ตำนานยอดหญิงซูเจิน

    ถอนคำสาปมังกร 3


    “เป็นข้าเอง...ทำไมหรือ?”“...เปล่าขอรับ” เจ้าหน้าที่ก้มหน้าลงจดบันทึกลักษณะท่าทางของคนทั้งสี่เอาไว้อย่างละเอียด พอมาถึงส่วนใบหน้าก็ลอบมองผ้าผืนงามที่ปกปิดใบหน้าส่วนใหญ่ไว้เขารู้ว่าการขอให้สตรีเปิดเปลือยใบหน้านั้นเป็นการเสียมารยาทอย่างยิ่ง โดยเฉพาะคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ ซึ่งดูนางแล้วคงเป็นเช่นนั้น แต่เขาก็ได้รับคำสั่งจากท่านอ๋องมาว่าจะต้องจดรายละเอียดบุคคลให้ละเอียดที่สุดแม้จะลำบากใจเพียงไรก็ได้แต่กล้ำกลืนเอ่ยความต้องการออกไป “ปลดผ้าออกด้วยขอรับ...”“นี่ท่าน!...”“ข้าน้อยรู้ว่าเสียมารยาทมากที่เอ่ยเช่นนั้น แต่ข้าน้อยต้องทำตามหน้าที่ ขอท่านโปรดเข้าใจด้วย” เจ้าหน้าที่จดบันทึกพูดสุภาพมากขึ้น ทั้งยังโค้งให้นางอีกด้วย บ่งบอกว่าเขาเองก็ลำบากใจไม่น้อยเหมือนกันซูเจินส่ายหน้าให้หนิงจูที่กำลังจะโต้แย้งเบาๆ “ไม่เป็นไรข้าเข้าใจ...”ผ้าที่ปิดบังใบหน้าอยู่ค่อยๆถูกปลดออก เผยให้เห็นใบหน้าที่ถูกซ่อนอยู่ภายใน สองสาวใช้รีบเดินมายืนขนาบข้างเพื่อบดบังสายตาผู้อื่น จือเหลียงเองก็ลดร่มลงมาให้บังใบหน้านายหญิงของตนเหมือนกันแม้เวลาจะผ่านมานานแล้ว ก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่าจะไม่มีผู้ใดจำใบหน้าของนายหญิงได้ เกิดมีคนที่รู้จักใบหน้าของนายหญิงแล้วจะต้องเกิดเรื่องยุ่งยากตามมาแน่“เจ้ามองพอแล้วหรือยัง!” เสวี่ยซูพูดเสียงต่ำ คนผู้นี้เอาแต่มองใบหน้านายหญิงตาค้างอยู่นั่น“อะ...ฮึ่ม! พอ...พอแล้วขอรับ” เจ้าหน้าที่จดบันทึกเป็นชายวัยกลางคนอายุล่วงเลยเข้าสี่สิบแล้ว แต่เขาก็ยังถือว่าหนุ่มแน่นอยู่ใช่หรือไม่? เจอสตรีที่งดงามเช่นนี้เขาก็ต้องตะลึงธรรมดาอยู่แล้วใช่ๆ มันเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วเมื่อหาเหตุผลให้ตนเองเรียบร้อยแล้ว เขาก็ก้มหน้าก้มตาบรรยายลักษณะออกมาเสียยาวเหยียด “แล้ว...แล้วพวกท่านมาจากที่ใด ใช้วิชาแพทย์แบบใด เป็นผู้ปรุงโอสถหรือผู้เยียวยา หรือมีวิชาแพทย์? ข้า...ข้าขอรายละเอียดด้วยขอรับ”แต่ดูเหมือนสติจะกลับมาไม่เต็มส่วนนัก จึงรู้สึกลิ้นพันกันอยู่บ้าง ซูเจินที่ปิดผ้าเอาไว้เรียบร้อยดังเดิมแล้วก็ทำเพียงยิ้มน้อยๆ“พวกข้ามาจากแคว้นเหลียง เมืองเหยา นายหญิงเป็นผู้รู้วิชาแพทย์และเป็นผู้เยียวยา” จือเหลียงที่ตอบแทน“เป็นทั้งผู้รู้วิชาแพทย์และเป็นผู้เยียวยาเลยหรือ...” เจ้าหน้าที่จดบันทึกพึมพำเบาๆ อายุยังน้อยอยู่เลย คงเป็นอัจฉริยะจากตระกูลใหญ่ในแควันเหลียงกระมัง“เรียบร้อยแล้วขอรับ เชิญพวกท่านทางด้านนู้น ต้องขอตรวจค้นสัมภาระที่จะเอาเข้าวังหลวงด้วยนะขอรับ” เขาเอ่ยอย่างนอบน้อมมากขึ้น ไม่ว่าสตรีตรงหน้าจะเป็นผู้เยียวยาจริงหรือไม่ แต่เขาก็ต้องไม่ทำตัวเสียมารยาทมากไปกว่านี้ต้องรู้ว่าผู้เยียวยานั้นเป็นถึงอัจฉริยบุคคลที่มีน้อยเสียยิ่งกว่าผู้ปรุงโอสถเสียอีก อีกทั้งยังเป็นศาสตร์ที่มีความยากและซับซ้อนมากกว่าวิชาปรุงยามากนัก