ข้าเป็นชายาของท่านอ๋องขนปุย (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 87 อวี๋เฟยตั้งครรภ์

            องครักษ์เงาตรวจสอบขนมกล่องนั้นอย่างละเอียด จากนั้นจึงคุกเข่าลงและรายงานว่า “นายท่าน เป็นพิษเชียนจีกู่ขอรับ”

             อาเหยียนนั่งอยู่ในอ้อมแขนของเป่ยเหลียนโม่อย่างเชื่อฟัง เขาเงยหน้าขึ้นถามว่า "พิษเชียนจีกู่คืออะไรหรือขอรับ?”

             พิษเชียนจีกู่ ยามออกฤทธิ์จะทำให้รู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรงราวกับว่ามีเข็มเล็กๆ นับพันเล่มไหลเวียนอยู่ในร่างกาย สามารถทำให้รู้สึกเจ็บปวดไปทั่วทุกส่วน และจะดูดซึมสารอาหารที่อยู่ในร่างกาย หากมีพิษกู่มากเกินไปจะค่อยๆ ดูดซับอาหารที่อยู่ในร่างกายจนเสียชีวิตได้

             ของที่มีพิษร้ายแรงเช่นนี้แฝงอยู่ข้างในขนมเหล่านี้ หากเหยาเชียนเชียนกินเข้าไปเพียงคำเดียว หนอนกู่นั้นก็จะสามารถเข้าสู่ร่างกายของนางได้พร้อมกับขนม และหนอนกู่ชนิดนี้ไม่สามารถรักษาได้

             “ต้องขอบใจอาเหยียนแล้ว” เป่ยเหลียนโม่ลูบศีรษะเล็กของเขาอย่างอ่อนโยน “อาเหยียนได้ช่วยชีวิตท่านแม่ไว้ พ่อต้องขอบใจเจ้าด้วย”

             อาเหยียนน้อยส่ายหน้า นี่เป็นเรื่องเล็กน้อยมาก ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่สามารถทำร้ายท่านแม่ได้

             “ท่านพ่อ เหตุใดท่านตาถึงต้องวางยาพิษท่านแม่ เขาไม่ชอบท่านแม่หรือ?”

             แปลกเหลือเกิน คนเป็นพ่อทุกคนในโลกใบนี้ไม่รักลูกเหมือนกับท่านพ่อของเขาหรอกหรือ อาเหยียนน้อยได้รับความรักดุจแก้วตาดวงใจมาตั้งแต่เด็ก เขาไม่เข้าใจวิธีการของเหยาซื่อเฟิงเลย

             นัยน์ตาดำของเป่ยเหลียนโม่คู่นั้นราวกับถูกย้อมด้วยหมึก เขาโอบอาเหยียนไว้ในอ้อมแขน ทว่าดวงตากลับทอดมองไปยังขนมกล่องนั้น

             เมื่อครั้งที่ตรวจพบว่าในร่างกายของเหยาเชียนเชียนมีพิษจื่อหมู่กู่ในยามแรก เขาก็เคยสงสัยเหยาซื่อเฟิงเช่นกัน ทว่าไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดมาโดยตลอด ยิ่งไปกว่านั้นคือคนผู้นั้นเป็นบิดาของเหยาเชียนเชียน การกระทำเรื่องเช่นนี้นับว่าไร้มโนธรรมมากเกินไปแล้ว

             ต่อมาเขาได้ตรวจสอบตัวยาเหล่านั้นของเหยาซื่อเฟิง ประกอบกับขนมเหล่านี้ในวันนี้ ดูท่าว่าพิษจื่อหมู่กู่ก่อนหน้านี้จะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหยาซื่อเฟิงอย่างแน่นอน

             ไม่แปลกใจที่อาเหยียนจะไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ นี่ไม่ใช่เรื่องที่จิตใจของคนทั่วไปจะสามารถกระทำลงไปได้ เหยาซื่อเฟิงติดตามเป่ยเซวียนเฉิง จิตใจของเขาดำมืดมานานแล้ว อีกทั้งหวังเฟยของเขาก็ไม่ใช่บุตรสาวที่เหยาซื่อเฟิงรักที่สุด แน่นอนว่าเขาย่อมสามารถลงมือทำได้ทุกเรื่อง

             “เรื่องนี้ไม่ต้องแจ้งแก่แม่ของเจ้า พ่อเกรงว่านางจะเสียใจ เข้าใจหรือไม่?”

             อาเหยียนพยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้ว แต่ท่านพ่อก็ต้องเตือนท่านแม่ด้วยนะขอรับ วันหน้าอย่าได้ทานของที่ท่านตามอบให้จะดีที่สุด”

             เป่ยเหลียนโม่พ่นลมหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ใช่แล้ว ยามนี้เมื่อนึกถึงอาหารที่จวนสกุลเหยาในวันนี้ ในใจของเขาก็ยังคงรู้สึกกลัวอยู่ไม่น้อย มิน่าเล่าก่อนออกเดินทางอาเหยียนถึงได้รู้สึกไม่สบายใจ เพราะจุดประสงค์ที่แท้จริงของเหยาซื่อเฟิงไม่ใช่การย้ายสุสาน แต่เป็นการวางยาพิษเหยาเชียนเชียนอีกครั้งต่างหาก

             “ท่านพ่อ อาเหยียนจะช่วยท่านพ่อปกป้องท่านแม่เองขอรับ”

             เมื่อได้ยินบิดาถอนหายใจเด็กน้อยจึงรู้สึกไม่สบายใจ และอดไม่ได้ที่จะกอดคอของบิดาไว้

             เขาคิดไม่ถึงว่าจะมีคนไม่ดีมากมายถึงเพียงนี้ แม้แต่ท่านตาก็หมายจะกลั่นแกล้งท่านแม่ เช่นนั้นเขากับท่านพ่อจะต้องช่วยกันดูแลท่านแม่ให้ดี

             “อาเหยียนเด็กดี ที่ห้องเครื่องยังมีปีกไก่เหลืออยู่ วันนี้ให้อาเหยียนกินได้หนึ่งจาน” เป่ยเหลียนโม่เอ่ยกำชับ “แต่ต้องกินในห้องของตัวเองเท่านั้น”

             เพื่อเป็นการป้องกันไว้หากเขาเปลี่ยนร่างกะทันหันและไม่สามารถควบคุมได้

             เป่ยเหลียนโม่สั่งให้คนนำขนมเหล่านี้ไปฝังดินไว้ และหมายจะไปคุยกับเหยาเชียนเชียนสักเล็กน้อย ทว่าพ่อบ้านกลับเข้ามาในเวลานั้นพอดี กล่าวว่าทางวังหลวงแจ้งข่าวว่าวันนี้อวี๋ผินเป็นลมในสวนดอกไม้ และหมอหลวงบอกว่านางตั้งครรภ์ได้สองเดือนแล้ว

             “อวี๋ผินเหนียงเหนี่ยงตั้งครรภ์ ดังนั้นฮ่องเต้จึงออกราชโองการคืนยศเฟยให้แก่อวี๋ผินเหนียงเหนี่ยง และยังพระราชทานสิ่งของอีกมากมาย”

             พ่อบ้านกล่าวว่า “ท่านอ๋อง ฝ่าบาทเชิญพระองค์เข้าไปพบช่วงบ่ายวันนี้พ่ะย่ะค่ะ”

             ในยามนั้นอวี๋เฟยกล่าวถึงอดีตฮองเฮาเพราะเหยาเชียนเชียน ดังนั้นจึงทำให้ฮ่องเต้กริ้วมาก และสั่งลดชั้นยศอวี๋เฟยทันที ทว่ายามนี้นางถูกตรวจพบว่าตั้งครรภ์แล้ว มารดาย่อมอาศัยบารมีบุตรเป็นเรื่องธรรมดา

             ฮ่องเต้คงเกรงว่าเขาจะไม่พอใจ ดังนั้นจึงเรียกเขาเข้าวังเพื่อหยั่งเชิงความคิด

             “เข้าใจแล้ว อีกครู่เปิ่นหวังจะไป”

             อวี๋เฟยได้รับยศคืน เป่ยเซวียนเฉิงก็ย่อมได้รับความสนใจจากฮ่องเต้ไปด้วย เหตุผลที่กลุ่มขุนนางโลเลระหว่างพวกเขาทั้งสองคนอยู่ตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมาล้วนเป็นเพราะเป่ยเหลียนโม่ไม่มีมารดาคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง

             ซึ่งแตกต่างจากอวี๋เฟย นางสามารถเป่าลมข้างหมอน [1] ต่อพระพักตร์ฮ่องเต้ได้ตลอดเวลา และเป็นไปได้ว่าในสักวันหนึ่งจะมีคนได้นั่งบัลลังก์ฮองเฮานี้แล้ว

             “เรื่องนี้ คนส่งสาส์นยังกล่าวอีกว่าให้พาหวังเฟยไปด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

             เป่ยเหลียนโม่ขมวดคิ้ว เขาไม่ต้องการให้เหยาเชียนเชียนพัวพันกับเรื่องเหล่านี้อีกแล้ว แต่เขาก็ไม่สามารถฝ่าฝืนคำสั่งของฮ่องเต้ได้

             ครั้งที่แล้วใช้อาการป่วยเป็นข้ออ้างไปแล้ว ครั้งนี้จึงไม่สามารถใช้ข้ออ้างนี้ได้อีก

             “เปิ่นหวังจะไปแจ้งแก่หวังเฟยด้วยตัวเอง เจ้าออกไปเตรียมรถม้าเถิด”

             เหยาเชียนเชียนกำลังดูหมอจ่ายยาให้เป่าหวา เศษเครื่องลายครามที่แตกหักบางส่วนได้ฝังเข้าไปในเนื้อของหญิงสาว ยามนี้ต้องหยิบมันออกมาอย่างระมัดระวัง ไม่เช่นนั้นอาจมีอาการเจ็บเมื่อผิวหนังได้รับการฟื้นฟูในอนาคต

             “ขอบพระทัยหวังเฟยเหนียงเหนี่ยงเพคะ” เป่าหวาอดทนต่อความเจ็บปวด การได้ออกจากจวนสกุลเหยานับเป็นเรื่องดีอย่างใหญ่หลวงสำหรับนาง และยิ่งไปกว่านั้นคือเจ้านายคนปัจจุบันของนางเป็นถึงหวังเฟย นับจากนี้ฐานะทางสังคมของนางก็จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

             “ไม่ต้องขอบคุณแล้ว” เหยาเชียนเชียนกล่าว “หากไม่ใช่เพราะข้า เจ้าก็คงไม่ถูกกลั่นแกล้งเช่นนี้”

             เห็นได้ชัดว่าเหยาอวี้เอ๋อร์หมายจะอาศัยการลงโทษเป่าหวามาให้นางขายหน้า แต่โชคดีที่การตบครั้งนั้นนางได้ตบอย่างสาแก่ใจ ไม่เช่นนั้นนางคงไม่อาจกล้ำกลืนความคับแค้นใจนี้ลงไปได้

             “ท่านอ๋องเสด็จมาเพคะ” สาวใช้กล่าวและประคองเป่าหวาย้ายไปคุกเข่าอยู่ด้านข้าง

             เหยาเชียนเชียนรู้สึกแปลกใจที่เป่ยเหลียนโม่กลับมาอีกรอบ ทันทีที่จะถวายความเคารพนางก็ถูกเขาประคองขึ้นมา

             “เสด็จพ่อเรียกตัวเราทั้งสองเข้าวัง” เขาหยุดพูดไปชั่วครู่ก่อนจะกล่าวต่อว่า “อวี๋เฟยตั้งครรภ์แล้ว”

             อวี๋เฟย?

             เหยาเชียนเชียนชะงักไปครู่หนึ่งกว่าจะตอบสนองกลับมาได้ สตรีผู้นั้นได้เป็นอวี๋เฟยอีกครั้งเพราะเหตุนี้หรือ? การให้กำเนิดทายาทเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุดของสตรีในวังหลวงโดยแท้ และมันก็เป็นเช่นนั้นไม่เคยเปลี่ยน

             “เช่นนั้นสั่งให้คนเตรียมของขวัญไว้สักหน่อย หม่อมฉันกับท่านอ๋องจะเข้าวังประเดี๋ยวนี้เลย”

             เป่ยเหลียนโม่ส่ายหน้าน้อยๆ ไปน่ะต้องไปอยู่แล้ว แต่ของขวัญนั้นไม่จำเป็น เขามองเข้าไปในดวงตาของเหยาเชียนเชียน และไม่รู้ด้วยเหตุใดจึงนึกไปถึงท่าทางอันน่าสงสารของนางที่อยากได้ปะการังหยกโลหิตในยามนั้น

             “ไม่แน่ว่าเสด็จพ่ออาจจะพระราชทานของขวัญให้อวี๋เฟยแล้ว พวกเราไม่ต้องนำไปหรอก”

             อวี๋เฟยมีครรภ์ เหตุใดพวกเขาต้องให้ของขวัญด้วยเล่า?

