนที่เขาเห็นนั้นกลับเต็มไปด้วยรถม้าที่ต่อแถวกันยาวเหยียด จนทำให้เขาและมิลาด้าที่ชะโงกหัวออกไปดูนั้น ถึงกับทำสีหน้าเหนื่อยหน่ายพร้อมกับคิดว่าพวกเขาคงจะต้องรอต่อแถวไปอีกนานแต่ดูเหมือนจะไม่เป็แบบนั้นเมื่อพวกเขามาถึงหน้าด่านตรวจคนเข้าเมือง
"ยินดีต้อนรับการกลับมาขอรับ ท่านลูซี่"
นายทหาร 2 นายที่เห็นถึงใบหน้าของลูซี่พวกเขาก็ทำการยืนตรงทำความเคารพ จนทำให้คนที่ยืนต่อแถวอยู่นั้นหันมามอง พร้อมกับเสียงกระซิบไปมาที่ดังขึ้นท่ามกลางฝูงชน
"ขอบคุณที่ต้อนรับ กลับไปทำงานเถอะ"
"ครับ!!"
หลังจากที่คุยอะไรกันนิดหน่อยเสร็จสิ้นพวกเขาก็ได้เข้ามาในตัวเมืองได้เป็ที่เรียบร้อย ไร้ซึ่งปัญหาใดๆอาร์ตที่มองออกผ่านนอกหน้าต่าง เขาก็ได้เห็นถึงการใช้ชีวิตของผู้คนที่เต็มไปด้วยความสุขสบาย ตลอดตามหนทางนั้นไม่มีให้เห็นแม้แต่ผู้ยากไร้ ทุกคนนั้นใส่เสื้อผ้าสะอาดแตกต่างกันไปพร้อมกับบรรยากาศที่ครึกครื้น จนเหมือนกับว่าในตอนนี้นั้นอีกไม่นานก็คงจะมีงานเทศกาลเกิดขึ้น
ลูซี่ที่เห็นถึงการแสดงออกบนใบหน้าของนายน้อยของเธอก็ได้พูดขึ้นมาเหมือนกับว่ารู้อยู่แล้ว
"สาเหตุที่มันคึกครื้นขนาดนี้ เป็เพราะว่าอีกไม่นานโรงเรียนอัศวินเวทมนต์ก็จะเปิดต้อนรับแล้วค่ะ ซึ่งอีกไม่นานตามที่ดิฉันคิด นายน้อยก็คงต้องได้เข้าไปเรียนที่นั่นค่ะ"
สิ่งที่เธอพูดขึ้นมาถึงกับทำให้อาร์ตหันกลับมาจ้องมองเธอด้วยสีหน้าที่มึนงงและไม่เข้าใจ
"อะไรนะ ฉันจะต้องไปเรียนที่นั่นอย่างนั้นหรอ ไม่เอาล่ะ"
อาร์ตได้พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่จริงจังเต็มที่ เพราะการไปโรงเรียนสำหรับเข้าแล้วนั้นมันไม่เห็นจำเป็อะไรเลย แถมเขาก็ยังไม่อยากจะต้องเสียเงินที่ตัวเองเก็บไว้ได้ให้กับการเรียนอันไร้ประโยชน์หรอกนะ จะพูดว่าอะไรประโยชน์ก็คงไม่เชิงเพราะฟังจากชื่อของโรงเรียนแล้วมันก็บอกอยู่เห็นๆว่าโรงเรียนอัศวินเวทมนต์ ซึ่งมันก็หมายถึงพวกอัศวินที่ใช้อาวุธกับพวกนักเวทย์ และแน่นอนว่าเขาไม่จำเป็จะต้องไปเรียนรู้อะไรพวกนั้นเพราะเขาก็มีคนสอนอยู่แล้ว
"ใช่ๆ อาร์ตไม่เห็นจำเป็จะต้องไปเรียนเลยนี่ยังไงก็มีฉันเป็คนสอนอยู่แล้ว"
