ภายใต้ห้องขังที่ทั้งสามด้านเป็หินแข็งขรุขระราวกับผนังถ้ำเยว่ซินไม่รู้เลยว่าเวลาล่วงเลยมานานเท่าไรแล้ว ลืมตาขึ้นมาก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนพื้นที่ปูด้วยเศษฟางที่เนื้อตัวมีาแและยังคงาเ็จากการถูกกระแทกด้วยพลังรุนแรง ลำตัวถูกมัดไว้ด้วยเชือกอาคมอันแ่าแม้จะพยายามใช้พลังปลดมันออกอย่างไรก็ไม่สำเร็จ
ตอนนี้ทั้งร่างกายและพลังของนางล้วนอ่อนแอเยว่ซินกระถดตัวออกห่างจากผนังหินเล็กน้อยก่อนดันตัวขึ้นนั่งชันเข่า เงยหน้ามองซี่กรงเหล็กหนาที่กั้นระหว่างห้องที่นางอยู่กับทางเดินด้านนอกอย่างใช้ความคิดห้องนี้กว้างพอจะขังคนได้เป็สิบด้วยซ้ำ แต่เวลานี้นอกจากความว่างเปล่าแล้วก็ดูจะไม่มีเงาของสิ่งมีชีวิตอื่นเลยทางเดินมีแค่คบเพลิงที่ฉาบผนังและเพดานห้องเป็สีส้มมลังเมลือง
ในหัวของภูตน้อยยังวนเวียนอยู่กับคำถามที่ว่า‘เหตุใดเหยียนโม่โฉวถึงกลายเป็ปีศาจ?’ หรือไม่ก็ ‘เหตุใดปีศาจนกตนนั้นถึงได้มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับเหยียนโม่โฉว?’ แต่ที่แน่ๆ เยว่ซินยังไม่มีความคิดที่จะหาทางออกไปจากที่นี่แม้เพียงชั่วขณะ
ในระหว่างที่นางกำลังใช้ความคิดวิเคราะห์ด้านนอกทางเดินก็ปรากฏร่างปีศาจจิ้งจอกสาวซึ่งเป็ฮูหยินของประมุขน้อยเผ่าวิหค นางสั่งผู้คุมที่เดินตามมาด้วยให้เปิดประตูห้องขังก่อนจะย่างกรายเข้ามาด้านในและหยุดอยู่ตรงหน้าเยว่ซินที่นั่งชันเข่าพิงกำแพงคุก
“บอกความจริงกับข้าที่แท้เ้าเป็อะไรกับฉางเฟิง?”
เยว่ซินเงยหน้ามองปีศาจสาวในชุดยาวพลิ้วไหวสีแดงที่บัดนี้่ชายกระโปรงกวัดแกร่วราวกับหางจิ้งจอกปัดไปล่ไปมา
“ข้าก็บอกท่านแล้วว่านั่นคือศิษย์พี่ของข้าทั้งยังเป็คู่หมั้นของข้าด้วย”
“โกหก! ฉางเฟิงไม่รู้จักเ้า”น้ำเสียงของนางเยือกเย็นนัก
เยว่ซินจนปัญญานี่นางก็พูดความจริงที่สุดแล้ว “นั่นต้องเป็เพราะพวกท่านทำอะไรกับศิษย์พี่ของข้าแน่...บอกมาว่าปีศาจอย่างพวกท่านทำอะไรศิษย์พี่ข้า?”
