ผู้เฒ่าจินรุ่ยซึ่งเคยผ่านร้อนผ่านหนาวมานานปีแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นพบเคยเห็นอะไรเช่นนี้ด้วยตาของตนมาก่อน ซึ่งจะมีบ้างก็แค่เพียงอยู่ในภาพวาดหรือบันทึกเก่าแก่ปรัมปรา จนอาจจะกล่าวได้ว่ามันเป็นเพียงนิทานหลอกเด็ก สำหรับเอาไว้บังคับเด็กดื้อหัวแข็งให้ยอมกินยอมนอนง่ายดายขึ้นเท่านั้นเอง
และย่อมมิใช่อสุรกายขนาดใหญ่ยักษ์ตัวเป็น ๆ อย่างกับว่านัยน์ตาของตน กำลังจ้องมองภาพสุดท้ายในชีวิตอยู่ก็เป็นได้
แต่ขณะนั้นเองก็มีเสียงกระซิบเบา ๆ จากชายหนุ่มผู้โดยสารเพียงเบา ๆ ว่า
“ท่านผู้เฒ่าโปรดรีบหลับตาลงเสียเถิด”
จินรุ่ยย่อมเข้าใจเจตนาของชายหนุ่มดี ว่าในวาระสุดท้ายของตนก็สมควรจะได้เห็นภาพดี ๆ ที่จูงใจให้ไปสู่สุคติสรวงสวรรค์ มากกว่าการเห็นภาพปีศาจร้ายที่อยู่ตรงหน้าดังราวกับว่ามันหลุดออกจากขุมนรกนี้อย่างแน่นอน
และอย่างน้อย ๆ การไม่มองอะไรเลย ยังคงประเสริฐกว่าหรือไม่ ?
คิดได้เช่นนั้นแล้วก็หลับตาลงพร้อมกับการทำใจ..
แต่เพียงหลับตาลงเท่านั้นก็สัมผัสได้ถึงแสงสว่างวาบระดับสูงวูบเดียวก็ดับลง พร้อม ๆ กับเสียงกรีดร้องครวญครางของอสูรน้ำตนนั้นที่ดวงของมันน่าจะถูกทำร้ายด้วยเสียงเจิดจ้าเมื่อสักครู่นี้
จินรุ่ยจึงลืมตาตื่นขึ้นก็เห็นอสูรร้ายกำลังเอี้ยวตัวหนีไป แต่กลับถูกมวลน้ำที่กำลังหมุนวนอย่างแปลกประหลาดรอบ ๆ ตัวของมันเหนี่ยวรั้งเอาไว้
ครั้นเงยหน้ามองไปทางขวามือก็เห็นชายหนุ่มผู้โดยสารกำลังกวาดมือและเท้าอย่างวุ่นวายนัก ทั้งรู้สึกได้ถึงพลังประหลาดที่แผ่ซ่านผ่านมวลน้ำออกมาจากตัวของเขาได้อย่างชัดเจน
...พอผ่านไปเพียงครู่เดียว ซึ่งน่าจะได้เวลาอันเหมาะสมแล้ว ตาเฒ่าก็เห็นชายหนุ่มเกร็งฝ่ามือพลิกขึ้น พร้อมกันกับร่างอสุรกายยักษ์ก็ถูกน้ำซัดลอยขึ้นแล้วเช่นเดียวกัน!!!
ซ่าาาาา ซาาา ซาาาาา...
ร่างอสูรน้ำจึงปรากฏขึ้นแก่สายตาของชายชราแล้ว!!
จินรุ่ยเห็นลำตัวกับส่วนหัวของมันนั้นกลืนไปในแนวเดียวกัน มีลักษณะสั้น ๆ ป้อม ๆ แลดูอัปลักษณ์นัก
เช่นเดียวกันกับแขนและขาที่สั้นจนไม่น่าจะใช้ทำอะไรได้สักเท่าใดนัก แต่ตรงกันข้ามกับหางของมันซึ่งใหญ่โตและยาวนัก ซึ่งแม้ตัวของมันพุ่งขึ้นมาจากผิวน้ำแล้ว แต่ปลายหางส่วนใหญ่ก็ยังจมอยู่ในน้ำนั่นเอง
โดยรวมจึงคล้ายลูกอ๊อดหรือตัวอ่อนของกบหรือคางคกที่ใหญ่ยักษ์เกินกว่าปกติเสียมากกว่า
ในขณะที่ตาเฒ่าจินรุ่ยกำลังจับจ้องมองดูอสูรที่ลอยตวขึ้นมานั้นเอง หยางไคก็พลันชักฝ่ามือซึ่งใช้ควบคุมมวลน้ำนั้นกลับมาเข้าตัวเองซึ่งเป็นกระบวนท่าที่ 2 ของฝ่ามือฆ่ามังกรนั้น
ฝ่ายจินรุ่ยซึ่งกำลังพิจารณาร่างของอสุรกายอยู่นั้น ย่อมพบว่าร่างอสูรที่ลอยอยู่นั้นก็มิใช่จะลอยขึ้นตรง ๆ อีกต่อไป แต่กำลังมุ่งตรงมาทางนี้ด้วยต่างหาก!!
