ท้องฟ้ายามราตรีมืดสนิทไร้แสงจันทร์ รถม้าสีดำทะมึนเคลื่อนตัวเงียบงันบนถนนดินนอกนครจินห่าย ประดุจเงาภูตผีเร้นกายผ่านผืนปฐพี
บรรยากาศรอบด้านเงียบสงัด มีเพียงเสียงสายลมพัดผ่านทิวไผ่ กีบม้า 4 ตัวถูกพันทับด้วยผ้าฝ้ายหนา 7 ชั้น เพลาล้อทุกชิ้นถูกชโลมน้ำมันสัตว์จนเงางามลื่นไหล อาฝูผู้ทำหน้าที่สารถีต้องคอยชะโงกหน้าตรวจสอบเสียงล้อทุกระยะ 100 ก้าว หากเกิดเสียงดังเสียดสีแม้เพียงครึ่งส่วน เขาจักกระตุกบังเหียนหยุดรถฉับพลันเพื่อลงไปซ่อมแซมแก้ไข ภารกิจคืนนี้คือการหลบหนีระดับสุดยอดความลับ ห้ามเกิดข้อผิดพลาดแม้แต่รอยขีดข่วน
ภายในห้องโดยสารรถม้า ลู่ชิงนอนเหยียดยาวบนเบาะนุ่มบุขนสัตว์ ใบหน้าเต็มไปด้วยความสุขล้นปรี่ประดุจนักโทษประหารเพิ่งได้รับราชโองการอภัยโทษ ชายหนุ่มยกมือขวาขึ้นมาตรงหน้า เริ่มกรีดนิ้วคำนวณตัวเลขแห่งความตายในใจ
"ตำราเรียน 100 วิชา..." ชายหนุ่มพึมพำเสียงแผ่วเบา "วิชาละ 150000 ตัวอักษร... นำมาคูณเข้าด้วยกัน... ยอดรวมเท่ากับ 15000000 ตัวอักษรพอดี..."
นิ้วมือสั่นสะท้านเล็กน้อย สมองอดีตศาสตราจารย์เริ่มแตกฉานกระบวนการคำนวณอย่างเยือกเย็นทะลุปรุโปร่ง
หากเขายอมจำนนนั่งเขียนวันละ 10000 ตัวอักษร ย่อมต้องใช้เวลาถึง 1500 วันเต็ม! หากไร้วันหยุดพักผ่อน ต้องนั่งหลังขดหลังแข็งเขียนต่อเนื่องยาวนานกว่า 4 ปี! หากข้อมืออักเสบทุก 3 เดือน ย่อมต้องหยุดพักรักษาตัวเพิ่มอีกหลายรอบ! แลหากบัณฑิตสติเฟื่องเหล่านั้นเกิดอาการมโนแจ่มเพิ่มขึ้นอีกสักครั้ง จำนวนวิชาเรียนอาจพุ่งทะยานจาก 100 เป็น 300 วิชาอย่างง่ายดาย!
ลู่ชิงสูดลมหายใจเย็นเฉียบเข้าปอด สีหน้าค่อยๆ ซีดเผือดไร้สีเลือด
"นี่มิใช่งานธรรมดา... นี่คือโทษประหารชีวิตแบบยืดเยื้อทรมาน..."
ชายหนุ่มยกสองมือกุมใบหน้าแน่น เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงต้นเหตุแห่งความวิปลาสทั้งหมด
'ข้ายังจำได้แม่นยำ... วันแรกข้าเพียงอยากนอนหลับให้เต็มอิ่ม วันถัดมาข้าเพียงอยากกินข้าวสงบๆ วันต่อมาข้าเพียงอยากลดงานเอกสารให้เบาบางลง ผลลัพธ์สุดท้ายกลับกลายเป็นบิดาแห่งการเงิน บิดาแห่งการพิมพ์ บิดาแห่งการศึกษา... อีกมินานชาวบ้านคงรวมตัวกันก่อสร้างศาลเจ้า ยกย่องข้าเป็นบิดาแห่งสวรรค์ชั้นฟ้า!'
"ข้าช่วยเหลือผู้คนผิดพลาดแห่งใด..." ลู่ชิงพึมพำเสียงสั่นเครือ "เหตุใดทุกครั้งต้องจบลงด้วยกองภูเขางานเพิ่มขึ้นทวีคูณ..."
อาฝูกำลังบังคับรถม้าอยู่ด้านนอก หันใบหน้ากลับมามองผ่านช่องหน้าต่าง "นายท่านกล่าวสิ่งใดหรือขอรับ บ่าวได้ยินมิชัดเจน"
"ไร้สาระ" ลู่ชิงโบกมือปัดป้อง "ข้ากำลังไว้อาลัยให้ชีวิตตนเอง จงตั้งใจบังคับม้าต่อไปเถิด"
อาฝูมิเข้าใจความหมายลึกซึ้ง หันหน้ากลับไปเพ่งสมาธิบังคับรถม้าต่อ เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้า ระยะห่างจากกำแพงนครจินห่ายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามความมืด
10 ลี้...
