บทที่ 9 ป่าธารธารา
เมื่อเจียอี้มองในตันเถียนจนพอใจเขาได้ถอดจิตออกจากตันเถียน และลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง แววตาสีเขียวมรกตของเขาดูล้ำลึกไม่เหมือนก่อนกลิ่นอายพลังหยางบนร่างกายยังหักร่างกับกลิ่นอายปราณอสูรเข้มข้น
‘รอใช้โอสถบ่มเพาะอีกครั้งเป็เื่ง่ายจะข้ามผ่านไป ระดับผสานลมปราณรูปปั้นทั้งหมดจะเริ่มมีประกายแห่งชีวิต แต่ถ้าทะลวงไประดับเทวะพวกมันจะมีชีวิต’ เจียอี้พยายามเก็บงำความตื่นเต้น คิดลองใช้โอสถบ่มเพาะ ระดับจักรพรรดิเอาไว้ในใจ
‘ค่อยใช้โอสถบ่มเพาะทีหลังยังไงข้าไม่มีคอขวดต้องทะลวง เพียงมีพลังปราณมากพอ กระบวนการทุกอย่างย่อมเป็ไปตามธรรมชาติ’ เจียอี้ข่มใจตนเองเพราะเขาอยากใช้เคล็ดวิชาอสูรเต็มรูปแบบให้เห็นกับตาว่ามันน่าตื่นตาตามที่มรดกบันทึกไว้หรือไม่
แต่ว่าเขาไม่อาจใช้ได้เนื่องจากยังไม่ถึงระดับเทวะ กระนั้นเขายังใช้เคล็ดวิชาอสูรบางวิชาได้ อย่างไรเสียเขามิอาจระงับอารมณ์ความรู้สึกได้ง่าย
“ไม่! ข้าอยู่ในสนามรบามานานเกินพอ ต้องไปดาวเทียนไห่พิทักษ์ตระกูลหลิงร้อยปี ไปบ่มเพาะบนดาวเทียนไห่ยังไม่สาย” เจียอี้พึมพำ เขาอดกลั้นความรู้สึกไม่ให้ตนคิดบ่มเพาะต่อแต่ถึงอย่างนั้น เขายากต่อต้านความรู้สึกเหล่านี้
เพราะว่ามันเย้ายวนเกินห้ามใจใครต่อใครย่อมยากห้ามความรู้สึกอยากพบเจอสิ่งมีชีวิตในตำนานเฉกเช่นัได้ยิ่งกับเจียอี้ผู้หลงใหลต่อสิ่งมีชีวิตในตำนานกว่าผู้ใด
สุดท้ายเจียอี้มิอาจหักห้ามใจตนเองเขาโยนโอสถบ่มเพาะ ระดับจักรพรรดิไปถึงสองเม็ดเข้าปากกลืนลงท้องและเริ่มบ่มเพาะอีกครั้ง
เมื่อโอสถทั้งสองตกถึงท้องพวกมันได้ละลายกลายเป็พลังปราณบริสุทธิ์ไหลตรงเข้าสู่ตันเถียนวินาทีนั้นภายในตันเถียนของเจียอี้พลันเกิดการเปลี่ยนแปลง
รูปปั้นทั้งสิบดูดซับพลังปราณอย่างบ้าคลั่งระดับพลังปราณอสูรบริสุทธิ์ในตันเถียนจึงเพิ่มต่อเนื่องและรวดเร็วถึงขั้นท่วมรูปปั้นมิอาจมองเห็นมองเห็นได้เพียงมุกศพอันงดงามลอยเด่นเหนือมหาสมุทรปราณสีแดงฉานส่องประกายอันไร้ที่สิ้น
ใต้มหาสมุทรปราณอสูรบริสุทธิ์รูปปั้นทั้งสิบล้วนเริ่มมีประกายแห่งชีวิตไหลเวียนมิหนำซ้ำยิ่งมายิ่งเข้มข้นราวกับรูปปั้นกำลังจะมีชีวิต
พอผ่านไปสักระยะรูปปั้นัเทพยดา ตรงดวงตาเริ่มส่องประกาย เกล็ดเริ่มส่องแสงแวววาว
รูปปั้นราชันพยัคฆ์ขาวดวงตาไม่เพียงส่องประกาย แต่ขนมันยังดูเหมือนพลิ้วไหว
รูปปั้นหงส์เพลิงะคล้ายมีเพลิงลุกไหม้
รูปปั้นกิเลนกลืนฟ้าเหมือนกำลังขยับ
รูปปั้นราชสีห์เร้นลับมีหมอกสีม่วงดำปกคลุมไปทั่วร่าง