มิลาด้าพูดเสริมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นอกมั่นใจของเธอ ที่มีต่อความรู้ซึ่งสะสมมานานกว่าพันปีไม่ว่าจะเป็เื่อะไรในโลกนี้ตลอดพันปีเธอก็แทบจะรู้หมด ั้แ่าเมื่อ พันปีก่อนจนมาถึงปัจจุบัน แม้ว่าส่วนเยอะสุดเธอจะศึกษาเกี่ยวกับอาวุธ เวทมนตร์ เผ่าพันธุ์ต่างๆ รวมไปถึงดินแดนหรือแม้แต่เื่อะไรพันนั้น มันจึงทำให้เธอแน่ใจว่ายังไงซะเธอก็สามารถสั่งสอนนายท่านของตัวเองได้
"ฮ่าๆๆ อย่างนั้นหรอคะดิฉันก็คงไม่สามารถไปตัดสินใจแทนอะไรพวกคุณได้อยู่แล้วค่ะ"
ยังไงซะเธอก็ไม่คิดจะไปก้าวก่ายเื่อะไรของพวกเขาทั้งสองคนมากกว่านี้แล้ว เพราะถ้าเกิดทำอะไรไปมากกว่าภารกิจแล้วละก็ เธอเองนี่แหละที่จะตายคามือของทั้งสองคน แถมสัญชาตญาณของเธอก็บอกอีกด้วยว่าต่อให้นายน้อยของตัวเองไม่ไปโรงเรียน เขาก็ยังคงมีความรู้มากจนไม่มีใครสามารถเทียบได้ในเกณฑ์อายุปกติ และจากที่เธอสังเกตพร้อมกับหาข้อมูลมา นายน้อยของเธอก็เพิ่งจะได้อายุ 15 ปี ซึ่งยังถือว่าเป็เกณฑ์ต่ำสุดที่จะเข้าโรงเรียนเลยด้วยซ้ำ
แต่ถ้าเธอไปบอกว่านายน้อยของตัวเองมีอายุ 15 ปีแล้วละก็คงไม่มีใครเชื่อหรอกค่ะ ด้วยสภาพร่างกายที่สูงใหญ่และเต็มไปด้วยมัดกล้ามบวกกับหน้าตาที่หล่อเหลาอยู่ในระดับปานกลาง แม้ว่าโครงหน้าจะไม่เหมือนกับพ่อและแม่ของเขา แต่ก็ยังคงมีความคล้ายคลึงกันอยู่มาก
"เอ๊าะ แต่จะว่าไปแล้วฉันก็ลืมถามเื่นี้ไปซะสนิทเลยว่าแต่เธอรู้ได้ยังไงว่าฉันเป็ลูกของอะไรนะวีรบุรุษอย่างนั้นหรอ"
"เื่นั้นน่ะหรอคะ อันที่จริงแล้วตอนแรกดิฉันก็ไม่มั่นใจเหมือนกันว่าคุณจะเป็นายน้อย แต่เมื่อดิฉันได้เห็นถึงดวงตาสีแดงอันเป็เอกลักษณ์ พร้อมกับรูปร่างหน้าตาที่คล้ายคลึงกับทั้งสองคน มันก็ทำให้ดิฉันแน่ใจได้แล้วล่ะค่ะว่าคุณคือนายน้อย"
"มั่นใจไปนะยัยอัศวิน แม้ว่าโครงหน้าของฉันจากเหมือนกับพ่อและแม่ แต่ฉันคิดว่าหน้าของฉันเหมือนคุณปู่ทวดเมื่อพันปีก่อนนะ เพราะในตอนเด็กรู้สึกว่าพ่อจะเอารูปให้ฉันดูอยู่"
เขาจะคิดอย่างนั้นก็ไม่แปลกเพราะโครงหน้าของเขานั้นแทบจะเหมือนกับคุณปู่ทอดของตนเอง100% แต่ก็ยังมีความแตกต่างอยู่นิดหน่อยแต่ก็เพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้นถ้าเกิดไม่มีใครมาสังเกตดีๆแล้วละก็จะไม่สามารถแยกแยะได้เลยว่าพวกเขาทั้งสองคนนั้น ไม่ใช่คนเดียวกันแต่ในตอนนี้นั้นไม่ใช่ปัญหาเพราะว่าคุณปู่ทวดเขาก็จากไปั้แ่พันปีก่อนแล้ว มันก็เลยไม่ใช่ปัญหาอะไรสำหรับเขามากนัก