“นี่เ้า! วาจาสามหาวนัก...ข้าจะดูสิว่าเ้าจะปากแข็งได้ถึงเมื่อไหร่กัน”
เมื่อถูกยอกย้อนอวี้หนิงเหอก็เริ่มหมดความอดทน จึงเรียกดาบเขี้ยววงซึ่งเป็อาวุธประจำกายออกมาหมายจะสั่งสอนนางหากไม่ติดว่าอี้ฉางเฟิงกับเฟยฉีปรากฏตัวขึ้นเสียก่อน ทั้งสองก้าวแค่พรวดเดียวก็พุ่งมาหยุดอยู่เบื้องหน้านางราวกับทะลุผ่านกำแพงได้
“ช้าก่อนหนิงเหอ นั่นเ้าจะทำอะไร?” อี้ฉางเฟิงเอ่ยเสียงเรียบมองดาบและเปลวสีแดงที่ค้างอยู่บนมือของอวี้หนิงเหออย่างจับจ้อง
“ข้าจะใช้ดาบง้างปากให้นางพูดความจริง”
“นางเป็นักโทษที่ล่วงเกินข้าเช่นนั้นให้ข้าจัดการกับนางเองเถอะ เ้าออกไปก่อน” เขาเอ่ยกับอวี้หนิงเหอ ก่อนเหลือบมองภูตต้นไม้น้อยที่นั่งอยู่ในสภาพาเ็มอมแมมด้วยสายตาเ็า
แม้อวี้หนิงเหอจะขัดใจเล็กน้อยที่ไม่ได้เป็ฝ่ายจัดการนางเองกับมือแต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งของท่านประมุขน้อย จึงได้แต่จำใจปล่อยให้อี้ฉางเฟิงเป็ผู้ลงโทษนางต่ออย่างไรเสีย โทษฐานที่ทำลายงานมงคลและล่วงเกินเขา อี้ฉางเฟิงคงไม่ปล่อยให้นางได้ออกจากหุบเขาอย่างง่ายดายแน่
คล้อยหลังร่างระหงของปีศาจจิ้งจอกแดงเก้าหางเฟยฉีก็ถูกสั่งให้ออกไปรอด้านนอก และเมื่ออยู่กันตามลำพัง อี้ฉางเฟิงก็ขยับมายืนเบื้องหน้าของภูตต้นไม้น้อยและใช้อาคมบังคับให้นางยืนขึ้นเผชิญหน้ากับเขา
เยว่ซินทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องฝืนยืนขึ้นแม้เขาจะไม่ได้ใช้อาคมปิดปากนางไว้ แต่ดูเหมือนนางก็ยังเลือกจะนิ่งเงียบและมองเขาอย่างตั้งข้อสงสัยพลางกวาดสายตาไล่ไปั้แ่ทรงผมดำยาวของเขาที่รวบยกสูงไว้ครึ่งศีรษะ โคนผมที่มัดสูงประดับด้วยกวาน[1]ทองลวดลายคล้ายขนปักษาผมด้านหน้าปล่อยเป็ธรรมชาติไม่ได้รวบเก็บ ไล่ลงมาจนถึงใบหน้างดงามหล่อเหลาไร้ที่ติอาภรณ์สีเขียวปีกแมลงทับคลุมด้วยเสื้อตัวยาวปักไหมสีทองเป็ลายคล้ายเปลวไฟสวยงาม
“จะมองข้าเช่นนี้อีกนานหรือไม่?” เขาทักก่อนที่จะเห็นอีกฝ่ายชะงักสายตาและมองต่ออย่างนิ่งเงียบ
เยว่ซินกำลังพิจารณาว่าบุรุษผู้มีสีหน้าท่าทางเย่อหยิ่งตรงหน้าต่างกับเหยียนโม่โฉวตรงไหนบ้าง
แน่นอนว่าศิษย์พี่ของนางดูเป็มิตรและมีอารมณ์ขันกว่าเขาเป็ไหนๆแต่หากพิจารณาเื่การแต่งกาย เหยียนโม่โฉวแทบไม่เคยใส่อาภรณ์สีเข้มเลยก็ว่าได้ เอกลักษณ์ของเขาคือเสื้อผ้าสีอ่อนกับทรงผมเกล้ารวบครึ่งศีรษะมัดมวยผมด้วยผ้าสีเดียวกันแล้วปล่อยชายยาวประดับปิ่นหยก ถ้าอยู่บนเขาหลุนซานก็จะใส่ชุดฝึกของสำนักและเกล้าผมรวบเป็มวยประดับกวานผ้าตราสัญลักษณ์สำนักแบบเรียบง่าย
“ท่านไม่ใช่ศิษย์พี่ของข้า ท่านไม่ใช่เหยียนโม่โฉวจริงหรือ?”
