TREE WORLD
ปฐพีวินาศโลก
By : Jackmysoul
แจ็ก มายโซล : เขียน
บทที่ 45
ทัณฑ์มัจจุราชทวงวิญญาณ(1)
จากการต่อสู้ที่ผ่านมาหากนึกย้อนดูระยะเพียงไม่กี่วัน ผมต้องปะทะกับยอดยุทธ์มากมายตั้งแต่โกไลแอทกับพวกจ่าฝูงสามนักดาบซามูไรและขบวนค่ายกลดาบของพวกหน่วยลับเฝ้าระวังตลอดจนฝูงสัตว์อสูร และจ้าวป่าอสูรเถื่อนผู้นี้นับว่ามันคือผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดในที่นี้
แม้ว่ามันจะมิใช่ผู้ใช้ปราณกระทั่งวิชายุทธ์ยังไม่รู้จักก็ตาม
ในโลกของทรีเวิลด์เหล่านักเดินทางที่เป็นนักยุทธ์ แบ่งชนชั้นผู้คนด้วยระดับความแข็งแกร่งของลมปราณเป็นอันดับแรกผิดแผกกับชนพื้นถิ่นบนโลกใบนี้ที่แบ่งชนชั้นด้วยทรัพย์สินเงินตราเป็นสำคัญ
นักยุทธ์ที่อยู่ระดับชั้นเหนือกว่าย่อมมีความแข็งแกร่งและทรงอำนาจเหนือกว่าเป็นธรรมดา
หากจะเปรียบเทียบระดับความแข็งแกร่งของลมปราณโดยธรรมชาติแล้วจะแยกแยะตามหลักสากลได้ดังนี้
ผู้ที่ก่อเกิดลมปราณจนสามารถใช้ออกในการต่อสู้ได้จะเรียกว่าปฐมกาลปราณธาตุ
ซึ่งความจริงแล้วไม่ว่าในมนุษย์ธรรมดาหรือสัตว์เดรัจฉานจะมีปราณเป็นส่วนประกอบสำคัญในการดำรงเป็นชีวิตแต่ผู้ที่มีพรสวรรค์เข้มแข็งขนาดเรียกใช้ปราณในเชิงยุทธ์ได้จะเข้าสู่ขอบเขตของปฐมกาลปราณธาตุทันที ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นเพียงเด็กทารกแรกคลอดหรือเฒ่าชราเข้าสู่วัยไม้ใกล้ฝั่งก็ตามซึ่งนับเป็นระดับชั้นที่1ของปราณ แต่ละระดับชั้นของปราณมีด้วยกันถึงสิบขั้นนักยุทธ์ผู้ฝึกตนจนข้ามขีดจำกัดสูงสุดไปได้ จะเข้าสู่ขอบเขตชั้นที่2 ซึ่งเรียกว่าทศนปราณ ขอบเขตชั้นที่3 เรียกว่า ศตวิถีปราณสังสาระ ขอบเขตชั้นที่4 เรียกว่า ปราณพันธะปฐพี
นอกเหนือจากนี้ยังมีอัจฉริยะที่ใช้เพียงพลังกายภายนอกแต่สามารถเทียบชั้นต่อกรกับผู้ใช้ปราณได้อย่างเหลือเชื่ออย่างเช่นโกไลแอทใช้เพียงวิชาดาบคู่ยังขึ้นเป็นถึงหัวหน้าของสามนักดาบซามูไรที่เป็นผู้ใช้ปราณระดับปราณทศนขั้นต้นหากเทียบความเหนือล้ำแล้วโกไลแอทกลับลับมือผมได้อย่างสูสียิ่งกว่าแน่นอนว่ามันนับว่าอยู่ในระดับเดียวกันกับผมและเจท
จ้าวป่าอสูรเถื่อนผู้ไม่รู้จักวิชายุทธ์ใช้เพียงพละกำลังภายนอกกลับมีพรสวรรค์เทียบชั้นนักยุทธ์ในระดับปราณพันธะปฐพีเลยทีเดียวซึ่งในที่นี้พลังการต่อสู้ของมันย่อมเหนือกว่าทุกคน