             เหยาเชียนเชียนเดินตามไปขึ้นรถม้าพลางลอบพินิจมองเป่ยเหลียนโม่ นางรู้สึกว่าเขาอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก เมื่อเทียบกับเป่ยเซวียนเฉิงแล้ว ร่างกายอันแข็งแรงและความสามารถอันล้ำเลิศของเขาล้วนเป็นที่ประจักษ์

             ทว่าอดีตฮองเฮาสิ้นพระชนม์ตั้งแต่เขาอายุยังน้อย แม้เขาจะเป็นบุตรชายของฮ่องเต้ ทว่าเมื่อไร้ซึ่งความรักจากมารดาข้างกาย ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ยังน่าสงสารมากกว่าเป่ยเซวียนเฉิงอยู่ดี

             “โม่เอ๋อร์มาแล้ว” ฮ่องเต้เงยหน้าขึ้นมองพวกเขาเล็กน้อยและชี้ไม้ชี้มืออย่างสบายๆ “ไม่ต้องมากพิธี นั่งลงเถิด”

             เหยาเชียนเชียนแสร้งทำเป็นมองไปทางฮ่องเต้อย่างไม่ใส่ใจนัก แม้ว่าสีหน้าของเขาจะไม่ได้ดูมีความสุขมากเป็นพิเศษ แต่อย่างน้อยก็ดูดีอกดีใจ ดูท่าว่าการที่อวี๋เฟยตั้งครรภ์จะทำให้เขาปลื้มปีติได้จริงๆ

             “โม่เอ๋อร์ เจิ้นอยากไปสักการะสุสานหลวง เจ้าน่าจะทราบแล้วว่าอวี๋เฟยตั้งครรภ์ ภายในวังหลวงมีเรื่องมงคลเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งเรื่อง บุตรชายคนเล็กของเจิ้นหรือน้องชายลำดับที่สิบเจ็ดของเจ้า ขณะนี้มีอายุครบเก้าสัปดาห์แล้ว ครรภ์นี้ของอวี๋เฟยมาได้ในเวลาดีทีเดียว”

             ในวังหลวงไม่ได้ให้กำเนิดเด็กมานานเกินไปแล้ว คราวนี้อวี๋เฟยรู้พระทัยฮ่องเต้ มิน่าเล่าฮ่องเต้ถึงอยากไปสักการะสุสานหลวงเพื่อขอบคุณต่อเหล่าบรรพบุรุษ

             เป่ยเหลียนโม่มีสีหน้าเรียบเฉยมาตั้งแต่ต้น ก่อนหน้านี้เขายังไม่ได้กล่าวแสดงความดีใจ ทว่าก็ไม่ได้กล่าวคำอื่นใดเช่นกัน

             “ลูกขอแสดงความยินดีกับเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ และดีใจเหลือเกินที่มีน้องชายเพิ่มมาอีกหนึ่งคน”

             ถึงอย่างไรเหตุการณ์ในยามนั้นก็เป็นความผิดของอวี๋เฟย แต่ฮ่องเต้กลับเห็นแก่บุตรชายผู้นี้จึงไม่กล่าวตำหนิมากนัก ช่างโอนอ่อนผ่อนตามเหลือเกิน ทว่าในใจของโอรสสวรรค์กลับอดรู้สึกละอายไม่ได้

             “เจิ้นรู้ว่าเจ้าคิดถึงเสด็จแม่ของเจ้าเสมอในทุกๆ ช่วงเวลา เจิ้นรับสั่งให้คนเตรียมสิ่งของไว้แล้วไม่น้อย ล้วนเป็นสิ่งของที่เสด็จแม่ของเจ้าโปรดปรานเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ และยังมีน้ำใจของเจิ้นอยู่ในนั้นด้วย เจ้านำกลับไปด้วยเถิด และเมื่อถึงเวลาสักการะสุสานหลวงเจ้าก็ไปเยี่ยมเสด็จแม่ของเจ้าพร้อมกันกับเจิ้นเถิด”

