จู่ๆท้องฟ้าสีฟ้าอ่อนกลับเริ่มเปลี่ยนสีกลายเป็สีม่วงอมน้ำเงินลมหนาวที่เคยพัดโชยมากระทบผิวกายพลันเงียบสงัด ราวกับโลกทั้งใบกำลังกลั้นหายใจอยู่เสียงหวีดร้องแหลมสูงบาดแก้วหูดังก้องกังวานมาจากท้ายเรือมันน่าขนลุกราวกับเสียงฆาตกรโรคจิตที่ตามล่าเหยื่อ จนปัญญ์ถึงกับผงะถ้วยชาในมือของเธอร่วงหล่นกระแทกพื้นไม้บนพื้นเรือ น้ำชากระเซ็นเปรอะเปื้อนไปทั่วกลิ่นหอมจางๆของชาถูกแทนที่ด้วยกลิ่นเหม็นเน่าของซากศพลอยคลุ้งไปทั่วเรือ
จินวางถ้วยชาลงบนโต๊ะอย่างใจเย็นแล้วดึงปัญญ์มานั่งข้างตน จนทำให้ดวงตากลมของหญิงสาวนั้นเบิกโพลงด้วยความประหลาดใจกับการกระทำที่คาดไม่ถึงของชายหนุ่มตรงหน้าโชคยังดีที่เรือลำนี้มีขนาดใหญ่พอสมควร แม้ปัญญ์จะถูกดึงกายมานั่งอีกฝั่งเรือก็ยังคงทรงตัวได้ดีเสียงกรีดร้องยังคงก้องกังวานจนทั้งสองนำมือปิดหูทั้งสองข้างของตนโดยอัตโนมัตินอกจากนี้พวกเขาทั้งสองยังต้องกลั้นหายใจ เมื่อกลิ่นคาวคลุ้งของซากศพเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆจนแทบสำลัก
‘ถึงเวลาแล้วสินะ’จินนึกในใจท่ามกลางความปั่นป่วนที่เกิดขึ้น ดวงตากลมของเขาจับจ้องไปยังความว่างเปล่าเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากเกินจะอธิบายเพราะเขารู้ดีว่าโศกนาฏกรรมที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้คืออะไรภาพในอดีตยังคงติดตรึงในใจเขา เป็เหตุการณ์ที่ปัญญ์ถูกิญญาร้ายคุกคามจนขวัญกระเจิงก่อนจะเสียหลักพลัดร่วงลงสู่อ่างเก็บน้ำที่เย็นะเื แม้จินจะช่วยเธอให้รอดพ้นจากวิกฤตนั้นได้ก็จริงแต่ความตื่นตระหนกครั้งนั้นกลับทำให้ความสนุกสนานพังทลายลงชั่วพริบตา ปัญญ์หมดสติในสภาพซีดเซียวราวกับร่างไร้ิญญาจนสุดท้ายเพื่อนทุกคนต่างอยู่ในอาการลนลานและต้องพากันหามเธอส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วนที่สุด
ความวุ่นวายครั้งนั้นคือสาเหตุที่ทำให้เขาและกลุ่มเพื่อนพลาดโอกาสการพบเจอกับการปะทุครั้งใหญ่ของพลังมานาซึ่งเป็กุญแจสำคัญที่จะทำให้พวกเขากลายเป็มนุษย์กลุ่มแรกที่ถูกปลุกพลังเวทของตนเองขึ้นมา
และครั้งนี้เขาจะไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิมเด็ดขาดทางเดียวที่จะเปลี่ยนโชคชะตาและรั้งทุกคนให้อยู่ที่นี่ต่อไปได้คือเขาต้องกำจัดิญญาร้ายตนนี้ให้ได้ก่อนที่มันจะเริ่มลงมือ!
