"ขอทุกหัวใจ เชื่อในความรัก สักวัน ปาฏิหารย์นั้นจะเป็จริง"
จริงเหรอ เฮียเจตน์? แต่ผมไม่เชื่อเฮียหรอกนะ มันเป็แค่เพลงแอ๊บแบ้วกับเื่ราวเพ้อฝันของเด็กผู้หญิงที่ว่าตัวเองเป็เ้าหญิง มีเ้าชาย ปราสาทใหญ่โตหรูหรากับความเชื่อที่ว่าตอนท้ายของเทพนิยายจะลงเอยว่า “เ้าหญิงกับเ้าชายครองรักกันอย่างมีความสุขตลอดไป” คุณเชื่อเหรอว่าเ้าหญิงกับเ้าชายจริงๆก็คนเหมือนกัน จะไม่เคยทะเลาะกัน หรือไม่คิดที่จะเลิกกันหรือนอกใจกันเลยเหรอ มันเป็แค่นิทานหลอกเด็ก !
แล้วคุณเคยได้ยินเพลงของพี่? มอสที่ร้องว่า “หนังไทยเขามีให้ดูเคยได้ดูไหม เขาก็ทำให้ตัวแสดง ต้องทะเลาะกัน เื่ราวก็เดาได้เลย ว่าประมาณนั้น แล้วก็ลงรักกันด้วยดี Happy ending” งือ ถ้าคุณรู้จักเพลงนี้ คุณไม่เด็กแล้วนะ ไม่ได้ตั้งใจจะแซวอายุหรอกครับ แค่อยากอยากถามว่าคุณเชื่อพี่มอสจริงๆเหรอ?
ผมควรแนะนำตัวเองอย่างเป็ทางการก่อนซินะ ครับ สวัสดีครับ ผมทีปกรณ์ กล้าหาญ ชื่อเล่นชื่อที เรียนจบชั้น ม.ปลายจากโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย (แท้ๆไม่ใช่ สาขาที่ 2) แล้วเรียนต่อที่คณะแพทยศาตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ถ้าถามว่าผมสอบติดหมอได้ไง ก็คงเหมือนเด็กทั่วๆไปที่โดนกรอกหูทุกวี่ทุกวันว่าเป็หมอแล้ว รวย!!! ที่บ้านก็เห็นดีเห็นงามด้วย ตลอด 3 ปีที่บ้านส่งผมไปติวทุกสถาบัน เกร็งข้อสอบขนาดนั้นจะสอบไม่ติดได้ยังไง ทั้งหมดเพื่อแลกกับรองเท้า Air Jordan XI ที่ไมเคิล จอร์แดนหรือเอ็มเจ (นักบาสชื่อดังยุค 90) ใส่เล่นหนังเื่สเปซ แจมที่เป็จุดเริ่มต้นของความบ้าคลั้งใน “การสะสมรองเท้า (Sneaker Addict/Collector)” ของผม
“น้ำมูล คือ น้ำมนต์ บันดลแกร่งเป็ดินไกร จับใจมาปั้นใจ เป็ใจแก้วคนด่านเกวียน”
เป็คำขวัญที่ผมท่องได้จนขึ้นใจด้วยสายเืคนด่านเกวียนแท้ๆ ตำบลโชคชัย อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา (โคราชบ้านเอ็ง) ขอโปรโมทช่วยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยแป๊ปนึงครับคือเมื่อก่อนเป็เมืองหน้าด่าน เรียกว่า “ด่านกระโทก” เคยเป็ที่พักกองคาราวานเกวียนสินค้าที่ขึ้นล่องระหว่างโคราช-เขมร เลยเรียกกันว่า “ด่านเกวียน” เล่ากันต่อๆมาว่ามีชาวข่า (ชนเผ่าตระกูลมอญ-เขมร) เข้ามาและได้นำดินมาปั้นเป็ภาชนะและเผาเก็บไว้ใช้เมื่อชาวบ้านมาเห็นก็เกิดความสนใจและฝึกฝนฝีมือการทำเครื่องปั้นดินเผาจนเกิดความชำนาญและทำเป็อาชีพและตระกูลของผมได้สืบทอดกรรมวิธีการผลิตให้คงไว้ด้วยเอกลักษณ์และความสวยงามในแบบของเครื่องปั้นด่านเกวียนจนสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ คือความภาคภูมิใจของคนด่านเกวียนอย่างผม
ถ้าไอ้เต้ (เพื่อนรักของผม) ได้เล่าอะไรเกี่ยวกับความรักของมันให้ฟังยังไง ผมไม่ได้เห็นดีเห็นงามกับมันทั้งหมดหรอกครับและ ผมจะขออธิบายเพิ่มว่าทำไม ผมถึงไม่ “in” กับคำๆนี้เอาซะเลย
เพราะว่าสิ่งที่ใครๆต่างก็เรียกกันว่า “ความรัก” จริงๆแล้วเป็แค่สัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากสมองที่ถูกกระตุ้นด้วยสารสื่อประสาทให้หลั่งสารเคมีที่เรียกกันให้เข้าใจยากเฉยๆว่า “ฮอร์โมน” ส่วนหัวใจทำหน้าที่สูบฉีดเืไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายเพราะฉะนั้นถ้ารู้วิธีควบคุมการหลั่งฮอร์โมนแห่งความใคร่ (Lust) ความเสน่หา (Attraction) และความผูกพัน (Attachment) จากหนังสือ Anatomy of love ของ Dr. Helen Fisherได้แล้วละก็
เราก็จะควบคุมความรักได้เช่นกัน ไม่ใช่เื่ยากเลย
“ความใคร่”
ทำให้คนเราหลงใหลได้ปลื้มแบบไม่ลืมหูลืมตาเหมือนในเพลง “ความรักทำให้คนตาบอด” ของวง Bodyslam ถูกกระตุ้นด้วยฮอร์โมน 2 ชนิด
เอสโตรเจน (Estrogen) เป็ฮอร์โมนเพศหญิง ทำให้คนเราแอบมองคนที่เราชอบอยู่นะจ๊ะ แต่เธอไม่รู้บ้างเลย แอบส่งใจให้นิด ๆ แต่ดูเธอช่างเฉยเมย เอาล่ะ เตรียมใจไว้หน่อย มันจะหัวก้อยต้องเสี่ยงกัน เย อี เย อิ เย (เดี๋ยวนะ ต้อง เย อี เย อิ เย ด้วยเหรอ) เหมือนเพลง “คุกกี้เสี่ยงทาย” ของสาวๆวง BNK48
