ตอนที่แปดสิบเอ็ด Economic of Scale ของท่านดยุก
Economic of scale เศรษฐศาสตร์ด้านจำนวนคือตัวตัดสินว่าคนที่ควบคุมทุนจำนวนได้มากที่สุดจะได้เปรียบที่สุดในระบบทุนนิยม
แบบที่คนชอบคำนวณแบบเล่นๆเอาธนบัตรมาต่อกันว่าแต่ละคนมีทรัพย์สินเท่าไร “เศรษฐีคนนั้นอยู่เฉยๆหนึ่งนาทีทำรายได้เท่านี้”และประชาชนก็จะตกใจที่เศรษฐีอยู่เฉยๆทั้งเดือนยังทำเงินได้มากกว่าคนที่ทำงานสองกะตลอดเจ็ดวันตลอดเดือนไม่มีวันหยุดวันไม่สบาย
แต่ความจริงไม่ใช่อย่างนั้นเพราะเศรษฐีจะขยันกว่านั้นไมได้อยู่เฉยๆ
ทำให้คนธรรมดาต่อให้ทำงานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงไม่หลับไม่นอนก็จะไม่มีทางสะสมทรัพย์สินไล่ตามเศรษฐีทันนั่นเอง
ไอ้คล้าวที่แต่งงานกับทองกวาวได้จึงเป็นเพราะมีเศรษฐินีม่ายรับเป็นลูกบุญธรรมจึงมีเงินแต่งงานกับทองกวาว
เพราะคำนวณตามความเป็นจริงแล้วจะมีเงินสดมากขนาดนั้นได้ด้วยการประกอบธุรกิจของตนเองท่าทางจะยาก
ไอ้คล้าวขยันตลอดเวลา
แต่หากไอ้ฉ่ำหรือไอ้แฉะป่วยขึ้นมาต้องการค่ารักษา
เกิดโดนไอ้เจิดกระทืบบาดเจ็บขึ้นมา
หรือไอ้แว่นเพื่อเกลอแก้วขอร้องให้ช่วยจากหนี้สิน
ไอ้คล้าวต้องใช้เวลาเท่าไรจึงจะเก็บเงินได้สิบหมื่นหลังจากหักกำไรขาดทุนออกไปแล้วจากการทำนาและอัตราความเสี่ยงที่ตนเองต้องเผชิญจากการทำนานั้น?
“เงินสดอยู่ในมือ”คือเคล็ดลับการเผชิญความเสี่ยงต่างๆ
ว่าตราบใดที่แม่ของขุนแผนแบกทรัพย์สินไปที่กาญจนบุรีหนีราชภัยพ้นก็ยังสามารถซื้อที่ทางประกอบกิจการทำมาค้าขายร่ำรวยได้ไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์หริอติดลบเป็นหนี้ตั้งแต่การเริ่มการทำงาน
พวกที่ประกอบกิจการรู้ว่าการกู้เงินต้องเสียดอกเบี้ยตากหากเราไม่สามารถกู้ได้ก็จะไม่มีเงินมาลงทุนในกิจการอย่างไอ้คล้าวที่อาจจะต้องทำนาสักสิบปีเก็บได้ปีละหมื่นแบบไม่มีอุบัติเหตุก็จะได้สิบหมื่นเมื่อผ่านไปสิบปีทองกวาวก็ได้แก่อายุสามสิบกว่าพอดี
และเป็นสาเหตุที่พ่อแม่ด่าลุกที่อายุสามสิบกว่าว่าทำไมยังไม่แต่งงานว่าคนรุ่นใหม่เสื่อมศีลลธรรม ทั้งที่ตามสถิติ คนรุ้นยใหม่มีเพศสัมพัน์น้อยกว่าเดิมเพราะเขาเริ่มคำนวณออกแล้วว่าระบบการเงินที่เขาผชิญนั้นไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรได้สิบสามคนอย่างสมัยก่อนรุ่นปู่ย่าพ่อแม่ของพวกเขานั่นเอง
