ทันทีที่เฟยหรงหลับตาลงและซบในอ้อมอกของเสวียเหม่ย หญิงงามที่นั่งสมาธิอยู่พลันลืมตาตื่นขึ้นมาสายตาของนางมองสำรวจไปทั่วตัวด้วยความประหลาดใจพิษร้ายที่เกาะกินนางมายาวนานบัดนี้ได้หายไปหมดสิ้น รอยยิ้มที่แสดงถึงความดีใจปรากฏขึ้นมาก่อนที่นางจะเงยหน้าขึ้นและชะงักงันจิตใจสั่นสะท้านอย่างถึงที่สุด
เบื้องหน้าของนางคือชายหญิงที่กอดกันอย่างกลมเกลียวอีกทั้งฝ่ายหญิงยังหน้าเหมือนกับนางอยู่หลายส่วน แล้วจะไม่ให้นางรู้สึกสั่นสะท้านได้อย่างไร ดวงตาของหญิงงามเริ่มมีน้ำตาหลังไหลและมีเพียงหนึ่งคำเท่านั้นที่หลุดออกจากปากของนาง "มะ เหม่ยเอ๋อ"
เสวียเหม่ยที่จับจ้องหญิงงามผู้เป็นมารดาเมื่อได้ยินคำเอ๋ยนั้นน้ำตาไหลพรากในใจเต็มไปด้วยความหลากหลาย ห่วงหา อาลัย รักไคร่ คิดถึงประดังเข้ามาในใจของนางไม่จบสิ้น ท่านแม่ของนางจำนางได้จริงๆหลายล้านปีที่จากกันไปดูเหมือนว่านางจะไม่ได้คิดถึงเพียงฝ่ายเดียว
"เป็นข้าเองเจ้าค่ะท่านแม่"เสวียเหม่ยเอ๋ยปากขึ้น ทันใดนั้นร่างเงาของหญิงงามพุ่งตรงมาทางเสวียเหม่ยและโอบกอดในทันทีโดยที่ไม่สนใจเฟยหรงที่อยู่ตรงกลงเลยแม้แต่น้อย
"อั๊ก!"
"ลูกแม่ ฮื่ออๆ"หญิงงามเมื่อกอดเสวียเหม่ยเอาไว้แน่น โดยไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้าง ทางด้านเสวียเหม่ยเองเมื่อได้สัมผัสอ้อมกอดของผู้เป็นมารดาก็ถึงกับพูดไม่ออกและหลั่งน้ำตาออกมายกใหญ่ การได้พบเจอกับมารดาที่นี่เป็นอะไรที่เหนือความคาดหมายของนางเอามากๆ
ในความคิดของนางในตอนแรกคิดว่าจะใช้เวลาตามหาถึงแสนปีด้วยซ้ำ เรื่องนี้ถือว่าโชคชะตายังไม่ได้โหดร้ายกับนางมากจนเกินไปแต่ทว่าจู่ๆนางก็คิดอะไรขึ้นมาได้และก้มหน้าลงมือที่อ้อมอกของตนเองที่ตอนนี้เฟยหรงทำท่าทีตะเกียกตะกายที่จะออกไปจากสถานการณ์นี้ แต่ด้วยตบะของพวกนางรวมกันแรงกอดรัดหาได้ธรรมดาไม่ อีกทั้งหน้าของเฟยหรงยังซุกอยู่ในอ้อมอกของภรรยาไม่สามารถที่จะเอ๋ยปากได้แม้แต่คำเดียวสิ่งเดียวที่ทำได้คือพยายามที่จะหลุดออกไปเพียงเท่านั้น ไม่เช่นนั้นเกรงว่าจะขาดอากาศหายใจตายเป็นแน่แท้
"ว้าย ท่านแม่ ท่านช่วยปล่อยข้าก่อนได้หรือไม่เจ้าคะ"เสวียเหม่ยเอ๋อขึ้นมาด้วยความเป็นห่วงสามีที่กำลังดิ้นทุรนทุลาย