เทสโทสเตอโรน (Testosterone) เป็ฮอร์โมนเพศชาย ทำให้คนเราคลั่งไคล้คนที่เราชอบ น่ารักตอนเธอพูดจา ลึกซึ้งถ้าเป็เื่ใจ (เราเองที่หลงคิดไปว่า) เธอมองอะไร อะไรด้วยความอ่อนโยน (มีฉากหลังเป็ทุ่งดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์กับสายรุ้งพาดผ่านท้องฟ้าสดใสเลยปะล่ะ) ไม่สมบูรณ์แต่สมดุลย์ เห็นภาพรวมเธอแล้วโดน รู้ไหมใจฉันดวงนี้มันสับสน หลงใหลเธอจนหมดใจแล้วเออ (ใช่แล้วครับ ไอ้ต้าวเทสโทสเตอโรนนี่แหละที่ทำให้) พอดูรวมๆ แล้วมีเสน่ห์เหลือเกิน ไม่ต้องมาเขิน ฉันพูดจริงๆ เธอมีเสน่ห์มากมาย จะน่ารักไปไหน อยากจะได้แอบอิง ยิ่งดูยิ่งมีเสน่ห์ เป็ไงละครับ ผลจากฮอร์โมนตัวนี้ เหมือนเพลง “คนมีเสน่ห์” ของพี่ป้าง นครินทร์ กิ่งศักดิ์ กล่าวไว้ไม่มีผิดเพี้ยน
“ความเสน่หา”
เป็่เวลาแห่งการตกหลุมรัก บ้างก็ว่าโดนศรรักของคิวปิดปักอกเข้าให้ (ชาวกรีกก็เข้าใจสรรหาวิธีอธิบายผลของฮอร์โมนต่อร่างกายคนเราจริงๆเชียว) ทำให้มีอาการเพ้อและคิดถึงคนรักตลอดเวลาเพราะถูกกระตุ้นด้วยฮอร์โมน 3 ชนิด
โดพามีน (Dopamine) ทำให้คนเราเข้าใจคำว่าสองเรา ไม่ว่าจะร้อนหรือว่าจะหนาวก็ไม่กลัว มีเธอที่รักข้างในจิตใจ ให้ฉันก้าวเดินต่อไปต่อจากนี้ โน้ว (เห็นมะ ครวญครางเป็เสียงที่ไร้ความหมาย แต่รับรู้ได้ทางความรู้สึกอีกแล้ว) เธอและฉัน จับมือเคียงกันนับจากนี้ ผ่านความเดียวดายที่สองเรานั้นเคยมี เมื่อมีเธอคนที่แสนดีอยู่ตรงนี้ เหมือนเพลง “ของขวัญ” ของวง Musketeers ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับสมองส่วนการให้รางวัล หรือ Brain reward system ซึ่งจะหลั่งออกมาเมื่อเราพบเจอหรือมีพฤติกรรมที่พึงพอใจ
เอพิเนฟรีน (Norepinephrine) หรือ อะดรีนาลิน (Adrenalin) ทำให้คนเราหัวใจเต้นแรง หน้าแดงทุกที ใช่เธอหรือนี่ ที่คอยตลอดมา ควบคุมไม่อยู่ รู้เลยว่าตัวสั่น แค่เจอไม่นาน ถูกใจฉันเหลือเกิน เจอกันแล้ว อย่าผ่านเลยได้ไหม ถ้าเสียเธอไปก็คง ชอกช้ำ เหมือนเพลง “ทำอะไรสักอย่าง” ของพี่ป้าง นครินทร์ (อีกแล้วหรอเฮีย เฮียตั้งใจแต่งเพลงสอนวิชา ชีววิทยาช่ะ คือดีอ่า เฮียช่วยให้เด็กไทยเข้าใจฮอร์โมนสองตัวได้แบบไม่ต้องท่องจำ)
เซโรโทนิน (Serotonin) ทำให้คนเราโหยหา ความรักความเมตตา หิวความ ศรัทธา ความมั่นใจ ไขว่คว้า ความสุข ความสดใส ขอเพียงมีใครเอื้ออาทร เหมือนเพลง “แบ่งปันร้อยยิ้ม” ที่คุณๆอาจจะเคยได้ยินทางช่อง 7 ก่อนละครจักรๆ วงศ์ๆ ตอนเช้าเสาร์ อาทิตย์ (และเ้าฮอร์โมนตัวนี้ยังเป็ตัวควบคุมอาการง่วงนอนและการหลับด้วยนะ)
“ความผูกพัน”
ทำให้คนเราคบกันไปนานๆและจะเป็ปัญหามากๆถ้าเลิกรากันเพราะนี่แหละคือตัวการที่ทำให้เราตัดใจยังไงก็ตัดไม่ขาดเพราะร่างกายถูกควบคุมโดยฮอร์โมน 2 ชนิด
อ๊อกซีโทซิน (Oxytocin) ทำให้คนเรารู้สึกอุ่นใดๆ โลกนี้มิมีเทียบเทียม อุ่นอกอ้อมแขนอ้อมกอดแม่ตระกอง รักเ้าจึงปลูก รักลูกแม่ย่อมห่วงใย ไม่อยากจากไปไกล แม้เพียงครึ่งวัน ให้กายเราใกล้กัน ให้ดวงตาใกล้ตา ให้ดวงใจเราสองเชื่อมโยงผูกพัน เหมือนเพลง “อิ่มอุ่น” ของพี่ ศุ บุญเลี้ยง (นี่คือรักแท้และสายใยความรักที่แม่มีต่อลูก)
วาโซเพรสซิน (Vasopressin) ทำให้คนเราอยากดูแล เมื่อยามเธอหมอง เศร้า อยากเป็เงา เมื่อเธอเหงาใจ อยากเดินเคียง เมื่อเธอ้า ผู้ใด ข้าง กาย ซักคน เหมือนเพลง “ขอเป็คนหนึ่ง” ของพี่ตู่ นันทิดา แก้วบัวสาย
แต่! ฮอร์โมนนั้นอาจจะถูกควบคุมด้วย “ฟีโรโมน” (Pheromone) ที่สามารถเพิ่มแรงดึงดูดทางเพศได้
เคยมีรายการ MEGA CLEVER ฉลาดสุดๆ ออกอากศทางช่อง 9 อสมท ทำการทดลองว่า
“น้ำหอมฟีโรโมนได้ผลจริงหรือไม่?”
โดยจัดให้ผู้ชายฝาแฝด 3 คนอยู่แยกกันคนละห้อง ทุกห้องปิดมืดสนิท และห้ามส่งเสียงใดๆ
แล้วให้ผู้หญิง 9 คน ปิดตา ใส่ที่ปิดหู และเดินเข้าไปในแต่ละห้อง หมุนเวียนจนครบทั้ง 3 ห้อง
แล้วให้เลือกห้องที่ชอบที่สุด ! หรือดึงดูดได้มากที่สุด (ผู้หญิงทุกคน ไม่เห็นหน้า ไม่ได้ยินเสียง ไม่ได้กลิ่น)
น่าแปลกที่ผลการทดลองออกมาว่า 6 ใน 9 คน เลือกห้องหมายเลข 2 ซึ่งเป็ห้องของ ผู้ชายฝาแฝดคนที่ “ฉีดฟีโรโมน” โดยไม่มีเหตุผล ผู้หญิงเ่าั้อธิบายไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมถึงเลือก? แค่รู้สึกว่าอยากจะเลือกห้องนั้น ! ทั้งๆที่หน้าตาเหมือนกัน เกิดจากไข่ใบเดียวกัน แต่แตกต่างกันที่ ฟีโรโมน
สรุปว่า น้ำหอมฟีโรโมนได้ผลประมาณ 80% และอธิบายถึงอวัยวะหนึ่งในโพรงจมูกที่ใช้รับรู้ฟีโรโมนว่า ไม่ใช่รับรู้กลิ่น เป็เพียงจุดเล็กๆข้างในรูจมูกของเรา ฟีโรโมนสกัดออกมาค่อนข้างที่จะยากมากและเป็สารที่ห้ามใช้ในเครื่องสำอาง ใครเอามาลักลอบใส่ ถือว่าเป็ความผิดทางกฎหมาย
