“ หนีเร็ว นกปีศาจมากันแล้ว” กลุ่มคนของแม่ทัพอาโป ที่มุ่งหน้ากันไปก่อน วิ่งหนีกันมาแล้วตะโกนลั่นอัสนีมองผ่านคนเหล่านี้ไป พบเห็นนกสีแดงตัวใหญ่กว่าคนสามเท่าบินเข้ามาเป็นฝูงไม่อาจนับจำนวนได้ อัสนีกำลังคิดจะใช้เข็มมัจจุราช แต่ว่าเขารู้สึกว่ามีสายตาของรองมนต์ชัย จ้องมองเข็มมัจจุราชในมือของเขาอยู่
อัสนีเลยจำเป็นต้องปิดบังเก็บมันเอาไว้แล้วชักปืนลูกโม่ .357 ที่รองมนต์ชัยให้ไว้ติดตัว ออกมาเตรียมตัวเอาไว้
“ ยิงมัน” แม่ทัพชาลีสั่งให้ลูกน้องนั่งยิงใส่นกกระจิบยักษ์หัวแดง ที่มากันเป็นฝูง
แต่ว่าแค่ยิงมันร่วงหล่นได้ไม่กี่ตัว พวกมันมีเป็นพันๆ ตัวบุกเข้าจิกใส่ทหารนับร้อยทำให้บาดเจ็บล้มตายกันเป็นจำนวนมาก
“ พี่หมอ มีนกกระจิบแดงหัวขาวอยู่ตัวหนึ่งมันคือจ่าฝูง ฆ่ามันซะ ทุกๆ ตัวก็จะหนีไปเอง” เรยาเอ่ยจบ อัสนีก็เคลื่อนไหวเหยียบหลังของทหารคนหนึ่ง แล้ว เหยียบหัวนกกระจิบอีกสองตัว เขาลอยตัวกลางอากาศเห็นนกยักษ์ตัวใหญ่ กระพือปีกอยู่ด้านหลัง คล้ายกำลังบัญชาการกองทัพนกกระจิบอยู่
อัสนีเล็งปืนสั้นของเขาแล้วลั่นไกยิงออกไป กระสุนพุ่งเข้าไปเจาะกลางหน้าผากของมัน ทะลุหัวกระโหลกกระเด็นหงายหลังลงไปนอนตายกับพื้น เหล่าฝูงนกกระจิบหัวแดง เห็นจ่าฝูงตาย ก็บินหนี แตกกระเจิงหนีหายไปจนหมด
ทหารของแม่ทัพชาลีแค่เข้ามาไม่ถึงสองชั่วโมง ตายไปแล้ว 10 คน คนอื่นๆ ไม่รู้ฝ่ายไหนตายไปแล้วไม่ต่ำกว่ายี่สิบคน จากจำนวนคนที่เข้ามา ประมาณ 150 คน
อัสนีลอยตัวลงมาสู่พื้นอย่างปลอดภัย
“ โอ้พี่หมอเก่งจังเลย”
“หากเธอไม่บอกว่าจ่าฝูงมันเป็นใคร พวกเราคงล้มตายมากกว่านี้”
อัสนีเอ่ยชมพร้อมกับลูบหัวเรยาด้วยความเอ็นดู
ทุกๆ คนหันมาขอโทษที่ผ่านมาพวกเขาดูถูกเรยา ไม่เชื่อสิ่งที่เรยาบอก
“ยังมีกระต่ายดำอีกนะ พวกมันตัวใหญ่กว่ามนุษย์สามเท่า แต่พวกมันไม่ได้รวมกลุ่มกันเป็นฝูงดังนั้น พวกเราก็อยู่รวมกันรับรองกระต่ายดำไม่กล้าบุกเข้ามาทำร้ายคนเป็นจำนวนมากแน่ๆ”
พอได้ยินเรยาพูดถึงกระต่ายดำตัวใหญ่กว่ามนุษย์สามเท่า ทุกๆ คนต่ายกันตัวสั่นหวาดกลัวกันขึ้นมาทันทีรีบเร่งเดินทางกันต่อไป