มีความหวาดระแวงในอนาคตที่จะมาถึงอย่างมากกว่าเมื่อก่อน
แต่เมื่อรอบคอบมากขึ้นก็คำนึงถึงการเงินมากขึ้น
กลับกัน“ลูกมากยากจน”ไม่ใช่แนวความคิดของคนในตระกูลใหญ่แต่อย่างใด
แต่เจ้าสัวกลับให้ค่าเงินขวัญถุงลูกสะใภ้หากมีบุตรธิดาคนละล้านก็ไม่ใช่เรื่องเกินเลยความจริง
เพราะหากคำนวณจนถึงที่สุดไม่มีทรัพยากรอะไรที่มีคุณค่ามากกว่าทรัพยากรมนุษย์อีกแล้ว
ขยายปริมาณจำนวนหน่วยของสมาชิกในครอบครัวที่จะมาดูแลกิจการด้วยการเพิ่มจำนวนสมาชิกในครอบครัวคือวิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุดตั้งแต่สังคมชนเผ่าชนเผ่าที่มีจำนวนมากก็จะได้เปรียบชนเผ่าที่มีจำนวนน้อยนี่คือสัจธรรมของธรรมชาติ
Economic of scale เรื่องความได้เปรียบทางปริมาณก็แปลความได้ทางทรัพยากรมนุษย์ได้เช่นเดียวกับทรัพยากรอื่นๆ
ว่ายิ่งมีมากและเพิ่มปริมาณได้มากตามสัดส่วนก็จะยิ่งได้เปรียบ
อย่าว่าแต่ฮิตเลอร์ที่สนับสนุนให้คนมีครอบครัว
เม่ยกั๋ว เอ๊ยอเมริกาก็ชอบประธานาธิบดีที่มีท่านสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเพื่อแสดงสัญลักษณ์ของครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ
อาณาจักรโรมันโบราณก็พยายามให้คนมีครอบครัว
ไปเคาะประตูถามหน่วยงานทางสังคมได้ในทุกที่ใกล้บ้านพวกเขาก็จะตอบเรื่องความกังวลของกราฟประชากร
มันดูง่ายกว่ากราฟการเล่นหุ้นอีกเพราไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากมายขนาดนั้นในเวลาอันยาวนานและแนวโน้มสามารรถคาดการณ์ทำนายได้ถูกต้องแม่นยำกว่าหุ้นมากว่ากราฟประชากรจะเบนไปทางไหน
Demographic is destiny อัตราประชากรคือชะตากรรมของประเทศนั้นๆ
การขยับขยายตัวเมืองการสร้างโรงงานการผลิตต่างๆ ล้วนเกี่ยวพันกับประชากรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ซึ่งผมยังงอยู่ว่าโลกนี้จะไม่รับผู้อพยพทำไม?หากพวกเขาเป็นแรงงานที่ดีรัฐสมัยใหม่หรือสมัยก่อนก็พร้อมที่อ้าแขนรับเพราะแรงงานอพยพคือแรงงานราคาถูกกว่าแรงงานที่มีอยู่เดิมนั่นเอง
เพราะกล่าวถึงที่สุดแผนการของฮิตเลอร์ที่ให้เงินกู้ในการสร้างครอบครัว และลดเงินต้นให้ 25% ต่อลูกหนึ่งคนครบสี่คนเงินกู้เป็นอันหายไปนั้นเรียกว่าพยายามเพิ่มประชากรได้มากที่สุดหากเวลาผ่านไปอีกสักชั่วรุ่นหนึ่ง