30 ลี้...
50 ลี้...
รอยยิ้มบนใบหน้าลู่ชิงยิ่งขยายกว้างขึ้น "ดีเลิศ... ยิ่งทิ้งห่างไกลยิ่งปลอดภัย... ต่อให้พวกบัณฑิตสวดมนต์เหล่านั้นตื่นขึ้นมารู้ตัว คงตามจับข้ามิทันแล้ว..."
ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ทว่าขณะกำลังฝันหวานถึงเตียงนอนนุ่มนวล ณ เมืองแห่งใหม่ อาฝูพลันกระตุกสายบังเหียนอย่างแรง ม้าทั้ง 4 ตัวหยุดกึกกะทันหัน! ร่างสูงโปร่งของลู่ชิงเสียหลักพุ่งถลาไปข้างหน้าเกือบกลิ้งตกเบาะ!
ตุบ! โครม! โอ๊ย!
เสียงคล้ายวัตถุหนักกระแทกกันดังสนั่นมาจากด้านท้ายรถม้า ลู่ชิงมิทันใส่ใจเสียงประหลาดเหล่านั้น เพราะอาฝูกำลังกลืนน้ำลายดังเอื้อกใหญ่ มือสั่นระริกชี้ตรงไปข้างหน้า
"นายท่าน... เบื้องหน้า... เบื้องหน้ามีด่านตรวจขอรับ..."
ลู่ชิงขมวดคิ้วแน่น ผลักบานหน้าต่างไม้ออกเล็กน้อย เบื้องหน้าห่างออกไปราว 300 ก้าว ปรากฏกองไฟขนาดใหญ่สว่างไสว ธงผืนยักษ์ประทับตราทางการปลิวสะบัดกลางสายลม ทหารเกราะเหล็กกว่า 50 นายกำลังยืนจังก้าตั้งด่านสกัดกั้นบนถนนสายหลักอย่างเข้มงวด
ลู่ชิงถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก "แค่ด่านตรวจตรวจคนเข้าเมือง ข้าตกใจแทบตาย คิดว่าเกิดภัยพิบัติระดับชาติเสียอีก"
อาฝูสีหน้าซีดเผือดระดับกระดาษฟาง นิ้วมือสั่นเทาย้ายทิศทางไปชี้ยังป้ายไม้กระดานแผ่นยักษ์ตั้งตระหง่านอยู่ข้างกองไฟ
ลู่ชิงหรี่ตาเพ่งมองฝ่าความมืด ตัวอักษรสีแดงสดขนาดใหญ่เบ้อเริ่มเขียนไว้อย่างเด่นชัดสะดุดตา
'ประกาศตามหาตัวมหาปราชญ์ลู่ชิง'
'ผู้ใดพบตัว ประธานหลักสูตรการศึกษาแผ่นดิน โปรดแจ้งทหารยามฉับพลัน'
'ข้อควรระวังขั้นสูงสุด: โปรดอุ้มประคองท่านมหาปราชญ์เยี่ยงบิดาผู้บังเกิดเกล้า ห้ามทำให้ผิวหนังถลอกแม้แต่รอยแมวข่วน หากผู้ใดล่วงเกิน โทษประหารชีวิต!'
'รางวัลนำจับเชิดชูเกียรติยศ: 10000 ตำลึงทองคำแท้!'
ความเงียบสงัดดุจป่าช้าเข้าปกคลุมรถม้าทันควัน
ลู่ชิงกระพริบตาปริบๆ จ้องมองตัวเลข 10000 ตำลึงทองคำ
อาฝูกระพริบตาปริบๆ หันมามองป้ายไม้ สลับกับมองใบหน้าลู่ชิง แววตาซื่อสัตย์เริ่มมีประกายสีทองคำ 10000 ตำลึงวาบขึ้นมาชั่วขณะ...
"เจ้ากำลังคิดส่งตัวข้าแลกรางวัลใช่หรือไม่" ลู่ชิงเอ่ยถามเสียงเย็นเยียบทะลุถึงกระดูกดำ
อาฝูสะดุ้งสุดตัว รีบส่ายหน้าปฏิเสธคอแทบหักกระเด็น "มิกล้าขอรับนายท่าน! บ่าวเพียงชื่นชมความมั่งคั่งชั่วครู่ชั่วยาม..."