“ข้าไม่ใช่เหยียนโม่โฉว ข้าอี้ฉางเฟิง”เขายังยืนยัน มองหน้าอีกฝ่ายพลางเอามือไพล่หลังข้างหนึ่ง เห็นว่านางดูเหมือนกำลังใช้ความคิดเขาจึงพูดต่อ “เหตุใดถึงคิดว่าภูตอย่างศิษย์พี่เ้าจะมาอยู่ที่นี่?”
“พี่โม่โฉวเป็เซียนต่างหาก” นางแก้ พอออกแรงมากเข้าก็เริ่มรู้สึกเจ็บที่อกเยว่ซินไม่รู้ตัวว่าเวลานางจริงจัง ดวงตากลมโตของนางจะเบิกกว้างจนน่าขัน
“อ่อ เป็เซียน...เช่นนั้นเ้าก็กล้ามากที่บุกมาที่นี่รู้หรือไม่ว่าที่นี่เป็ที่แห่งใด ถือว่าตนเป็ภูตต้นไม้ คิดว่าถูกเผาตายแล้วจะงอกใหม่ได้งั้นหรือฮึ่!ภูตธรรมดาอย่างเ้าไยถึงได้กล้าหาญไม่กลัวตายนัก”
“แล้วอย่างไร ข้าเป็ภูตต้นไม้แล้วอย่างไร?”นางย้อน มองใบหน้าเย่อหยิ่งถือดีอย่างนึกหมั่นไส้ ‘ใช่สิ ถือว่าตัวเองมีตบะขั้นสูงถึงได้ดูออกว่าข้าเป็แค่ภูตต้นไม้’
ร่างสูงกวาดสายตามองคนอวดดีอย่างพิจารณาท่าทางอาจหาญตรงไปตรงมาเช่นนี้คงไม่ใสซื่ออย่างหน้าตาแน่ ในฐานะประมุขเผ่าวิหคก็อยากจะดูเล่ห์เหลี่ยมของนางสักนิดเช่นนั้นจึงได้วกกลับเข้าประเด็น
“ข้าไม่อยากเสียเวลากับเ้าบอกมาว่าเ้าเป็ใคร?”
“ท่านก็ดูออกแล้วไม่ใช่หรือว่าข้าเป็ภูตต้นไม้ไยต้องถามให้มากความ” เยว่ซินย้อน ประโยคหลังเสียงค่อนข้างเบาแต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายเปลี่ยนมาเป็ยืนกอดอกเอาเื่จึงได้เก็บอาการ เพราะกลัวว่าจะถูกเผาตายไปจริงๆที่สำคัญ ตายแล้วก็ไม่รู้ว่าจะงอกใหม่ได้จริงหรือไม่ ที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยลอง
“ข้าพูดแล้วๆ ข้าชื่อเยว่ซิน ข้าเป็ศิษย์สำนักเฉินคุนลงเขาหลุนซานเพื่อตามหาศิษย์พี่ของข้าที่ถูกปีศาจจับตัวมา ก่อนหน้าข้าช่วยชีวิตปีศาจแมวดำที่นอกหุบเขานางเลยบอกว่าเคยเห็นคนที่หน้าเหมือนศิษย์พี่ข้าอยู่ในหุบเขานี่ ข้าจึงได้หาทางเข้ามาแล้วก็เลยได้พบท่าน แต่ท่านเหมือนกับเขาจริงๆ นะ ข้าจึงเข้าใจว่าท่านเป็ศิษย์พี่”
“เพราะเหตุนี้เมื่อวานเ้าถึงได้เข้ามาขัดขวางพิธีมงคลของข้า?”
เยว่ซินพยักหน้า เม้มปากเล็กน้อยอย่างสำนึกรู้ผิดเข้าใจแล้วว่าสาเหตุที่เขาโกรธและจ้องจะเอาเื่นางนั้น เป็เพราะนางไปขัดขวางงานแต่งของเขากับปีศาจจิ้งจอกสาวแสนสวย‘เขาคงรักนางมาก เช่นนั้นยอมรับผิดเสียก็ได้ เื่จะได้จบๆ’
“ข้าผิดไปแล้วๆ ข้าขออภัยที่ทำให้งานแต่งงานของท่านวุ่นวายแต่อย่างไรเสียท่านก็ได้แต่งกับนางแล้วไม่ใช่หรือ”
เยว่ซินแสดงสีหน้าละห้อย แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะดูออกว่านางเสแสร้งเขาอยากจะพูดแทรกแต่นางไม่เปิดโอกาส
“ข้ารู้ๆ ท่านยังโกรธ แต่เื่ก็แล้วไปแล้วมิสู้ให้โอกาสภูตน้อยอย่างข้าได้ทำคุณไถ่โทษเถอะ”
“อย่างไร?”