จินตระหนักได้ว่าตัวเขาในตอนนี้มีเพียงจิติญญาและความทรงจำที่ย้อนกลับมา ร่างกายเขาตอนนี้นั้นยังไม่เคยฝึกใช้พลังเวทเสียด้วยซ้ำเขาพยายามกวาดสายตามองหาวัตถุที่ติดตัวมา หวังจะพลิกสถานการณ์อันน่าขนลุกนี้ทันใดนั้นเอง ยันต์คุ้มภัยผุดขึ้นในสมองของเขา ‘เปา’ เพื่อนอีกคนในกลุ่มของเขาที่เป็พ่อหมอออนไลน์ และยังมาเที่ยวทริปนี้ด้วยเคยให้ยันต์คุ้มภัยกับทุกคนก่อนออกเดินทาง
“หยิบยันต์ของเปาขึ้นมา!”จินเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
เขารีบคว้ายันต์คุ้มภัยของเขาที่วางอยู่บนโต๊ะไม้ด้านหน้าโดยปัญญ์รีบควานหายันต์คุ้มภัย ลักษณะเป็การ์ดกันน้ำ ออกมาจากกระเป๋าปัญญ์ถือการ์ดไว้ในมือซ้าย ส่วนจินกำไว้ในมือขวา
บรรยากาศรอบกายราวกับถูกแช่แข็งความเย็นะเืแผ่ซ่านเข้ามาเกาะกุมหัวใจจนรู้สึกหนาวเหน็บยิ่งกว่าลมหนาวที่เคยพัดผ่านหมอกขาวโพลนเริ่มก่อตัวหนาทึบ ปกคลุมทุกสิ่งจนมิด บดบังชายพายเรือที่ยืนอยู่ท้ายเรือจนเลือนรางแม้แต่แสงสีแดงเรืองรองจากโคมไฟก็ถูกกลืนหายไปในม่านหมอกขาว
ความหวาดกลัวกัดกินหัวใจปัญญ์เธอเผลอคว้ามือซ้ายของจินกุมเอาไว้แน่นจินเข้าใจดีว่าความกลัวที่ปัญญ์เผชิญนั้นเป็เื่ธรรมดาเพราะนี่เป็ครั้งแรกที่เธอได้เผชิญหน้ากับิญญาร้ายอีกทั้งตอนนี้เธอก็ยังไม่ได้รับเลือกเป็ร่างอวตารของเทพีอาธีน่า ซึ่งกว่าจะถึงเวลานั้นคงต้องรออีก 1 ปี
จินแทบไม่มีความกลัวต่อผีตนนี้แต่เขากลับมีความกังวลใจแทนปัญญ์มากกว่าแม้ในตอนนี้พลังของเขาจะยังไม่สามารถต่อกรกับิญญาร้ายได้มากนักแต่ด้วยประสบการณ์ที่เคยเผชิญหน้ากับปีศาจามานับครั้งไม่ถ้วนความน่ากลัวของิญญาร้ายตนนี้จึงถือว่าเป็เื่เล็กน้อยไปเลยจินหันมองปัญญ์ที่ยังคงหลับตาปี๋ท่ามกลางเสียงกรีดร้องที่ดังต่อเนื่องจนเริ่มสร้างความรำคาญให้เขา
จินบีบมือปัญญ์เบาๆหนึ่งครั้งอย่างนุ่มนวล ปัญญ์ลืมตาขึ้นมองหน้าเขาก่อนที่จินจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ไว้ใจเรานะ”
ในตอนนั้นเองหมอกลงหนาจัดจนปัญญ์มองไม่เห็นใบหน้าของจินอีกต่อไปแต่เสียงหวีดหวิวยังคงดังวนเวียนอยู่รอบตัวเรือ ประกอบกับเสียงเล็บขูดลำเรือดังเป็ระยะ
จินค่อยๆลุกขึ้นยืน ปัญญ์รับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวผ่านมือที่ยังคงจับกันไว้เธอรวบรวมความกล้า ลุกขึ้นยืนตาม จินค่อยๆ ก้าวเท้าตรงไปยังท้ายเรือเพื่อเสาะหาต้นตอของเสียงน่าสะพรึงกลัวนั้น
“ปัญญ์ถ้าเจออะไรแปลกๆ ยื่นยันต์ของเปาไปทางนั้นเลยนะ มันเป็ผีธรรมดา ยันต์นี้สามารถป้องกันได้”จินพูด ขณะที่ปัญญ์พยักหน้ารับฟัง