ทั้งหมดเดินทางไปได้สักพักก็ได้ยินเสียงปืนไรเฟิลดังสนั่นหวั่นไหวไปหมด พอทุกคนรีบไปดูพบว่ามีกระต่ายดำยักษ์ถูกยิงลงไปกองกับพื้นสองตัว โดยมีทหารอเมริกัน หัวเราะชอบใจบางคนถึงกับถ่ายรูปเซลฟี่ กับ กระต่ายยักษ์ อัสนีมองการกระทำของพวกมันก็กำหมัดแน่ยิ่งเห็นพวกมันห้าคน มีคนหนึ่งกำลังอุ้มกระต่ายน้อยตัวเล็กขนาดเด็กสามขวบโดยการจับหูยาวของมัน แล้วกำลังจะแทงมีดใส่
อัสนีไม่รอช้าขว้างมีดสั้นของเขาปักเข้ามือของมัน จนกระต่ายน้อยร่วงสู่พื้นมันกระโดดเข้าไปกอดพ่อกับแม่มันน้ำตาไหลพราก
“ เฮ้ยแกคิดว่าฉันไม่กล้ายิงแกหรือไงวะ”
“ ก็ลองยิงดูซิ” แม่ทัพชาลีกับลูกน้องอีกสี่สิบนาย เล็งปืนใส่ทหารอเมริกันที่มีแค่เพียงห้าคน
“ ได้วันนี้พวกแกเยอะกว่า ฝากเอาไว้ก่อนเถอะ” ทหารอเมริกัน พากันเดินจากไปอัสนีเข้าไปดูอาการกระต่ายน้อย เห็นว่าไม่เป็นอะไร เลยให้เรยามาพามันไปส่วนเขาก็พลิกร่างของกระต่ายยักษ์ทั้งสองตัว แล้วทำการตรวจหัวใจของพวกมันยังเต้นอยู่หรือไม่
“ แม่มันยังไม่ตาย”อัสนีมองเห็นหัวใจของแม่กระต่ายยักษ์ ยังคงเต้นอยู่เลยรีบทำการตรวจหาบาดแผลก่อนทันที พบว่ากระสุนไรเฟิลที่ยิงโดนกว่าสิบนัดนั้นถูกร่างกายในจุดที่ไม่สำคัญ เพียงแต่เลือดไหลมากเท่านั้น
“ คุณอาครับ เดินทางไปก่อนเลยผมใช้เวลารักษาไม่เกินชั่วโมง แล้วผมจะตามไป”
“แต่มันเป็นแค่สัตว์นะครับคุณหมอ พวกเราต้องไปตามหาเจ้าหญิงเมธิกากับคุณหนูมินตรานะครับ” แม่ทัพชาลีเค่นเสียงออกมาอย่างไม่พอใจ
อัสนีกลับไม่สนใจกลับบอกไปว่า
“ หากไม่ไปตอนนี้จะเสียเวลาไปอีก 1 ชั่วโมงนะ”
“ ไปกันเถอะครับให้เขารักษากระต่าย เสร็จแล้วเขาก็จะตามไปเอง” รองมนต์ชัย บอกกับแม่ทัพชาลีเพราะเขารู้ว่า หากอัสนีจะทำอะไรแล้วไม่มีใครหยุดยั้งเขาได้
“ฉันอยู่ด้วยนะพี่หมอ” เรยาเอ่ยทันที อัสนีไม่ได้ว่าอะไร
เขารีบผ่ากระสุนปืนไรเฟิลออกทีละนัด จนครบสิบนัด แล้วให้ยาเม็ดรักษาภายนอกให้กับ แม่กระต่ายกิน ไม่นานแม่กระต่ายก็ลืมตาขึ้น เห็นอัสนีก็ยกมือทำท่าตะปบ แต่อัสนีนั้นไวกว่า หลบได้ทันกระต่ายน้อยดิ้นรนจากมือของ เรยา พุ่งเข้ากอดแม่กระต่ายน้ำตาไหลพรากทั้งสองตัว
แม่กระต่ายรู้ว่าอัสนีช่วยชีวิตตนเองและลูกเอาไว้ ก็สำนึกได้พยักหน้าขอโทษ
