บทที่ 30 เดินหน้าต่อไปเพียงลำพัง
เมื่อครู่ เฉินชิงหยวนยังแสดงท่าทางอาดูรอาวรณ์ ไม่มีสัญญาณใด ๆ ก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม พูดจาก็มีแต่เรื่องผลประโยชน์ ช่างทำให้คนอับจนคำพูดจริงๆ
ชั่วขณะนั้น มู่หรงเหวินซีถึงกับเกิดความเห็นใจเฉินชิงหยวนขึ้นมานิดหน่อย นางด่าตัวเองในใจว่า
‘เกือบจะถูกภาพลักษณ์ภายนอกของเฉินชิงหยวนหลอกอีกแล้ว’
ในช่วงเดือนต่อมา เฉินชิงหยวนกับมู่หรงเหวินซีแทบไม่ได้คุยกัน ต่างคนต่างนั่งสมาธิ จนเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ก็ถึงเวลาที่หมอกแดงจางหายไป
มองดูหมอกแดงที่กำลังจางหายเข้าสู่ส่วนลึกของแดนมรณะ ใบหน้าของมู่หรงเหวินซีเปี่ยมไปด้วยความยินดี
“ในที่สุด เวลานี้ก็มาถึง”
“ไปกันเถอะ!”
สักพักหนึ่ง เฉินชิงหยวนยืนยันว่าหมอกแดงจางหายไปหมดแล้ว ม่านป้องกันก็คลายตัวลง เขาหันไปพูดกับมู่หรงเหวินซี
ทั้งสองออกเดินทาง เตรียมจะจากไป
เวลาผ่านไปประมาณสองชั่วยาม เฉินชิงหยวนกับมู่หรงเหวินซีมาถึงชายแดนของแดนมรณะ ในขณะที่ก้าวออกจากแดนมรณะ มู่หรงเหวินซีรู้สึกว่าร่างกายเบาขึ้นมาก แรงกดดันที่ไม่รู้ที่มา หายไปในพริบตา จากนั้น นางก็รีบติดต่อคนในตระกูลของตน
เฉินชิงหยวนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เงียบไม่พูดอะไร เห็นใบหน้าของมู่หรงเหวินซีปรากฏความเศร้าโศกเล็กน้อย
หลังจากสิ้นสุดการสนทนากับผู้อาวุโสในตระกูล มู่หรงเหวินซีมองไปทางแดนมรณะ “วายุแห่งมัจจุราชครั้งก่อน คนที่มาด้วยกันตายไปกว่าครึ่ง”
“โชคไม่ดี ช่างน่าเสียดายจริง ๆ” เฉินชิงหยวนพูดด้วยความเสียดาย พลางถอนหายใจ
“บางทีในแดนมรณะอาจมีของล้ำค่าอะไรบางอย่างอยู่ก็ได้! แต่ตระกูลมู่หรงของข้าไม่มีวาสนา จำต้องละทิ้งไป” ครั้งนี้ประสบวายุแห่งมัจจุราช ตระกูลมู่หรงสูญเสียผู้อาวุโสไปหลายท่าน ถึงแม้จะพูดไม่ได้ว่าเป็นการบาดเจ็บสาหัส แต่ก็ส่งผลต่อขวัญกำลังใจ จึงจำต้องละทิ้งโอกาสในครั้งนี้ไป
“เจ้าได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็ควรรีบกลับไปก่อน อย่าให้พวกคนเจ้าเล่ห์คิดร้ายได้ เพราะว่าในโลกของผู้บำเพ็ญตนนั้นวุ่นวายมาก ไม่ใช่ทุกคนจะใจดีเหมือนข้า”
ประโยคแรกของเฉินชิงหยวนยังค่อนข้างสุภาพ แต่ประโยคหลังทำให้มู่หรงเหวินซีหัวเราะไม่ออก
ถ้าจะพูดว่าเฉินชิงหยวนใจดีก็ถูกต้องอยู่ เขาไม่ได้ฉวยโอกาสจู่โจมมู่หรงเหวินซี ทั้งยังยินดีช่วยเหลืออีกด้วย แต่คำว่าใจดีกับเฉินชิงหยวนก็ไม่ค่อยเข้ากันเท่าไหร่ โลภและหลงตัวเองน่าจะเหมาะสมกว่า!