เจทสามารถเทียบชั้นอยู่ในระดับเดียวกับผมส่วนฟิวท์อยู่ในชั้นปราณสังสาระขั้นปลาย ฝีมือยุทธ์ย่อมเหนือล้ำกว่าพ่อแม่ ถือเป็นไพ่ตายของครอบครัวจะใช้ออกยามจำเป็น แต่ฟิวท์ก็โดนมันเล่นงานหมดสภาพไปแล้ว ตอนนี้จ้าวป่าอสูรเถื่อนไม่ต้องไปหายอดยุทธ์คนใดมาชี้แนะผมก็สู้มันไม่ได้แล้ว
ถึงแม้ระดับของผมกับมันจะห่างกันหลายขุมบางทีมันอาจไม่รู้ว่าตัวมันเองอยู่ในขอบเขตชั้นใดแต่ผมก็มิอาจหลบหนีและยิ่งมิอาจปล่อยให้ครอบครัวตกตายกลายเป็นอาหารของฝูงสัตว์อสูรแม้รู้ดีว่าไม่อาจเอาชนะ แต่ก็มิใช่ว่าจะไม่มีวิธีต่อกรกับมัน
อีกฝากหนึ่งของหุบเขาหมอกอาถรรพ์ยังมีสงครามสู้รบระหว่างฝ่ายทหารกับฝ่ายต่อต้านในคราวแรกผมคิดว่ามันเป็นสปายไม่ฝ่ายใดก็ฝ่ายหนึ่งแต่สภาพของมันในตอนนี้อยู่เหนือผู้คนปกติกลับทำให้ฉุกคิดว่ามันอาจไม่ใช่ทั้งสองฝ่าย บางทีมันอาจเป็นแค่คนป่าพเนจรพลาดพลั้งก่อศัตรูโดยบังเอิญหรืออาจเป็นจ้าวป่าผู้ใช้ชีวิตอาศัยอยู่ร่วมกับสิงสาลาสัตว์ ชิงชังคนเมืองต่อต้านคนแปลกถิ่นอย่างในนิยายโบราณของชนพื้นถิ่นบนโลกใบนี้ก็เป็นไปได้
หากผมชักนำมันเข้าสู่การสู้รบระหว่างพวกนั้นอาศัยกองกำลังและอาวุธยุทโธปกรณ์ล้ำยุคของฝ่ายทหารบางทีมันอาจโดนกำจัดด้วยขีปนาวุธหรือไม่ก็โดนเป่าด้วยแสงเลเซอร์พลาสม่าอะไรทำนองนั้นแต่อย่าหวังยืมมือกบฏนักยุทธ์ ในหมู่คนพวกนั้นอย่างมากก็แค่มีผู้ใช้ปราณระดับทศนปราณขั้นต้นแน่นอนย่อมมิใช่คู่มือ อย่างดีก็แค่ช่วยถ่วงเวลาเท่านั้น
แต่ติดปัญหาอยู่ข้อหนึ่งผมไม่สามารถวางใจปล่อยให้เจทกับลูกๆคาดสายตาได้อีกหากผมล่อลวงตัวจ่าฝูงไปสู่สงครามสำเร็จก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าพวกฝูงสัตว์อสูรจะไม่ลงมือฉีกทึ้งพวกเขาเป็นอาหาร
แผนนี้คงต้องละทิ้งไปอย่างช่วยไม่ได้เท่าที่คิดออกตอนนี้คือต้องหาทางปกป้องทุกคนอย่างสุดกำลัง
ผมคลายเกราะส่วนหน้ากากลงเปิดเผยให้มันเห็นใบหน้าชัดเจน ว่ามิได้เป็นตัวแปลกประหลาดอย่างที่ใครคิดเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่ต่อสู้เพื่อปกป้องตนเอง บางทีการเจรจาอาจกลายเป็นการแก้ปัญหาเส้นผมบังภูเขาโดยไม่รู้ตัว
อันที่จริงหากมันพูดจารู้เรื่องคงไม่ต้องมาสู้กันเป็นตายขนาดนี้โดยไม่มีเหตุผลล้ำลึกพอ โดยปราศจากภูมิหลังที่อาฆาตแค้นต่อกันมาก่อนผมอยากรู้สาเหตุที่มันมุ่งเป้าไปที่ฐานลับและเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีแต่ขณะนี้กำลังตกเป็นรอง จึงต้องเป็นฝ่ายออกปากขอเจรจา
