ทางด้านท้าวรณชัยกับจามรเทวีได้มีโอกาสเสพสม
ส่วนอชาตะก็ไร้กังวล ไม่ห่วงเรื่องต้องตกอยู่ใต้บังคับของมังคลา
คราวนี้ดูเหมือนทุกอย่างจะไปได้ดี แต่นัยยะราคะพาทีมีทั้งสามคนที่รู้เรื่อง
สำหรับจามรเทวีพระนางยังคิดไกล โดยรอเวลามังคลาและอชาตะแตกหักกัน
ทรมานแบกท้องทายาทอสูร เพื่อคลอดออกมาใช้เป็นประโยชน์
ถือสิทธิ์ในตัวทารก ให้ฝ่ายตนมีข้อเสนอต่อรอง
ทิ้งช่วงขณะมังคลาเปี่ยมด้วยบารมี ท่ามกลางกระแสที่กำลังโชติช่วง
เผยแพร่คำสอนครอบงำ บูชาเจาะจงกลุ่มนักบวช
กระทั่งองค์ราชายังย่ำเกรง ในวิถีแอบอ้างเทียบเคียงคณะทูตแห่งสวรรค์
มติเข้าข้างฝั่งตน ยกความสูงส่งขึ้นเหนือกฎหมายภายใต้ราษฎรต้องปฏิบัติ
มาตรฐานแบ่งวรรณะ กษัตริย์ขัตติยา ยศฐาศักดินาราชการ รวมบรรดาทหาร
และอัตราสมณะพรตพราหมณ์ คือชนชั้นอารยะ
ประชารากหญ้าแค่ไพร่พล รับใช้มวลเจ้าขุนมูลนาย
อำนาจยังวนเวียนเอื้อเฉพาะกลุ่ม ระบบเก่าเต่าล้านปี
จากหลักอคติมีต่อมังคลาปุโรหิต จามรเทวีกับท้าวรณชัยจะเขี่ยให้ไร้แผ่นดินอยู่
มองอนาคตไว้ ตราบใดมีองค์ราชันย์สืบทอดสันติวงศ์
อย่างน้อยย่อมกำหนดทิศทางได้ หากเอาข้อมณเฑียรบาลมาสู้
โดยตัดประเด็นซึ่งพิสูจน์ไม่ได้ ยากหาใครเชื่อว่าเลอสรวงถูกอสูรสิงร่าง
แผนการไม่ได้สิ้นสุดแค่นี้ จามรเทวีส่งสารลับติดต่อกับบิดาท้าวแสนขร
ที่รอเสียบแทนทุกเมื่อ ถ้าเกิดกลียุคกะทันหัน
นโยบายจะสับเปลี่ยนผู้ปกครองราชธานีแอ่งโคราช
เป็นท้าวรณชัย สามีใหม่ซึ่งพระนางเลือกจากความรัก
เจตนารมณ์เชื่อมโยงโองการบิดา อันอุตส่าห์ส่งธิดามาเป็นบาทบริจาริกา
สร้างเครือข่ายแยบยล ปะปนใช้วิธีกำจัดวางยา
จวบจนสำเร็จองค์เลอสรวงประชวรไร้สติ แต่มาเสียท่าตอนมังคลารักษาหาย
ท้ายต้องหันมาปราบโหร จอมโจรข้างแคร่ตัวแปรที่ขวางทาง
พระนางจึงรับมือด้วยเสียสละตัวตน โดยตั้งครรภ์เพื่อเดิมพันชะตา
ห้วงหลบในมุมมืด ปล่อยให้มังคลาได้ยืนยังแท่นจุดหมาย
คล้ายทีใครทีมัน อันจะเอาคืนตลบหลังคราวสบเหมาะ
...เฉกวันนี้ มังคลาตระเวนสำรวจตามแหล่งชุมชน
จนได้เห็นความศรัทธาที่สานุศิษย์มีให้ตน เจ้าของโกดังค้าขายเกี่ยวกับไม้กฤษณา
อัญเชิญพามาชมสินค้าภายในบริเวณ ต้อนรับอย่างดีมีสิ่งมอบติดมือ
ถือว่าเป็นสิริมงคล กับการพบเจอผู้ประเสริฐ
จะไม่ให้ลำพองอย่างไร เพราะห้อมล้อมด้วยมวลนับถือ
มาจากคำโปรยโฆษณา ถึงความก้าวหน้าถ้าทุกคนประพฤติในศีลธรรม