“นั่นก็แล้วแต่ท่านสิ”นางมองหน้าเขาอย่างจะย้อน แต่นางไม่ได้ตั้งใจ เห็นอีกฝ่ายทำตาดุจึงได้สำรวมลงอีก “เอาล่ะๆท่านอย่าเพิ่งโมโห เื่ทั้งหมดก็เป็เช่นนี้ท่านก็เห็นแล้วว่ามันเป็เื่เข้าใจผิด มิสู้ท่านปลดพันธนาการให้ข้าก่อนได้หรือไม่?”ถึงตอนนี้น้ำเสียงของภูตน้อยฟังดูโอนอ่อนยิ่งนัก ที่ร่ายยาวมาทั้งหมดนี่ นางก็แค่อยากจะเห็นว่าปีศาจวิหคหนุ่มผู้นี้จะดูเ็าแค่เฉพาะภายนอกหรือว่าแท้จริงแล้วจิตใจก็เยือกเย็นเหมือนสีหน้า
อี้ฉางเฟิงทำตามความประสงค์ของนาง เขาตวัดสองนิ้วชี้ไปยังร่างบอบบางของภูตน้อยลำแสงสีแดงประกายทองที่พุ่งไปก็ทำให้เชือกนั่นคลายออกและหายวับไปกับตา สบโอกาสให้นางได้ยืดเส้นยืดสายบิดไปบิดมาโดยไม่สนว่าจะมีสายตาของอีกฝ่ายจับจ้องอยู่แต่สักพักก็เหมือนอาการาเ็ของนางจะกำเริบอีก
“เื่ที่เ้าล่วงเกินข้าจะว่าอย่างไร?”
“หืม” เยว่ซินทำตาโตพลางใช้มือกุมหน้าอกที่เจ็บแปลบเหตุใดปีศาจนกตนนี้ถึงได้คิดเล็กคิดน้อยนัก “ข้าก็บอกท่านไปแล้วมิใช่หรือว่าเป็แค่เื่เข้าใจผิดในเมื่อท่านก็ปฏิเสธแล้วว่าไม่ใช่ศิษย์พี่ของข้า เช่นนั้นไม่เท่ากับว่าความบาดหมางครั้งนี้จบสิ้นแล้วหรอกหรือ”พูดจบก็ทำเนียนเดินดิ่งตรงไปที่ประตูห้องขัง แต่ทว่าไม่พ้นสามก้าวก็ถูกเขาใช้อาคมดึงกลับมาอยู่ที่เก่า
“พลังแค่นี้ของเ้าอย่าหวังจะต่อกรกับข้าข้าให้เ้าสำนึกผิดเื่ที่ล่วงเกินข้า อย่าได้คิดจะหนี”
“ข้าไม่ได้จะหนี ลำพังภูตอิงเถาเช่นข้าจะกล้าไปท้าทายท่านได้เยี่ยงไรข้าก็แค่เห็นว่าปีศาจรูปงามที่มีจิตใจเมตตาเช่นท่านคงจะไม่ถือสา เช่นนั้นข้าก็คงทำได้แค่ไปจากที่นี่แล้ว”
“ฮึ่!” เขาทำเสียงขึ้นจมูก ส่ายหน้าน้อยๆ วาทศิลป์ของนางไม่ธรรมดาแต่ปีศาจที่ดำรงอยู่มานับพันปีอย่างเขามีหรือจะหลงกลเอาง่ายๆ “ว่ามา เ้าจะรับผิดชอบอย่างไร?”