ฟีโรโมน คือคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่ดีที่สุดของ “น้ำมันพราย” ในบรรดาอาถรรพ์ด้านทำเสน่ห์ด้วยไสยศาสตร์ เป็สุดยอดของมนต์ดำสายล่างที่เข้มขลังและน่ากลัวที่สุดได้มาด้วยการใช้เทียนรนจากศพของหญิงตายทั้งกลม เชื่อกันว่าผู้ที่สามารถรนน้ำมันพรายมาได้จะต้องเป็ผู้ที่มีวิชาอาคมทางไสยศาสตร์แก่กล้า มีกำลังใจเข้มแข็งสูงมาก เพราะจะต้องเผชิญกับความน่าเกลียดน่ากลัวและน่าสยดสยองอย่างถึงที่สุด หรืออาจเผชิญกับอิทธิฤทธิ์ของิญญาผีตายทั้งกลมได้ทุกเมื่อ และนี่คือความลับดำมืดของผม ที่ใครๆอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน
“ขอบใจมากนะพ่อหนุ่ม ลุงไม่มีอะไรจะตอบแทน รับนี้ไว้เถอะ” ความทรงจำเลือนรางเมื่อครั้งที่ผมยังเป็เด็ก ได้กุลีกุจอเอาน้ำดื่มเย็นชื่นใจใส่คนโทเครื่องดินปั้นที่หาได้ไม่ยากในแถบนี้ให้ชายชราผู้มาขอความช่วยเหลือ
“รับนี้ไว้นะพ่อหนุ่ม เอาไว้ใช้เมื่อคราวจำเป็ อย่าเอาไปใช้ในทางที่ผิด มันมีโทษต่อตนเองและผู้อื่น” ชายชรามอบผอบดินเผาเป็สิ่งตอบแทน ด้านในบรรจุของเหลวที่ผมพยายามค้นคว้าหาข้อมูลจนได้คำตอบว่านี่คืออาวุธชีวภาพครั้งโบราณกาลแต่ผมจะขอเรียกให้โมเดิร์นขึ้นหน่อยว่า “ฟีโรโมน” ก็แล้วกันครับ (ซึ่งมันเป็โครงการลับๆและเป็แรงบันดาลใจให้ผมเรียนหมอ เพราะผมอยากรู้จริงๆว่า มันได้มาจากไหน) และผมตั้งใจจะไม่ใช้มัน ถ้าไม่จำเป็จริงๆ
“กูบอกมึงตรงๆนะ ทีมมึงไม่มีทางชนะทีม มทส. ได้หรอก กัปตันทีมแม่งเทพเกิน” มทส. คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ผมคุยกับไอ้เต้ที่หอพักที่จริงๆแล้วก็ไม่ควรติดโปสเตอร์อะไรกันหรอกนะ แต่ด้วยความคลั่งไคล้ในกลุ่มโจรสลัดวันพืชมันอดใจไม่ไหวจริงๆที่จะติดประกาศรางวัลนำจับไอ้ต้าวลูฟี่ หมวกฟางใบแรกที่ตอนนั้นมีค่าหัวแค่ 30 ล้านเบรี หลังจัดการโจรสลัดตัวเอ้ในอีสท์บลูได้ ผมกับมันคุยกันได้สักพักใหญ่ๆและสารภาพตรงๆเลยว่าไม่มีทางชนะได้เลยก่อนการแข่งรอบชิงชนะเลิศที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
“เห้ย ไอ้เชี่ยที การแข่งครั้งนี้สำคัญกับกูมากเว้ย มึงต้องช่วยกูนะ” ไอ้เต้พยายามอ้อนวอน
“มึงก็รู้ว่ามันเป็ไปไม่ได้” ผมยังคงยืนกรานเสียงแข็ง
“งั้น Air Jordan One ปี 85 สีดำแดง ดิวป่ะ”
“ดิว” ผมตอบสั้นๆแต่ได้ใจความ
เฮ้ย! ผมทำอะไรลงไป เหมือนรองเท้าปีศาจในตำนานครอบงำจิตใจผม ที่คณะกรรมการ NBA เคยสั่งแบนรองเท้าสีนี้เนื่องจากเป็โทนสีที่ขัดต่อกฎการแต่งกายที่ต้องเป็สีที่เข้ากับชุดและเข้ากับเพื่อนร่วมทีมและเคยปรับ MJ เป็เงิน 5,000 ดอลลาร์สหรัฐทุกครั้งที่ใส่มันลงสนาม ซึ่ง Nike ก็ยินดีจ่ายและใช้โอกาสนี้ในการโปรโมทรองเท้ารุ่นดังกล่าวไปในตัว โดยมีนัยยะว่าผู้ที่ได้สวมใส่มันคือผู้ที่ “ไม่ยอมรับ” การแบนของ NBA อยู่กลายๆ ผมตอบตกลงไอ้เพื่อนชั่วทันทีแบบขาดสติและไม่ยับยั้งชั่งใจ
แล้วผมจะทำยังไงเพื่อหาจุดอ่อนของทีม มทส. ?
เพื่อ Air Jordan One ผมเช็ควิชาที่ผมสามารถโดดเรียนได้ แล้วเดินทางไปมหาวิทยาลัยสุรนารีแบบไม่ให้ใครรู้ ผมถึงผมจะหาข้อมูลว่าทีมนี้ใครเล่นตำแหน่งไหนเป็อย่างดีแล้ว แต่พอผมได้ดูพวกมันซ้อม ผมบอกได้เลย ยังไงทีมไอ้เต้ก็ไม่มีทางชนะ (ทีมมันเล่นดีไม่มีจุดอ่อนยังกับเล่น NBA) ผมวิเคราะห์การเล่นอยู่นาน หัวใจหลักของทีมคือไอ้กัปตันทีมและการเล่นของมันสมบูรณ์แบบไม่มีจุดอ่อนเลย จนผมเกือบถอดใจกับรองเท้าผ้าใบในฝัน (ทำไมผมย้ำคิดย้ำทำแบบนี้)
“เขาเหมาะสมกันมากเลยเน้อ” ผมได้ยินเสียงสาวๆซุบซิบอะไรกันอยู่ ผมหันไปดู เห็นผู้หญิงหน้าตาน่ารักคนหนึ่งกำลังเสิร์ฟน้ำไอ้กัปตันทีมไม่บอกก็รู้ว่าเป็แฟนกัน อ้อ นี่คือกำลังใจของมันสินะ ผู้หญิงคนนี้น่ารักเหมือนกันนะ แล้วทันใดนั้นผมเหมือนถูกผีห่าซาตานเข้าสิงให้คิดวิธีการชั่วๆออก
“สวัสดีครับ พอดีผมลืมโทรศัพท์ไว้ที่ไหนไม่รู้ ขอยืมโทรศัพท์โทรเข้าเครื่องผมหน่อยนะครับ รบกวนด้วยครับ” ผมอาศัยจังหวะที่เธอกำลังเดินปลีกตัวออกจากขอบสนามและเข้าจู่โจมเธอในทันที เธอเองก็คงคิดว่ามันเป็มุขขอเบอร์โทร ผมต้องใช้สีหน้าท่าท่าทำเป็เดือดร้อนจริงๆ จนเธอช่วย ผมปิดเสียงโทรศัพท์และระบบสั่นไว้ไม่ให้เธอจับได้
“หายไปจริงๆด้วย ขอบคุณมากนะครับ ผมไปทำหายที่ไหนนะ” ผมยังคงทำเป็เนียนและทำทีรีบไปหาโทรศัพท์ แต่จริงๆแล้วผมได้แอบใช้ฟีโรโมน (ครั้งแรก สาบานได้) ไว้ที่โทรศัพท์ของเธอ ต่อไปก็แค่รอให้เป็ไปตามแผนที่ผมวางไว้ ส่วนผมนั่นเหรอครับกลับมหาวิทยาลัยอย่างสบายใจไร้กังวล
2 - 3 วันผ่านไป ...