“ขอเวลานอกสักเดี๋ยว...” ยกมือทำเครื่องหมายสากลเพื่อยุติศึกชั่วคราว “นายเป็นใครมีชื่อเรียกไหม” พยายามสื่อสารกับมันอีกครั้ง
“ฮูม”มันตอบด้วยเสียงคำรามต่ำ
“นายเป็นสายของพวกกบฏหรือฝ่ายทหาร”ผมถาม และแน่ใจว่ามันฟังออก ขณะเดียวกันผมก็ลอบสังเกตเห็นว่าการ์เซียพอจะขยับตัวลุกขึ้นได้บ้างแล้ว
“ฮูม...กรร”เสียงขู่ของมันยิ่งข่มคำรามอย่างโกรธแค้น
รู้สึกไม่ค่อยดีแล้วการเจรจาอาจไม่ได้ผล จึงเรียกเกราะส่วนหน้ากากขึ้นดังเดิม
“นายยังพูดภาษาคนได้ไหม...ทำไมถึงโจมตีเรา”
“ฮูมมมม...กรรรรร”
ไม่รู้คำพูดคำไหนผิดหูมันพุ่งเข้าโจมตีเปิดศึกรอบใหม่ ซึ่งผมไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น แต่มันกลับบีบบังคับให้ผมต้องใช้แผนที่เพิ่งล้มเลิกไปเสียแล้ว กลายเป็นเข้าทางผมไปอีกอย่างยังไม่ใช่การตอบโต้ ไม่ใช่การถอยหนี แต่ต้องการหลอกล่อมันให้ปะทะกับกองกำลังทหาร ได้แต่ออกตัววิ่งสุดกำลังจากระยะนี้มั่นใจว่ามันต้องไล่ฆ่าผมไม่ทัน จึงเร่งฝีเท้ามุ่งดิ่งไปทางทิศสงครามอย่างสุดชีวิต
โครมครืนนน...
สำเร็จมันไล่ตามมาดังคาดเส้นทางที่มันตัดผ่านคือป่าทึบ ไม้โอ้กสูงใหญ่ขนาดหนึ่งคนโอบล้วนถูกโค่นล้มลงโดยง่ายราวหญ้าแพรกร่างยักษ์ของมันไม่ต้องการสิ่งใดเกะกะขวางทาง
ขณะนี้ฝีเท้าของผมเร็วกว่าพรองฮอลล์ที่แตกตื่นเป็นสองเท่ากะระยะเบื้องหน้า เหลือสองในสามก็จะเข้าใกล้เขตสงคราม แต่เสียงไม้ล้มครืนโครมพลันสงบลงและไร้เงาการติดตามใดอีก สุ้มเสียงเบื้องหลังยังเงียบกริบ
“.....”ผิดท่าแล้ว
เสียงคำรามดังฮูมกังวานแว่วมาจากระยะไกลเรียกร้องให้ต้องเหลียวหลังกลับไปดู
มีบางอย่างไม่ถูกต้องผมจึงจำใจย้อนกลับไปที่เก่า ที่แท้จ้าวป่าอสูรเถื่อนมีสมองมากกว่าที่คิดมันมิได้ติดตามต่อ และยังตีโต้แผนของผมโดยใช้วิธีจับตัวประกันบังคับเหยื่อ
ครั้งนี้ถือเป็นความผิดพลาดใหญ่หลวงผมชะล่าใจเกินไปคิดเอาเองว่ามันต้องไล่ฆ่าผมอย่างเอาเป็นเอาตายและต้องเสี่ยงฝากความหวังไว้ที่การ์เซียยังมีเรี่ยวแรงพอต่อต้านฝูงสัตว์อสูรได้ชั่วคราวสักระยะหนึ่งช่วยปกป้องคนอื่นจนกว่าผมจะล่อจ้าวป่าอสูรเถื่อนไปติดกับดักสงครามแต่ต้องสำนึกเสียใจที่จะใช้แผนยืมมือกองทัพจนเลอะเลือนไปว่าการ์เซียที่บาดเจ็บและเหนื่อยล้าเกินกว่าจะต้านทานผู้ใดไหว
อุ้งเท้าใหญ่ยักษ์หนาหนักเหยียบทับลงบนกลางหลังสยบการ์เซียใต้แทบเท้ามันอีกครั้ง มันค่อยลงน้ำหนักออกแรงบดขยี้บางเบาให้เหยื่อทรมานดิ้นพล่านทุรนทุรายบังคับให้ผมต้องกลับมาสู้กับมันซึ่งหน้าอย่างเลี่ยงไม่ได้ ราวกับมันไหวตัวทันอ่านแผนการผมออกสบประมาทไม่ได้เลยจ้าวป่าอสูรเถื่อนตนนี้ แท้แล้วมิได้เป็นพวกเอาแต่ใช้กำลัง