"หากเจ้ากล้าส่งตัวข้า ข้าจักตะโกนบอกทหารยามทุกคนตรงนั้น... เจ้าคือผู้บงการลักพาตัวมหาปราชญ์! โทษประหาร 7 ชั่วโคตร!"
อาฝูหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ความโลภบังตาหายวับเหลือเพียงความกลัวตายจับขั้วหัวใจ "บ่าวจักควบม้าฝ่าด่านเดี๋ยวนี้ขอรับ!"
"อย่าวิ่งชนด่านโง่ๆ! หักเลี้ยวเข้าแนวป่าข้างทาง! อาศัยความมืดหลบหนีไปตามเส้นทางธรรมชาติ!"
อาฝูกระตุกบังเหียน ม้า 4 ตัวร้องฮี้ หักเลี้ยวพุ่งทะยานเข้าสู่เส้นทางดินขรุขระ รถม้ากระดอนขึ้นลงรุนแรงเหนือรากไม้ใหญ่ กิ่งไม้ตีพาดหลังคารถม้าดังสนั่น!
ตุบ! โครม! โอ๊ยยย! ช่วยด้วย!
เสียงร้องโหยหวนแสนทรมานดังเล็ดลอดจากท้ายรถม้าอีกครั้ง ลู่ชิงขมวดคิ้วสงสัย 'เสียงผู้ใดบาดเจ็บสาหัส? ช่างเถิด... คงเป็นเพียงสุนัขป่าดวงกุดถูกล้อรถม้าทับกระดูกหัก'
เวลาผ่านไปยาวนาน 2 ชั่วยาม รถม้าสีดำหลุดพ้นแนวป่าทึบ กลับเข้าสู่ถนนสายหลัก ควบตะบึงฝ่าความมืดสุดกำลังมุ่งหน้าสู่เมืองเถี่ยหลิง
ทว่า... ความเร็วของรถม้ากลับลดลงเรื่อยๆ อย่างน่าประหลาดใจ อาฝูหันใบหน้ามารายงานหน้าตื่นตระหนก "นายท่าน! ม้าทั้ง 4 ตัวน้ำลายฟูมปากแล้วขอรับ! ท้ายเกวียนน้ำหนักเพิ่มขึ้นราว 1000 ชั่ง! ประดุจกำลังลากหินก้อนยักษ์!"
ลู่ชิงหงุดหงิดใจ "เจ้าแอบขนข้าวสารมามากเกินความจำเป็นหรือ!"
"มิได้ขอรับนายท่าน! ขนมาเพียง 2 กระสอบเล็กๆ เท่านั้น!"
"เช่นนั้นเหตุใดรถม้าจึงหนักอึ้งเยี่ยงนี้..."
ลู่ชิงขยับตัวลุกขึ้นไปยังด้านท้ายรถม้า ก่อนค่อยๆ แง้มหน้าต่างบานเล็กใช้ดูเส้นทางออกทีละน้อยเพื่อตรวจสอบความผิดปกติ
เอี๊ยด...
สายลมหนาวพัดกระแทกใบหน้าเต็มแรง จากนั้น... ภาพเบื้องหลังบานหน้าต่างทำเอาหัวใจอดีตศาสตราจารย์แทบหยุดเต้น!
ใบหน้าเหี่ยวย่นของคนชราพลันปรากฏขึ้น ห่างจากปลายจมูกเขาเพียงครึ่งศอก!
"ท่านอาจารย์!!" เสียงแหบพร่าตะโกนฝ่าพายุลม
"อ๊ากกกกกก!!"
ลู่ชิงสะดุ้งสุดชีวิต ศีรษะโขกกรอบหน้าต่างด้านบนดังปังสนั่น! ชายหนุ่มปิดบานไม้กระแทกกลับฉับพลัน หัวใจเต้นรัวดุจกลองศึกรัวตี
"ผี! มีผีคนแก่เกาะท้ายรถม้า!"
อาฝูหน้าซีดเป็นไก่ต้มต้มสุก "ผะ...ผีจริงหรือขอรับนายท่าน!"
ลู่ชิงสูดลมหายใจลึก รวบรวมสติสัมปชัญญะ ก่อนเปิดหน้าต่างบานเดิมออกอีกครั้งเพื่อพิสูจน์ความจริง
เมื่อบานไม้เปิดกว้างออก... ใบหน้าคนชราถึง 8 คน โผล่ชะโงกเบียดเสียดขึ้นมาพร้อมกัน!
"ท่านอาจารย์!!" ทั้ง 8 ประสานเสียงร้องเรียก
ปัง!