‘ข้าจะเอาปัญญาที่ไหนไปรับผิดชอบท่าน?’ ถึงตรงนี้เยว่ซินเริ่มใช้ความคิดจะหนีก็หนีไม่ได้เพราะไม่มีพลังมากพอจะต่อสู้กับปีศาจที่มากพละกำลังตนนี้ เห็นอยู่ว่าพลังอัคคีของเขาร้ายกาจยิ่งนักหากคิดจะหนีก็คงไปไกลได้ไม่เกินสามก้าว
“ว่าอย่างไร?” ร่างสูงเน้นเสียงเข้มมองดูอีกฝ่ายทำสีหน้าเลิ่กลั่ก
เยว่ซินกำลังใช้ความคิด แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายก็เร่งเร้าเสียจริงเห็นแบบนี้แล้วมันช่างขัดกับสีหน้าที่นิ่งเฉยเ็าของเขานัก เยว่ซินกำลังคิดว่าหากนางออกจากหุบเขาก็เท่ากับมาเสียเที่ยวทั้งยังไม่รู้อีกว่าจะไปตามหาศิษย์พี่ของนางได้ที่ไหน บางทีเหยียนโม่โฉวอาจ้าความช่วยเหลือการที่เขาถูกปีศาจจับตัวไปอาจมีเงื่อนงำบางอย่างซ่อนอยู่ เช่นนั้นแล้วมิสู้...
“ให้ข้าอยู่รับใช้ท่านดีหรือไม่?” เยว่ซินตัดสินใจอย่างน้อยก็ยังได้หาเบาะแสเื่ศิษย์พี่ของนางต่อ แต่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะรีบปฏิเสธ
“ไม่ ข้ามีเฟยฉีอยู่แล้ว”
“สองเดือน อย่างน้อยก็ให้ข้าได้สืบข่าวของศิษย์พี่”
“แต่ข้า”
“เดือนเดียว เดือนเดียวก็ได้” นางต่อรองซึ่งดูเหมือนอี้ฉางเฟิงยังไม่ทันได้ปฏิเสธนางก็รีบมัดมือชก “ท่านบอกมาเถอะว่าจะให้ข้าทำอะไรนอกจากเย็บปักถักร้อยข้าทำได้หมด ก่อนหน้าข้าปรนนิบัติท่านอาจารย์จนได้รับคำชมบ่อยๆ”เ้าตัวแค่นยิ้ม เพราะความจริงแล้วนางมักจะถูกท่านอาจารย์ดุเสมอเื่เกียจคร้าน
อี้ฉางเฟิงไม่ทันจะอ้าปากก็ต้องเปลี่ยนมาเป็ถอนหายใจแทนเช่นนั้นก็ได้ ในเมื่อนางตรงไปตรงมาเช่นนี้ เขาก็อยากจะดูความจริงใจของนางเช่นกันอีกอย่าง เขาเองก็มีเื่ที่อยากจะพิสูจน์จากนางด้วย
ร่างสูงเอ่ยเรียกเฟยฉีเข้ามาด้านในแค่เสี้ยววินาทีปีศาจผู้ช่วยก็เคลื่อนที่ฟึ่บมาหยุดอยู่ตรงนี้แล้ว เยว่ซินยอมรับว่าเห็นครั้งแรกก็ใแต่ก็อดอิจฉาไม่ได้ ที่แท้การเพิ่มพูนพลังเพื่อร่ำเรียนอาคมขั้นสูงนี่มันดีเช่นนี้เองส่วนภูตที่ไร้พร์เช่นนางถึงพยายามแค่ไหนสุดท้ายก็ได้เท่านี้ขนาดใช้พลังเหาะเหินยังทำได้แค่ครู่เดียวก็ร่วงลงมาแล้ว
“ปีศาจเช่นพวกท่านนี่เดินทางกันฟึ่บฟั่บเหมือนภูตผีเช่นนี้หมดเลยงั้นหรือ?”เยว่ซินอดสงสัยไม่ได้ พลางยกมือยกไม้ตวัดไปตวัดมาประกอบคำพูด
เฟยฉีเห็นท่าทางอยากรู้อยากเห็นของนางก็รู้สึกขำเขามองไปยังประมุขน้อยที่ยืนทำหน้านิ่ง เดาว่ารายนั้นก็อาจจะคิดเช่นเดียวกันหากแต่ท่าทางเฉยชานั้นทำให้เขาในฐานะผู้ติดตามไม่อาจแสดงอาการออกนอกหน้านอกตาได้
อี้ฉางเฟิงตอบนิ่งๆ “แค่บางตน”
ซึ่งนั่นก็พอจะสนองความอยากรู้อยากเห็นของนางให้สงบลง
ประมุขน้อยเอ่ยปากสั่งให้เฟยฉีพาเยว่ซินไปยังเรือนเฟิ่งหย่าและแจ้งคำสั่งไปยังพ่อบ้านหลี่ให้เตรียมอาหารและเสื้อผ้าสำหรับนาง ก่อนจะกวาดสายตาขึ้นลงไปตามเรือนร่างของภูตน้อยอย่างพิจารณา
“ช้าก่อน!” อี้ฉางเฟิงรั้งเขาสะบัดหลังมือไปด้านหน้าเป็เชิงบอกให้นางถอยไป จากนั้นก็สั่งให้นั่งลงบนเศษฟางที่ปูอยู่บนพื้น
“ท่านจะทำอะไร?”