ห่างไกลสิ่งมัวเมาที่ลัทธิอื่นเสี้ยมสอน เชื่อมั่นในบุคคลตัวอย่าง
ตั้งตนเป็นศาสดา เอาศาสนามาข่มขู่ ห้ามออกนอกรีต
ประหนึ่งเทวดาบัญชา ตีค่ากรรมแลกกับสมบัติบริจาคทาน
พวกเศรษฐีมีอันจะกิน ต่างปรารถนาขอเข้ามาร่วมสำนัก
สนับสนุนทรัพย์สิน ปลูกสร้างเทวาอารามประดับวาสนาและชื่อเสียงทางสังคม
ผิดแผกกับชาวบ้านธรรมดา ก้มหน้าก้มตาทำมาหากิน
เลี้ยงปากเลี้ยงท้องยังไม่พอ จำต้องเจียดเอาไว้จ่ายค่าไถ่ตัวให้เป็นไท
ความเหลื่อมล้ำซึ่งกำหนดบริบท รวมทั้งการเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ
ยกยอปอปั้นขั้นนักบวชไม่ต้องทำงานใด วาทะส่วนใหญ่พูดเอาดีแต่ตัว
ฝักฝ่ายเป็นเดือดเป็นแค้น จำพวกโดนมองข้าม
ขุนนางรุ่นเก่าถูกบดบังรัศมี ลดทอนบทบาท
ยุครุ่งโรจน์ ผองพรตอุปโลกน์ดุจปราชญ์วิเศษ
จริยธรรมลอยลำอยู่เหนือผู้อื่น ระเริงกับกองกิเลส
ตอบสนองอำนวยตามประสงค์ สมกับแสวงหาให้ได้มาซึ่งการยอมรับ
จุดที่มังคลาตะเกียดตะกายขึ้นมายืน สามารถบังคับหุ่นเชิดองค์เลอสรวง
กิจบ้านเมืองเอามาบริหารเอง ทำยังกับอำนาจอยู่ในมือตนผู้เดียว
ขีดสุดแต่งตั้งสภาพิจารณา เข้ามาก้าวก่ายฝ่ายบัญญัติ
เพิ่มเบี้ยหวัดแก่สำนัก ภายใต้การปกครองสังกัด
ขบวนหามแห่ท่านปุโรหิต มุ่งหน้าสู่เทวาลัยที่ก่อสร้าง
ด้วยงบประมาณหลวง สถานที่ศูนย์รวมความศักดิ์สิทธิ์
“ฮ่า ๆ ๆ”
เสียงหัวเราะจากมังคลา บ่งบอกถึงความพอใจผลงานภายในเทวสถาน
“เบิ่งดู๊ แถนยังต้องยอมให้กู”
พลางชี้นิ้วกวาดไปตรงมุมศิลาสลักศิวลึงค์ สัญลักษณ์เพศชาย
ชื่นชมถึงอุตสาหะนำพาลัทธิ ขยับขยายได้ขนาดนี้
“นับจากนี่ กูสิบ่เป็นขี้ข้าไผ”
ประกาศวาจาต่อเหล่ามวลเดินตามอุดมการณ์
หมู่แถวน้อมสักการะ กล่าวคำสวดสรรเสริญเจ้าราชาคณะพราหมณ์
...ออกไปข้างนอกพอกลับมา มังคลาตรงเข้าหาอชาตะ
เพื่อแจ้งความคืบหน้าสิ่งตนดำเนิน จวบจนสำเร็จตามหมาย
เทวาลัยเคหะใหม่ที่จะโยกย้ายไปอยู่ มังคลาควรแก่เวลาพูด
เพราะฐานเสียงจากประชา พอมั่นใจในระดับความนิยม
จึงพร้อมปล่อยลอยแพอิสระ ผละตีจากองค์เลอสรวง
เหตุผลมาจากระอาขับเคลื่อน เพราะตลอดจนเหนื่อยเพียงลำพัง
สติปัญญาของอสูร ไม่ได้เหมาะจะเป็นผู้นำเลยสักน้อย
นอกจากการมีเลือดให้สูบไปวัน ๆ เหนือกว่าสิ่งใด
ใช้สอยเป็นบันไดขึ้นถึงจุดที่สมหวัง ครั้งตอกย้ำสัมพันธ์อันพึ่งพากัน
เกือบใกล้หมดอดทนเข้ามาทุกขณะ สัญญาณแห่งพันธะย่อมสิ้นสุด
“แน่ใจบ้อ?”