เมื่อจินก้าวเท้ามาถึงท้ายเรือลำเรือเกิดสั่นโคลงอย่างรุนแรงขึ้นมาทั้งที่ผิวน้ำรอบข้างนั้นสงบนิ่งไร้ซึ่งคลื่นลม แรงเหวี่ยงนั้นทำให้เขาต้องรีบย่อตัวลงเพื่อประคองตัวไม่ให้เสียหลักร่วงตกเรือทันใดนั้นเอง เขาก็ััได้ถึงไอเย็นะเืดุจน้ำแข็งลูบไล้ผ่านใบหน้า ในวินาทีนั้นเขารู้ได้ทันทีว่า‘มันมาแล้ว’ เขาจึงรีบตั้งสติพลางยื่นยันต์ไปเบื้องหน้าเพื่อสกัดกั้นิญญาร้ายแสงสีขาวสว่างวาบทันที เมื่อยันต์ได้ัักับิญญาตนนี้ทำให้มันถึงกับต้องถอยห่างจากพวกเขาทั้งคู่สักระยะ
จินรีบคิดหาวิธีกำจัดิญญาร้ายตนนี้ให้สิ้นซากแต่เมื่อประเมินจากสภาพร่างกายในปัจจุบันที่ยังไม่ได้รับการกระตุ้นพลังมานาแล้วเขาก็พบว่ามีเพียง ‘การร่ายคาถา’ เท่านั้นที่เป็วิธีดึงพลังเวทออกมาใช้งานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพที่สุด
สาเหตุเพราะจินรู้ดีว่าหัวใจสำคัญของการร่ายคาถาไม่ได้อยู่ที่ตัวอักษร แต่อยู่ที่ ‘ถ้อยคำ’ซึ่งมนุษย์ทุกยุคทุกสมัยใช้สื่อสารร่วมกันมาอย่างช้านานโดยเฉพาะคำที่มีมวลอารมณ์รุนแรงอย่าง ‘ตาย’ หรือ ‘เกลียด’จะเปี่ยมไปด้วยแรงขับเคลื่อนที่สูงเป็พิเศษ เนื่องจากการที่มนุษย์ทั่วไปเปล่งคำพูดเ่าั้ออกมามโนจิตส่วนหนึ่งของมนุษย์จะเข้าไปผูกกับถ้อยคำนั้นๆ โดยไม่รู้ตัว หรือหากจะกล่าวง่ายๆก็คือ มนุษย์เผลอใช้พลังจิตของตนลงไปในคำพูดนั้นเองส่งผลให้ถ้อยคำธรรมดาเ่าั้เริ่มมีพลังในตัวของมันเองและยิ่งคำเ่าั้มีการใช้งานผ่านผู้คนจำนวนมากเป็เวลานานเท่าใดอานุภาพที่สลักอยู่ภายใต้ถ้อยคำเ่าั้ก็ยิ่งทวีคูณขึ้นอย่างมหาศาล
สิ่งนี้เองคือเคล็ดลับที่ช่วยให้มนุษย์ธรรมดาแม้จะยังไม่เคยัักับพลังมานาก็สามารถหยิบเอาถ้อยคำทั่วไปมาใช้เป็อาวุธเพื่อต่อกรกับสิ่งลี้ลับจากต่างมิติได้เรียกได้ว่าเป็การดึงพลังจิตที่สั่งสมมาั้แ่ครั้งบรรพบุรุษออกมาใช้งานซึ่งมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับพลังมานาที่กำลังจะเกิดการปะทุขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
แต่การจะดึงอานุภาพจากถ้อยคำออกมานั้นก็ไม่ใช่เื่ง่ายเพราะผู้ใช้จำเป็ต้องมีสมาธิขั้นสูงเพื่อจดจ่ออยู่กับอารมณ์ความรู้สึกของคำนั้นอย่างแท้จริงจนกว่าเจตจำนงจะควบแน่นกลายเป็พลังจิตออกมาได้ สำหรับจินผู้เชี่ยวชาญการใช้คาถาจนแตกฉานเื่นี้จึงไม่ใช่เื่ยากเกินจะรับมือ จะเสียก็แต่เพียงความกังวลว่าร่างกายนี้ จะสามารถรองรับและปรับตัวเข้ากับการรีดเค้นพลังผ่านคาถาได้มากน้อยเพียงใดเท่านั้น
