บทที่ 29 พบคนคุ้นเคย
หลังกลับมาจากป่าหมอก เหล่าศิษย์ทั้งหลายต่างก็ต้องเตรียมตัวไปงานเลี้ยงของท่านหญิงจ้าวหนิงเหมย ร้านตัดอาภรณ์ทั่วเมืองหลวงมีงานการล้นมือนัก เพราะงานในจวนชินอ๋องถือเป็นงานสำคัญให้หนุ่มสาวได้พบปะ
เหล่าบรรดาคุณหนูคุณชายทั้งหลายจึงถูกเคี่ยวเข็ญจากบิดามารดา ให้เตรียมตัวอย่างดีที่สุด ไม่เว้นแม้แต่ไป๋ลี่เฟยที่มารดาต้องการให้มีเสียงร่ำลือว่าบุตรสาวสกุลไป๋ผู้นี้เหมาะสมกับองค์ชายสามยิ่งกว่าผู้ใด
“ท่านแม่…ท่านแม่พอแล้วเจ้าค่ะ หนักไปหมดแล้ว” คุณหนูไป๋ผู้ถูกประโคมเครื่องหัวจนล้นผลักไสจงว่านกุ้ยออกห่าง
“ทำอันใดก็ต้องให้สมฐานะ มิเช่นนั้นเสด็จป้ามู่ของเจ้าความไม่วายส่งเครื่องประดับมาให้เพิ่ม เมื่อเห็นว่าเจ้าไม่มีใส่” ฮูหยินเอกของจวนที่เป็นคนมาแต่งตัวให้บุตรสาวด้วยตนเองอ้างเหตุผล
“เห้อ มันหนักเกินไปแล้วเจ้าค่ะ พอแล้ว” ลี่เฟยลอบถอนหายใจเมื่อนึกถึงมารดาขององค์ชายสาม เหตุที่ชาติก่อนตัวนางทุ่มเทให้จ้าวหลินไฉ่อย่างไม่เสียดายเช่นนั้น อาจเป็นเพราะมารดาของเขามองไป๋ลี่เฟยผู้นี้เป็นดั่งบุตรสาวผู้หนึ่ง
“คืนนี้ อย่าห่างจากองค์ชาย องค์ชายไปที่ใด เจ้าต้องตามไป นี่เป็นการประกาศทางอ้อมว่าคู่หมั้นขององค์ชายสามจะมิใช่ใครอื่น” จงว่านกุ้ยออกปากย้ำ
“เจ้าค่ะ” ลี่เฟยรับคำไปเช่นนั้น แต่ไม่อีกแล้ว นางจะไม่เดินตามหลังชายผู้นั้นต้อยๆ เสมือนไม่มีความคิดเป็นของตนเองอีก
ไม่เด็ดขาด อย่างไร ข้าก็จะไม่เป็นสตรีโง่เง่าคนเดิม
.
.
.
งานในครานี้จัดแยกเป็นฝั่งผู้ใหญ่ และอีกส่วนมีเฉพาะคุณหนูคุณชายที่ยังไม่ได้แต่งงานออกไป ทำให้บรรยากาศภายในงานสนุกสนาน และมีอิสระมากกว่าไม่ต้องสงวนท่าทีมากเท่างานที่จัดร่วมกัน
ไป๋ลี่เฟยลงจากรถม้าที่นั่งมากับมารดาและไป๋ช่างชาง แยกกับไป๋ซินหยานอย่างชัดเจน แม่ฮูหยินรองจะอบากให้ไปรถม้าคันเดียวกันเพียงใด ลี่เฟยก็ไม่ใจอ่อน
“พี่ช่างชาง เรารอจี้ผ่าและหม่าจางก่อนได้หรือไม่เจ้าคะ”
“น่าจะไม่ต้องแล้วละ มานั่นแล้ว” ไป๋ช่างชางชี้ให้เห็นจี้ผ่าที่กำลังลงมาจากรถม้า และไป๋ช่างชางที่ยืนรอในมุมอับทกำลังก้าวขามุ่งมาทางพวกตน
ทั้งสี่เดินเข้างานพร้อมเพรียงกัน ทั้งยังได้นั่งโต๊ะพิเศษกันครบครัน สามในสี่เป็นเพราะอานิสงส์ของพลัง ส่วนฉือจี้ผ่าเป็นเพราะความสนิทสนมจากฝ่ายมารดาของทั้งสอง บ่าวที่ติดตามทั้งสี่มาวางของขวัญที่เตรียมมาไว้บนโต๊ะรับของขวัญ ปล่อยให้เจ้านายเดินตัวปลิวไปยังที่นั่งของตนตามหน้าที่