เน้นถามกับผู้เคยมีพระคุณ ตรงชุบวิญญาณจากคำสาป
อชาตะรู้ถึงเจตนามังคลาตั้งแต่แรก หากที่อยู่ในอาณัติเพราะสำนึก
ล้วนทุกอย่างในโลกา ไม่ได้โสภาสำหรับตนนัก
ผลจึงตกเป็นภาระในข้อจำกัดเรื่องแสงสุรีย์ ชีวภาพพลังคัดกรอง
ไปไหนมาไหนไม่สะดวก ทั้งวิสัยเกลียดการดูถูกดูแคลน
ประวัติที่โดนกระทำเมื่อครั้งอดีต เหตุแห่งพิพากษา
*มหากาพย์เทวดาขับไล่อสูร เพื่อแย่งครองชั้นดาวดึงส์
ภูมิหลังอชาตะหาใช่*ประเภทอสูรกาย จำพวกไร้สาระไหลตามกระแส
หวังมุ่งปลดแอกทวงความยุติธรรม อกุศลจิตหาญท้าทาย
ต่อมวลซึ่งเรียกตนว่าผู้เจริญแล้ว ตรงข้ามการกระทำย่ำยีศักดิ์ศรีหมู่ภูต
ตัดสินเพียงรูปลักษณ์ภายนอก แย่งชิงพื้นที่ส่วนรวม
โดยเอาความต่างลิบลับชาติกำเนิด ชั้นสถานะพิเศษถือครองเขตแดน
กฎเกณฑ์วัฏจักรสากล สาเหตุใดต้องนำมาเปรียบเทียบ
ให้อสูรเป็นผู้ร้ายในสายตา ทั้งที่พยายามต่อสู้ให้ได้มาในสิ่งถูกต้อง
แม้แต่บนฟ้ายังแบ่งพรรคแบ่งพวก ยิ่งกระอักกระอ่วนกับการที่มังคลาสร้างวิหารเทพ
ใยต้องมาพัวพันกับอสูรอย่างตน สำหรับความดั้นด้นจนมาถึงวันนี้
“ควมเฮาบ่คึกัน”
นั่นปะไรคำตอบของแรกพันธมิตร พอบรรลุเป้าหมายก็เริ่มเห็นแก่ตัว
ยกเอาความเหนือกว่ามาเป็นประเด็น เอ่ยถึงมุมด้อยค่าต่ออีกฝ่าย
มังคลายอมรับในความทะเยอทะยาน ถ้าไม่มีอชาตะคงยากเย็นปีนขึ้นสูง
อุปสรรคนานวันเข้าต่างหาก ชักจะยึดติดตรงต้องอาศัยหุ่นเชิดตลอดไป
หมดวิธีกำจัดชนิดหักศอก เนื่องไม่ลืมยามลำบากตกต่ำตัวคนเดียว
อชาตะช่างมาถูกที่ถูกทาง คราวร่วมงานจนก่อผลทันตาเห็น
ทางออกมีให้ไม่มาก มังคลาจึงคิดถอยห่างระหว่างตนกับอสูร
“คึดแปนหล่ะตั๊ว”
ย้ำว่าไตร่ตรองแล้วหรือ อันสักวันต้องเกิดเรื่องอย่างนี้ ตามที่จามรเทวีเป่าหู
เตรียมไว้กับความเปลี่ยนแปลง อชาตะเลยถือข้างนางสตรีมีอิทธิพล
“บาดหนิ มาฮอดสุดลำป้อง ต่างอยู่แต่หละม่อง กะถืกแล้ว”
เจรจากันอย่างสันติ มังคลาแค่มาบอกความประสงค์
“จังซั่น ไปดีเด้อ”
ประโยคอวยพรส่งท้าย อชาตะกล่าวโดยไร้สิ่งติดค้าง
ไม่ผลีผลามถึงหนังสือที่ผูกมัด จากนี้ไปวัดกันเรื่องความสามารถ
...ไม่มีอะไรให้หนักใจ มังคลาเดินออกมาแต่ตัว
ประเมินเส้นทางข้างหน้า สะสมจำนวนศรัทธามากพอ
แวะเข้าคุ้มพราหมณ์ปะขาว ก้าวขึ้นบันไดเรือน
เรียกบักโผนมาถามไถ่ กาลปล่อยให้เรือนร้าง ระยะตนไม่อยู่
“บ่มี น๊า”
นึกทบทวนสักครู่ ด้วยถูกมนต์สะกดเสกล้างสมอง
ตอนท้าวรณชัยย่องขึ้นบ้าน เลยหลงลืมไปในเหตุการณ์ครั้งนั้น
อีกสันดานมันยังเป็นผีเด็ก จึงออกแววชวนคุยอยากรู้อยากเห็น
“ทางพุ่น เป็นจังได๋ เว้าให้ข่อยฟังนำแหน่”
เข้ามาในห้องหับ แลไปทางกล่องหีบไม้คงวางอยู่ที่เดิม
“ฮ่วย! บักหนิ มึงมาส่อกับกูเฮ็ดหยัง”
มองไม่ใช่ธุระของเด็ก มังคลาเลยเปลี่ยนเรื่อง
“มีคนขึ้นมาเทิงเฮือนซานบ่?”