             เป่ยเหลียนโม่ยืนขึ้นพร้อมกล่าวขอบคุณ เหยาเชียนเชียนก็ลุกขึ้นถวายความเคารพตามเขาด้วย ฮ่องเต้แย้มยิ้มเมื่อเห็นภาพนั้น

             “จะว่าไปพวกเจ้าก็แต่งงานกันมาสักพักแล้ว เชียนเชียนเอ๋ย ข้างกายโม่เอ๋อร์มีเพียงอาเหยียนเป็นบุตรชายคนเดียว เจ้าต้องพยายามมากขึ้นสักหน่อยแล้ว จะได้มีน้องชายน้องสาวให้อาเหยียนเพิ่มสักสองสามคน”

             เหยาเชียนเชียนก้มศีรษะลงพลางเหลือบมองไปทางเป่ยเหลียนโม่ แต่ก็บังเอิญสบกับแววตาหยอกล้อของเขาเข้าพอดี

             หลังจากที่ได้คุ้นเคยกับชิงผิงอ๋องมา ที่แท้เขาก็มีมุมเช่นนี้ด้วยหรือ เหยาเชียนเชียนหน้าแดงและไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกเลยจนกระทั่งออกจากวังหลวง

             “ยามที่ไปสักการะสุสานหลวง หวังเฟยไปกับเปิ่นหวังเถิด” เป่ยเหลียนโม่กล่าว “เมื่อครั้งก่อนยังไม่ได้ให้เสด็จแม่ได้ทำความรู้จักดีๆ เลย ครั้งนี้เปิ่นหวังจะต้องให้เสด็จแม่ได้ดูตัวเจ้าดีๆ ให้ได้”

             ไปเข้าพบอดีตฮองเฮาด้วยกันอย่างเป็นทางการหรือ เพียงแค่คิดเหยาเชียนเชียนก็รู้สึกประหม่า นางแอบเหลือบมองไปยังเป่ยเหลียนโม่ ครั้งก่อนนางได้อธิษฐานต่ออดีตฮองเฮาโดยหวังว่านางจะสามารถอยู่ร่วมกันกับชิงผิงอ๋องได้อย่างสงบสุข และผลคือยามนี้คำอธิษฐานนั้นเป็นจริงแล้ว

             วิญญาณของอดีตฮองเฮาบนสวรรค์รับรู้ เหยาเชียนเชียนกลืนน้ำลาย เช่นนั้นก็หวังว่าท่านผู้อาวุโสจะสามารถทำให้คำอธิษฐานของนางได้ผลมากขึ้นอีกสักหน่อย โปรดช่วยปกปักรักษาชิงผิงอ๋องและอาเหยียนให้ปลอดภัย ซึ่งคนหนึ่งคือบุตรชาย และอีกคนหนึ่งเป็นหลานชาย

             นางดูจากสีหน้าของเป่ยเหลียนโม่เมื่อครู่ ฮ่องเต้ทรงดีใจถึงเพียงนั้น แต่ความดีใจนั้นกลับเป็นเพราะบุตรชายของผู้อื่น ไม่ว่าเหยาเชียนเชียนจะคิดอย่างไรก็รู้สึกว่านี่มันเจ็บปวดเกินไปสำหรับคนที่สูญเสียมารดาไปตั้งแต่ยังเด็ก

             “ท่านอ๋อง ยามที่ไปสุสานหลวง เราสามารถพาอาเหยียนไปด้วยได้หรือไม่?”

             เหยาเชียนเชียนเอ่ยถาม “พระองค์คิดดูสิเพคะ อาเหยียนจะต้องอยากพบเสด็จแม่ด้วยเป็นแน่ เนิ่นนานเพียงนี้แล้ว เสด็จแม่ก็คงคิดถึงอาเหยียนเช่นเดียวกัน หากพวกเราสามคนไปพบเสด็จแม่ด้วยกัน เสด็จแม่จะต้องดีใจมากเป็นแน่เพคะ”

             แม้ว่าอวี๋เฟยจะตั้งครรภ์ แต่เหตุผลหลักในการเดินทางไปสุสานหลวงครั้งนี้ก็คือนาง เหยาเชียนเชียนไม่อยากให้เป่ยเหลียนโม่ถูกเมินเฉย เขาเองก็ยังมีญาติอยู่เช่นกัน อาเหยียนคือบุตรที่เชื่อฟังและรู้ความที่สุดในโลก และยามนี้เขาก็ยังมีนางเพิ่มขึ้นมาอีกคนหนึ่งด้วย