“สวัสดีค่ะ หาโทรศัพท์เจอหรือยังคะ” เธอโทรกลับมาหาผม
“หาเจอแล้วครับ ผมลืมไว้ที่แลปครับ” ผมตอบไปตามมารยาท
“เรียนสายวิทย์ เหรอคะ เหมือนกันเลย” แหนะ ชวนผมคุย
“ใช่แต่เราเรียนที่สารคามนะ” ผมพูดไปตามความจริง
“อ้าว แล้วมาทำอะไรที่โคราช แต่ไม่เป็ไรอยากไปเที่ยวสารคามพอดีเลย” เป็ไปตามแผน
“มาดิ” แล้วผมก็วางสายไปเลยดื้อๆ หึๆ ทุกอย่างเป็ไปตามการกระตุ้นด้วยฟีโรโมนและมันได้ผลดีเกินคาด เธอมาโผล่ที่สารคามจริงๆในตอนเช้า ผมบอกให้เธอหาที่พักรอก่อน ไว้ผมเรียนเสร็จผมจะไปหาที่ในเมือง
“เราไม่รู้ว่ามันเร็วเกินไปรึป่าว แต่เราชอบนายนะ คบกับเราไหม” เธอเอ่ยปาก
“เธอมีแฟนแล้ว จะเป็แฟนกันได้ไง”
“ถ้าเราโสดละ จะเป็แฟนกับเราไหม” เธอรบเร้าผม
“แล้วแฟนเธอจะไม่เสียใจเหรอ” ผมถามเธอ ไม่ทันที่เธอจะตอบผม เธอโทรหาไอ้กัปตันทีมคนนั้น
“เราเลิกกันเถอะ” เธอคุยกับคนในสายโทรศัพท์แต่สายตามองมาที่ผมด้วยความอ้อนวอน
“พูดกันไม่รู้เื่แล้ว เราว่าเราห่างกันสักพักเถอะนะ แล้วไม่ต้องโทรมาอีกนะ” เธอรีบตัดสายไป แม้เขาจะพยายามโทรมาเท่าไหร่เธอก็ไม่รับสายจนต้องปิดมือถือหนีปัญหา จริงๆแล้วผมก็ไม่ได้อยากเอาเปรียบอะไรเธอหรอกนะ แต่ไอ้ผมก็ผู้ชายแมนๆ (เอิ่ม ผู้ชายแมนๆเตะบอลกับลูกผู้ชายมันต่างกัน ผมว่าที่ผมทำอยู่เนี่ยมันไม่ใช่วิธีในแบบลูกผู้ชายตัวจริงสู้กระทิงแบบมาทาดอร์หรอกครับ) คนเรามันจะอดใจได้ยังไง เธอมีรอยยิ้มที่สดใสทำให้ผมอยากอยู่ใกล้ๆเธอ เธอเผลอสะกิด ผมเลยจับมือเธอ เรายิ่งแนบชิดและชวนกันดื่ม ระดับแอลกอฮอล์ในกระแสเืสูงปรี๊ด ความยับยั้งชั่งใจหายไปไหนก็ไม่รู้ เสียงเพลงชวนทำให้เคลิบเคลิ้ม เธอพาผมมาที่โรงแรม เธอถอดเสื้อผ้าผมออกจนหมดและใช้ทุกส่วนของร่างกายเธอทำให้ผมมีความสุข แต่ก็ยังดีที่ผมมีโล่โปรงใสเรียบลื่นป้องกันชีวิตเหลือติดกระเป๋าอยู่บ้าง เธอทำเป็น้อยอกน้อยใจ ก็แค่โปรยคำหวานหน่อยเธอก็ยอมทนรับแรงกระแทกกระทั้นในตัวผมที่มีอยู่อย่างล้นเหลือส่งผ่านทางร่างกายไปจนเธอร้องครวญครางและเสียวซ่าน ไม่แปลกเลย ทำไมไอ้กัปตันทีมอะไรนั้นจะลุ่มหลงเธอขนาดนี้ ป่านนี้มันคงไม่เป็อันทำอะไร เพราะแฟนที่มันรักได้ตกเป็ของผมอย่างง่ายดาย คิดสะว่าขำๆเถอะนะ เราเองก็ไม่ได้จริงจังอะไร เธอเป็เพียงหมากตัวหนึ่งที่ช่วยให้แผนการของเราสำเร็จเร็วขึ้นเท่านั้น พอเสพสมอารมณ์หมาย ผมไม่ได้กอดหรือแม้แต่จูบเธอเพื่อบอกลา แค่กระซิบบอกเบาๆว่า
"เจอกันวันแข่งบาสรอบชิงนะ" ผมใส่เสื้อผ้าแล้วกลับที่พัก ส่วนเธอกลับโคราชและไม่ได้ติดต่ออะไรผมมา (เพราะผมบอกไว้แบบนั้น)
"กูคงไม่ได้ไปดูมึงแข่งนะ" ผมบอกไอ้เต้ มันทำหน้างงๆ
"อ้าว ได้ไงว่ะ แล้วรองเท้าอ่า มึงไม่สนใจเหรอ กูดิวไว้แล้วนะเว้ย" มันโวยวายใหญ่
"เอาน่า มึงก็เล่นให้เต็มที่ก็พอ" ผมพูดไปตามน้ำ
"จำไว้เลย ให้เพื่อนชั่ว ถ้ากูแพ้นะ กูโทษมึงคนแรกเลย แม่งนอกจากจะไม่วางแผนการเล่นช่วยกู ยังไม่ไปดูกูอีก"
"มึงก็ร้องเพลง love waiver ดิ สักวันปาฏิหารย์จะเป็จริง" หึๆ ปาฏิหารย์กับความลับดำมืดอันน่ากลัวนะซิ
"จำไว้เลยไอ้ที มึงไม่ต้องเอาแม่งละ รองเท้า" มันโวยวาย
"ไม่ได้นะโว้ย ไม่รู้ละ มึงพูดแล้ว ถ้ามึงชนะ กูได้รองเท้า จบนะ" ผมยื่นคำขาด
"เห้ย แบบนี้ก็ได้หรอว่ะ" ใช่ไง ก็ให้มึงงงต่อไปไงไอ้เพื่อนเต้
วันแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี สุรนารีเป็เ้าภาพ มันก็ไม่ใช่เื่ที่ผมต้องเดินทางไปกลับ สารคาม - โครชเป็ว่าเล่นหรอกนะ (แต่เพื่อรองเท้าคู่นั้นที่ฝันมาตั้งนานหรอกน่า) ผมแอบไปพบกับเธอลับๆอีกครั้ง เธอดูเปลี่ยนไปเหมือนร่างกายซูบผอมลง เหมือนนอนไม่พอและมีกลิ่นละมุดเหม็นฉึ่ง เธอบอกเธอคิดถึงผมเหมือนใจจะขาด คำพูด น้ำเสียง ลีลาท่าทางของเธอช่างเย้ายวนจนเรามีอะไรกันอีกครั้ง (ผมสาบานว่าผมป้องกันเป็อย่างดีไม่มีพลาด) แม้จะดูว่าผมเอาเปรียบและแสวงหาความสุขจากเรือนร่างของเธอ แต่ผมรู้ว่าลึกๆแล้วเธอเองก็คงเจ็บเพราะคงมีปัญหากับไอ้นักบาสนั้นไม่ใช่น้อย เราได้ปลดปล่อยอารมณ์และแรงปรารถนาไปด้วยกันเป็ครั้งสุดท้าย ผมบอกเลิกเธอหลังจากเราบรรลุจุดสุดยอดแห่งกามารมณ์ เธอร้องไห้ฟูมฟาย ผมบอกให้เธอหยุดร้องไห้และอย่าติดต่อผมมาอีก และผมกลับไปพร้อมกับชัยชนะที่ผม “โกงเขามา!” เพื่อแลกกับสิ่งที่ผมอยากได้ นี่คือความลับดำมืดในจิตใจผม
ผมเริ่มสนุกกับการใช้ฟีโรโมนั้แ่นั้นเป็ต้นมา ยิ่งลองผิด ลองถูกก็ยิ่งได้ผลลัพธ์ที่น่ามหัศจรรย์ทั้งกับเพศหญิงและชายและมันทำให้ผมรู้ตัวว่าผมเป็เสือไบ (เรานี่มันโง่ชะมัดเก็บของดีกับตัวไว้ตั้งนานเพราะมัวแต่กลัวกับคำเตือนบ้าๆนั่น) เมื่อคนเราขาดสติและขาดการยับยั้งชั่งใจ ก็ไม่ต่างอะไรกับสัตว์ ยกตัวอย่าง เช่น ผึ้งที่ทำตามคำสั่งของนางพญาโดยมิอาจขัดขืน ผมถือว่าผู้คนมากมายที่เข้ามาในชีวิตผมคือคะแนนสะสม เช่นเดียวกับรองเท้าที่นับวันจะมากขึ้นทุกทีๆ (แต่การป้องกันและการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยยังคงเป็สัญญาใจกับตัวผมเองว่าจะไม่พลาดโดยเด็ดขาด)