“พี่น้องไป๋ผู้ครอบครองจิ้งจอกมานั่นแล้ว” คุณชายที่นั่งอยู่ในโต๊ะเอ่ยทักขึ้น
ไป๋ช่างชางหันไปตอบรับ “หากว่างอยู่ หลังช่วงเปิดของขวัญ ย่อมไม่รังเกียจที่จะนำออกมาให้ดูชม”
“เช่นนั้นย่อมดียิ่ง”
รอคอยไม่นานนักก็ได้ยินดนตรีบรรเลงท่วงทำนองสนุกสนานดังขึ้น เป็นสัญญาณให้รู้ว่าท่านหญิงกำลังจะเปิดงานในฝั่งของตน นางปรากฎกายในชุดงดงามปราณีต ลงลายมัจฉาแสดงให้ผู้คนรับรู้ว่าสัตว์ในพันธะของจ้าวหนิงเหมยเป็นปลา
ท่านหญิงหนิงเหมย มักจะดำเนินงานตามใจของตนเองมิได้เป็นไปตามแบบแผนนัก นางล้วงให้ไหใหญ่ที่ใช้หย่อนบัตรเชิญก่อนเข้ามาภายในงาน “ฉือจี้ผ่า นำของขวัญของเจ้าออกมาที”
แม้จะยังสับสนว่าท่านหญิงผู้เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของชิยอ๋องจะทำสิ่งใด แต่จี้ผ่าก็ยังลุกไปนำของขวัญตนออกมากลางงานเลี้ยง
“บุปผาวารี” จี้ผ่ายื่นสมุนไพรล้ำค่าให้จ้าวหนิงเหมย
“สมุนไพรสำคัญต่อผู้ถือครองธาตุน้ำ มูลค่ามิน้อยเลย สกุลฉือมั่งมีนัก หากของขวัญของคุณหนูฉือล้ำค่าที่สุด ผลึกทะลวงปราณคงต้องส่งให้เจ้าครอบครองแล้ว” ท่านหญิงประกาศจนได้ยินทั่วกัน
“ข้าสับสนแล้ว” ความสับสนมิได้เกิดกับจี้ผ่าเพียงผู้เดียว แต่คนทั้งงานกำลังทึ่ง หากรู้ว่าของรางวัลท่านหญิงเป็นผลึกอันล้ำค่าควรเมือง คงทุ่มเทกับของขวัญมากกว่านี้หลายเท่าตัว
“ข้าจะสุ่มขึ้นมาสามชื่อ หากของขวัญใดที่โชคดีถูกสุ่มจะได้ผลึกทะลวงปราณไป เหลือเพียงสองตำแหน่งเท่านั้น” สิ้นเสียงท่านหญิงหนิงเหมยก็กวนมือลงไปในไหวนไปจนรอบ
ครานี้เมื่อทุกคนรู้ว่าอันใดเป็นอันใดจึงเริ่มมีส่วนร่วม ตะโกนชื่อตนออกมาบ้าง ชื่อสหายที่ตนมั่นใจว่าของขวัญล้ำค่ากว่าของคุณหนูฉือบ้าง
“โอจินโม่! นำออกมาเลย”
จินโม่ออกอาการเสียดายที่เลือกภาพวาดกับบทกลอนมาเป็นของขวัญจึงคอตกออกมา ทำให้จี้ผ่าป้องปากหัวเราะ พร้อมกับไป๋ช่างชางที่ตะโกนเข้าไปกลางวง “ทีหลังให้คุณหนูหลินเลือกให้ก็สิ้นเรื่อง”
เสียงร้องสนับสนุนดังขึ้น เมื่อหนุ่มสาวหันไปจับจ้องผู้ที่โชคดีได้หมั้นหมายกับคนที่ตนเองตกหลุมรัก
“ผลึกปราณของข้า มีหรือจะสู้ความหวานชื่นเช่นนี้ได้ คนสุดท้าย…องค์ชายสาม”