หน้าต่างปิดกระแทกกลับอีกครั้ง ลู่ชิงยืนนิ่งค้างไป 3 ลมหายใจ สมองประมวลผลสิ่งลี้ลับเบื้องหน้า
"มิใช่ผี... แต่น่ากลัวกว่าผีร้ายร้อยเท่า" ชายหนุ่มพึมพำเสียงสั่นสะท้าน
เขากลั้นใจสู้ตาย เปิดหน้าต่างรอบสุดท้าย ภาพเบื้องหน้าปรากฏชัดเจนทะลุความมืดมิดยามราตรี
แผ่นไม้เก็บสัมภาระท้ายรถม้าขนาดกะทัดรัด กลับมีชายชราวัยไม้ใกล้ฝั่ง 8 คนเบียดเสียดอัดแน่นเป็นก้อนกลมมน! พวกเขากำลังใช้สองมือเกาะขอบหน้าต่างแน่นหนาประดุจปลิงดูดเลือดมิยอมปล่อย!
จูหยวนกำลังเกาะเชือกสัมภาระด้วยฟัน! ฟันหน้าหลุดหายไป 1 ซี่ ใบหน้าเปรอะเปื้อนเต็มไปด้วยโคลนตม
กุนซือชราถูกแรงลมตีจนเครายาวสีขาวพันเข้าไปในปากตนเอง กำลังพยายามถ่มเคราออกมาอย่างยากลำบาก
ราชบัณฑิตเฒ่าสูญเสียฟันปลอมไปครึ่งชุด พูดจาแต่ละคำมีลมรั่วลอดออกมาทุกทิศทาง
ชายชราร่างอ้วนคนหนึ่งเอาผ้าผูกเอวตนเองมัดติดกับเพลาล้อรถม้า สภาพคล้ายหอยนางรมเกาะใต้ท้องเรือประมง ใบหน้าบวมแดงช้ำ คล้ายถูกแรงเหวี่ยงบีบอัดมาตลอด 2 ชั่วยามเต็ม
ชายชราอีกคนถูกล้อรถสาดโคลนกระเด็นใส่หน้าตลอดเส้นทาง จนเหลือเพียงดวงตา 2 ข้างโผล่ออกมากะพริบปริบๆ ร้องขอชีวิต
ทุกคนอยู่ในสภาพใกล้ตาย ร่อแร่เจียนสิ้นลมหายใจ ทว่าดวงตาทั้ง 8 คู่กลับเปล่งประกายศรัทธาร้อนแรงเจิดจ้ายิ่งกว่าดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน!
แลสำคัญสุด... บริเวณเอวของชายชราทั้ง 8 คน มีเชือกป่านเส้นใหญ่ผูกโยงไปยังด้านหลัง ลาก 'หีบไม้บรรจุตำราเปล่าแลแท่นหมึกศิลา' น้ำหนักรวมมหาศาลหลาย 100 ชั่ง ถูลู่ถูกังครูดพื้นถนนดินหิน!
ประกายไฟจากการเสียดสีแลบแปลบปลาบประดุจดาวตกพาดผ่านท้องฟ้า! ร่องรอยผืนดินถูกครูดลึกลงไปประดุจชาวนาเพิ่งใช้ควายเหล็กไถนา! นี่คือสาเหตุแท้จริงม้า 4 ตัวเหนื่อยหอบจนแทบกระอักเลือดตาย!
อาฝูชะโงกหน้ามองเหตุการณ์ พลันกรีดร้องเสียงหลง "ม้าชั้นเลิศของข้า! ถูกใช้งานเยี่ยงวัวควายไถนา! พวกท่านกำลังทำลายรถม้าของข้า!"
จูหยวนยิ้มกว้าง เผยช่องฟันหน้าหลุดหาย "ทะ...ท่านอาจารย์... พวกข้า... ตามติดท่านมาทันแล้วขอรับ!"
ลู่ชิงมองภาพคณะกรรมการปรสิตทั้ง 8 ตรงหน้า สมองค่อยๆ ว่างเปล่า วิญญาณเตรียมเก็บกระเป๋าลอยออกจากร่าง
ชายชราผูกติดเพลาล้อรีบยกมือขึ้นรายงาน "ข้าประธานสมาคมคณิตศาสตร์! ระหว่างเกาะรถม้ามา ข้าคำนวณสมการเสร็จสิ้น! ความเร็วเฉลี่ย 43 ลี้ต่อชั่วยาม! อัตราสั่นสะเทือน 127 ครั้งต่อเค่อ! โอกาสพลัดตกจากรถ 6 ใน 10 ส่วน! ยอดเยี่ยมมากขอรับ! สัมประสิทธิ์แรงเสียดทานระหว่างหีบไม้กับถนนหิน ทำให้เกิดความร้อนสะสมทะลุจุดเดือด! โชคดีพวกข้า 8 คนใช้เหงื่อหยดลงไปหล่อเย็นตลอดเส้นทาง หีบตำราศักดิ์สิทธิ์จึงรอดพ้นการลุกไหม้ขอรับ!"