ไม่รอช้าจินตัดสินใจเข้าสู่ห้วงสมาธิขั้นสูงโดยรวมกระแสจิตทั้งหมดไปที่กึ่งกลางหน้าผาก แต่การเปิดดวงตาที่3 ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การทำสมาธิ แต่มันคือการ ‘เอาชีวิตเข้าแลก’ เมื่อเขาััได้ถึงไอสังหารที่เย็นเฉียบจากิญญาร้ายที่กำลังวกกลับมาอีกครั้งมันพุ่งทะยานผ่านผิวน้ำด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเดิมหลายเท่าเขามีเวลาเพียงไม่กี่วินาทีก่อนที่มันจะกระชากิญญาของเขากับปัญญ์ลงสู่ก้นอ่างเก็บน้ำ
จินรีบทำสมาธิเข้าไปในจิตของเขาทันใดนั้นโลกภายในจิตของเขาก็กลายเป็สนามรบที่บ้าคลั่งสิ่งเร้าและกิเลสไม่ได้มาในรูปแบบภาพลวงตาที่เย้ายวนอีกต่อไปแต่มันพุ่งเข้าโจมตีดุจพายุถล่ม กลิ่นอาหารที่หอมหวนกลายเป็โซ่ตรวนที่ฉุดรั้งเสียงหัวเราะและการเล่นสนุกกลายเป็กำแพงเหล็กกล้าที่บีบอัดสมาธิของเขาจนแทบแตกละเอียด
สำหรับคนทั่วไปนี่คือเขาวงกตมรณะที่ไม่มีวันหาทางออกเจอ แต่สำหรับจิน เขาเปลี่ยนความทรมานนี้ให้กลายเป็แรงขับเคลื่อนร่างจิตของเขาถูกเชือดเฉือนด้วยหนามแห่งความฟุ้งซ่านจนอาบไปด้วยเืสีทองแห่งจิติญญาทุกก้าวที่พุ่งไปข้างหน้าคือการฝืนกฎธรรมชาติของร่างกายนี้ที่ยังไม่พร้อมรองรับพลังระดับสูง
“อึก!”ในโลกความเป็จริง เืกำเดาของจินเริ่มไหลซึม ร่างกายสั่นสะท้านเหมือนจะพังทลายแต่ภายในจิตนั้น เขากลับยิ่งมุ่งมั่นดุจราชสีห์ที่ติดอยู่ในวงล้อมเขาไม่ได้วิ่งหาทางออกอย่างผู้แพ้ แต่เขากำลัง ‘พังเขาวงกต’ นั้นทิ้งด้วยเจตจำนงที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้าเขาพุ่งชนทุกภาพมายา ทะลวงผ่านเสียงกรีดร้องของกิเลสด้วยความมุ่งมั่นที่ว่าต่อให้ร่างจิตนี้ต้องสลายไป เขาก็จะเปิดดวงตาที่ 3 นี้ให้จงได้
เงาดำของิญญาร้ายง้างกรงเล็บห่างจากคอของเขาเพียงไม่กี่นิ้วไอเย็นะเืเริ่มกัดกินิัของปัญญ์ ในวินาทีสุดท้ายที่ความตายคืบคลานมาถึงจินก็ทะลวงผ่านจุดศูนย์กลางแห่งความวุ่นวายได้สำเร็จ
“เปิดออกเดี๋ยวนี้!!!”
จินคำรามก้องส่งสัญญานผ่านจิติญญาทันใดนั้น แสงสีทองเจิดจ้าที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจแห่งการตื่นรู้ก็ะเิวูบออกมาจากกลางหน้าผากพลังงานมหาศาลปะทะกับกรงเล็บของิญญาร้ายจนกระเด็นถอยหลังไป ดวงตาที่ 3 ของเขาเปิดออกอย่างสมบูรณ์ทะลวงม่านมืดมิดและหยุดยั้งิญญาร้ายได้ทันท่วงทีในเสี้ยววินาทีสุดท้าย
เมื่อดวงตาที่3 ถูกเปิดออก จินก็สามารถมองเห็นความชั่วร้ายที่แฝงเร้นใต้สายหมอกหนาได้อย่างทะลุปรุโปร่งเขาไม่ปล่อยให้โอกาสที่แลกมาด้วยความเ็ปนี้เสียเปล่า จินตัดสินใจรวบรวมสมาธิอีกครั้งเปลี่ยนความโกรธเกรี้ยวต่อิญญาร้ายให้กลายเป็พลังจิตคำสั่งที่ทรงอำนาจ
“ออกไป!”
