ั้แ่กลับมาจากจวนตระกูลจู ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นก็ไม่พูดไม่จาทั้งคืน ในหัวย้อนคิดถึงทุกเหตุการณ์เมื่อตอนกลางวัน พลางไตร่ตรองในใจว่าวันนี้ควรปฏิบัติต่อเสิ่นเย่ว์เฉินอย่างไรดี
วันนี้นางทำตัวดีมาก สงบนิ่งมีมารยาท สุขุมสง่างามทำให้ตนและตระกูลเสิ่นมีหน้ามีตาต่อหน้าทุกคนเดิมทีนี่ควรนับเป็เื่ดีเื่หนึ่ง แต่นางกลับดีใจไม่ลงจริงๆ
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นทอดถอนใจยาว สีหน้าอึดอัดคล้ายคนจมน้ำผ่านไปครู่หนึ่งจึงมองไปที่หลี่หมัวมัวแล้วพูดว่า “ดูท่าทางข้าต้องเขียนจดหมายหาเ้าใหญ่สักหน่อยแล้ว”
เื่นี้จะว่าใหญ่ก็ใหญ่จะว่าเล็กก็เล็ก จำต้องให้นายท่านใหญ่กลับมาปรึกษาหารือกันสักหน่อย
เมื่อกินอาหารเย็นเรียบร้อย เสิ่นเย่ว์เฉินก็เอาแต่ฝึกคัดคัมภีร์ชนิดเดิมรอบแล้วรอบเล่าไม่หยุดมือทว่าแตกต่างจากปกติตรงที่นางไม่ได้ใช้มือขวา แต่ใช้มือซ้าย
นางคัดไปกว่าครึ่งชั่วยามถึงวางพู่กันพักผ่อน นางขยับข้อมือที่เมื่อยล้าเล็กน้อยบังเอิญไปััโดนสร้อยประคำเส้นนั้นเข้าพอดีจึงอดเหม่อลอยไม่ได้
อู๋มามาสังเกตทุกการกระทำและการเคลื่อนไหวของนางอยู่เงียบๆ มาตลอดทั้งยังจงใจหาข้ออ้างให้ชุ่ยซินออกไปทำงานจิปาถะด้านนอกครั้นเห็นนางเหม่อลอยไม่พูดจาจึงสาวเท้าเข้ามากระซิบเตือน “คุณหนูเ้าคะคุณหนูไม่เคยใช้มือซ้ายเขียนอักษรตอนอยู่ที่เรือนเลยนะเ้าคะ”
เสิ่นเย่ว์เฉินชะงักมือ กล่าวด้วยสีหน้าปกติ “ข้าไม่ได้ฝึกมานาน เลยกลัวมือข้างนี้ไม่ชินน่ะไม่ต้องห่วง เขียนเสร็จค่อยเอาไปเผาให้หมดก็ได้”
อู๋มามาไม่ได้กังวลเื่นี้ นางเป็ห่วงว่าในใจของเสิ่นเย่ว์เฉินคงกำลังคิดวนเวียนอยู่กับเื่ยุ่งยาก
เสิ่นเย่ว์เฉินทราบดีว่าอีกฝ่ายเป็ห่วงตนจึงอดถอนหายใจฟืดฟาดไม่ได้รีบวางพู่กันในมือแล้วนำกระดาษคัดอักษรทั้งหมดมารวมกันเป็กองเดียวเตรียมเก็บของของตน
อู๋มามาสืบเท้าขึ้นมาก้าวหนึ่ง รับของในมือไปพร้อมกล่าวเสียงผะแ่“คุณหนูยุ่งมาทั้งวันแล้ว รีบพักผ่อนเถิดเ้าค่ะ”
เสิ่นเย่ว์เฉินยิ้มบางให้นางเพราะอยากให้นางสบายใจ กล่าวว่า “ไม่เป็ไรข้าไม่เหนื่อย ประเดี๋ยวของพวกนี้ข้าจัดการเอง” กล่าวจบนางก็นำกระดาษใช้แล้วกองนั้นไปจ่อเทียนให้ติดไฟแล้วโยนลงไปในกระถางเพลิง พร้อมมองดูเปลวเพลิงไหวระริก ก่อนเงียบงันเหม่อลอยอีกครั้ง