ลู่ชิงอยากกระโดดทิ้งตัวลงจากรถม้าเดี๋ยวนี้
ชายชราหน้าเปื้อนโคลนเบียดตัวเข้ามา "ข้าประธานสมาคมประวัติศาสตร์! เหตุการณ์คืนนี้คล้ายการอพยพครั้งใหญ่เมื่อ 387 ปีก่อน! ต่างกันเพียงครานั้นบรรพชนเกาะหลังลา! ครานี้พวกเราเกาะหลังรถม้า! ถือเป็นพัฒนาการสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์วงการศึกษา!"
ชายหนุ่มเริ่มเห็นดวงดาวหมุนวนรอบศีรษะ
คนลำดับ 3 รีบพูดต่อมิยอมแพ้ "ข้าประธานสมาคมภูมิศาสตร์! ตลอดทางข้าจดจำเส้นทางหลบหนีไว้หมดจด! หากท่านอาจารย์ตั้งใจจะหลบหนีราชสำนักอีก ข้าจักทุ่มเทหาเส้นทางลัดให้!"
ราชบัณฑิตเฒ่าตะโกนแทรกเสียงพายุลม "ข้าเข้าใจเจตนาลึกซึ้งของท่านอาจารย์แล้ว! ท่านจงใจควบรถม้าหนีกลางดึก เพื่อทดสอบว่าพวกข้ามีความเพียรพยายามคู่ควรกับคัมภีร์ 15000000 อักษรหรือไม่! หากทนพายุลมหนาวแลความตายมิได้ ย่อมมิคู่ควรเป็นผู้สืบทอดมรรคาแห่งปัญญา! บัดนี้พวกข้าสอบผ่านบททดสอบแล้วใช่หรือไม่ขอรับ!"
ลู่ชิงมองชายชราทั้ง 8 สลับกับมองผืนถนนเบื้องหน้า สลับกับมองเหวลึกข้างทาง... สมองของคนเกียจคร้านเริ่มคำนวณ หากตัดสินใจกระโดดลงเหวตอนนี้ โอกาสรอดชีวิตแลได้นอนพักผ่อนอย่างสงบ อาจยังมีมากกว่าการเดินทางร่วมกับสมาคมคนแก่กลุ่มนี้
จูหยวนยิ้มกว้างอย่างภูมิใจ "ท่านอาจารย์! พวกข้าหารือกันเรียบร้อยแล้ว! จากนี้เป็นต้นไป มิว่าท่านจะลี้ภัยไปสุดหล้าฟ้าเขียว พวกข้าจักขอติดตามรับใช้ ช่วยท่านจับพู่กันเขียนตำราทั้ง 100 วิชาไปตลอดชีวิต!"
เปรี้ยง!
คล้ายสายฟ้าฟาดลงกลางวิญญาณลู่ชิงแตกสลาย
ตลอดชีวิต... ตลอดชีวิต... ตลอดชีวิต...
คำ 3 คำสะท้อนก้องกังวานในสมองมิหยุดหย่อน ชายหนุ่มค่อยๆ เงยหน้ามองท้องฟ้ามืดมิด น้ำตาแห่งความรันทดไหลอาบสองแก้มอย่างเงียบงัน
'สวรรค์... ข้าเพียงอยากนอนหลับให้เต็มอิ่ม... เหตุใดข้าต้องเผชิญสมาคมผู้เฒ่าปรสิต 8 คน พร้อมหีบตำราติดสอยห้อยตามมาด้วยวะโว้ยยยย!!'
ยามเช้าตรู่ ดวงอาทิตย์สีแดงเพลิงค่อยๆ โผล่พ้นขอบฟ้าทอแสงประกาย รถม้าสีดำแล่นผ่านซุ้มประตูหินขนาดมหึมา สลักอักษรคำว่า 'เถี่ยหลิง' ไว้อย่างหยาบกระด้าง
ล้อรถม้าก้าวเข้าสู่เขตเมืองเถี่ยหลิงฉับพลัน...
เปรี้ยง!
ค้อนเหล็กขนาดยักษ์กระแทกลงบนทั่งดังสนั่นกึกก้อง พื้นดินสั่นสะเทือนราวเกิดแผ่นดินไหว ตามมาด้วยเสียงระเบิดกัมปนาทจากเหมืองหินด้านตะวันตก
ตูม!