“ไปนั่ง”
เยว่ซินทำหน้าเบ้เมื่อถูกดุ แม้จะยังไม่ได้คำตอบแต่ก็ทำตามคำสั่งของเขาอย่างว่าง่ายตอนนั้นอี้ฉางเฟิงขยับเข้ามาใกล้และนั่งขัดสมาธิหันหน้าเข้าหานางโดยเว้นระยะห่างแค่หนึ่ง่แขนร่างบอบบางรู้สึกอึกอักเล็กน้อยพออยู่ใกล้เขา จะว่าไปก็แปลก ั้แ่เมื่อวานที่เยว่ซินล่วงเกินเขานางไม่ได้กลิ่นอายปีศาจของอี้ฉางเฟิงเลยแม้แต่น้อย
หรือจะเป็อย่างที่ท่านอาจารย์เคยว่าไว้ปีศาจที่บำเพ็ญเพียรและมีตบะขั้นสูงจะสามารถใช้พลังในการปิดบังกลิ่นอายปีศาจได้ ‘ว่าแต่เขานั่งใกล้ข้าเช่นนี้จะทำอะไร หรือว่าจะเอาคืนที่ข้าล่วงเกินเขา?’
“เลิกฟุ้งซ่าน ปล่อยจิตให้สงบแล้วอยู่นิ่งๆข้าไม่ได้จะล่วงเกินเ้า”
“...” แทนคำพูด คนถูกรู้ทันชะงักเล็กน้อยนี่เขาล่วงรู้สิ่งที่นางคิดได้อย่างไร? นี่นอกจากจะสามารถปิดบังกลิ่นอายปีศาจได้แล้วเขายังใช้อาคมอ่านใจผู้อื่นได้อีกหรือนี่...‘คงไม่หรอกกระมัง’
ยิ่งคิดก็ยิ่งเกร็งจากเดิมที่ระแวงอยู่แล้วยิ่งระแวงเข้าไปอีก กระทั่งอีกฝ่ายผิดสังเกตจนต้องทัก
“ลมปราณของเ้าเหตุใดจึงยุ่งเหยิง?...ช้าก่อนนี่เ้าคิดอะไรของเ้า ข้าแค่จะใช้พลังรักษาอาการาเ็ของเ้าก็เท่านั้น”อี้ฉางเฟิงชี้แจง เห็นเยว่ซินยิ้มแหยเหมือนโล่งอกก็รู้ทันทีว่าตนเข้าใจถูก
‘ภูตน้อยตนนี้เหตุใดจึงคิดแต่เื่สกปรก’
อี้ฉางเฟิงส่ายหน้าเล็กน้อย ไม่รู้ว่าคิดถูกหรือคิดผิดที่ยอมให้นางมาเป็ภูตรับใช้ระหว่างที่ยอมให้นางอาศัยอยู่ที่นี่เพื่อหาเบาะแสของศิษย์พี่แลกกับการที่เขาจะหาโอกาสพิสูจน์พลังลึกลับของนางไม่รู้ว่าต่อไปหุบเขาปีศาจแห่งนี้จะวุ่นวายสักเพียงไหน
[1] กวาน/กว้าน หรือ กวน (冠) เป็เครื่องประดับศีรษะบุรุษลักษณะคล้ายกับรัดเกล้า