จ้าวหลินไฉ่ที่ได้ยินชื่อตนเอง ก้าวออกมาจากหลังฉากกั้นที่จัดพิเศษให้เฉพาะคนในราชวงศ์ เป็นอันรู้กันว่าหากองค์ชายเข้าไปหลังม่าน หมายถึงว่าไม่ต้องการให้ผู้ใดรบกวน หากต้องการร่วมสนุก เหล่าองค์ชายจะเดินออกมาด้านนอกเอง
“ของขวัญนี้ไม่พลาดอย่างคุณชายโอแน่นอน สตรีในอาภรณ์สีเขียวเป็นผู้ช่วยเลือก…ปิ่นระย้าเก็บโอสถ หินธาตุแต่ละสีมียาต่างชนิดกันซ่อนไว้อยู่”
ท่อนหลังที่องค์ชายสามกล่าวนั้นไม่ได้มีผู้ใดตั้งใจฟังแล้ว มีแต่การหันจ้องมองคุณหนูในอาภรณ์เขียวว่าเป็นผู้ใด เสียงซุบซิบเริ่มบังเกิดขึ้น
ภายในงานมีคุณหนูถึงห้าคนที่อยู่ในอาภรณ์สีเขียว แต่มีเพียงผู้เดียวที่เป็นเขียวเดียวกันกับผ้าคาดเอวขององค์ชายสาม สตรีนางนั้นย่อมไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก ‘ไป๋ซินหยาน’ ที่คราแรกไม่มีใครให้ความสนใจด้วยว่านางนั่งอยู่แถวหลัง สายตารังเกียจถูกส่งไปให้คุณหนูรองไป๋ หากจะมีสายตายินดีปะปนก็ล้วนมาจากบรรดาบุตรฮูหยินรองแถวหลังด้วยกัน
ไป๋ลี่เฟยผู้อยู่ในอาภรณ์สีม่วงอันเป็นเอกลักษณ์เริ่มเห็นสายตาเวทนาส่งมาให้ จึงขอตัวไปสูดอากาศ มิได้อยู่รอดูว่าเป็นผู้ใดที่ชนะรางวัล คราแรกไป๋ช่างชางต้องการตามมาด้วย แต่ลี่เฟยห้ามไว้
“มีจูจูแล้ว ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”
.
.
.
คุณหนูไป๋ที่ถูกหักหน้ากลางงานนั่งพักผ่อนอยู่บนสะพานข้ามสระบัววังชินอ๋อง นางห้อยขาลงจนเกือบแตะน้ำแกว่งไกวไปมา ไป๋ลี่เฟยไม่คิดเลยว่าองค์ชายสามจะกล้ายกย่องสตรีอื่นออกหน้า ทั้งที่คนทั้งเมืองหลวงยังเข้าใจว่านางเป็นคู่หมายของเขา
ชาติก่อนเพียงแค่แอบทำในที่ลับ ชาตินี้คงเหลือเพียงแห่ประกาศให้ทั่วแคว้น เหลือจะเชื่อเหลือเกิน
“คุณหนูไป๋” เสียงหนึ่งเรียกจากด้านหลัง
ไป๋ลี่เฟยหันไปพบว่าผู้ที่มาเรียกนางนั้นเป็นองค์ชายหกก็หลุดคลี่ยิ้มจนเต็มใบหน้าออกมา แต่เมื่อรู้ตัวก็หุบยิ้มลงทันที ทว่าก่อนที่จะได้กล่าวสิ่งใด ก็รู้สึกถึงแรงมหาศาลผลักตนเองลงจากสะพานโดยไม่ทันตั้งตัว
“นังแพศยา องค์ชายกลับมาไม่ถึงวันก็เสนอตัวจนถึงที่”
เสียงก่นด่าแหลมสูงฟังไม่รู้ความดังขึ้นมาไล่หลังคุณหนูไป๋ แต่ก่อนที่จะได้ตั้งหลักหรือดึงพลังปราณมาช่วยให้ตนเองทรงตัวในน้ำ ศรีษะของลี่เฟยกระแทกเข้ากับหินแต่งบ่อเข้าเต็มแรง ทำให้ภาพทุกสิ่งดับวูบลง
“คุณหนู คุณหนูไป๋” จูจูร้องเรียกอย่างตกใจ