“ ไม่เป็นไรพี่หมอเขาใจดี เขาไม่ว่าหรอก เอาล่ะ ตอนนี้รีบหลบไปไกลช่วงนี้คนต่างถิ่นเข้ามามากมาย พวกเขาเป็นคนป่าเถื่อน ไร้อารยธรรมพวกเจ้าอย่าได้เข้าไปยุ่งกับพวกมัน เป็นอะไรขึ้นมาอีกพี่หมอก็ไม่อาจช่วยพวกเจ้าแล้วนะ”
กระต่ายสองแม่ลูกเหมือนจะฟังเรยารู้เรื่องมันค่อยพาลูกของมัน จากไปโดยหันมามองร่างสามีด้วยความอาลัย
“เหมือนพวกมันฟังเธอรู้เรื่องนะ”
“ แน่นอนฉันเก่งภาษาสัตว์อยู่แล้ว ไปกันเถอะ ใกล้ค่ำแล้วหากพวกเขาข้ามลำธารปีศาจก่อนตะวันตกดินก็โชคดีไป แต่หากข้ามตอนกลางคืนคงไม่รอดแน่”
“ ลำธารปีศาจแล้วเมื่อกี้บอกพวกเขาหรือเปล่า”
“ บอกทำไมเห็นไหมพวกเขาทำกับพี่หมออย่างไร แทนที่จะมีน้ำใจให้ทหารคอยคุ้มกันพี่หมอสักสองสามคน แต่เปล่า กับเดินทางต่อไม่สนใจเลยสักนิด”
อัสนีส่ายหัวแล้วจับแขนเรยา แล้วดีดตัวขึ้นไปบนอากาศ แล้วถอนหายใจทันที แค่ลมหายใจเดียวเขาก็พาเรยามาไกลกว่า 2 กิโล
“ พี่หมอพี่หมอบินได้”
“ เขาเรียกว่าพลังตัวเบา” อัสนีไม่เอ่ยอีกเขาพาเรยาลอยละล่องไปอีกสามสี่ครั้งก็เห็นพวกของแม่ทัพชาลีอยู่ไม่ไกลแล้ว
“ พี่หมอสอนเรยาบินได้หน่อยได้ไหม”
“ ได้ซิก่อนอื่นต้องกลั้นหายใจให้ได้ ครึ่งชั่วโมงก่อน ค่อยเริ่มฝึกกัน”
“ อะไรนะแค่สามนาทีก็ตายแล้ว ครึ่งชั่วโมงต้องตายกี่ครั้งกัน พี่หมอแกล้งกันใช่ไหมเนี่ย”
อัสนีไม่ตอบแล้วก็เดินไปหาท่านรองมนต์ชัย ที่ตอนนี้ยืนอยู่ริมน้ำ มีสีหน้าแตกตื่นตกใจ พอเห็นอัสนีก็ดีใจรีบพูดขึ้นมาทันทีว่า
“พวกเรากำลังจะข้ามลำธาร นี้ แต่ไม่รู้ว่า มีตัวอะไรกลับฉุดพวกเขาลงไปในน้ำไม่มีใครโผล่ขึ้นมาอีกเลย จะทำยังไงดีครับ”
อัสนีมองลงไปใต้ผืนน้ำพบเห็นผีพรายน้ำพวกมันมีลักษณะเหมือนกับมนุษย์แต่ตัวของมันยาวกว่า ผอมราวกับเปรดแต่มีกรงเล็บทั้งสองมือ มีดวงตาโปนคล้ายกับปลา จมูกของมันมี แต่ใช้การหายใจทางผิวหนังแทนร่างกายของมันมีลายคล้ายกับคลื่นน้ำ นี่มันไม่ใช่ผี แต่เป็นสัตว์ประหลาดชัดๆเพราะมันคือสิ่งมีชิวิตแต่อาศัยอยู่ในน้ำนั่นเอง
“ จัดการมันยังไง”อัสนีเอ่ยถาม เรยาทันที
“ ฉันจะไปรู้ได้ยังไงพี่หมอนี่ ฉันเพิ่งอายุแค่ 15 เองนะ”
อัสนีจ้องหน้าเรยา เพื่อค้นหาความจริงทำให้เรยารีบเอาแผนที่ของตนออกมาดูแล้วพบตัวอักษรที่เขียนเอาไว้เรื่องลำธารปีศาจว่า