เสิ่นเย่ว์เฉินยืนห้อยมือสร้อยประคำบริเวณข้อมือที่ไหลลงมาคล้ายจะหนักนับพันจิน[1]
อู๋มามาเห็นดังนั้นก็ถอยออกไปเงียบๆ ไม่พูดอะไรให้มากความอีกเมื่อกลับไปถึงห้องข้างก็เห็นชุ่ยซินนั่งปักผ้าอยู่ข้างตะเกียง พลางหาวออกมาอย่างง่วงงุน
ชุ่ยซินกลัดเข็มให้เรียบร้อยแล้วลุกขึ้นยืน “คุณหนูหลับแล้วหรือเ้าคะ”
“อือ” อู๋มามาตอบเสียงเรียบคำหนึ่ง
ชุ่ยซินได้ยินดังนั้นก็ก้มหน้าหันไปมองเครื่องนอน นางลังเลอยู่พักใหญ่ทันใดนั้นก็เอ่ยขึ้นว่า“วันนี้ั้แ่คุณหนูกลับมาก็ดูเหมือนไม่ค่อยสบายใจเลยเ้าค่ะไม่รู้ว่าไม่ได้รับความเป็ธรรมอันใดมาจากข้างนอกหรือไม่”
อู๋มามากวักมือให้นางเขยิบเข้ามาใกล้ตนแล้วกำชับเสียงเบา“อีกสองวันก็เป็วันครบรอบวันตายของฮูหยินแล้ว คุณหนูย่อมเศร้าใจเป็ธรรมดาเ้าก็ทำตัวให้รู้ความหน่อย อย่าได้ปากมากพูดอะไรผิดจนทำให้คุณหนูรำคาญเป็อันขาด”
ชุ่ยซินผงกศีรษะ รับคำอย่างแข็งขัน
อู๋มามาลูบศีรษะนาง “เด็กดี”
ชุ่ยซินคลอเคลียอยู่ข้างกายคล้ายเด็กน้อยพึ่งพาผู้ใหญ่ นางก้มหัวอยู่นิ่งๆไม่เอ่ยคำใดอีก
วันนี้นับเป็ค่ำคืนที่ยากจะข่มตานอนสำหรับเสิ่นเย่ว์เฉิน ขณะเดียวกัน อีกฟากฝั่งของเมืองณ เรือนหลัก ภายในสวนตะวันตกของตระกูลจูที่มีแสงไฟสว่างไสวหลายคนก็กำลังฟุ้งซ่านยากจะหลับใหลเช่นเดียวกัน
เสียงเคาะบอกยามไฮ่[2]เพิ่งผ่านไปภายในเรือนหลักในสวนตะวันตกของจวนตระกูลจูยังมีคนนั่งอยู่เต็มห้องทุกคนนั่งตามลำดับาุโ นายท่านผู้เฒ่าจูที่อยู่อันดับแรกกำลังสะลึมสะลือ ส่วนฮูหยินผู้เฒ่าจูก็กำลังขมวดคิ้วครุ่นคิดหมุนประคำไม้จันทน์สีดำในมือไปช้าๆ ลักษณะเหมือนเส้นที่นางมอบให้เสิ่นเย่ว์เฉินก่อนหน้านี้ทุกกระเบียดนิ้ว
บุรุษวัยกลางคนที่นั่งถัดจากพวกเขาคือจูเฟิงนายท่านใหญ่ตระกูลจูสีหน้าเคร่งขรึมยิ่งนัก ข้างกันคือหลีซื่อฮูหยิน ของเขาซึ่งยามนี้มีสีหน้าหม่นหมองส่วนนายท่านรองจูจวิ้นและภรรยานั่งอยู่ตรงข้ามพวกเขาทั้งสอง
เมื่อเปลี่ยนชาร้อนเรียบร้อยแล้วไฉซื่อก็ให้คนที่คอยรับใช้อยู่ในห้องออกไปให้หมดรอผู้าุโเอ่ยปากบอกถึงการตัดสินใจของนาง