ถ้าจะให้มู่หรงเหวินซีประเมินเฉินชิงหยวนจริง ๆ ก็คือ คนที่มีขอบเขต เจ้าเล่ห์ หลงตัวเอง และยังมีอดีตที่น่าสนใจซุกซ่อนอยู่
“เฮ้อ! ถึงแม้ตระกูลมู่หรงของข้าจะมิอาจปกป้องเจ้าได้ทั้งหมด ยังต้องให้เจ้ามาปกป้องข้าแทน แต่ข้าอยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับที่อยู่ของผู้เยียวยามากจริง ๆ เจ้าบอกราคามาเถอะ !” มู่หรงเหวินซียังคงไม่ลืมเรื่องสำคัญ นางจึงพูดอย่างจริงจัง
“ก็ได้ เอาเป็นว่าเพราะเราเคยรู้จักกัน ข้าจะบอกให้ฟรีก็แล้วกัน !” เฉินชิงหยวนคิดสักพัก ครั้งนี้จะไม่คิดบัญชีกับมู่หรงเหวินซีแล้ว
“แดนอวิ้นไห่ซิง เขตชีเฉินซิง” เมื่อบอกแล้ว เฉินชิงหยวนก็วาดตำแหน่งที่ผู้เยียวยาเคยอยู่ก่อนหน้านี้อย่างละเอียดบนอากาศ
“ขอบคุณเจ้ามาก” มู่หรงเหวินซีรีบจดจำไว้ทันที นางพูดอย่างซาบซึ้ง
“ส่วนที่ว่าจะขอร้องผู้เยียวยาได้หรือไม่ นั่นก็เป็นเรื่องของตระกูลมู่หรงของเจ้าแล้ว และข้าก็ไม่รับประกันว่าผู้เยียวยาจะยังอยู่ที่นั่นหรือเปล่า? ก็แล้วแต่ชะตาของเจ้าเถอะ!” เฉินชิงหยวนกล่าว
“แค่ได้เบาะแสที่ละเอียดขนาดนี้ก็ดีมากแล้ว” ครั้งนี้ที่ตระกูลมู่หรงเข้าไปในแดนมรณะ ก็หวังจะได้รับอะไรบางอย่าง แล้วไปรักษาผู้อาวุโสในตระกูล
เมื่อหนทางในแดนมรณะไม่ราบรื่น ก็คงต้องไปตามหาผู้เยียวยาแทน
“เอาเป็นว่าเราคงต้องแยกจากกันแล้ว!” เฉินชิงหยวนทิ้งคำพูดไว้เพียงประโยคเดียว แล้วหมุนตัวเดินจากไป โดยไม่หันหลังกลับมามองอีกเลย
มู่หรงเหวินซีจ้องมองไปยังทิศทางที่เฉินชิงหยวนจากไปอยู่นาน ก่อนจะพึมพำกับตัวเอง “เฉินชิงหยวน เจ้าจะก้าวสู่หนทางของความยิ่งใหญ่ได้อีกครั้งหรือไม่นะ?”
เมื่อร้อยปีก่อน เฉินชิงหยวนแข็งแกร่งจนมู่หรงเหวินซีรู้สึกด้อยกว่า ด้วยพลังบำเพ็ญของตนเองสามารถกดดันให้เหล่าผู้บำเพ็ญรุ่นเดียวกันในสิบกว่าดินแดนไม่สามารถโงหัวขึ้นมาได้
ในตอนนั้น มีพวกที่ชอบจุ้นจ้าน จัดทำรายชื่อผู้บำเพ็ญที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปเป่ยหวง เรียกว่าสิบวีรบุรุษแห่งเป่ยหวง ผู้ที่อยู่ในรายชื่อนั้นไม่มีการจัดอันดับ และเฉินชิงหยวนก็ติดอยู่ในรายชื่อนั้นอย่างโดดเด่น
สิบวีรบุรุษแห่งเป่ยหวง ชื่อนี้ไม่ธรรมดาเลย ผู้บำเพ็ญที่ติดอันดับนั้นทุกคนน่ากลัวยิ่งนัก
น่าเสียดายที่ เฉินชิงหยวนเพิ่งจะได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในสิบวีรบุรุษแห่งเป่ยหวง ก็ต้องประสบกับวิกฤตในแดนต้องห้ามเทียนหยวนเสียก่อน ตามที่เล่าลือกันว่าในปีนั้นมีผู้บำเพ็ญจำนวนไม่น้อยต้องการท้าทายเฉินชิงหยวน เพื่อที่จะได้ขึ้นแท่นแทน
ผ่านไปร้อยปี ในหมู่คนรุ่นใหม่จะมีสักกี่คนที่จำเฉินชิงหยวนได้
หลังจากแยกจากมู่หรงเหวินซีแล้ว เฉินชิงหยวนแกล้งทำเป็นมุ่งหน้าไปยังที่อื่น แต่จริง ๆ แล้วอ้อมกลับไปที่แดนมรณะอีกครั้ง
ครานี้ เฉินชิงหยวนปลอมตัวและใช้พลังของกำไลหยกปิดบังร่องรอยของตัวเอง เขาแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่รอบ ๆ จึงพุ่งเข้าไปในแดนมรณะ
ตอนนี้ หมอกแดงได้แผ่ขยายไปถึงชานแดนต่าง ๆ อีกครั้งแล้ว
อย่างไรก็ตาม เฉินชิงหยวนไม่ได้ตั้งใจจะรอจนกว่าหมอกแดงจะจางหายแล้วค่อยเข้าไป ในเมื่อมีกำไลหยกคุ้มกันร่างกาย การเข้าไปในตอนนี้กลับช่วยหลีกเลี่ยงการพบปะผู้อื่น ประหยัดความยุ่งยากไปได้มาก