แต่น่าเสียดายคนเราอยู่ได้เพราะ”ตอนนี้”การรับผู้อพยพและแรงงานราคาถูกมาเป็นประชากรของตนเอง คือเคล็ดลับของการขยายตัวทางเศรษฐกิจมาตั้งแต่ครั้งบรรพกาลแล้วนั่นเอง
เพราะแรงงานท้องถิ่นนั้น“ราคาแพงกว่า” “รู้มาก” “หยิบโหย่งไม่สู้งาน” “ขี้เกียจสันหลังยาว”ที่พูดกันมาตลอดด้วยเหตุผลนี้มาหลายพันปี
Racism การเหยียดชาติพันธุ์อาจจะมีอยู่จริง ที่จะระแวงชนต่างเผ่าที่ไม่ได้มีภาษาหรือวัฒนธรรมวิถีความเชื่อเดียวกับเรา
แต่เราจะไม่คิดมากเท่าไรหากเราสามารถให้พวกเขาทำงานหนัก ดุด่าลงโทษ ทำงานมากเกินกว่าที่ตกลงกันไว้ที่หากทำกับคนงานในชาติเดียวกัน อาจจะโดนขั้นตอนทางกฎหมายเล่นงานเราได้
เมื่อกล่าวถึงที่สุดเจ้าของกิจการต่างๆที่ต้องประกอบกิจการที่มีแรงงานจำนวนมาก คือคนที่ใจกว้างไม่ racism ที่สุดแล้วในภาพรวม
และชนในชาติเดียวกันที่จะไม่โดนจ้างเพราโดนข้อหาว่า“ราคาแรงงานแพงไป” “ไม่สู้งาน” “สู้ชนเผ่าหมาและแมวที่ทำงานโดยไม่บ่นไม่ได้”
“สิทธิแรงงาน”นั้นคนละอย่างกับ racism
เลี้ยงเผ่าแมวให้เชื่องได้ก็เท่ากับเลี้ยงสัตว์ร้ายให้เชื่องได้คือคำกล่าวของผู้ประกอบกิจการที่ใช้แรงงานเผ่าแมวและสุนัขต่างๆ
ในความเป็นจริงคือพวกเขาก็ใช้แรงงานพวกนี้นั่นล่ะแต่จะมองเรื่องการควบคุมอย่างระมัดระวัง
ไม่มีใครสงสัยในความทรงพลังของมิโทอร์หรอืเผ่ากิ้งก่าลิซาร์ดแมน แต่ความจงรักภักดีและไม่ไว้ใจที่เป้นปัญหา
มีแต่คนที่ยึดถือทุนนิยมสามานเท่านั้นที่มักจะเอาพวกนี้มาใช้
ว่ากล่าวถึงที่สุด racism ก็เป็นปัญหาที่สำคัญน้อยกว่าผลประโยชน์
อาณาจักรที่ขยายใหญ่ได้นั้น racism จะน้อยกว่า ที่สำคัญคือการเมืองการปกครองต่างหาก
คนที่เคารพกฎหมายที่ใช้ร่วมกันของจักรวรรดิหรืออาณาจักรได้จะได้รับการยอมรับการทำตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งของอาณาจักรต่างหาก คือสิ่งที่สำคัญกว่าชาติพันธุ์
ฮาฟัดมาจากอาระเบีย เป็นพ่อค้าแต่หากเขาสามารถปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมได้ยอมเป็นส่วนหนึ่งของระบบและธรรมเนียมขุนนางผมก็สามารถยอมรับพวกเหล่าพ่อค้าเข้ามาเป้นหัวหน้าหมู่บ้านและขุนนางระดับต่ำได้ในระบบได้
หากพวกเขาแสดงผลงานการยึดครองดินแดนกันดารได้จริง
พวกขุนนางก็ไม่สามารถคัดค้านการแต่งตั้งตำแหน่งของพวกเขาได้