"มาถึงแล้วค่ะนายน้อย"
ลูซี่ได้เอ่ยขึ้นมาหลังจากที่รถม้าได้หยุดลงตรงหน้าประสาทหรือพระราชวังที่กว้างใหญ่ ซึ่งมีภาพทิวทัศน์อันสวยงามบริเวณรอบข้างนั้นเต็มไปด้วยสวนดอกไม้หลากหลายสี พร้อมกับแม่น้ำที่ส่องสว่างเมื่อแสงของดวงอาทิตย์ส่องลงมา ลูซี่ได้เปิดประตูเดินลงมาจากรถม้าเป็คนแรก ก่อนที่อาร์ตจะเดินลงมาข้างล่างพร้อมกับสูดบรรยากาศเข้าเต็มปอดก่อนที่จะไอออกมา พร้อมกับทำสีหน้าเหมือนกับรังเกียจอะไรที่นี่
"บรรยากาศของที่นี่มันอะไรกันเนี่ยสกปรกชะมัด แถมความรู้สึกที่ััได้ก็ยังน่าขยะแขยงอีกไม่ชอบเลยฮะ"
นี่คือคำแรกที่ออกมาจากปากเขาหลังจากที่มาเยือนถึงประสาทหรือพระราชวัง พร้อมกับมือที่ยกขึ้นมาคัดจมูก มิลาด้าทีลอยตามลงมาด้วยกายิญญาเธอก็มีความรู้สึกแปลกใจอยู่เพียงแค่เล็กน้อย เพราะในบรรยากาศเธอไม่เห็นััอะไรได้นอกจากพลังเวทย์มนต์ แถมบรรยากาศของที่นี่แม้ว่าจะไม่สดชื่นเท่ากับที่นั่นแต่มันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรมากนัก เผลอๆอาจจะสามารถเทียบเท่ากับที่นั่นได้
ลูซี่ ที่เห็นถึงการแสดงออกของนายน้อยั้แ่มาเยือนที่นี่เป็ครั้งแรกเธอก็ทำได้เพียงแค่หัวเราะแห้งๆ เพราะสิ่งที่เธอััได้ในอากาศก็มีเพียงแค่ความสดชื่นพร้อมกับกลิ่นของดอกไม้รวมไปถึงพลังเวทย์ ที่ลอยคลุมไปทั่วอากาศ
"ดูเหมือนว่านายน้อยจะไม่ชอบใจกับบรรยากาศของที่นี่สินะคะ ถ้าอย่างนั้นดิฉันก็ต้องขออภัยด้วยค่ะ แต่ก่อนอื่นพวกเราคงต้องเข้าไปข้างในพระราชวังเพราะจะยืนตากแดดอยู่ที่นี่มันก็ยังไงอยู่"
"หวังว่าบรรยากาศข้างใน มันจะดีกว่านี้นะ"
อาร์ตก็เพียงแค่ตอบกลับสั้นๆก่อนที่จะเดินตามลูซี่เข้าไปในพระราชวัง และเมื่อเขาได้เข้ามาข้างในก็ถึงกลับขมวดคิ้วเข้าหากัน พร้อมกับหันมองไปรอบห้องเหมือนกับว่ากำลังหาสิ่งใดอยู่ จนทำให้ลูซี่ต้องถามขึ้นมาหลังจากที่เห็นถึงอาการของเขา
"นายน้อยกำลังมองหาอะไรอยู่หรอคะ"
"ไม่มีอะไรหรอก แล้วจะพาฉันไปพบพ่อก่อนหรือจะพาฉันไปที่ห้องพักล่ะ"