ชายชราจึงตื่นเต้นตกใจนัก ณ หน้าอกด้านซ้ายก็คล้ายหัวใจจะเต้นระรัวจนคล้ายจะหลุดกระเด็นออกมาเสียให้ได้ จึงหันไปมองดูชายหนุ่มอีกรอบก็เห็นสีหน้ายังสงบไม่แตกตื่นตกใจ แต่ดูเหมือนความวุ่นวายจะมากยิ่งกว่าเดิม ทั้งกวาดมือเท้ารวดเร็วขึ้นคล้ายกำลังดังรีดเร้นพลังทุกอย่างในร่างกายขึ้นมาโดยเร็วที่สุด
ขวับ ๆ ขวับบๆๆๆ
จนร่างของอสุรกายลอยมาถึงตรงหน้าแล้ว ก็สะบัดฝ่ามือที่ไร้แม้กระทั่งเสียงลมปะทะใด ๆ ออกมาแม้แต่น้อย แต่พอสัมผัสเข้ากับร่างกายของอสูรน้ำ มันก็แน่นิ่งแล้วกองอยู่ตรงน้ำตื้นข้างหน้านี้เอง
เพียงฝ่ามือเดียวก็สามารถสังหารอสูรยักษ์ลงไปกับตา !
..ช่างสมแล้วกับการที่ได้ชื่อว่า ‘ฝ่ามือฆ่ามังกร’ เพราะแม้จะต้องใช้พลังวัตรมหาศาลกอปรกับกระบวนการที่ซับซ้อนวุ่นวายอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน แต่ก็สามารถบรรลุถึงพลังทำลายที่ได้พรากเอาชีวิตอสูรร้ายไปเสียแล้ว !
โดยไม่พูดจาแม้แต่คำเดียว หยางไคก็ทรุดตัวลงนั่งสมาธิลงบนหลังกว้างของเจ้าขาวซึ่งได้ลอยนิ่ง ๆ อยู่บนผิวน้ำนั้น ทั้งยังแอบนอนหลับอย่างแนบเนียนในสถานการณ์ที่สุดแสนจะอันตรายเช่นนี้..
..
...
ณ พื้นที่อันสมบูรณ์แบบ..
มวลวิญญาณเหล่านั้นค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามาภายในพื้นที่พิเศษจนหมดสิ้น
หยางไคสำรวจดูก็เห็นได้ชัดว่าอสูรน้ำมีปริมาณน้อยกว่าวิญญาณของพญางูเผือกกว่าเท่าตัวจึงมีความผิดหวังเป็นอันมาก เพราะคาดหวังไปเองว่าอสูรที่ตัวโตกว่าจะมีพลังวิญญาณที่เข้มแข็งกว่าก็หาไม่ และด้วยความเร่งรีบจึงยังมิได้จัดการอะไรต่อไปก็คลายออกจากสมาธิ
แต่ครั้นลืมตาดู กลับไม่เห็นร่างของชายชราก็ตกใจนัก
ซึ่งพอชายหนุ่มก้าวขึ้นไปบนร่างของอสูรน้ำซึ่งนอนตายอยู่ข้าง ๆ นั้นจึงได้เห็นร่างไร้ร่องรอยของบาดแผลและวิญญาณของตาเฒ่าจินรุ่ยนั่งพิงศีรษะของอสูรร้าย มือซ้ายจับที่ปีกหมวก ส่วนมือขวาใช้ไม้พายแทงลงไปที่ปากของอสุรกายยักษ์ ราวกับว่าเขาคือผู้พิชิตมันลงไปได้เองกับมือ
ในบางครั้งความตายที่สุดแสนจะสำคัญสำหรับทุกผู้คน กลับไม่อาจเทียบได้เลยกับสิ่งที่เขาเหลือเขาจะเหลือเอาไว้ในโลกใบนี้ก็เป็นได้ ซึ่งในตอนเช้าของวันพรุ่งนี้ผู้คนย่อมจะเห็นความเสียสละครั้งยิ่งใหญ่ของชายชราผู้นี้ว่าเป็นอย่างไร และแม้เขาจะมิได้สังหารมันกับมือ แต่การช่วยเหลือพผลักดันจนทำให้ชายหนุ่มมายืน ณ จุดนี้ได้ ย่อมถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างมากมายมหาศาลแล้ว
หยางไคจึงหยิบเอาค่าจ้างเป็นเงิน 3 ตำลึงใส่ไว้ในอกเสื้อของชายชราตามที่ได้สัญญาเอาไว้ และแน่นอนว่านอกจากลูกหลานของเขาจะได้รับเงินจำนวนนี้แล้ว ซากของสัตว์อสูรย่อมมีราคาค่างวดสำหรับนักปรุงยาทั่วทั้งแผ่นดิน สนนราคาอย่างเบา ๆ ย่อมให้ได้ไม่ต่ำกว่า 20 ตำลึงทอง ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสดใหม่ของวัตถุดิบในการนำไปทำเป็นยาสำหรับการบ่มเพาะของเหล่าชาวยุทธ์ทั่วล้านั่นเอง
จากนั้นหยางไคก็กลับมาที่หลังของเจ้าม้าน้ำขี้เซา แล้วโคจรพลังวัตรเพื่อปลุกมันให้ตื่นขึ้น
ฝ่ายเจ้าขาวซึ่งแอบหลับบนผิวน้ำ เมื่อได้รับพลังวัตรอันอบอุ่นของเจ้านาย ร่างกายของมันก็เรืองแสงสีแดงยิ่งขึ้นเพื่อส่องสว่างดูทางข้างหน้า จากนั้นวิ่งตะกุยน้ำไปจนขาถึงพื้นดินด้านล่าง ก็ค่อย ๆ เดินลุยน้ำขึ้นไปบนฝังที่ใกล้ที่สุด เพื่อมุ่งหน้าไปยังท่าเรือหนานจิงตามที่วางไว้
..