"ไม่ได้ๆปล่อยให้แม่กอดเจ้าอีกหน่อย แม่กลัวว่าทุกอย่างที่เห็นอยู่นี่จะเป็นแค่ความฝัน หากปล่อยเจ้าไปเกรงว่าจะไม่ได้พบเจอเจ้าอีก"หญิงงามไม่ยินยอมที่จะปล่อย เสวียเหม่ยได้ยินเช่นนั้นไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี แต่ก็ได้แต่กล่าวออกไป "ท่านแม่เจ้าคะ หากท่านไม่ปล่อยสามีลูกอาจจะขาดอากาศหายใจตายแล้วนะเจ้าคะ"
"สะ สามี??"หญิงงามมองหน้าเสวียเหม่ยอย่างฉงนสงสัยก่อนที่จะก้มลงไปมองที่ยริเวณหน้าอกของตนเองและบุตรสาวที่ตอนนี้แนบชิดกันอยู่ในเวลานี้เองก็พลันรู้สึกได้ถึงสัมผัสแปลกๆบริเวณนั้น
"ว้าย!!"หญิงงามอุทานออกมาพร้อมกับผละออกจากเสวียเหม่ยในทันใด เฟยหรงนั้นเอาศรีษะขยับออกมาและหอบหายใจในทันใดเมื่อครู่นี้เขาเกือบกระอักความสุขจนตายเสียแล้ว
"แห๊กๆข้าคิดว่าจะไม่รอดแล้ว"เฟยหรงกล่าวพร้อมอาการเหนื่อยหอบที่ยังคงมี เสวียเหม่ยเห็นท่าทีอันน่าตลกของชายหนุ่มก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะทั้งน้ำตา หญิงงามพอเห็นว่ามีชายหนุ่มหล่อเหล่าขั้นกลางระหว่างนางและลูกก็พลันรู้สึกแตกตื่นในทันที แต่ขณะที่จะกล่าวอะไรไปมากกว่านี้เทพสมุทรและเทพวายุที่เฝ้าสถานการณ์อยู่ก็เข้ามาเสียก่อน
"ฮูหยินเสวีย ยินดีด้วยที่สามารถแก้พิษได้แล้ว แต่เรื่องต่างๆเอาไว้พุดคุยกันที่สถานที่ๆเหมาะสมจะดีกว่า มาพูดคุยกลางเเจ้งเช่นนี้คงจะไม่เหมาะสมเสียเท่าไรนัก"ฮูหยินเสวีย ได้ยินเช่นนั้นก็ลุกขึ้นในทันใดก่อนจะหันไปประสานมือคาราวะเทพทั้งสอง "ขอบคุณเทพสมุทรและเทพวายุที่ให้การช่วยเหลือ หาไม่แล้วเสวียหลินคนนี้คงได้มอดม้วยไปแล้วเป็นแน่แท้"
"ฮ่าๆๆอะไรกัน ท่านพูดเหมือนเป็นคนอื่นไกลไปได้ ตอนที่ข้าพึ่งก้าวมายังจักรวาลเก้าลักษณ์นี้ไหม่ๆก้เป็นท่านและสามีที่ให้การช่วยเหลือ ข้าเสียอีกที่ต้องขอโทษที่ไปช่วยพวกท่านได้ไม่ทันการ"หยุนจินกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าใจ
"มาเถอะ เราไปนั่งพูดคุยกันดีกว่า เจ้าหนูลุกเองได้ก็ลุกเสียเจ้าคงไม่หมดแรงเพียงเพราะแก้พิษหรอกกระมัง"เป่ยฮ่าวหลานกล่าวขึ้นและมองไปที่เฟยหรงอย่างขบขันกิริยาอาการที่ชายหนุ่มมันตลกเสียจนแม้แต่เทพสมุทรเช่นเขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
"หึ้ย! ให้ข้าออดอ้อนภรรยาข้าอีกสักหน่อยก็ไม่ได้"เฟยหรงค่อยลุกขึ้น เสวียเหม่ยก็มาอยู่ที่ด้านหลังของเขาและบิดอย่างแรง "เจ้าตัวร้ายทำให้ข้าเป็นห่วงตั้งนานที่แท้ก็แสร้งทำเป็นอ่อนแอ คอยดูเถอะท่านแม่ของข้าจะจัดการเจ้าอย่างไร"