กลุ่มนกป่าหลาย 100 ตัวตกใจบินหนีกระเจิง ควันดำทะมึนพวยพุ่งจากปล่องหลอมเหล็กนับ 100 แห่ง กลิ่นกำมะถันฉุนกึกผสมกลิ่นถ่านไม้เผาไหม้มิสมบูรณ์ลอยคลุ้งเต็มอากาศ สะเก็ดไฟสีแดงส้มปลิวว่อนเหนือหลังคาบ้านเรือนราษฎร
ช่างตีเหล็กเปลือยท่อนบนอวดกล้ามเนื้อ เดินสวนกันขวักไขว่ เหงื่อไหลอาบร่างประดุจฝนตก เสียงตะโกนสั่งงาน เสียงค้อนกระทบโลหะ เสียงล้อเกวียนบดถนน เสียงเครื่องสูบลมขนาดยักษ์ ดังผสมปนเปจนแทบแยกโสตประสาทมิออก
ลู่ชิงเปิดหน้าต่างมองภาพเบื้องหน้า หัวใจพลันสดชื่นขึ้นมาเล็กน้อย
'ดีเลิศ! เมืองหนวกหูแลสภาพอากาศย่ำแย่ทรหดเยี่ยงนี้ ย่อมไร้ผู้คนปกติอยากอยู่อาศัย! โดยเฉพาะพวกนักปราชญ์ชราร่างกายอ่อนแอผู้โปรดปรานการจิบชาแต่งกวี!'
ชายหนุ่มหันหน้ากลับไปมองกลุ่มผู้เฒ่า 8 คน สภาพแต่ละคนสะบักสะบอมจากการเกาะท้ายรถม้าระดับปลิงดูดเลือด รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏบนใบหน้า... ประดุจพ่อค้าต้มตุ๋นกำลังเอื้อนเอ่ยไล่ลูกค้า
"ทุกท่าน..." ลู่ชิงกระแอมไอเคลียร์ลำคอ "ข้าขอเตือนด้วยความหวังดี"
ชายชราทั้งหมดหันมามองด้วยดวงตาเบิกกว้างรอรับคำสอน
ลู่ชิงถอนหายใจยาว ชี้ออกไปนอกหน้าต่าง "เมืองนี้ไร้โรงน้ำชาชั้นดี ไร้คลังสมุดรวบรวมตำรา ไร้สวนดอกไม้ให้ชมจันทร์ มีเพียงคนตีเหล็กกล้ามโต เหมืองแร่อันตราย ฝุ่นควันพิษทะลวงปอด แลเสียงค้อนกระแทกหู"
เปรี้ยง! ค้อนยักษ์กระแทกทั่งอีกครั้งจนกุนซือชราสะดุ้งเฮือกตัวลอย
ลู่ชิงรีบขยี้ประเด็นต่อ "ทนอยู่เพียง 3 วัน พวกท่านย่อมหูหนวกดับ ทนอยู่ 5 วัน ย่อมไอเป็นเลือดสด ทนอยู่ 10 วัน อาจถูกควันดำรมตายคาห้องพัก ข้าเห็นแก่สุขภาพของพวกท่าน จงรีบจับรถม้าโดยสารเที่ยวกลับสู่นครจินห่ายเสียเถิด"
สิ้นคำอธิบาย ผู้เฒ่าทั้ง 8 กลับเงียบงัน ไร้ผู้ใดตอบโต้แม้แต่ครึ่งคำ
ลู่ชิงเริ่มมีความหวังพองโตในใจ 'สำเร็จ! ในที่สุดพวกเขาย่อมสำนึกหวาดกลัวความตาย!'
"แค่กๆ!" ลู่ชิงพลันไอโขลก ควันเหม็นเขียวจากเตาหลอมเหล็กข้างทางลอยเข้ามาในรถ "บัดซบ... หนาวสุดขั้วกระดูก ควันมหาศาลทะลวงคอหอย! อาฝู! ตั้งเตาไฟ! ข้าจะกินสุกี้หม้อไฟแก้หนาวเดี๋ยวนี้!"
อาฝูหน้าเสีย เหงื่อตก "นายท่านขอรับ... ฟืนในเมืองนี้ล้วนเป็นไม้ชื้นแฉะ จุดไฟแล้วควันดำโขมงยิ่งกว่าเตาหลอมเหล็กอีกนะขอรับ ทานสุกี้ไปคงสำลักควันตายก่อนเนื้อหมูจะสุก"
ลู่ชิงขมวดคิ้ว รำคาญใจขั้นสุด ความหิวโหยแลความหนาวเหน็บบีบคั้นให้เขาต้องงัดทักษะเอาตัวรอดฉบับคนเกียจคร้านระดับพระกำเนิดออกมาใช้ สายตาคมกริบเหลือบเห็น 'เศษผงหินสีดำ' ร่วงหล่นจากเกวียนเหมืองแร่เต็มพื้นถนน ผสมคลุกเคล้ากับดินโคลนสีเหลือง
"ผู้ใดบอกให้ใช้ฟืนเปียกชื้น" ลู่ชิงชี้มือ "จงไปกวาดผงหินสีดำพวกนั้นมา ผสมโคลนเหลือง ปั้นเป็นก้อนกลมแบนเหมือนขนมเปี๊ยะ เอาตะเกียบแทงทะลุให้เป็นรูระบายอากาศสัก 9 รู... จากนั้นเอาไปตากเตาไฟให้แห้งสนิท แล้วจุดไฟซะ!"