รูปปั้นคชสารร่างทองเปล่งแสงสีทองดูศักดิ์สิทธิ์
รูปปั้นอสรพิษเก้าเศียรเริ่มขยับเศียร
รูปปั้นวานรหินผาดวงตาเคลื่อนไหว
รูปปั้นแมงมุมมรณะขยับเขยื้อน
รูปปั้นเต่าดำแผ่กลิ่นอายหนาวเย็น
ขณะเดียวกันระดับบ่มเพาะของเจียอี้ได้ฝ่าทะลุไปยังระดับ ผสานลมปราณ ทั้งยังทะยานสูงขึ้นไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงสุดพิศวงในตันเถียน
ในตันเถียนของเจียอี้
มหาสมุทรปราณอสูรบริสุทธิ์กำลังลดระดับลงนี่ไม่ได้เกิดจากรูปปั้นทั้งสิบดูดกลืนพลังปราณเพียงอย่างเดียวมันเกิดมาจากภายในตันเถียนขยายตัวจนมีขนาดเทียบเท่าดวงดาวขนาดเล็กดวงหนึ่งซึ่งใหญ่กว่ามหาสมุทรหลายร้อยเท่า
ไม่ใช่แค่นั้นสีของปราณอสูรบริสุทธิ์ยังแปรเปลี่ยนไป จากสีแดนฉานส่องประกายระยิบระยับ เป็สีแดงโลหิตส่องประกายสีทอง
เสาสี่เหลี่ยมโบราณเองยังเปลี่ยนสีไปตามลมปราณเหนือสิ่งอื่นใด รูปปั้นทั้งสิบเริ่มขยับไปมาแสดงให้เห็นว่าเจียอี้ใกล้ทะลวงเข้าสู่ ระดับ เทวะ
‘ยังไม่พอ’ความคิดหนึ่งของเจียอี้กระตุ้นให้ใช้โอสถบ่มเพาะทั้งหมดอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงหลังััได้ว่าพลังปราณอสูรบริสุทธิ์กำลังเหือดแห้งเพราะรูปปั้นทั้งสิบดูดกลืนพลังปราณอสูรบริสุทธิ์อย่างบ้าคลั่ง
แม้พลังปราณอสูรบริสุทธิ์จะเข้มข้นเหนือกว่าปราณบริสุทธิ์ข้อเสียของเคล็ดวิชาบ่มเพาะปราณอสูรก็คือใช้พลังมากกว่า ผู้บ่มเพาะทั่วไปสิบเท่าส่วนข้อดีคือ ลมปราณเข้มข้น หนาแน่นและแข็งกว่าผู้อยู่ในระดับเดียวกันสิบเท่า
หลังเจียอี้ใช้โอสถบ่มเพาะไปจนหมดพลังปราณอสูรบริสุทธิ์ของเขาได้ฟื้นคืนมาอย่างช้าๆถึงจะถูกรูปปั้นทั้งสิบดูดกลืนไม่หยุด ลมปราณอสูรบริสุทธิ์ยังคงเพิ่มต่อเนื่อง
ด้านนอก
กลิ่นอายของเจียอี้เข้มข้นกว่าเดิมถึงขั้นเห็นสีแดงปนทองของกลิ่นอาย เห็นได้ชัดว่าเจียอี้ก้าวเข้าสู่ ระดับเทวะ
เหนือศีรษะเจียอี้ยังเกิดกลุ่มเมฆสีดำรวมตัวเป็สัญญาณของทัณฑ์เทวะ์ แต่ท่าทางของเขายังนิ่งสงบ ไม่คิดสนใจมันแม้แต่น้อยเพราะเขากำลังมองการเปลี่ยนแปลงในตันเถียน
ภายในตันเถียนของเจียอี้
บัดนี้ไม่ได้มีเพียงขนาดใหญ่โตเทียบเท่าดวงดาวขนาดเล็กปราณอสูรบริสุทธิ์ยังกลายเป็ปราณอสูรเทวะ ปราณสีแดงดุจโลหิตปนทองส่องประกายสีทองเข้มข้น
เสาสี่เหลี่ยมโบราณกลายเป็สีทองอักขระเปลี่ยนเป็สีโลหิต ทั้งยังมีขนาดใหญ่และยาวขึ้นกว่าเดิมสิบเท่ากระนั้นมันยังจมอยู่ใต้ปราณอสูรเทวะ
ที่น่าแปลกคือมุกศพนั้นหมุนวนรวดเร็วอยู่ใจกลางตันเถียนปล่อยกลิ่นอายอสูรบ้าคลั่งให้รูปปั้นทั้งสิบ..ไม่สิ..สิ่งมีชีวิตทั้งสิบกำลังดูดกลืน
ตูม!