หลายปีผ่านไป …
ผมเรียนหมอเฉพาะทาง ด้านอายุรกรรมโรคมะเร็ง (Medical Oncology) โดยเฉพาะการรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัด (Chemotherapy) จากรายงานประจำปี 2018 ขององค์กรระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ประมาณการณ์ตัวเลขผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่จะเพิ่มขึ้นกว่า 18 ล้านคน และจะมีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งเพิ่มสูงขึ้นเป็ 9.6 ล้านคน ที่น่าใ คือ ผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่เกือบครึ่งและผู้เสียชีวิตจากมะเร็งเกินครึ่งนั้นอยู่ใน “ทวีปเอเชีย!” และประเมินว่า ภายในปี 2040 จะมีผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่มากถึง 29.3 ล้านคน และอัตราการเสียชีวิตจะพุ่งสูงขึ้นเป็ 16.3 ล้านคน
นอกจากนี้ยังพบว่า 1 ใน 5 ของผู้ชาย และ 1 ใน 6 ของผู้หญิง จะป่วยเป็มะเร็งใน่ชีวิตหนึ่งของพวกเขา ซึ่งป่วยเป็มะเร็งปอดและมะเร็งเต้านมมากที่สุด รองลงมา คือ มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งกระเพาะอาหารช่องท้อง ขณะที่มะเร็งปอดเป็สาเหตุของการเสียชีวิตของผู้คนมากที่สุดในปี 2561 ถึง 1.8 ล้านคน
มะเร็งจึงเป็วาระเร่งด่วนแห่งชาติและได้รับงบประมาณในการดูแลรักษาเป็จำนวนมาก แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อผู้ป่วยอยู่ดี ด้วยปัญหาในหลายๆด้านองค์การเภสัชกรรม (GPO) จึงได้ออกหนังสือให้ผู้ผลิต/นำเข้ายามาประชุมกันเร่งด่วนเพื่อหาวิธีแก้ไข (ผมได้รับเชิญให้เป็ที่ปรึกษาด้านการวินิจฉัยโรคและผู้มีประสบการณ์ในการรักษาด้วยเคมีบำบัด) เพื่อเร่งหายาสำหรับให้คีโมแก่ผู้ป่วย แล้วสูตรยาไหนจะดีที่สุดสำหรับคนไข้ละ? การประชุมครั้งนี้ทำให้ผมได้พบกับน้องรถเก๋งอีกครั้ง (หลังจากที่ไม่ได้เจอกันมาตั้งหลายปี)
“สวัสดีครับพี่ที ไม่ได้เจอกันตั้งนานสบายดีนะครับ” น้องรถเก๋งทักทายผม
“สบายดี ไม่ได้เจอกันตั้งนานเลยเน้อ เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าทำงานให้บริษัทนำเข้ายาใหญ่โตขนาดนั้น”
“ไม่หรอกครับพี่ กว่าจะได้งานนี้ก็ทำอะไรมาหลายอย่างเหมือนกันครับ”
“งั้นพี่ขอเบอร์ ขอไลน์ไว้หน่อยดิ เผื่อคุยงานกัน”
“ครับผม คงได้ติดต่อกันบ่อยๆนะครับเกี่ยวกับเื่ยาคีโม คนเป็มะเร็งกันเยอะมาก น่ากลัวจริงๆ”
“เออ เราจำไอ้เต้ เพื่อนพี่ได้ป่าว”
“จำได้ครับ”
“ผลตรวจสุขภาพมันไม่ค่อยโอเท่าไหร่ มีความเสี่ยงในการเป็มะเร็ง พี่บอกให้มันมาตรวจซ้ำก็ไม่ยอมมา”
“อ้าว ทำไมเฮียเต้ชะล่าใจแบบนี้นะ”
“ถ้าเจอมัน เตือนมันหน่อยนะ พี่ก็คุยแต่เื่อื่น ไม่ได้คุยเื่นี้เลย เดี๋ยวมันจะหาว่าพี่จู้จี้”
“ได้ครับเฮีย ถ้าเจอ ผมจะช่วยพูดอีกทางนะครับ”
“รีบกลับรึป่าว ไปนั่งจิบกาแฟ กินเค้ก กันก่อนไหม แถวนี้มีร้านโดนๆอยู่หลายร้าน”
“ไม่รีบครับแต่เกรงใจ เผื่อพี่ทีมีธุระต่อ”
“ไม่มีหรอก นานๆเจอกันที ไปนั่งคุยกันต่อดีกว่า”
“ครับพี่ที”
เราไปหาร้านกาแฟบรรยากาศดีๆนั่งคุยกัน ร้านบรรยากาศดี กาแฟและเค้กจัดได้สวยเหมาะกับการถ่ายรูปลงโซเชี่ยลมีเดีย ดูน้องดิไม่ได้เจอกันตั้งนานนะ โตขึ้นตั้งเยอะ เมื่อก่อนตัวผอมๆ แต่ตอนนี้หุ่นดีขึ้นมากเลย
“เราเล่นฟิตเนตเหรอ” ผมถาม
“ใช่ครับ เล่นมาหลายปีแล้ว ไม่ค่อยคืบหน้าเลย พี่ทีก็เล่นหรอครับ”
“ใช่ๆ ดูไอจีพี่ดิ” ผมหาผู้ติดตามง่ายๆแบบนี้แหละ 55
“โห ซิกแพคชัดมากครับ” น้องกดฟอลมา ผมฟอลกลับไม่โกง ตามด้วยไลค์รัวๆ
“คีย๊มันอยู่ที่การคาร์ดิโอ ไม่ใช่การซิทอัพเว้ย เราคาร์ดิโอวันละเท่าไหร่” ถ้าจะให้หมอแบบผมถามว่าวิ่งวันละกี่นาที มันก็ไม่เท่ห์ใช่ป่าวครับ ไทยคำอังกฤษคำ (เป็ความคิดส่วนบุคคลว่า) มันน่าฟัง/สนใจกว่ากันเยอะ (แต่ผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนก็คงไม่เห็นด้วยหรอกนะครับ ควรใช้คำให้ถูกต้องตามกาละเทศะก้แล้วกัน)
“5 นาที ครับ” บ้าไปแล้ว
“ชิพหายละ 5 นาทีเซลลูไลท์มาแน่ๆ” ผมเอามือไปจับรอบเอวน้อง น้องบ้าจี้ซะงั้น
“เห็นมะ พี่ว่าละ”
“งั้นก็เทรนให้ผมดิครับ” น้องขอ
“อยากให้พี่เป็พีที น้องยินดีจ่ายแพงไหม น้องไหวเหรอ”
“งั้นไม่เป็ไรก็ได้ครับ” ซะงั้น
“ล้อเล่นนิดเดียว แหม เอาเป็ว่าว่างๆเดี๋ยวเทรนด์ให้น่าาา รับรองเห็นผล”
“ซิกแพคหรอครับ”
“มากกว่านั้นอีก” การหยอดถูกสั่งการด้วยระบบประสาทส่วนกลาง แต่สมองส่วนจิตสำนึกสั่งให้ผมมองตาก็น้องมันน่ารักหนิ แซวๆไปงั้นไม่ได้คิดอะไรเกินเลย น้องมันคงไม่ได้คิดไรหรอกมั่ง (แต่ถ้าคิดก็ดี)
“ซะงั้น” น้องมันหน้าแดง ชวนเปลี่ยนเื่คุยแก้เขิน
ข้อดีอย่างหนึ่งของการเป็หมอคือการถูกรุมล้อมด้วยหนุ่มๆ สาวๆตัวแทนบริษัทขายยาหรือเรียกกันว่า “ดีเทลยา” พวกเขาและเธอจะนำเสนอตัวยาที่ไม่ได้ต่างกันโดยมีนัยสำคัญเท่าไหร่หรอก แล้วจะทำยังไงละถึงจะปิดยอดกับผมได้ ลด แลก แจกแถมไปก็เท่านั้น ผมไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรเลยต้องยอมพร้อมเสนอด้วยอะไร “พิเศษๆ” เสมอๆ