สิ่งที่สมควรพูดจะช้าจะเร็วก็ต้องพูด ฮูหยินผู้เฒ่าจูหมุนลูกประคำในมือไปแล้วหลายรอบในที่สุดก็หยุดลง เมื่อมือของนางหยุดชะงัก สีหน้าของทุกคนพลันเคร่งเครียดตามไปด้วย
“เด็กตระกูลเสิ่นคนนั้นดูท่าทางไม่เลวเลย ข้าว่าตัดสินใจตามนี้ก็แล้วกัน”
เมื่อได้ยินฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นกล่าวออกมาเช่นนี้ หลีซื่อพลันมีสีหน้าตื่นตระหนกรีบร้อนเอ่ยขึ้นว่า “ท่านแม่เ้าคะ จิ่นถังเป็หลานที่ท่านรักที่สุด และยังเป็หลานคนโตเหตุใดท่านจึงใจร้ายปล่อยให้เขาแต่งกับเด็กอัปมงคลนั่นล่ะเ้าคะ หากไม่ระวัง…”
จูเฟิงได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วก่อนกล่าวต่อ “ท่านแม่ ท่านตัดสินใจเื่นี้ในตอนนี้ถือว่ารีบร้อนเกินไปหรือไม่ถึงอย่างไรหลานสะใภ้คนโตก็ยัง…”
ฮูหยินผู้เฒ่าจูกล่าวเสียงเรียบ “ข้าเองก็รู้ว่าการตัดสินใจของข้าออกจะรีบร้อนไปบ้างแต่เื่นี้ยิ่งตัดสินใจเร็วก็ยิ่งมีเวลาเตรียมการมากขึ้นทางตระกูลฉินกระทำการร้ายกาจมาตลอด เจตนาก็ชัดเจนยิ่งนักพวกเราไม่อาจปล่อยไว้โดยไม่สนใจได้อีกแล้วนอกจากนี้ข้ายังจำคำพูดของท่านอาจารย์หนานเทียนได้ตลอดชะตาแปดอักษรของเด็กคนนั้นเหมาะสมที่สุดแล้ว”
อาศัยเพียงคำพูดไร้สาระของนักพรตคนหนึ่งในยุทธภพก็คิดชักเชิดบุตรชายตนไปชั่วชีวิตข้างนอกมีคุณหนูในห้องหอที่เหมาะสมอยู่มากมายกลับไม่เลือกรั้นจะเลือกเอาตัวซวยที่มีดวงกินมารดาเสียให้ได้…
ในใจหลีซื่อย่อมไม่ยินยอม นางคุกเข่าตัวตรงอยู่เบื้องหน้าฮูหยินผู้เฒ่าจูกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจ “ท่านแม่โปรดพิจารณาด้วยเถิดเ้าค่ะต่อให้ท่านอาจารย์หนานเทียนเป็เซียนเดินดิน ก็ไม่จำเป็ต้องทำตามลิขิต์ทุกเื่…หากเขาคำนวณผิดพลาดเล่าถ้าท่านเชื่อคำพูดผิดๆ ของเขาจะเป็เื่ดีไปได้อย่างไรเ้าคะ”
หลีซื่อยามนี้ร้อนใจจนบ้าไปแล้วจริงๆไม่ว่างมาคาดเดาแล้วว่าอารมณ์ของผู้าุโจะเป็เช่นไร นางร้อนรนจนคิดแต่จะกล่าวคำพูดที่อัดอั้นอยู่ในใจตนออกมา