สิ้นคำสั่งสั้นๆทันทีที่เขาเปล่งวาจา พลังจิตอันมหาศาลที่ถูกบีบอัดภายใต้เงื่อนไขของคาถาก็ะเิพุ่งออกมาจากปากมวลอากาศโดยรอบสั่นะเืจนกลายเป็คลื่นพลังมหาศาลแผ่กระจายออกไปทุกทิศทางแรงกดดันนั้นรุนแรงและฉับพลันเสียจนปัญญ์ที่ยืนอยู่ข้างกายถึงกับผงะถอยหลังด้วยความใเมื่อััได้ถึงไอพลังที่ทรงอำนาจเกินกว่าที่มนุษย์ธรรมดาจะได้
เสียงหวีดร้องโหยหวนและกลิ่นเหม็นพลันเงียบหายไปอย่างน่าประหลาดทุกอย่างแลดูหยุดนิ่ง ไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงน้ำจินรับรู้โดยสัญชาตญาณว่าิญญาตนนั้นยังไม่ได้ถูกกำจัด จึงหลับตาลง รวบรวมสมาธิพยายามััถึงการมีอยู่ของิญญาร้ายตนนั้น แต่กลับไร้ร่องรอย ทุกอย่างเงียบสงัดจนน่าขนลุก“หาต้นตอของเสียงนะ” จินกระซิบ
ทั้งจินและปัญญ์หลับตาลงอีกครั้งเพ่งสมาธิทั้งหมดไปที่หู พยายามฟังและจับทิศทางของภูตผีตนนั้น
“ไปกับฉันไหม”เสียงแหลมเล็กหวีดหวิวดังกลับขึ้นมาอีกครั้งอย่างท้าทายแต่ครั้งนี้ดังขึ้นที่หูด้านซ้ายของปัญญ์ ปล่อยลมแ่เบาราวลมหายใจเย็นเยียบเธอรู้ดีว่าจะต้องยื่นยันต์ไปทางเสียงนั้นทว่าร่างกายเธอกลับสั่นราวกับถูกซ็อตด้วยไฟฟ้าไม่ยอมทำตามคำสั่งสมองอย่างตั้งใจมือเรียวอันเย็นเยือกลูบไล้ผ่านกรอบหน้าของเธอเหมือนยั่วเย้าจินที่รับรู้ถึงความกลัวของเธอก็ได้บีบมือของปัญญ์แน่นขึ้นพร้อมหลับตาเพ่งสมาธิไปยังกลางหน้าผากของตนอีกครั้ง วินาทีนั้นบรรยากาศรอบตัวของเขาทั้งสองราวกับถูกแช่แข็งจนหยุดนิ่งแรงกดอากาศอันเข้มข้นแผ่ซ่านออกมาจากร่างกายของจินจนปัญญ์ััได้ถึงความหนักอึ้งจนหายใจลำบากจินหันหน้าและจับจ้องิญญาร้ายด้วยสายตาที่ไร้ความปราณีก่อนจะเค้นเสียงพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าทรงพลังอำนาจเด็ดขาดว่า
“จงตายซะ!”