ก้มหน้าเศร้า บักโผนอยากฟังเรื่องเล่ามากกว่า
“มี กะพวกซุมมากวดเฮ็ดสะอาดซัมนั่น”
น้ำเสียงเชิงตัดพ้อ มันพาลเอ่ยขอขนมของกิน
“ไสหล่ะ ของต้อนข่อย อีพ่อ”
ย่างขยับไปดูหีบใกล้ ๆ คราบฝุ่นผงไม่จับสักนิด
กำลังจะเอื้อมมือเปิดดู ถูกขัดจังหวะเสียก่อน
เลยหันตะโกนเรียกบ่าว รีบเชือดคอไก่เอาเลือดมาส่ง
รอไม่นานอาหารมาถึง จึงยกให้มันทั้งหมด
“เอาหนิ ลงไปเล่นตะล่างเด้อ”
ได้รางวัลตามที่ออกปากทวง ทั้งโดนนายไล่
กุมารทองไม่อยู่ต่อก่อกวน ฉวยถ้วยของเซ่นหายวับทันที
กะจะเปิดดูสิ่งที่อยู่ภายใน มังคลาเปลี่ยนใจมาเป็นยกหีบทั้งใบ
หนีบไว้แนบตัว ก่อนเดินออกมาจากห้องพร้อมกล่องสำคัญ.
*สาเหตุหลักของสงครามเทวดากับอสูร เกิดจากความขัดแย้งเรื่องที่อยู่อาศัย
อสูรเดิมเคยอยู่บนสวรรค์ แต่ถูกท้าวสักกะ (พระอินทร์)
และพวกเทวดาขับไล่ลงไปอยู่ใต้เขาสุเมรุ เลยมีความแค้น
พยายามทำสงคราม เพื่อทวงคืนเขตแดนเคยอยู่
การแย่งชิงน้ำอมฤต เมื่อเทวดาและอสูรร่วมมือกันกวนน้ำอมฤต
อสูรต้องการน้ำอมฤตเพื่อความเป็นอมตะ แต่ถูกเทวดา (โดยเฉพาะพระวิษณุแปลงกาย)
แย่งชิงตัดหน้าไปก่อน ทำให้เกิดความโกรธและโจมตีกัน
กิเลสและความอิจฉา อสูรมีนิสัยมักจะริษยาเทวดาที่เสวยสุขอยู่บนสวรรค์
จึงก่อสงครามเพื่อรบกวน หรือหวังช่วงชิงความเป็นใหญ่
ศึกเรื่องคำสัตย์ บางตำนานระบุถึงการรบเพื่อปกป้องสัจจะธรรม
ในการปกครองของท้าวสักกะ เพื่อรักษาความยุติธรรมสำหรับสรวงสวรรค์
คติพจน์ทางพุทธศาสนา ตำนานเทวาสุรสงคราม
ยังเป็นบทเรียนเรื่องการชนะโดยธรรม (ธรรมวิชัย) ของท้าวสักกะจอมเทวดา
ที่แม้จะเพลี่ยงพล้ำแต่ก็ชนะได้ด้วยปัญญาและความดี
*ประเภทของอสุรกายแบ่งเป็น 3 พวกใหญ่ ๆ
1. เทวอสุรา คืออสุรกายที่มีความเป็นอยู่คล้ายเทวดา
มีความสุขสบายกว่า แต่ก็ยังมีความขัดแย้งกับเทวดา
2. เปติอสุรา (เปรตอสูร) มีชีวิตคล้ายเปรตมากที่สุด
ผลกรรมต้องทุกข์จากความหิวโหย อดยาก
3. นิรยอสุรา เป็นอสุรกายที่อยู่ในขุมนรก (โลกันตนรก)
ทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส กับการถูกลงโทษ
(อ้างอิงจากวิกิพีเดีย)