อาฝูงุนงงสับสนแต่รีบวิ่งลงไปทำตามคำสั่ง เพียง 1 เค่อ ก้อนถ่านประหลาดมีรูพรุนถูกวางลงในเตาเล็ก ฉับพลันเมื่อเปลวไฟสัมผัส... ปรากฏการณ์ประหลาดพลันบังเกิด!
ไฟลุกโชนสีฟ้าอมส้มสว่างไสว ร้อนแรงกว่าฟืนไม้ธรรมดาถึง 3 เท่า! แลสำคัญสุด... ไร้ควันดำโขมงรบกวนบรรยากาศแม้แต่น้อย! น้ำซุปในหม้อสุกี้เดือดปุดๆ ภายในพริบตาเดียว
ลู่ชิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ คีบเนื้อหมูสไลด์ลงลวก "เห็นหรือไม่ เจาะรูให้อากาศไหลเวียนสะดวก ไฟย่อมแรง ควันย่อมมลายหายไป ข้าจักได้กินข้าวเงียบๆ สักที"
ทว่า... เสียงเนื้อกระทบน้ำซุปเดือด กลับกลายเป็นเสียงจุดชนวนระเบิดในสมองพวกบัณฑิตเฒ่า!
ประธานสมาคมวิศวกรรมนั่งจ้องมองเตาถ่านอยู่นาน สูดลมหายใจลึกจนปอดพอง รูม่านตาขยายกว้าง ชายชราพุ่งตัวเข้าไปคุกเข่าหน้าเตาสุกี้ประดุจเห็นเทพเจ้าจุติลงมาโปรด!
"สวรรค์!! ผสมศิลาดำกับโคลนดินเพื่อชะลออัตราการเผาไหม้! เจาะ 9 รู บังคับทิศทางการไหลเวียนของลมสร้างกระแสออกซิเจน! ทวีคูณอุณหภูมิความร้อนขึ้น 3 เท่าโดยไร้เขม่าควันทำลายระบบหายใจ! นี่คือนวัตกรรมเปลี่ยนแผ่นดิน!"
ประธานคณิตศาสตร์กระโดดลุกขึ้นตาเหลือก "9 รู! นี่คือสัดส่วนทองคำของการถ่ายเทอากาศ! หากนำสมการอากาศนี้ไปขยายขนาด สร้างเตาหลอมเหล็กยักษ์ระดับเมือง..."
กุนซือชราตัวสั่นสะท้าน ชี้มือสั่นเทาไปยังลู่ชิงกำลังคีบลูกชิ้นหมูเข้าปาก
"ท่านอาจารย์มิได้หลบหนีมาซ่อนตัว! ท่านตั้งใจพาพวกเราจากศาสตร์ตัวอักษรจืดชืด... มาสู่ศาสตร์แห่งฟันเฟืองแลโลหะอันทรงพลัง!"
เปรี้ยง! คล้ายสายฟ้าฟาดลงกลางสมองคณะกรรมการปรสิตทั้ง 8!
ราชบัณฑิตเฒ่าน้ำตาไหลพราก "ตำรา 100 วิชา... หากเขียนอยู่เพียงในห้องพัก ย่อมเป็นแค่อักษรตายกระด้างไร้ประโยชน์! แต่หากลงมือปฏิบัติ เรียนรู้จากเตาหลอมเหล็ก เหมืองแร่ แลการควบคุมเปลวไฟ... วิชาการย่อมกลายเป็นพลังขับเคลื่อนแผ่นดินอย่างแท้จริง!"
ประธานภูมิศาสตร์ร้องลั่นน้ำตาคลอ "ข้ากระจ่างแจ้งแล้ว! ท่านอาจารย์กำลังดึงปัญญาลงจากหอคอยงาช้าง! นำความรู้ลงสู่ช่างฝีมือ นำทฤษฎีลงสู่ผู้ใช้แรงงานหาเช้ากินค่ำ!"
จูหยวนร้องไห้โฮ ชูหมัดขึ้นฟ้ายามเช้า "นี่มิใช่เพียงการศึกษาขั้นพื้นฐาน! นี่คือจุดเริ่มต้นแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรม!!"
ผู้เฒ่าทั้ง 8 พร้อมใจกันคุกเข่า โขกศีรษะลงบนพื้นกระดานรถม้าดังปึก
"คารวะมหาปราชญ์! คารวะวิถีเต๋าวิศวกรรมแลอุณหพลศาสตร์ขั้นสูงสุดในประวัติศาสตร์สวรรค์!"