ตอนแรกถ้ารู้ว่ากำไลหยกอยู่เหนือกฎของแดนมรณะ เฉินชิงหยวนจะต้องขอความช่วยเหลือจากตระกูลมู่หรงทำไม
เมื่อกลับเข้าไปในแดนมรณะอีกครั้ง เฉินชิงหยวนรู้สึกถึงการนำทางของกำไลหยก จึงมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่ลึกยิ่งขึ้น
ระหว่างทาง เฉินชิงหยวนเห็นโครงกระดูกจำนวนมาก รวมถึงเครื่องรางที่ยังหลงเหลือเค้าลางของพลังวิญญาณอยู่บ้าง หรือสิ่งของประเภทถุงเก็บสรรพสิ่ง
“ร่ำรวยแล้วสินะ!” สำหรับสิ่งของเหล่านี้ เฉินชิงหยวนเก็บมันทั้งหมดเอาไว้ ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
สถานที่อันตรายเช่นแดนมรณะ ผู้ทรงพลังนับไม่ถ้วนต่างหวาดกลัวยิ่งนัก แต่เฉินชิงหยวนราวกับได้กลับบ้าน ไม่มีสิ่งกีดขวาง ไม่ได้รับความกดดันใด ๆ เลยแม้แต่น้อย
ชายหนุ่มเดินอย่างเชื่องช้าเป็นเวลาหลายเดือน เฉินชิงหยวนไม่เพียงแต่เก็บสมบัติได้มากมาย แต่ยังทำให้การบำเพ็ญเชี่ยวชาญจนถึงขอบเขตวิญญาณพิศวงขั้นปลาย
การมีกระดูกทองคำที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ทำให้ความเร็วในการบำเพ็ญของเฉินชิงหยวนรวดเร็วมากขึ้น รากฐานมั่นคงแข็งแกร่ง
ที่สำคัญที่สุดคือ เฉินชิงหยวนเดิมทีก็บำเพ็ญถึงขอบเขตวิญญาณจุติอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่มีอุปสรรคใด ๆ
ตอนนั้น หญิงชุดแดงทำลายพลังการบำเพ็ญของเฉินชิงหยวน แต่ไม่ได้ทำร้ายร่างกายของเฉินชิงหยวน ตอนนี้เริ่มบำเพ็ญใหม่อีกครั้ง สำหรับเฉินชิงหยวนแล้วเป็นเรื่องง่ายดายมาก
“ที่นี่น่าจะออกจากชายแดนของแดนมรณะแล้ว!” เฉินชิงหยวนมองดูผืนดินสีแดงเข้ม หันหลังกลับไปมองอีกครั้ง พลางพึมพำกับตัวเอง
เมื่อเดินมาถึงที่นี่ เฉินชิงหยวนเริ่มเห็นโครงกระดูกและสมบัติแห่งเต๋าได้ยากแล้ว เพราะไม่มีใครสามารถบุกเข้ามาถึงที่นี่ได้ แม้แต่คนที่ตั้งใจจะตายก็ทำไม่ได้
ที่นี่เงียบสงัดผิดปกติ ทั่วทั้งผืนแผ่นดินเป็นดินแดนรกร้าง มองไม่เห็นความมีชีวิตชีวาแม้แต่น้อย
เฉินชิงหยวนเหมือนจะได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้น หรือแม้กระทั่งเสียงการเต้นของชีพจรทุกส่วนในร่างกาย
ยิ่งลึกเข้าไป ยิ่งทำให้แรงกดดันในใจของเฉินชิงหยวนพุ่งพรวด ชายหนุ่มเดินหน้าอย่างระมัดระวัง
“ลึกหว่านี้อีกหรือ?”
ชายหนุ่มหยิบกำไลหยกออกมา เฉินชิงหยวนมองทิศทางที่กำไลหยกชี้ไป เงยหน้ามองไปยังที่ไกลโพ้น ขมวดคิ้ว
เมื่อเดินทางมาถึงที่นี่แล้ว เฉินชิงหยวนไม่มีเหตุผลที่จะกลับไปมือเปล่า อีกทั้งนี่ยังเป็นข้อตกลงที่สอง ระหว่างเขากับหญิงชุดแดง ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องทำให้สำเร็จ
“ในเมื่อนางให้ข้ามาที่นี่ นางต้องไม่ทำร้ายข้าแน่นอน หากต้องการฆ่าข้าจริง ๆ แค่เป่าลมหายใจก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องยุ่งยากถึงเพียงนี้” เฉินชิงหยวนเชื่อว่าหญิงชุดแดงจะไม่วางกับดักเขาแน่ และไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นเลย
หลังจากเดินทางต่อไปอีกสองเดือน ดวงตาของเฉินชิงหยวนก็สว่างวาบ ในที่สุดก็ได้พบสิ่งใหม่ สิ่งใหม่ที่มิอาจละสายตาไปได้เลย…