"ที่รัก ข้าไม่ได้แสร้งทำเป็นอ่อนแอเสียหน่อยข้าพลังปราณหมดจริงๆทั้งพลังวิญญานก็หมดไปด้วย เจ้าสัมผัสไม่ได้หรือ"เฟยหรงกระพริบตาปริบๆเสวียเหม่ยไม่รอช้าบรรจงจูบเฟยหรงอย่างแผ่วเบาก่อนจะผละออกมาอย่างรวดเร็ว "ถึงอย่างไรก็ต้องขอบคุณเจ้าที่ช่วยรักษาท่านแม่ให้หายดี"
"หึหึ ข้าเป็นสามีของเจ้านะ แน่นอนว่าย่อมไม่อยากให้เจ้าเสียใจ เหม่ยเอ๋อถ้าเจ้าอยากตอบแทนข้าจริงๆงั้นมีเจ้าตัวน้อยให้ข้าสักคนสิ ดูเหมือนเยว่เอ๋อกับอินเอ๋อจะอยากได้น้องนะ"เฟยหรงกล่าวอย่างเจ้าเล่ห์เสวียเหม่ยหน้าแดงกล่ำและผละออกจากตัวเฟยหรงในทันใด
"เจ้าตัวร้าย! ต่อหน้ามารดาข้ายังกล้าพูดเรื่องหน้าอายเช่นนี้ ไม่พูดกับเจ้าแล้ว"เสวียเหม่ยวิ่งไปหามารดาของนางและกระโดดเข้ากอดในทันที เฟยหรงที่เห็นท่าทางที่ดูเหมือนเด็กของนางอดไม่ได้ที่จะยกยิ้ม ตั้งแต่อยู่บนโลกเสวียเหม่ยมักจะวางตัวเป็นผู้ใหญ่เสมอมา การที่เห็นนางผ่อนคลายเช่นนี้เป็นเรื่องสำคัญยิ่งสำหรับสามีเช่นเขา
ชายหนุ่มรีบเดินตามไปโดยพลันในที่สุดก็มาถึงศาลาริมสระน้ำที่สะท้านไปด้วยแสงดาว เฟยหรงรีบเข้าไปนั่งข้างๆกับเทพสมุทรในทันที ในช่วงเวลานี้เสวียเหม่ยประดุจนกน้อยที่อยู่ในอ้อมกอดของมารดาตลอดเวลา จนถึงขนาดเฟยหรงนึกอิจฉาไม่ได้
เทพสมุทรเมื่อเห็นว่าทุกคนมาพร้อมแล้วก็เริ่มเล่าเรื่องราวในทันใด เริ่มตั้งแต่ไปรับพวกเฟยหรงมาจนมาถึงการรักษาเสวียหลินให้กับนางได้ฟัง เสวียหลินได้ยินดังนั้นก็มองไปที่ลูกเขยของนางด้วยท่าทีสนใจ สามารถต่อสู้ระดับสูงกว่าตนได้ถึงหนึ่งขั้นใหญ่อีกทั้งยังสามารถถอนพิษระดับเทพนิรันทร์ได้นับว่าไม่ธรรมดาอย่างแท้จริง ถึงจะติดตรงที่เจ้าชู้ไปหน่อยแต่หากไม่ทำให้บุตรสาวของนางเสียใจนั่นก็เพียงพอแล้ว
"เห้อ เวลาผันผ่านมานับล้านปี ในที่สุดจักรวาลหิมะของข้าก็กลายเป็นอดีตไปแล้วสินะ"เสวียหลินถอนหายใจพร้อมกล่าว
"ฮูหยินไม่ต้องกังวลไป หากพวกเราล่วงรู้ถึงขุมกำลังของจักรวาลรัตติกาลเมื่อไร พวกเราจะลงมือในทันที"เป่ยฮ่าวหลานกล่าว แต่ทว่าเสวียหลินกลับส่ายหัวอย่างเหนื่อยหน่าย "เทพสมุทร ข้าขอกล่าวตามตรงลำพังขุมกำลังนี้หากจะสยบสี่ขุมกำลังใหญ่ย่อมสยบได้ แต่สำหรับจักรวาลรัตติกาลนั้นมีเพียงคำเดียวที่ข้าจะกล่าวได้คือ 'แพ้หมดรูป'