             หวังเฟยผู้อ่อนโยนและงดงามซึ่งไม่อาจมีผู้ใดเทียบเคียงได้

             “อาเหยียนไม่ได้ไปสักการะเสด็จแม่มาสักระยะแล้ว ดีเหมือนกัน” เป่ยเหลียนโม่พยักหน้า “เช่นนั้นก็ไปด้วยกัน”

             เหยาเชียนเชียนพยักหน้าแรงๆ เมื่อนึกถึงสีหน้าของเป่ยเหลียนโม่ยามที่อยู่ในวังหลวงนางก็รู้สึกไม่สบายใจมาตลอด หลังจากกลับถึงจวนแล้ว ครั้งนี้นางไม่สนใจแม้แต่ของล้ำค่าที่ฮ่องเต้พระราชทานให้เป็นของขวัญด้วยซ้ำ นางพาตัวเองเข้าไปทำอะไรบางอย่างอยู่ในห้อง

             “เสด็จปู่ทรงตำหนิท่านแม่หรือ?”

             อาเหยียนฉงน เมื่อมองไปยังเหยาเชียนเชียนนางก็กำลังสับสนงงงวยอยู่เช่นกัน คู่พ่อลูกพยายามจะเข้าไปในห้องแต่กลับถูกเกลี้ยกล่อมด้วยความอ่อนโยนให้กลับออกมา เหยาเชียนเชียนให้คำมั่นกับพวกเขาอย่างซื่อสัตย์ว่าอีกสองสามวันจะมีเรื่องให้ประหลาดใจอย่างแน่นอน

             ตกกลางคืน แมวดำนั่งอยู่บนกำแพงในเรือนของเหยาเชียนเชียนพลางทอดสายตามองเข้าไปข้างใน

             เรื่องประหลาดใจอันใดถึงต้องปิดบังจริงจังถึงเพียงนี้ เปิ่นหวังขอดูก่อนจะเป็นอะไรไป

             ภายใต้แสงเทียน เหยาเชียนเชียนขมวดคิ้วพลางกลั้นหายใจวาดลายดอกไม้ลายหนึ่งขึ้นมาอย่างตั้งใจ นางไม่สามารถทำชุดนี้ด้วยตัวเองได้ รูปแบบที่อยากได้จึงต้องวาดออกมาอย่างสุดความสามารถ เช่นนี้จึงจะสามารถมอบหมายให้ผู้อื่นเอาไปทำได้

             แมวดำกระโดดขึ้นไปบนโต๊ะโดยไร้เสียง ทว่ายังไม่ทันจะมองได้ชัดเจนว่าสิ่งของบนภาพนั้นคืออะไรก็ถูกเหยาเชียนเชียนกอดเอาไว้อย่างน่าตกใจ

             “เสี่ยวไกวไกวเจ้ามาหาข้าแล้ว จุ๊บๆ!”

             นางจูบแมวดำแรงๆ สองครั้ง ส่งผลให้แมวดำกระดิกหูเล็กน้อยด้วยเพราะไม่ได้สัมผัสความกระตือรือร้นเช่นนี้ของนางมาระยะหนึ่งแล้ว โชคดีที่ในร่างนี้นางมองไม่เห็นว่าเขาหน้าแดง

             “มานี่สิ” เหยาเชียนเชียนกดแมวดำไว้ และแสดงให้มันดูด้วยความดีใจ “นี่ของท่านอ๋อง พวกนี้ของอาเหยียน แล้วก็พวกนี้...”

             นางหยิบภาพแบบร่างปึกหนึ่งออกมาแล้วกล่าวว่า “พวกนี้ของเจ้า”

             แมวดำหรี่ตามองไปยังกระดาษบางๆ ของตัวเอง จากนั้นก็มองอีกปึกหนึ่งที่อยู่ข้างกันและพลันรู้สึกโกรธขึ้นมา

     

             เชิงอรรถ

             [1] เป่าลมข้างหมอน เป็นการอุปมาว่า ภรรยาคอยพูดเป่าหูอยู่สม่ำเสมอ

    คล้ายกับเรื่องข้าเป็นชายาของท่านอ๋องขนปุย (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371