และยังต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติอย่างยิ่งยวดที่จะเรียนรู้วิชาเยียวยาอีกด้วยไม่ว่าผู้ใดหากสามารถเข้าถึงศาสตร์แห่งการเยียวยาได้แล้วก็จะกลายเป็นผู้ที่ถูกยกย่อง ชื่อเสียงและเกียรติยศก็จะหลั่งไหลเข้ามา หากเป็นผู้สำเร็จขั้นสูงแล้ว แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังต้องเกรงใจอยู่สามถึงสี่ส่วนเพราะอย่างไรคนเราก็หนีไม่พ้นโรคภัยไข้เจ็บ หากไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์และเวทขั้นเซียนแล้ว ก็ล้วนแต่ต้องพึ่งพายาและหมอด้วยกันทั้งสิ้นและผู้ที่ไปถึงขั้นเซียนได้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันก็มีเพียงสองท่านเท่านั้น ชายหนึ่งหญิงหนึ่ง จอมยุทธ์หนึ่งจอมเวทหนึ่ง เป็นที่รู้จักกันทั่วดังนั้นแล้วจึงมิใช่ว่าผู้ใดก็สามารถเป็นได้ ต้องเป็นผู้ที่เกิดมามีวาสนาที่จะเป็นผู้เยียวยาทั้งยังต้องมีดวงอย่างยิ่ง ก็อย่างที่บอกไป ทั่วทั้งห้าแคว้นใหญ่ก็ไม่แน่ว่าจะมีผู้เยียวยาถึงยี่สิบคนหรือไม่? แล้วผู้ที่จะมีวิชาพอที่จะเป็นอาจารย์สอนศาสตร์เยียวยานั้นจะมีสักกี่คนกันเชียว ไม่เรียกว่าพึ่งโชคแล้วจะเรียกว่าอะไร?เจ้าหน้าที่จดบันทึกมองตามหลังกลุ่มคนที่เดินไปอีกด้านสกุลเฉินแห่งแคว้นเหลียงอย่างนั้นหรือ...ไม่คาดว่าจะมีผู้เยียวยากำเนิดขึ้นมาได้การตรวจค้นเป็นไปได้ด้วยดี ซูเจินเข้ามาภายในวังเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พอก้าวเข้ามาก็เห็นถึงความยิ่งใหญ่ตระการตาของสิ่งปลูกสร้าง สมแล้วที่เคยได้ชื่อว่ารุ่งเรืองอย่างที่สุดเมืองหนึ่งเข้ามาภายในวังแล้วก็ยังต้องไปรวมกับกลุ่มคนก่อนหน้า เพื่อรอให้นางกำนัลในวังนำเข้าไปยังที่ประทับซูเจินมองเหล่าคนที่รวมกันอยู่รอบๆจือเหลียงเห็นนายหญิงมองซ้ายขวาราวกับมองหาอะไรอยู่นานแล้ว จึงอดถามขึ้นไม่ได้ “นายหญิงหาสิ่งใดอยู่หรือขอรับ?”“เจ้าจำสตรีที่เราเจอในเมืองก่อนที่จะมาเมืองหลวงได้หรือไม่?”จือเหลียงนึกอยู่สักพักก่อนจะนึกขึ้นได้ “จำได้ขอรับ...นายหญิงมองหานางหรือขอรับ?”“อืม...นางคงจะมาที่เมืองหลวงด้วยแน่ แต่ข้ากลับยังไม่เห็นนางเลย”“ย่อมต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้วขอรับ จากเมืองนั้นมายังเมืองหลวง ระยะทางก็นับว่าไกลไม่น้อย ธรรมดาแล้วต้องใช้เวลาเดินทางนานหลายวัน แต่เพราะเราใช้ม้าอสูรที่มีดีเรื่องความเร็วจึงได้เดินทางไม่นานขอรับ” จือเหลียงตอบไขข้อสงสัย“อ้าวเหรอ...” ซูเจินที่เพิ่งรู้ความจริงจึงอุทานเล็กน้อย “เจ้าว่า...หากฮ่องเต้ทรงหายก่อนที่นางจะมาถึงเมืองหลวง นางจะทำหน้าอย่างไร?”แค่คิดนางก็อยากจะหัวเราะแล้ว คนเย่อหยิ่งทำตัวสูงส่งเช่นนั้นคงได้อกแตกตาย ที่ยอมลงทุนมาถึงเมืองทุรกันดารเช่นนี้ แต่ต้องกลับไปมือเปล่าจือเหลียงมองหน้าของนายหญิงแล้วก็ราวกับอ่านใจได้ แม้เขาจะแอบเห็นด้วยลึกๆ แต่ก็ไม่ได้ตอบอะไรออกไป“ขออภัยที่ทำให้เหล่าท่านหมอต้องรอนาน เชิญทางนี้เจ้าค่ะ” นางกำนัลที่ดูมีอายุหน่อยเอ่ยขึ้น แล้วเดินนำเหล่านางกำนัลน้อยไป เหล่านางกำนัลน้อยก็ผายมือเชิญให้เหล่าหมอเดินตามไปอีกทีกฎระเบียบดูเยอะเสียจนวุ่นวายจริงๆ

    คล้ายกับเรื่องตำนานยอดหญิงซูเจิน ที่คุณอ่าน