"ถ้าอย่างนั้นไปเก็บของไว้ก่อนน่าจะดีกว่านะคะเพราะในตอนนี้นายท่านน่าจะประชุมอยู่ที่ห้องพระราชวังค่ะ"
"ถ้าอย่างนั้นก็รีบนำทางเถอะฉันจะได้พักผ่อนด้วย"
"เข้าใจแล้วค่ะ"
ด้วยการเดินนำเที่ยวของลูซี่ที่ในระหว่างทางได้ทำการแนะนำถึงสถานที่ต่างๆ มันก็ทำให้เขาเข้าใจถึงรายละเอียดของที่นี่มากขึ้นไปอีก จนในที่สุดเขาก็มาถึงห้องก่อนที่ลูซี่จะขอตัวไปก่อนเพราะเธอมีเื่ที่จะต้องทำอยู่อีก อาร์ตที่เห็นแบบนั้นก็ไม่ได้ขัดข้องหลังจากที่เธอจากไปแล้วเขาก็ได้ปิดประตู ก่อนที่จะเอากระเป๋าไปวางไว้ข้างเตียงแล้วนั่งลง
"มิลาด้าเธอคิดยังไงกับที่นี่"
"ที่นี่อย่างนั้นหรอก็น่าอยู่ดีนะ แต่มันกว้างไปหน่อยฉันไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ว่าแต่ถามทำไมหรอ"
"ไม่มีอะไรหรอกฉันขอพักผ่อนหน่อยนะ"อาร์ตก็ได้ล้มตัวนอนลงกับเตียงก่อนที่มิลาด้าจะลอยออกไปสำรวจห้องนั้นเขาก็ได้พูดขึ้นมาอีกครั้ง"แล้วก็อีกอย่างนึงถ้าเธอจะไปสำรวจประสาทละก็ ระวังตัวด้วยล่ะฉันรู้สึกไม่ชอบมาพากลกับที่นี่มากเท่าไหร่ แล้วก็ระวังอย่าไปทำอะไรแตกแล้วกัน"
"นี่นายคิดว่าฉันเป็ใครกันเนี่ย แต่ฉันก็จะพยายามระวังก็แล้วกัน"
และแล้วเธอก็ได้ลอยทะลุออกไปจากห้องเหลือทิ้งเอาไว้เพียงแค่เขาที่นอนมองเพดานอยู่
"ชิ! ไม่ชอบเลยกับบรรยากาศแบบนี้"
อาร์ตพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่หงุดหงิดก่อนที่เขาจะลุกขึ้นมาจากเตียงนอน แล้วเดินไปที่มุมห้องก่อนที่เขาจะใช้หมัดชกไปที่ความว่างเปล่า ซึ่งทั้งที่มันไม่ควรจะมีอะไรแต่กลับปรากฏเขตอาคมออกมาป้องกันการโจมตีของเขา แต่ภายใน่พริบตามันกลับแหลกสลายหายไปหลังจากที่ปะทะกับกำปั้นของเขา พร้อมกับเศษซากของลูกแก้วที่โดนทำร้ายด้วยหมัดอันทรงพลัง ก่อนที่ภายในสายตาของเขานั้นที่เต็มไปด้วยบรรยากาศที่มืดมน มันก็เริ่มกลับมาเป็ปกติอีกครั้งพร้อมกับบรรยากาศภายในห้องที่เริ่มดีขึ้น
"บรรยากาศของที่นี่ค่อยดีขึ้นมาหน่อย แต่จะว่าไปแล้วทำไมไอ้ลูกแก้วอันนี้มันถึงกระจายไปทั่วทั้งปราสาทของที่นี่กันนะ แถมพลังชีวิตที่ลอยอยู่บนอากาศก็เต็มไปด้วยสิ่งสกปรกเหมือนกับว่าที่นี่จะมีอะไรสักอย่างเลยฮะ"