ลู่ชิงเคี้ยวลูกชิ้นได้ครึ่งคำ ยืนแข็งค้าง สมองว่างเปล่า วิญญาณเริ่มเก็บกระเป๋าลอยออกจากร่างทีละน้อย
'ข้า... แค่อยากกินสุกี้ไร้ควัน...'
ยังมิทันฟื้นตัวจากอาการช็อก ประธานวิศวกรรมพลันใช้คีมเหล็กคีบก้อนถ่าน 9 รู กระโดดลงจากรถม้า วิ่งพุ่งออกไปกลางถนนนครเถี่ยหลิง ชูก้อนถ่านเปลวไฟสีฟ้าขึ้นฟ้า ตะโกนลั่นแข่งกับเสียงค้อนเหล็กดังก้องเมือง
"เหล่าปรมาจารย์ช่างตีเหล็กจงเบิกตาดู! เปลวไฟสีฟ้าบริสุทธิ์ผุดผ่อง! ทะลุจุดหลอมละลายเหล็กกล้าโดยไร้เขม่าควันเกาะติดเนื้อเหล็ก!"
ปรมาจารย์ช่างตีเหล็กหนวดเฟิ้มผู้หนึ่งเดินผ่านมาเห็นเปลวไฟสีฟ้า ค้อนยักษ์ในมือพลันร่วงหล่นกระแทกพื้น ชายร่างยักษ์ทรุดเข่าร้องไห้โฮ "สวรรค์เมตตา! ปัญหาเขม่าควันทำลายเนื้อเหล็กถูกแก้ไขสมบูรณ์แล้ว! ผู้ใดคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ระดับเทพเจ้าเยี่ยงนี้!"
ประธานวิศวกรรมชี้มือกลับมายังรถม้า "มหาปราชญ์ลู่ชิงเสด็จมาโปรดพวกท่านแล้ว! ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป... พวกเราจักรวมพลังก่อตั้ง 'สำนักวิศวกรรมศาสตร์แห่งแรกของแผ่นดิน' ณ นครเถี่ยหลิงแห่งนี้!!"
"โอ้วววววว! มหาปราชญ์วิศวกรรมจงเจริญ!" ช่างตีเหล็กนับ 1000 ทิ้งค้อนชูมือโห่ร้องกึกก้องสะเทือนฟ้าดิน!
ประธานคณิตศาสตร์ชูสมุดบัญชี "ข้าจักเริ่มคำนวณสมการแรงค้อน!"
ประธานประวัติศาสตร์น้ำตาไหล "ข้าจักจรดพู่กันเขียนประวัติศาสตร์การกำเนิดถ่าน 9 รูเปลี่ยนโลก!"
ประธานเศรษฐศาสตร์กำหมัดแน่น "ข้าจักวางรากฐานสร้างวิชาบริหารเตาหลอมแผ่นดินผูกขาดตลาดเหล็ก!"
ประธานวิศวกรรมคลุ้มคลั่งขั้นสุด "ข้าจักนำถ่าน 9 รูนี้ไปสร้างเตาถลุงเหล็กกล้ายักษ์! ข้าจักรวบรวมเครื่องจักรทุกชนิด สร้างตำราฟันเฟือง 100 เล่ม ถวายท่านอาจารย์เป็นบรรณาการชิ้นเอก!!"
ลู่ชิงค่อยๆ วางตะเกียบลงบนโต๊ะ มองหม้อสุกี้ว่างเปล่าเพราะไร้ก้อนถ่านให้ความร้อน น้ำตาใสไหลรินช้าๆ ผ่านหางตา
'สวรรค์... ข้าเพียงอยากหนีความวุ่นวายมากินสุกี้เงียบๆ...'
'เหตุใดข้าต้องมาสวมมงกุฎเปิดคณะวิศวกรรมศาสตร์ทั้งคณะ แลจุดชนวนการปฏิวัติอุตสาหกรรมขึ้นมาโดยมิรู้ตัวอีกแล้วโว้ยยยยยยย!!'
เสียงโห่ร้องยินดียังคงดังกึกก้องไปทั่วนครเถี่ยหลิง ฝุ่นควันแลความก้าวหน้าทางวิศวกรรมกำลังจะถูกขับเคลื่อนด้วยก้อนถ่านของคนอู้งาน
ส่วนลู่ชิง... นั่งร้องไห้เงียบๆ อยู่หน้าหม้อสุกี้เย็นชืด โดยไร้ผู้ใดในโลกรับรู้ถึงความรันทดอันแสนสาหัสนี้เลยแม้แต่น้อย
[จบตอน 31]