สิ้นเสียงอาญาสิทธิ์พลังจิตที่ควบแน่นเป็มโนภาพแห่งความตายก็ปะทุออกอย่างรุนแรง ร่างของิญญาร้ายที่เคยน่าสยดสยองกลับถูกพลังลึกลับฉีกออกเป็เสี่ยงๆดุจแผ่นกระดาษที่ถูกพายุพัดคลั่งมันแตกสลายกลายเป็ธุลีไปในชั่วพริบตาโดยไม่อาจขัดขืนได้แม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว
เมื่อภัยร้ายสิ้นซากจินจึงค่อยๆ ผ่อนลมหายใจและคลายสมาธิลงอย่างช้าๆแรงกดดันิญญาที่เคยบีบคั้นอากาศจนหนักอึ้งเริ่มเจือจางลงบรรยากาศรอบกายพลันกลับคืนสู่สภาวะปกติ ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและร่องรอยของพลังจิตที่ยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ
ปัญญ์ััได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านมาทางมือทำให้อาการสั่นกลัวค่อยๆผ่อนคลายลงความรู้สึกที่เหมือนถูกจับจ้องจากผู้ล่าได้พลันหายไปประกอบกับหมอกขาวที่ปกคลุมสูงจนเหนือหัวของเธอก็ค่อยๆลดระดับลงเหมือนว่าทุกสิ่งกลับได้คืนสู่สภาพปกติแล้ว เว้นแต่เพียงชายคนพายเรือ…ที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
ปัญญ์อยากจะเอ่ยถามจินถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ก็ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกไปเหมือนว่าความกลัวยังคงเกาะกุมจิตใจเธอไว้ มือของทั้งสองยังคงจับกันไว้แน่นแม้เื่ราวชวนขนหัวลุกเมื่อครู่จะจางหายไปแล้วแต่ความรู้สึกหวาดกลัวของปัญญ์ยังไม่จางหาย แสงอาทิตย์แรกแย้มของเช้าวันใหม่ค่อยๆสาดส่องลงมาบนผิวน้ำของอ่างเก็บน้ำแห่งนี้
ทั้งสองหันไปมองดวงอาทิตย์ยามเช้าสาดแสงแดดอ่อนละมุนกระทบผิวน้ำภาพทิวทัศน์ทิวเขาไล่เรียงสลับเบื้องหน้าค่อยเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆความสวยงามของภาพเบื้องหน้าได้ค่อยๆ ขับไล่ความกลัวในจิตใจของปัญญ์ออกได้ดั่งแสงที่ไล่ความมืดหมอกหนาที่ลอยอยู่เหนือผิวน้ำทำให้พวกเขาทั้งสองที่ยืนอยู่บนเรือราวกับเทพเซียนที่ลอยอยู่บน์
“สวยจังเลย” ปัญญ์อุทานออกมาเบาๆ ขณะมองทิวทัศน์เบื้องหน้าที่งดงามราวกับหลุดออกมาจากภาพวาดพู่กันจีนบรรยากาศเงียบสงบจนลืมความสยดสยองเมื่อครู่ไปเสียสิ้น ก่อนที่เธอจะหันกลับมามองใบหน้าของจินที่กำลังเหม่อมองไปเบื้องหน้าด้วยแววตาครุ่นคิด
ทันใดนั้นสายตาของเธอก็พลันไปสะดุดเข้ากับรอยเืกำเดาสีแดงสดที่ไหลซึมออกมาจากจมูกของเขาซึ่งนั่นเป็ร่องรอยแห่งความพยายามอย่างหนักหน่วงที่เธอไม่มีวันล่วงรู้ แววตาของปัญญ์สั่นไหวและแปรเปลี่ยนไปในทันทีเธอตระหนักได้ว่าการที่ชายหนุ่มตรงหน้าสามารถต่อกรกับิญญาร้ายตนนั้นได้เขาคงต้องแลกมาด้วยความยากลำบากที่แสนสาหัสเกินกว่าที่คนทั่วไปจะจินตนาการถึง
ปัญญ์รีบควานหาผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าอย่างลนลานแล้วบรรจงซับเืให้เขาด้วยความห่วงใยการกระทำที่ไม่ได้ตั้งตัวนั้นทำให้จินถึงกับสะดุ้งผงะถอยหลังด้วยความประหลาดใจสายตาที่เคยลุ่มลึกเคร่งขรึมมลายหายไป เหลือเพียงชายหนุ่มที่กำลังทำตัวไม่ถูกทั้งคู่สบตากันครู่หนึ่งก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาด้วยความเขินอายบรรยากาศที่เคยหนักอึ้งและเต็มไปด้วยปริศนา แปรเปลี่ยนเป็ความอบอุ่นไปในชั่วพริบตา