"แพ้หมดรูป!!"เป่ยฮ่าวหลานและหยุนจินอุทานออกมาอย่างช่วยไม่ได้ เขามั่นใจในขุมกำลังของตัวเองมากแต่ทว่าเสวียหลินกลับบอกว่าจะแพ้หมดรูป จักรวาลรัตติกาลแข็งแกร่งปานนั้นเชียวหรือ
"จักรวาลหิมะขาวของเราแม้จะอ่อนแอกว่านิกายอื่นในขุมกำลังอันดับหนึ่งสี่ทิศ แต่ทว่าก็ไม่ได้อ่อนแอถึงขนาดที่ตำหนักอาญาสวรรค์จะตีแตกได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งการฆ่าล้างในวันนั้นจะบอกว่าสูสีก็ว่าได้ แต่ตัวแปรคือการลงมือของผู้นำและเหล่าผู้อาวุโสที่มีระดับนิรันทร์บรรพกาลแปดคน สามในแปดนั้นคือตพหนักอาญาสวรรค์ แต่ทว่าอีกหน้าคนคือคนของจักรวาลรัตติกาลทั้งสิ้น พอพุดมาถึงตรงนี้ท่านคงจะเข้าใจความหมายของมันใช่หรือไม่"
"แปดคน อีกทั้งห้าคนยังเป็นคนของจักรวาลรัตติกาล!!"เป่ยฮ่าวหลานคิ้วขมวดในทันที นี่มันเกินกำลังของเขาอย่างแท้จริง อีกทั้งนี่ยังผ่านมาตั้งหลายล้านปีแล้ว ไม่ใช่ว่าขุมกำลังเหล่านี้จะมีผู้ทรงพลังเพิ่มขึ้นมามากมายหรอกหรือ ไม่ได้การเขาต้องคิดทุกอย่างให้รอบคอบกว่านี้เสียแล้ว
"หญิงงามลูบผมของลูกสาวอย่างอ่อนโยนพร้อมกล่าวต่อ "พวกข้าแม่ลูกไม่อยากจะสร้างความเดือดร้อนให้พวกท่านมากมายนัก ขอแค่ได้ใช้ชีวิตสงบๆที่นี่ก็พอใจแล้ว ส่วนเรื่องความแค้นนั้นคงได้แต่ฝังกลบเอาไว้ในใจ ในเวลานี้หากพวกท่านทำอะไรไม่เพียงจะแก้แค้นให้พวกเราแม่ลูกไม่ได้แต่อาจจะเป็นการทำลายตัวของพวกท่านเองด้วย ซึ่งข้าไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น"
"ฮูหยินโปรดวางใจพวกเราจะไม่ผลีผลามเด็ดขาด เอาละ คงได้เวลาที่ให้พวกท่านแม่ลูกได้พูดคุยกันแล้ว พวกเราขอตัวก่อน"ทั้งเทพสมุทรและเทพวายุลุกขึ้นและเดินจากไป เฟยหรงถึงกับมองเซ่อในทันทีเวลานี้เขาควรทำตัวเช่นไรดีละเนี้ย จะตามเทพทั้งสองไปก็ยังไงอยู่จะอยู่ที่นี่ก็กลัวจะขัดจังหวะแม่ลูกจะคุยกัน ชายหนุ่มในเวลานี้รุ้สึกเลิ่กลั่กทำตัวไม่ถูกจนทั้งเสวียเหม่ยและเสวียหลินต่างมองและป้องปากหัวเราะออกมาอย่างช่วยไม่ได้ โดยเฉพาะคนที่ได้ชื่อว่าแม่ยายอย่างเสวียหลินนางไม่คิดว่าลูกเขยที่ยอดเยี่ยมของนางจะทำตัวเป็นเด็กแบบนี้ แต่พอลองคิดๆดูอีกทีเฟยหรงก็ยังเด็กจริงๆอายุของเขายังไม่ถึงร้อยปีด้วยซ้ำไป