ั้แ่ครั้งแรกที่เขาเข้ามาภายในเขตของปราสาทแห่งนี้ มันก็มีสิ่งกวนใจเขาอยู่ไม่ใช่น้อยแต่ด้วยการที่ยังคงนั่งอยู่ในรถมันจึงทำให้เขาไม่ได้สนใจอะไรมากนัก แต่หลังจากที่เดินลงมาพร้อมกับสูดบรรยากาศเข้าไปเต็มปอดมันก็ถึงกับทำให้เขา แทบจะสำลักน้ำลายออกมา จากการที่เขาััได้ถึงพลังชีวิตที่เต็มไปด้วยสิ่งสกปรก และแน่นอนมันเป็สิ่งที่หาพบได้ยากมากถ้าไม่ใช่เกิดมาจากาหรืออะไรสักอย่างที่น่าขยะแขยง ซึ่งปรากฏการณ์นี้กว่าจะเกิดได้มันก็ต้องมีการฆ่าฟันกันเกิดขึ้นและที่แห่งนั้น ก็ต้องมีคนตายไม่ต่ำกว่าพันคนขึ้นไป แถมที่แห่งนั้นยังต้องเต็มไปด้วยิญญาที่ชั่วร้าย ซึ่งเกิดมาจากอะไรนั้นเขายังไม่รู้แต่น่าจะเป็ความโกรธแค้นที่เกิดขึ้นจากศัตรู หรืออาจจะเป็สิ่งอื่น
ส่วนสาเหตุทำไมเขาถึงรู้เื่นี้เขาก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะครั้งนี้ก็เป็ครั้งแรกที่เขาััถึงพลังชีวิตที่เต็มไปด้วยสิ่งสกปรกแบบนี้ได้ แต่ดูเหมือนว่าประสาทการรับรู้ของเขาในตอนนี้จะพัฒนาขึ้นมากจากแต่ก่อน จนสามารถมองเห็นถึงพลังชีวิตที่ล่องลอยไปตามบรรยากาศได้ แถมเขายังสามารถััได้ถึงพลังชีวิตที่อยู่ภายในร่างกายของสิ่งมีชีวิต ั้แ่สัตว์ไปจนถึงอาวุธหรือแม้แต่มนุษย์ อาร์ตก็ได้ลุกตัวขึ้นมาจากท่านั่งก่อนที่จะหันมองไปรอบห้องเพื่อความแน่ใจว่าจะไม่มีสิ่งนี้อยู่ในห้อง หลังจากที่เขาสำรวจไปได้สักพักก็พบว่าภายในห้องมีเพียงแค่สิ่งนี้สิ่งเดียวซึ่งโดนเขาทำร้ายไปแล้ว
แล้วด้วยเหตุนั้นมันจึงทำให้เดินไปที่นอนซึ่งมีความกว้างใหญ่แล้วล้มตัวนอนลง ด้วยสีหน้าที่ง่วงนอนซึ่งบรรยากาศภายในข้างนอกนั้นก็เต็มใจใจแสงแดดอ่อนๆที่เริ่มส่องเข้ามาภายใต้หน้าต่าง
"เดินทางมาตั้งไกลขอนอนสักหน่อยก็แล้วกัน"
ซึ่งบรรยากาศข้างนอกนั้นก็เต็มใจแสงแดดอ่อนๆของดวงอาทิตย์ที่กำลังจะหายไปจากท้องฟ้าก็ได้ส่องเข้ามา พร้อมกับสายลมอ่อนๆที่พักผ่านมันได้มอบความรู้สึกเย็นสบาย แต่แทนที่เขาจะหลับไปนั้นกลับลุกขึ้นมาปิดหน้าต่างใส่ล็อคแล้วกลับไปนอน หน่วยสีหน้าที่รู้สึกสบายใจมากกว่าเก่า
"แบบนี้ค่อยดีขึ้นมาหน่อย"
แม้ว่าคนอ่านจะมีเพียงแค่คนเดียวแต่ก็ไม่เป็ไร ยังไงก็จะเขียนต่อไป