...
ทั้งสองชีวิตใช้เวลาเพียง 2 วันก็บรรลุถึงท่าเรือหนานจิง ณ ยามซื่อ (巳: 09.00) จากนั้นชายหนุ่มก็ไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่เพื่อแจ้งความประสงค์จะลงเรือโดยมีปลายทางเมืองอู่ฮั่น
ฝ่ายเจ้าหน้าที่จึงแจ้งว่าเรือเป่าฉวนนั้นเกิดล่าช้ามาหลายวันแล้ว และคาดว่าจะมาถึงในอีกราว 7 วันข้างหน้า
ฝ่ายหยางไคได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจนัก เพราะโดยธรรมเนียมแล้ว ญาติจะทำการเก็บศพเอาไว้ในช่วงไว้ทุกข์ เป็นเวลา 49 วัน ซึ่งกว่าหยางไคจะได้รับจดหมายแจ้งก็เกือบเดือนเข้าไปแล้ว จนในตอนนี้ก็เหลือเวลาอีกไม่กี่สิบวันเท่านั้นเอง หากยังขืนรอโดยสารเรือเช่นนี้ ก็ย่อมไม่อาจจะเดินทางกลับไปได้ทันพิธีอย่างแน่นอนแล้ว
หยางไคพอคิดได้เช่นนั้นแล้ว จึงกลับเข้าไปยังเมืองหนานจิงแล้วเลือกซื้อแผนที่ทางบกเพื่อใช้เดินทางจากไปยังเมืองอู่ฮั่น
แต่ครั้นเถ้าแก่ร้านหนังสือ ซึ่งทราบเจตนารมณ์ของชายหนุ่มก็ตกใจนัก จึงตักเตือนไปว่า
“ในระยะนี้ทางการตรวจตราโจรสลัดเข้มงวดนัก เหล่าโจรร้ายจึงซุ่มซ่อนอยู่ตามภูเขาทางผ่านนี้อยู่หลายพื้นที่ ข้าจึงไม่แนะนำให้เจ้าเดินทางไปเพียงลำพัง”
แต่การเดินทางด้วยคณะใหญ่ ๆ นั้นเสียเวลานัก ทั้งยังต้องประกาศหากันอย่างวุ่นวาย และที่สำคัญคือมีค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก หยางไคจึงได้แต่รับฟังเจตนาอันเป็นกุศลของเจ้าของร้าน จากนั้นไปที่ตลาดเพื่อซื้อเสบียงเพิ่มก็เดินทางออกไปทันที!!!
กุบ ๆ ๆ ๆ
เนื่องด้วยชายป่าริมแม่น้ำนั้นทั้งรกทั้งอันตรายและไม่อาจใช้โดยสารได้ หยางไคจึงใช้เส้นทางน้อยลัดเลาะไปตามโขดหินและหน้าผา บ้างก็มีหลุมมีบ่อ บ้างก็เป็นลำธารน้ำไหล แต่ก็ยังสามารถฟันฝ่าไปได้บ้าง
และด้วยข้อจำกัดเหล่านี้เอง หยางไคจึงสามารถเดินทางได้เฉพาะช่วงเวลากลางวันฟ้าสว่างเท่านั้น ซึ่งการทำเวลาก็ยังอยู่ในเกณฑ์ชายหนุ่มที่พอจะรับได้
แต่พอเดินทางมาถึงเทือกเขาซึ่งเถ้าแก่ได้ใช้พู่กันจุ่มหมึกสีแดงวงเอาไว้ แล้วเขียนกำกับไว้ว่า ‘โจรป่า’ หยางไคจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังยิ่งกว่าเดิมอีก และหากเป็นไปได้ ก็ขอให้พวกมันไม่พบเจอร่องรอยของเขาเลย จึงจะประเสริฐที่สุดแล้ว…