(เซนเซอร์ชื่อ) คุณหมอสะดวกให้เข้าพบวันไหนคะ
ไม่สะดวกครับ (ผม)
(เซนเซอร์ชื่อ) ขอไปพบที่คอนโดนะคะ
ความเงียบคือการปฏิเสธที่ชัดเจนที่สุดยังไงละ ผมเบื่อที่จะตอบไลน์คนพวกนี้เหลือเกิน บล๊อกกันไปหลายทีก็ต้องหาไอดีใหม่แอดมา ถ้าจะขายยาแพงกว่าคนอื่นเขาก็เหนื่อยหน่อยนะ
“สวัสดีครับคุณหมอ คืนนี้คุณหมอว่างรึป่าวครับ ผมขอเลี้ยงข้าวครับ”
“ผมมีนัดแล้วครับ”
ไอ้เ้านี่ก็น่ารำคาญจริงๆ เปลี่ยนจากนำเข้ายาจากจีนเป็ที่อื่นก่อนค่อยมาคุยกันดีกว่าไหม คุณมั่นใจในประสิทธิภาพมากแค่ไหน พูดยังไม่ทันขาดคำ อีก 10 ชีวิต ยืนรอผมอยู่หน้าห้องคนไข้
“ผมออกเวรเที่ยงคืน” ผมรีบไล่ๆทุกคนออกไปและหวังว่าจะได้ผล แต่ทุกคน อ้อ ไม่ซิ จำนวนคนเพิ่มมากขึ้นด้วยซ้ำที่มายืนรอดักเจอผมที่รถ ทำไมพวกคุณต้องแข่งขันกันขนาดนี้
“คุณ คุณ และก็คุณ” (ชาย 1 หญิง 2) ที่เหลือทำหน้าหงอย พวกคุณทำดีแล้วแต่ยังไม่พอสำหรับผม ทั้งสามคนรู้งานดีว่าต้องทำตัวยังไง ผมกลับถึงคอนโดยังไม่ทันได้พัก เสียงกริ๊งที่หน้าประตูผมก็ดังขึ้น
“ผมเหนื่อย มีเวลาคุยกับพวกคุณไม่นานนะ” ยังไม่ทันได้ตั้งตัว ทั้งสามคนรุมเขามาถอดเสื้อผ้าผม มีคนหนึ่งทำหน้าที่รินไวน์ชั้นเลิศและเปิดเพลงให้บรรยากาศหม่นๆปนยั่วยวน อีกคนตระเตรียมน้ำอุ่นให้ผมลงแช่ นวดเฟ้นและขัดผิวด้วยวัตถุดิบที่อ่อนโยนต่อผิวและดีที่สุด (ผมเคยโยนทิ้งและไล่คนที่ไม่ถูกใจกลับไปแล้วหลายครั้งแล้ว) ส่วนเขานวดอโรม่าด้วยน้ำมันสกัดเย็นบริสุทธิ์จากธรรมชาติ 100% มีกลิ่นหอมที่ผมชอบทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลาย ทั้งสามพยายามจะล่วงล้ำเขตกระทิงดุของผมเพื่อให้ผมมีอารมณ์แต่
“ผมไม่มีอารมณ์” ผมปฏิเสธแบบไม่รักษาน้ำใจ หญิงสาวทั้งสองเปลี่ยนวิธีการปลุกใจเสือป่าด้วยลีลาเลสเบี้ยน (จำเป็) ที่ร้อนผ่าว
“น่าเบื่อ” ชายหนุ่มเข้าไปนัวเนียกันไปหมด (เราชอบผู้ชายไม่ใช่เหรอ ทำไมต้องฝืนทำอะไรขนาดนั้น) นี่ละนะโลกเรา เพื่อผลประโยชน์ก็พร้อมจะทำทุกอย่าง น่าสมเพชที่สุด พอได้เงินมาก็เอาไปซื้อของแบรนด์เนมแพงๆ ไปเที่ยวต่างประเทศ พอเงินหมดก็เครียดและหาเงินด้วยวิธีผิดๆให้หมุนเงินทัน แทนที่จะเอาความรู้ที่อุตส่าห์ร่ำเรียนมาไปพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ไม่ใช่เอามาขายแข่งกัน ตัดราคากันสุดท้ายมันก็พังทั้งระบบ (เอิ่มอันนี้ผม In ไปหน่อย โทษทีครับ)
“ผมจะไปนอนแล้วนะ พวกคุณกลับได้แล้ว” ผมก็จำเป็ต้องใจร้ายเพื่อปกป้องตัวเอง
“คุณหมอครับ ซื้อยากับผมเถอะนะครับ ผมต้องจ่ายค่าเทอมเรียน ป.โท ผมจำเป็ต้องใช้เงินจริงๆครับ” รวมไปถึงต้องจ่ายเงินเลี้ยงดูนายแบบที่นับวันยิ่งใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นถ่ายแบบในสังกัดด้วยไหม ถ่ายรูปลงไอจีหราขนาดนั้น คงอยากให้ผมหึงบ้างซินะ ฝันไปเถอะ ผมมองหน้า ไม่ตอบอะไรและเดินเข้าห้องนอนและนั่นคือคำตอบสุดท้ายที่ทุกคนต้องทำตาม
“คุณตามผมมา” ใจอ่อนอีกแล้ว ถือว่าให้ทุนการศึกษาก็แล้วกันและขอบคุณนะที่อุตส่าห์ไปฟิตหุ่นและทำหน้ามาตั้งเยอะ ผมเข้าใจดีว่าการออกกำลังกายเพื่อให้ได้มาซึ่งรูปร่างที่ดีมันยากแค่ไหนผมจะให้รางวัลแห่งความตั้งใจกับคุณ
“ส่วนคุณสองคน ดูแลรูปร่างให้ดีกว่านี้หน่อยนะ” ถือซ่ะว่าผมสร้างแรงบันดาลใจในการออกกำลังกายให้ก็แล้วกัน เป็อีกค่ำคืนที่ผมไม่ได้นอนคนเดียว แต่ทำไมผมรู้สึกว่านอนคนเดียวสบายใจกว่า ถึงเขาจะเอาอกเอาใจยอมตามใจผมทุกอย่าง แต่ทำไมผมรู้สึกว่าถ้าพึ่งพาตัวเองได้ยังดีเสียกว่า คืนนี้ผมใจดีมากแล้วนะที่ปล่อยให้เขาทำอะไรก็ทำพอได้ช่วยกันปลดปล่อยความ้าขั้นพื้นฐานของคนทุกคนออกมาบ้าง มันเป็แรงขับทางธรรมชาติเพื่อการดำรงค์เผ่าพันธุ์มนุษย์ ผมเซนต์ใบเสนอราคาแล้วให้เขากลับ เขาดูดีใจมากและอยากจะกอดผมแต่ผมปฏิเสธ ความ้าหรือว่าหัวใจของผมตายด้านไปแล้วจริงๆเหรอ อย่าพูดถึงความรักเลย ยิ่งนับวันยิ่งมั่นใจว่ามันเป็เพียงส่วนหนึ่งในการสืบพันธ์ุเท่านั้น พอประชากรมากเกินไป ธรรมชาติก็แค่เหนี่ยวนำให้เกิดความ้าที่หลากหลายเพื่อลดอัตราการเกิดเท่านั้นเอง
หลังจากการประชุมเื่ยารักษามะเร็งวันนั้น ผมคุยกับน้องรถเก๋งบ่อยขึ้น ผมดีใจลึกๆที่น้องไม่ได้ทำงานเป็ดีเทลยาเพราะผมคงรับตัวเองไม่ได้แน่ถ้าต้องทำอะไรทรามๆแบบนั้นกับน้องร่วมสถาบันเดียวกัน นั้นทำให้ผมรู้สึกว่า “มิตรแท้” นั้นหายากและควรรักษาน้ำใจกันไว้ เราพบกันบ่อยขึ้นเพราะผมจะหาโอกาสไปเทรนให้น้องบ่อยๆ
“หุ่นดีขึ้นตั้งเยอะนะเรา” ผมชมตอนที่น้องถอดเสื้อในห้องน้ำที่ฟิตเนต
“เทรนเนอร์ดีหรอกครับ”
“ไหนขอเชคเซลลูไลท์หน่อยดิ” ผมเอามือไปโอบจับรอบเอวน้อง
“คงอีกสักพักครับ จะคาร์ดิโอให้หนักขึ้นอีกครับ” น้องหลบสายตาผม หรือว่าผมจะ….