ขณะวิ่งย้อนกลับมาก็เตรียมอาวุธชุดใหญ่ไปด้วยดงไม้ใหญ่ที่ถูกกวาดล้มระเนระนาดต้นโอ้กขนาดหนึ่งคนโอบที่จ้าวป่าอสูรเถื่อนหักโค่นทิ้งไว้เกลื่อนกราดน่าสนใจ จึงเลือกบางต้นมาหักกิ่งก้านเหลาเป็นท่อนซุงด้วยมือเปล่ากลายเป็นกระบองยักษ์เหมาะมือจำนวนสองต้น หนีบไว้ในซอกแขนทั้งสอง กระโดดลัดไปจุดหมาย
เมื่อมันเห็นผมวกกลับมาที่เก่ามันมิได้ปลดปล่อยตัวประกัน ซ้ำยิ่งลงน้ำหนักเท้าไม่ว่าผมจะลงมือหรือไม่มันย่อมต้องฆ่าการ์เซียทิ้งอย่างน้อยดีกว่าปล่อยให้เธอตายอย่างทรมาน ดังนั้นผมจึงต้องเสี่ยงหาทางรอดให้กับเธอหรือไม่ก็พ้นทรมาน ปลายแหลมของซุงต้นหนึ่งพุ่งเข้าปะทะศัตรู ประดุจทวนยักษ์แทงใส่เป้าหมายคือทรวงอก มันบังคับให้ผมหมดทางเลือกอื่นจำต้องสู้ตายกับมันอย่างไม่มีทางเลี่ยง
จ้าวป่าอสูรเถื่อนมันมิได้บ้าคลั่งเหมือนคราแรกซ้ำยังรู้จักเย่อหยิ่งที่ใครพบเห็นยังต้องสะอึก มันไม่แคร์อาวุธของศัตรูแม้แต่น้อยแค่ยกมือข้างหนึ่งชกใส่ปลายทวนโดยตรง ท่อนซุงมิใช่ทำจากเหล็กกล้า พอโดนทุบตีเล็กน้อยก็แหลกคามือ
ความสามารถพิเศษของผมนอกเหนือจากเนตรนิลกาฬและสดับอนธการแล้วยังมีความสามารถพิเศษอีกอย่างคือตรวจสอบระดับชั้นของผู้ใช้ปราณและตรวจจับความเสียหายของร่างกายตอนพบมันหันหลังให้ผมจึงรู้ว่ามีความบอบช้ำเสียหายที่ระบบประสาทช่วงกลางกระดูกสันหลังคงเป็นฝีมือของฟิวท์ หากผมขยายบาดแผลมันได้จะเป็นจุดตายให้โจมตีการเคลื่อนไหวของร่างกายทั้งหมดจะถูกหยุดชะงัก
ท่อนซุงยักษ์ที่ทุ่มใส่มันเป็นแค่ตัวเบี่ยงเบนความสนใจไม่คิดหวังผลอะไรจากมันผมเร่งสปีดพุ่งเป็นเส้นโค้งอ้อมหลังมันไป โดยใช้ท่อนซุงอีกต้นช่วยค้ำยันและอำพราง
‘ วิรุฬหกกลับดับชวาลา ’
เข่าคู่ประสานกันกระโดดปักลงกลางหลังของจ้าวป่าอสูรเถื่อนเต็มท่าดูมันจะหละหลวมการป้องกัน ด้วยความเย่อหยิ่งจองหองที่ประมาทคู่ต่อสู้อย่างผม
อั่ก!!!พร้อมเสียงคำรามลั่น มันคงไม่คาดฝันว่าผมจะใช้วิธีย้อนรอย
เป็นดังคาดผมย้ำแผลเก่าของมันจนชะงักค้างไปได้จริงกล้ามเนื้อมันหดเกร็งจนเห็นแนวกระดูกปูดโปน
‘ ศอกคู่สะบั้นพสุธา ’
ข้อศอกแหลมคมประดุจขวานผ่าซากตอกลงกลางข้อต่อกระสันหลังจุดที่เน้นโจมตีมิใช่กล้ามเนื้อหรือกระดูกแต่เป็นเส้นเอ็นระบบประสาท
มันล้มคว่ำหัวทิ่มไปข้างหน้าพร้อมท่อนซุงที่แหลกคามือ