ร่างัเทพยดาอันงดงามและน่าเกรงขาม พุ่งขึ้นมาจากปราณอสูรเทวะ ก่อนร่างราชันพยัคฆ์ขาวหงส์เพลิงะ กิเลนกลืนฟ้า ราชสีห์เร้นลับ คชสารร่างทอง อสรพิษเก้าเศียรวานรหินผา แมงมุมมรณะ เต่าดำ จะพุ่งตามขึ้นตามติดๆ
อสูรทั้งสิบมีกลิ่นอายแห่งชีวิตเต็มเปี่ยมลักษณะยามมีชีวิตงดงามยิ่งกว่าตอนเป็รูปปั้นหลายเท่า ยิ่งเป็หงส์เพลิงะที่มีเพลิงลุกไหม้ทั่วร่างมันยิ่งดูงดงามกว่าอสูรตนใด
ด้านนอก
เจียอี้รับรู้ได้ว่าภายในตันเถียนหยุดเปลี่ยนแปลงรูปปั้นอสูรทั้งสิบกลายมามีชีวิต เขาพลันลืมตาและลุกขึ้นยืนก่อนแหงนมองทัณฑ์เทวะ์บนท้องฟ้า
“จักรพรรดิศพ!จะกลัวอะไรกับทัณฑ์เทวะ์” เสียงเจียอี้ดังก้องฟ้า ทะลวงหมู่เมฆสีดำกระจายหายไปในพริบตาเหมือนกับว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
“ไม่มีอะไรมากวนใจแล้ว”เจียอี้กล่าวน้ำเสียงตื่นเต้น เขาคิดใช้เคล็ดวิชาอสูร ‘สิบอสูร’ เรียกอสูรทั้งสิบในตันเถียนเขามาเชยชมอย่างไม่รีรอ
สิบอสูร!
หนึ่งความคิดสำแดงเจตจำนงกลิ่นอายแห่งความตาย ปกคลุมกายคล้ายชุด พลันสั่นไหวดุจเปลวไฟ
กลิ่นอายปราณอสูรเทวะล้นทะลักมือขวาสะบัดไปเหนือฟ้า มิติเบื้องบนสั่นไหวดุจระลอกคลื่นเผยัเทพยดาอันยิ่งใหญ่พุ่งทะลวงผ่านมิติ
สามลมหายใจถัดมา อสูรอีกเก้าตนล้วนพุ่งทะลวงมิติเผยโฉมเหนือล้ำจินตนาการต่อหน้าเจียอี้เพียงแต่เจียอี้นั้นสนใจักว่าอสูรตนอื่น
“มานี่”เจียอี้เรียกัเทพยดาแค่เสี้ยวพริบตาร่างัได้เคลื่อนตัวมาอยู่เบื้องหน้าเขา
เจียอี้จ้องมองศีรษะัเทพยดาไม่วางตาส่วนมือขวาััร่างัเทพยดา มันไม่มีทีท่าขัดขืนและยอมให้เขาััมันทุกสัดส่วน
“ั! เกินกว่าตำนานเล่าขาน..” เจียอี้พึมพำน้ำเสียงเขามีความตื่นเต้นมิอาจปิดบัง ยิ่งเขาได้ััเกล็ดสีดำมันวาวความรู้สึกเหนือล้ำมันเกินกว่าคำบรรยายไปหลายเท่า
‘ถ้ามันย่อขนาดได้คงดีไม่น้อย’ เจียอี้พูดในใจ พลางส่งความคิดให้อสูรอีกเก้าตนมาหาเขาแต่ัที่เขาััอยู่ มันกลับลดขนาดเหลือสิบเมตร
เอ๊ะ! เจียอี้มองัเทพยดา เขาประหลาดใจกับมันไม่น้อย เพราะในมรดกอสูรไม่มีส่วนใดบอกไว้ว่า มันสามารถลดหรือเพิ่มขนาดได้
“แกทำได้ยังไง”เจียอี้ถามพร้อมััทุกสัดส่วนของัเทพยดาอย่างหลงใหล ไม่วายหันไปมองอสูรตนอื่นและััพวกมัน
แต่มีสิ่งที่ทำให้เขาตกตะลึงอีกครั้งเป็หงส์เพลิงะ ยามเขาััไม่รับรู้ถึงความร้อนหรือความเ็ปแม้ว่าอากาศกำลังถูกเผาไหม้
เพื่อให้แน่ใจ เจียอี้จึงลองกดนิ้วไปที่เขี้ยวพิษของอสรพิษเก้าเศียรซึ่งมันทำให้เขาแปลกใจ เพราะเขาไม่ได้รับอันตราย ทำให้เจียอี้สั่งอสูรทุกตัวทำร้ายเขาผลปรากฏว่า อสูรทั้งสิบไม่สามารถทำอันตรายต่อเขาได้