“งั้นพี่กลับก่อนนะ ต้องรีบไปขึ้นเวร” ผมรีบตัดบท ก่อนที่อะไรๆจะเกินเลยไปกว่านี้
ส่วนวันนี้เป็อีกครั้งหนึ่งที่ผมกับน้องพบกันแต่เป็ทางการมากๆ เพราะจะเป็การหาข้อสรุปในการผลิตยารักษามะเร็ง โดยทั่วๆไป ยาซิสพลาติน (Cisplatin; Cis-diaminedichloroplatinum (II)) เป็ตัวยาที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการให้คีโมเพราะสามารถออกฤทธิ์ในการยับยั้งการสังเคราะห์ DNA โดยจะเข้าไปจับกับอะตอมไนโตรเจนตำแหน่งที่ 7 บนเบส Guanine ทำให้เกิดการ Cross-link ของ DNA ทั้งในสาย DNA เดียวกัน (Intrastrand cross-linking of DNA) และจับคนละสาย DNA (Interstrand cross-linking of DNA) ทำให้ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง
อย่าเพิ่งงงกันดิครับ ต่อนะ ยาซิสพลาตินมักจะผสมกับตัวยาอื่นๆเพื่อให้ออกฤทธิ์ดีขึ้นจนกลายเป็สูตรยา เช่น BEP, VBP, VIP ฯลฯ ช่างแม่งเถอะ
เอาเป็ว่าปกติแล้วการประชุมมักจะผ่านไปได้ง่ายๆ แต่ดูเหมือนครั้งนี้จะไม่เป็แบบนั้น
“เราไม่สามารถหาข้อสรุปได้ค่ะว่าเราจะผลิตยา Cisplatin ผสมกับอีโทโปซายด์ (Etoposide) หรือว่าเจมไซทาบีน (Gemcitabine) ดี เพราะทั้งสองตัวยาออกฤทธิ์และมีผลข้างเคียงคล้ายคลึงกันมาก” ผู้อำนวยการองค์การเภสัชพูดในที่ประชุม
“อีโทโปซายด์สกัดจากต้นอเมริกันเมย์แอปเปิ้ล ได้จากธรรมชาติดีกว่าอยู่แล้วครับ” บอสใหญ่บริษัทของน้องรถเก๋งพูดก่อนเพื่อชิงความได้เปรียบเพราะเป็ผู้นำเข้ารายเดียวในประเทศไทย
“เจมไซทาบีนราคาถูกกว่าและเราสามารถหาซัพพลายเออร์ที่ผลิตได้ตามมาตรฐานจีเอ็มพีค่ะ” ผมไม่เคยเห็นผู้หญิงคนนี้มาก่อน เธอยังดูเด็กอยู่เลยแต่เก่งมาก ไม่มีใครแย้งกับเธอเลยสักคน คุ้นหน้าเธอมากๆเลย เหมือนเคยเจอกันที่ไหนมาก่อน นั่นคือการเปิดศึกวาทกรรม อ้อไม่ใช่ซิ ต้องเรียกว่าการอภิปรายเพื่อ “โน้มน้าวใจ” ของทั้งสองบริษัท (ส่วนเ้าเล็กๆที่เหลือได้แต่ทำตัวลิบเล็ก มองตาปริบๆอย่างน่าสงสาร) หวังให้องค์การสรุปคุณสมบัติยา จนเวลาล่วงเลยไปหลายชั่วโมง
“ผมเห็นด้วยกับการผลักดันให้สารสกัดจากธรรมชาติอยู่ในตำรับยาขององค์การครับ” ผมพูดสั้นๆแต่ตีความได้ว่าผมสนับสนุนบริษัทของรถเก๋งที่ทำหน้าตาดีใจอยู่ตรงโน้น (เลี้ยงหนมพี่เลยนะไอ้หมาน้อย อย่าทำตาละห้อยบ่อยๆ มันน่ารักเกินไป)
“แต่ดิฉันขอคัดค้านคุณหมอทีคะ ยาที่ได้มาตรฐานการผลิตจะสามารถควบคุมทุกขั้นตอนการผลิตได้ดีกว่า จะจ่ายแพงกว่าทำไม ในเมื่อองค์การ้ายาปริมาณมากกว่าเพื่อให้เพียงพอกับผู้ป่วย” ผู้หญิงคนนั้นจะงัดกับผมใช่ไหม ผู้หญิงอะไร ไปหามั่นใจในตัวเองมาจากไหน ถึงได้อีโก้สูงขนาดนั้น
“ถ้าอย่างนั้นดิชั้นขอสรุปให้ใช้วิธียื่นประมูลราคาในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า ขอปิดการประชุมคะ” นั้นคือวิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้องจริงๆเหรอครับผอ. ไม่กำหนดคุณสมบัติจะพิจาณาจากปริมาณและราคา แต่องค์การมีหน้าที่เลือกสิ่งที่ดีที่สุดในราคาที่สมเหตุสมผล (Reasonable Price) เพื่อประโยชน์ในการรักษาโรคของคนทั้งประเทศ แต่ช่างเถอะ ผู้หญิงคนนี้เป็ใครกันนะ ทำไมเหมือนเธอมีแรงดึงดูดบางอย่าง ไม่สิ ทำไมเธอเหมือนมีอะไรพิเศษที่น่าค้นหา
“สวัสดีคะคุณหมอที ได้ยินชื่อเสียงมานาน ในที่สุดก็ได้พบกันนะคะ” เธอทักทายผมหลังประชุม
“สวัสดีครับ คุณ ...”
“คลาริสาคะ เรียกลิซ่าก็ได้คะ”
“ครับ ยินดีที่ได้รู้จักนะครับคุณคลาริสา ผมขอตัวไปธุระก่อนนะครับ” ผมรีบตัดบท
“ขอเวลาสักครู่คะ ดิฉันขอคำปรึกษาเื่ผลข้างเคียงของยาอีโทโปซายด์ตามงานวิจัยนี้คะ” ผมยังไม่ได้อ่านเลยเธอดึงงานวิจัยกลับ
“ครับ ยินดีครับ”
“ดิฉันได้ข่าวมาว่าคุณหมอเป็สายสุขภาพรักการดูแลรูปร่าง เลยอยากจะชวนไปคุยที่สปอร์ตคลับของดิชั้นค่ะ”
“งั้นให้คนส่งหนังสือมานะครับ ผมขอตัวก่อนครับ”
“ขอบคุณคะ ดิฉันจะให้เด็กส่งหนังสือเรียนเชิญไปคะ” เธอยืนมือมาขอจับมือ ดูเธอซิ กล้ามาก
“เช่นกันครับ”
มันควรจะจบแค่นั้น แต่หลังจากััมือครั้งนั้น ทำไมผมได้แต่คิดถึงเธอมากขึ้นทุกทีๆและผมตอบรับคำเชิญของเธออย่างง่ายดาย
“สวัสดีคะคุณหมอที สปอร์ตคลับของดิชั้นเอง ยินดีต้อนรับคะ” บนชั้นที่ 30 ของโรงแรมหรูใจกลางกรุงเทพมหานครกลายเป็สปอร์ตคลับเฉพาะสำหรับลูกค้าวีไอพีของบริษัทนี้ มีสระว่ายน้ำ นวดอะโรม่า ซาวน่าและอื่นๆอีกมากมายสำหรับคนหาวิธีคลายเครียดหลังเลิกงาน
“ก่อนที่จะคุยเื่งานวิจัย ดิฉันอยากจะให้คุณหมอเยี่ยมชมและลองใช้บริการคลับของเราก่อนค่ะ วันนี้ถูกจองไว้เพื่อบริการคุณหมอโดยเฉพาะนะคะ ถ้าคุณหมอสะดวกคุยตอนไหน บอกเ้าหน้าที่ได้เลยค่ะ ดิฉันรอได้ค่ะ” ผมเหมือนสิงโตเ้าป่าที่หลงเข้ามาในพงไพรอันอุดมณ์สมบูรณ์และเต็มไปด้วยสัตว์น้อยใหญ่ ผมออกไล่ล่าเหยื่ออย่างเมามัน มีคนเข้ามาช่วยผมผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าและผมเลือกนวดอะโรม่าเป็อย่างแรกและที่ทำให้ผมประทับใจสุดๆคือมีคนบริการถึง 4 คน (ชายสอง หญิงสอง) พวกเขาเป็มืออาชีพและนวดผ่อนคลายมาก ดนตรีบรรเลงเพลงเพราะๆ ผมผ่อนคลายและเผลอหลับไป พอผมตื่นชึ้นมาเลยอยากอบซาวน่าจึงบอกให้น้องๆไปตามตัวลิซ่าเข้ามาคุยในนั้น