ฮูหยินผู้เฒ่าจูมุ่นคิ้วแน่น สั่งให้จูเฟิงผู้เป็บุตรชายประคองหลีซื่อนั่งที่แล้วกล่าวว่า “เพื่อจิ่นถัง เพื่อตระกูลจู ต่อให้มีความหวังเพียงหนึ่งในหมื่นก็คุ้มค่าที่จะลอง!เ้าเป็ห่วงบุตรชายของเ้า ข้าก็เป็ห่วงหลานของข้า เหลนของข้าและลูกหลานในอนาคตของพวกเขาด้วย”เมื่อกล่าวถึงตรงนี้นางก็หยุดไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยเสียงเข้ม“นี่เป็ครั้งที่สองแล้ว จะปล่อยให้โศกนาฏกรรมเช่นเดียวกันนี้เกิดขึ้นซ้ำๆไม่ได้อีก มิฉะนั้นสุดท้ายคนที่เสียเวลาที่สุดก็คือจิ่นถัง”
เด็กที่ฉินซื่อคลอดออกมา แม้จะเป็เหลนสายตรงของตระกูลจูแต่กลับไม่ใช่บุตรชายคนแรกของจูจิ่นถังเมื่อห้าปีก่อนตอนที่จูจิ่นถังยังไม่ได้แต่งภรรยาอย่างเป็ทางการต่งซื่อสาวใช้ติดตัวของเขาเคยคลอดบุตรชายให้เขาคนหนึ่งแต่ผลกลับกลายเป็ว่าช่างคล้ายกับสถานการณ์ของฉินซื่ออย่างน่าเหลือเชื่อนางตกเืคลอดยากและกำลังจะสิ้นชีพเช่นเดียวกัน ท้ายที่สุดก็ไม่อาจรักษาชีวิตไว้ได้ทั้งผู้ใหญ่และเด็กสิ้นใจไปทั้งคู่
ปัจจุบันสุขภาพของฉินซื่อไม่อาจกู้คืนได้แล้วอีกทั้งเด็กคนนั้นก็คลอดก่อนกำหนด ยากจะเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ภายภาคหน้าหากดูแลไม่ดีอาจเกิดอุบัติเหตุอันใดขึ้นอีกก็เป็ได้
“ข้าเป็คนที่ใกล้จะลงโลงอยู่รอมร่อ ไม่้าสิ่งอื่นใดขอเพียงเรือนหลักของพวกเ้าสว่างไสวโชติ่และรักษากิจการทรัพย์สมบัติที่เหล่าบรรพบุรุษทิ้งไว้ให้ดีๆก็พอแล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้นายท่านใหญ่จูเฟิงพลันหน้าซีด ลุกขึ้นยืนคารวะ “ข้าเป็ลูกอกตัญญูทำให้ท่านแม่เป็ห่วงเสียได้ เื่แต่งงานของจิ่นถังเชิญจัดการตามความคิดของพวกท่านเลยขอรับลูกจะไม่คัดค้านอีก”
เมื่อจูเฟิงกล่าวเช่นนี้ออกมา หลีซื่อก็ตื่นตระหนกจนสั่นไปทั้งตัวจากนั้นเบื้องหน้าพลันมืดมิดก่อนสลบไปคาเก้าอี้
ทันใดนั้นทุกคนต่างใจนมือเท้าวุ่นวาย รีบเข้ามาช่วยกันประคองนางทางหนึ่งก็ลูบหลังช่วยให้เืลมผ่อนคลาย อีกทางหนึ่งก็สั่งให้สาวใช้ไปตามหมอ
ฮูหยินผู้เฒ่าจูถอนหายใจเงียบๆ ท่าทางเหนื่อยล้าหมดแรง จูจวิ้นกับไฉซื่อที่ยืนอยู่ข้างนางสบตากันโดยไม่เผยสีหน้าใดแต่ในใจนั้นยินดียิ่งนัก ก่อนจะแสร้งทำเป็ห่วงใยรีบร้อนเข้าไปประคองหลีซื่อ
[1] จิน คือ หน่วยชั่งวัดน้ำหนัก โดย 1 จิน เท่ากับครึ่งกิโลกรัม
[2] ยามไฮ่ คือ ่เวลาระหว่าง 21:00 น. - 23:00น.