“ ผีพรายอาศัยอยู่ในน้ำ อาวุธทั่วไปไม่อาจฆ่ามันได้ มีกลัวอยู่สิ่งเดียว นั่นคือแสงอาฑิตย์” เรยาอ่านให้อัสนีฟังจบอัสนีก็เดินไปที่ริมน้ำ มองแสงอาฑิตย์ที่ลับขอบฟ้า แล้วมองมาที่ลำธารปีศาจพบเห็นตัวปีศาจ ที่ว่ายเวียนไปมาอยู่ในลำธารมากขึ้นเรื่อยๆซึ่งบนผิวน้ำนั้นยังคงสงบนิ่ง เหมือนไม่มีอะไร
“ทุกคนเปิดไฟฉายส่องไปที่ลำธาร ห้ามปิดเป็นอันขาด แล้วตามผมมาผีพรายพวกนี้มันกลัวแสง”
อัสนีนำไฟฉายของเขาคนเดียวก็ส่องสว่างแทบจะทั่วผืนน้ำผีพรายที่เห็นแสงส่องมา ก็หลบวูบออกไป ใครไม่สามารถหลบได้ร่างกายของมันก็ไหม้กลายเป็นขี้เถ้าไปในทันที แม้นจะอยู่ใต้น้ำก็ไม่อาจเว้นทหารที่ติดตามที่เหลือประมาณ 40 คน เปิดไฟฉายพร้อมกันพรึบเสียงกรีดร้องของผีพรายน้ำดังขึ้นไปทั่วคุ้งน้ำ
รองมนต์ชัย และแม่ทัพชาลี เห็นดังนั้น ก็สั่งทหารตามอัสนีไปในทันทีส่วนเรยานั้นกระโดดขี่หลังอัสนี กอดคอเขาไม่ปล่อย อัสนีก็ไม่ได้ว่าอะไรเด็กสาวเขาเดินส่องไฟฉาย ไปรอบๆ แต่ทว่าคล้ายมี ผีพรายน้ำอยู่ 1 ตัวมันเหมือนกับว่าไม่กลัวแสง มันพุ่งตัวจากใต้น้ำ พอโผล่พ้นน้ำ ก็ตวัดกรงเล็บเข้าใส่อัสนีแต่อัสนีใช้มีดสั้นมฤตยู ปาดตัดแขนของมันจนขาด แล้วตัดหัวของมันจนขาดสองท่อนร่างของมันกลายเป็นเถ้าถ่านไปในทันที
“นี่มันหัวหน้าผีพรายเลยนะเนี่ย มีดสั้นของพี่หมอช่างร้ายกาจจริงๆ”
เรยาทีแรกกำลังจะใช้ของบางอย่างในมือของเธอปล่อยออกไปแต่อัสนีกลับเร็วกว่าใช้มีดสั้นมฤตยูจัดการหัวหน้าผีพรายไปแล้วทำให้เธอไม่ต้องใช้ของที่กำเอาไว้ในมือ
อัสนีขึ้นมาบนบกแต่ยังคงสาดไฟฉายสาดส่องให้กับคนอื่นๆ ขึ้นริมลำธารได้อย่างปลอดภัยยิ่งพวกผีพรายเห็นหัวหน้าของตนตายไปอย่างนี้ ก็ยิ่งไม่กล้าเข้ามา
“ไปอีกสักสองกิโลเมตร จะพบกับป่าโป่ง พวกเราหาที่พักกันที่นั่นจะปลอดภัยกว่า” เรยาเอ่ยกับทุกๆ คน ซึ่งพรานบุญกับพรานตาพอได้ยินป่าโป่ง ก็หันกลับมาถามอย่างสงสัย
“ เป็นป่าโป่งจริงๆรึ?”
เรยาพยักหน้าพรานตาและพรานบุญ รีบเอ่ยกับ แม่ทัพชาลี และ รองมนต์ชัยว่า
“ ให้ทุกคนระวังตัวด้วยหากว่าข้างหน้าเป็นป่าโป่งจริงๆ จะต้องมีสัตว์ร้ายซุ่มอยู่มากมายแน่ๆ” พรานบุญเอ่ยเตือนทันที…….