“น่าเหลือเชื่อแต่ก็มีเหตุผลที่มันเป็ส่วนหนึ่งของเรา” เจียอี้ลูบคาง ก่อนจะให้อสูรทั้งสิบกลับเข้าไปในตันเถียน
ทันทีที่กลับเข้าไปัเทพยดากับอสรพิษเก้าเศียรได้เข้าไปรัดพันเสาสี่เหลี่ยม
หงส์เพลิงะบินไปบนเสา แล้วเปลี่ยนร่างเป็ไข่ใบใหญ่ที่มีเปลวไฟลุกโชน
ราชันพยัคฆ์ขาวกิเลนกลืนฟ้า ราชสีห์เร้นลับ คชสารร่างทอง ต่างยืนเชิดอกบนเสาสี่เหลี่ยม
วานรหินผายืนเหมือนกำลังค้ำฟ้าบนเสาสี่เหลี่ยม
เต่าดำ หดตัวเข้ากระดองบนเสาสี่เหลี่ยม
แมงมุมมรณะ ไม่เหมือนอสูรตนใดมันสร้างใยสีดำส่องประกายพันเสาสี่เหลี่ยม ก่อนจะสร้างรังนอนข้างบน
“ดูแปลกไปหน่อยยังไงมันก็ไม่มีผลกระทบอะไร ไม่ใส่ใจละกัน” เจียอี้เลิกสนใจภายในตันเถียนต่อให้เขารู้สึกตื่นเต้น ตอนนี้เขาก็ควบคุมมันได้เพราะความรู้สึกส่วนใหญ่ถูกปลดปล่อย
เจียอี้จึงสามารถเพ่งสมาธิไปยังคำสัญญาพิทักษ์ตระกูลหลิงของหลิงฮุ่ยได้
‘ไปตระกูลหลิงโดยตรงไม่เหมาะสมดูโจ่งแจ้งเกินไป สำรวจดาวเทียนไห่ก่อนไม่ใช่เื่ คงต้องหาโอกาสเข้าหาหรือไม่ก็ปกป้องตระกูลหลิงอย่างลับๆ’ คิดวิธีเข้าหาได้เจียอี้จึงมองหาสถานที่เหมาะสมเพื่อปรากฏตัว
ผ่านไปสักพักเจียอี้จึงหาสถานที่เหมาะสมได้
“เอาเป็ป่าธารธาราอยู่ห่างตระกูลหลิงสิบลี้ ไม่ค่อยมีผู้คนย่างกราย ถึงอันตรายไปบ้างสำหรับผู้อื่นแต่สำหรับข้ามันเป็ตัวเลือกที่ดี” เจียอี้บอกตนเองก่อนเพ่งความคิดไปยังป่าธารธารา ตามที่ชุนเคยกล่าวไว้ว่า เพียงแค่คิดเขาสามารถไปทุกที่ ที่เคยไป หรือไม่ก็เป็ความทรงจำของผู้ถูกเขากลืนกินเคยไปมาก่อน
วูบ!
ร่างเจียอี้หายไปจากสนามรบาในพริบตาราวกับว่าเขาไม่เคยอยู่มาก่อน ร่องรอยหรือกลิ่นอายของเขายังไม่หลงเหลือไว้
.
.
.
ดาวเทียนไห่
ป่าธารธารา
ป่าอันกว้างใหญ่ เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่หลากชนิดและอันตรายซุ่มซ่อน มีเอกลักษณ์พิเศษเป็ผืนกรวดมิเหมือนป่าไหน บนผืนกรวดยังมีสายธารขนาดเล็กหลายหมื่นสายไหลผ่าน
ณจุดใดจุดหนึ่งในป่าธารธารา
เจียอี้ได้ปรากฏตัวขึ้นจากความว่างเปล่าสายตาเขากวาดมองป่าด้วยความรู้สึกคุ้นเคย ััถูกปลดปล่อยไปรอบทิศทางรับรู้ถึงสภาพแวดล้อม ธรรมชาติ บรรยากาศ และสิ่งมีชีวิต
“ป่าธารธาราไม่เปลี่ยนแปลงระยะสิบลี้ มีเพียงอสูร ระดับปฐีและระดับนภา นับว่าไม่มีอันตราย” เจียอี้พึมพำในท่าทางนิ่งสงบ แต่เขานั้นยังระมัดระวังตัวไม่ปลดปล่อยััไปทั่วดาวเทียนไห่สุ่มสี่สุ่มห้าเพราะกลัวว่าอาจจะไปเตะตาใครเข้า