การ์เซียย่อมพลอยรอดพ้นจากอุ้งเท้ายักษ์เธอพลิกตัวขึ้นหลังหลุดรอดจากการคร่ากุม
จ้าวป่าอสูรเถื่อนสั่นสะท้านทั่วร่างสีหน้าแตกตื่น มันขยับถอยไปเข้าหาพรรคพวกตนที่อยู่เบื้องหลังมันลุกยืนไม่มั่นคงเหมือนเก่า ร่างกายครึ่งซีกขยับเขยื้อนอย่างยากลำบากแล้วปรากกฎเข่าขวาพานทรุดลง แขนขามันหนักอึ้งจนยกไม่ขึ้นราวกับมิใช่แขนขาของตน ฝูงสัตว์อสูรส่งเสียงขู่คำรามตั้งท่าจู่โจมช่วยเหลือแต่จ่าฝูงกลับยกมือขึ้นห้าม พวกมันค่อยสงบลงผมเข้าใจว่าจ้าวป่าอสูรเถื่อนต้องการต่อสู้กับผมตัวต่อตัว ทั้งที่มันเองก็รู้ตัวว่าบาดเจ็บสาหัสแล้ว
ผมไม่คาดคิดเลยว่าการโจมตีซ้ำแผลเก่าจะได้ผลเกินคาดระดับความเข้มแข็งของมันพลันตกวูบอย่างรวดเร็วหากเทียบระดับชั้นคงตกไปอยู่ประมาณสังสาระขั้นกลางแผ่นหลังของมันยังกลายเป็นจุดอ่อนแผลใหญ่ต้องยกความชอบครั้งนี้ให้กับฟิวท์ที่จุดประกาย
ดูเหมือนว่ามันจะมีความสามารถแปลกประหลาดอีกอย่างมันสามารถฟื้นฟูบาดแผลด้วยตัวเองอย่างรวดเร็วจนน่าตกใน อย่างเช่นฟันที่หักคาปากยังงอกขึ้นใหม่ได้อย่างทันใจยิ่งบาดแผลเล็กน้อยมันเริ่มสมานตัวเอง แต่บาดแผลสาหัสคงใช้เวลาเนิ่นนานกว่า
ต้องเป็นโอกาสนี้เท่านั้นอาศัยโอกาสที่มันขยับได้ครึ่งตัวจัดการมันให้เด็ดขาดผมดึงท่อนซุงอีกท่อนที่ซุ่มเอาไว้ยกฟาดกลางลำตัว มันยกซุงที่แตกปลายขึ้นป้องกันทันที
เปรี้ยงงงงง
ท่อนซุงสองต้นปะทะกันระเบิดเสียงแตกหักลำต้นขนาดหนึ่งคนโอบพังยับในทันที หลังจากนั้นเป็นการดวนกันด้วยกำปั้นล้วนๆอีกครั้ง
เป็นอย่างที่คิดการฉวยโอกาสเผด็จศึกไม่สำเร็จโดยง่าย ยังไงก็ต้องถือว่าระดับความแข็งแกร่งของมันยังอยู่เหนือกว่าผมหลายขั้น
แม้มันบาดเจ็บสาหัสแต่ก็ยังแสดงออกให้ฝูงเห็นว่าฤทธิ์เดชยังเหลือเฟืออาศัยกำลังเพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะบดขยี้ศัตรูไม่ให้เหลือซาก ไล่ตามตีคู่ต่อสู้ด้วยร่างเพียงครึ่งซีกพวกเหล่าฝูงสัตว์อสูรไม่เอาใจออกห่าง เฝ้าติดตามการต่อสู้ส่งเสียงคึกคะนอง ด้วยสัญชาตญาณพวกมันจะเคียงข้างจ่าฝูงและจะไม่ละทิ้งฝูงโดยไม่จำเป็นจึงกลายเป็นว่าจ้าวป่าอสูรเถื่อนช่วยนำพาพวกมันทั้งหมดขยับห่างจากจุดยุทธ์ศาสตร์ที่ผมเป็นกังวล
ผมชักนำการต่อสู้ให้ออกห่างจากพวกพ้องมากขึ้นตามลำดับพลางสู้พลางถอย ไม่ให้คนที่บาดเจ็บอ่อนด้อยต่อการป้องกันพลอยโดนลูกหลง แน่นอนทิศทางที่มุ่งไปย่อมต้องเป็นแนวสู้รบของสงคราม