เพราแนวคิดเรื่อง”นักผจญภัยที่มีฝีมือมากพอพิชิตมังกร แต่งงานกับเจ้าหญิง มียศศักดิ์”กลายเป็นนิทานหรือมากกว่ากฎหมายทั่วไปอยู่แล้ว
การที่ลุกขุนนางที่ไม่ได้สืบตำแหน่งหรือเหล่าbastard ลูกนอกสมรส มาเป็นนักผจญภัยนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
แต่คือเรื่องที่ยอมรับกันอยู่ในทีว่าคือการสร้างหนทางและตำแหน่งของตนเองด้วยความสามารถของตนเอง
แม้ขุนนางภายนอกจะดูถูกพวกที่อาจจะเป็นแค่ช่างตีเหล้กชาวนาหรือพ่อค้าที่ร่ำรวยกลายเป็นขุนนางระดับบารอนในดินแดนที่บุกเบิกใหม่
แต่พวกขุนนางก็ไม่ได้ต่อต้านในการปิดกั้นช่องทางนี้ต่อผู้ที่ต้องการเลื่อนฐานะในสังคม
เพราจะมากจะน้อยมีคนคอยขยับขยายดินแดนมากขึ้นเท่ากับว่าพวกเขามีโล่ป้องกันมอนสเตอร์มากขึ้นนั่นเอง
เพราะมอนสเตอร์จะเล่นงานพวกดินแดนที่พึ่งบุกเบิกใหม่ก่อนเสมือนกับเป็นแหล่งเตือนภัยของดินแดนของพวกขุนนางที่อยู่ใกล้เคียง
และสามารถมีพื้นที่ในการเก็บภาษีเพิ่มขึ้นจากขอบเขตการปกครองได้ในอีกทางหนึ่งด้วย
ใครจะไม่ชอบการมีลุกน้องเพิ่มขึ้น?
แต่แน่นอนมันมีเรื่องของวัฒนธรรมด้วยว่าขุนนางใหม่จะหลวมรวมเข้ากับวัฒนธรรมเก่าๆของขุนนางได้ดีมากแค่ไหน
ดยุกหมูอ้วน เอ๊ยอูลริกอย่างผมนี้
สามารถละเลยระเบียบธรรมเนียมประเพณีต่างๆได้ เพราผมมีอำนาจมากพอและทุกคนยอมรับตำแหน่งของผม
ส่วนขุนนางบารอนที่พึ่งเข้าสังคมขุนนางใหม่ๆไม่สามารถละเลยระเบียบธรรมเนียมประเพณีได้
“อาณาจักรเรายังยอมรับเรื่องความสามารถทางการทหารและการสู้รบเจ้าเป็นพ่อค้ามาก่อนอาฟัดแต่เขจ้าก็มีประสบการณ์เอาชีวิตรอดจากพวกมอนสเตอร์และโจรป่าต่างๆความสามารถของเจ้าสามารถแสดงให้คนในอาณาจักนี้ ไม่สิ ต่อไปมันจะเป็นอาณาจักรและแคว้นที่เจ้าอยู่เช่นกันว่าเจ้าสามารถนำกำลังพลที่เจ้ามีอยู่เพื่อปกป้องดินแดนในสังกัดของเจ้าได้ด้วยความสามารถที่เจ้ามี แสดงให้พวกคนอื่นๆเห็นฮาฟัด ว่าเจ้าสามารถเป็นลอร์ดขุนนางที่ปกครองดินแดนหนึ่งได้ด้วยความสามารถของเจ้าและบริวาร”
ผมเขียนตราแต่งตั้งฮาฟัดเป็นนายกองของกองทัพของผม
หากจะกล่าวถึงที่สุด คือผมต้อง”เกลี้ยกล่อมคนให้เข้ามาเป็นพวก”นี่คือความสามารถที่แข็งแกร่งที่สุดของดยุกหมูอ้วนล่ะมั้ง
ที่จะช่วยโลกได้มากที่สุดจากการที่แย่งคนที่จะเข้าพวกวายร้ายให้มาเป็นคนของตนเองได้ก่อน