“สปอร์ตคลับของเราเป็อย่างไรบ้างคะคุณหมอ” เธอห่มผ้าเช็ดตัวผืนเล็กๆเพียงผืนเดียวปกปิดร่างกาย แต่ผมไม่ได้ใส่อะไรเลย มีเพียงม่านไอน้ำบางๆที่อำพรางร่างกายผมต่อสายตาคู่นั้นไว้ (แต่ก็ไม่ค่อยช่วยอะไรเพราะผมมั่นใจและภูมิใจนำเสนอ)
“ชอบครับ” แต่ในใจผม หมายถึง ชอบแบบนี้ ก็ชอบที่เป็แบบนี้ ชอบแววตาแบบนี้ ชอบรอยยิ้มแบบนี้ ก็ชอบคนนี้ โฮ้ว ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน โดพามีนและเอพิเนฟรีนเล่นงานผมแล้วซิคราวนี้ทำให้ผมร้องเพลงของ หนามเตย สะแบงบิน ในใจวนไปไม่รู้จักจบสิ้น
“ขอเข้าเื่เลยนะคะ จากงานวิจัยที่ดิฉันส่งให้ ดิฉันขอความร่วมมือจากคุณหมอให้ช่วยยุติการเสนอราคาอีโทโปซายด์ค่ะ” แต่มือเป็ระวิงอยู่กับผ้าเช็ดตัวที่จะหลุดแหล่ไม่หลุดแหล่ หรือว่าเธอตั้งใจอ่อยผมและมันก็ได้ผลความเป็ชายของผมลุกขึ้นเพื่อตั้งท่ารับมือ
“จะเป็ไปได้ไงครับ ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการประมูล ผมเป็เพียงที่ปรึกษาเท่านั้น” แต่ผมมองสองเนินอกสีขาวนั้นไม่ละสายตา
“ได้ซิค่ะ แค่ทราบตัวเลข คุณหมอฉลาด คงทราบว่าดิฉันหมายถึงอะไร ดิฉันจะรอคำตอบอยู่ที่นี่ สัปดาห์หน้าเวลาเดิมนะค่ะ ขอตัวก่อนค่ะ” เธอจงใจทำผ้าหลุดเฉยเลย เผยเรือนร่างสะโอดสะองให้ผมอยากแล้วจากไป ไม่มีแม่แต่ไลน์หรือเบอร์โทรให้ต่อรอง ผมจะทำอย่างไรดี
2 - 3 วันผ่านไป ผมยังตัดสินใจอะไรไม่ได้เลย อยู่ๆก็มีเสียงไลน์ดังขึ้น
(รถเก๋ง) พี่ทีว่างป่าว
เทรนให้ผมหน่อยดิครับ
(ผม นิ่งไปสักพักก่อนจะตอบ)
เดี๋ยวพรุ่งนี้เย็นๆไปเทรนด์ให้
แถวๆคอนโดเราละกัน
(รถเก๋ง) ครับ เจอกันครับ
(สติกเกอร์ ขอบคุณ)
“วันนี้เพิ่มน้ำหนักเป็ 20 ปอนด์นะ ไหวป่าว”
“ผมจะพยายามครับ”
“เดี๋ยวพี่ช่วยเซฟ” ผมได้ทำเื่ชั่วช้าด้วยการใช้ฟีโรโมนกับน้องของผมและตั้งใจถูกเนื้อโดนตัวรถเก๋งเกือบบ่อยมากจนเหมือนเราทั้งคู่จะมีปฏิกิริยาตอบสนองร่วมกัน
“วันนี้เหนื่อยมากเลย เราโอเคป่าว” ผมถาม
“หมดแรงเลยครับ ขอกลับไปพักแล้วกันครับ”
“งั้นพี่ขอไปกินข้าวที่ห้องเราด้วยนะ”
“ครับพี่” เหมือนจะเป็แค่ข้ออ้าง จริงๆแล้วผมอยากไปห้องน้องเพื่ออะไรบางอย่าง พอถึงห้องผมเอามือลูบหน้าอกน้องแล้วถามว่า
“เจ็บไหม เดี๋ยวพี่นวดให้”
“เจ็บครับ แต่เกรงใจครับ ไม่เป็ไรครับ พักหน่อยเดี๋ยวก็หาย” น้องตอบปฏิเสธอย่างสุภาพ ผมควรจะทำแบบนั้นแต่อารมณ์มันพาไป
“พี่อยากนวดให้นี่หน่า” ผมถอดเสื้อน้องออกเผยให้เห็นกล้ามอกที่ชัดเจนในระดับหนึ่ง ผมเอามือลูบไล้เบาๆ
“อย่าครับพี่ที” แต่ร่างกายน้องไม่ได้ปฏิเสธกลับให้ความร่วมมือเป็อย่างดี ในจังหวะนั้นผมจึงเร้าอารมณ์ด้วยการโลมเลียหน้าอกคู่นั้นอย่างเมามัน แล้วจูบน้องเขาอย่างดูดดื่ม ความหวั่นไหวค่อยๆทำให้ใจเราสั่นสะท้านและเต้นรัวไม่เป็จังหวะจนอดใจไว้ไม่ไหวแล้วและที่เหลือผมขอให้คุณจิตนาการต่อกันเองในแบบที่ปลอดภัยนะครับ ่เวลาแห่งการปลดปล่อยความใคร่อย่างบ้าคลั่งผ่านไป เหลือไว้เพียงร่างกายน้องนอนเปลือยเปล่าและหลับไหล ผมแอบเข้าไปค้นเอกสารและหาข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ (ชีวิตจริงคนเราก็อย่างนี้แหละครับ มักจะไม่ใส่พาสเวิร์ดกับคอมพิวเตอร์ส่วนตัว) ผมได้ข้อมูลที่้า “ทั้งหมด” (รวมไปถึงภาพและความทรงจำเก่าๆของน้อง มีภาพคนรักเก่าและผมอยู่ในนั้นทำให้ผมรู้ความลับว่าน้องแอบชอบผมมาตลอด ยิ่งทำให้ผมรู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอกว่าผมทำอะไรลงไป)
"ขอบพระคุณมากค่ะคุณหมอสำหรับข้อมูล" ผมไม่อยากเชื่อตัวเองเลยว่าผมได้ทำร้ายจิตใจน้องของผมไปแล้วเพื่อแลกกับการสนองความอยากได้ในตัวผู้หญิงคนนี้ ผมทำอะไรลงไป ผมเอาแต่คิดเื่เดิมซ้ำไปซ้ำมา เธอเข้ามาใกล้ๆผมและเริ่มแสดงความขอบคุณด้วยลีลาอันเร่าร้อน ผมลืมเื่ราวแย่ๆไปชั่วขณะ
"พอก่อนค่ะ ไว้พบกันวันเปิดซองประมูลนะคะ" ผมยังไม่ทันได้เสพสมอารมณ์หมาย เธอหลอกให้ผมอยากแล้วจากไปอีกครั้ง ผมรู้สึกหัวเสียเหมือนโดนผู้หญิงหลอกใช้และปั่นหัวให้สนุก ผมออกท่องราตรี ดื่มเหล้าให้ความเมาช่วยแก้ปัญหา ยังไม่ทันไร “ดีเจวิว” ก็ทำพิษ ด้วยการเปิดเพลงตืดๆ สลับกับคำคมบาดใจเจ็บจุกๆ
“สวัสดีครับ (เพิ่มเสียงเพลง) ห่างหายกันไปนาน่นี้ (เพิ่มเสียงซาวด์) ไม่ค่อยได้เจอกันเลย”
ตืดๆ“ผมติดธุระครับ”
ตืดยาวๆ"ไปทำธุระ เรียกว่า ลากิจ”
ตืดสั้นๆ“แต่เธอเดินออกไปจากชีวิต เรียกว่า ลาก่อน เฉียบ !!
ตืดๆ“รอไรอยู่ เอ้า ไป ไป ไป้!!!”
บิ้วอารมณ์ให้คนหยุดกระดกเหล้าเบียร์สักครู่ มาเต้นยั่วๆบดๆกันก่อน (แต่เดี๋ยวนะ จะไปไหนกลับมาก๊อน)
ตืดๆ"เขาไม่ได้ละเลยนะครับ”
ตืดสั้นๆ"เขาแค่ไม่ได้รักมึงเลยต่างหาก ไอ้ควาย”
ตืดยาวๆ“เค้าแค่มาพักใจ”
ตืดสั้นๆ“แต่มึงก็คิดไปไกล..ว่าเขารักมึง.. อะหิๆ....”
ตืด สองสาม ตืด“ทำเมินเป็คนแปลกหน้า”
ตืดนิดเดียวเหมือนไม่ตืด “ทั้งๆที่เคยแก้ผ้าต่อหน้ากู อะฮิๆๆๆๆ”
ทุกคนในคลับโยกย้ายร่างกาย ประชันลีลาอันเร้าร้อนตามจังหวะเสียงเพลงตืดๆที่เร้าใจสุดๆ
เพลงยิ่งตืด แม่งยิ่งเจ็บบบบบ เมาหัวราน้ำขาดสติ ผมใช้ฟีโรโมนกับทุกคนในคลับนั้นจนกลายเป็ปาร์ตี้เซกซ์หมู่ไป
แล้วไง ไม่ได้ช่วยให้ความทะยานอยากในใจลดลงไปได้เลยแม้เพียงนิดเดียว
วันเปิดซองประมูล คณะกรรมการจากหลายภาคส่วนมาร่วมเป็สักขีพยานและเป็ไปตามคาดบริษัทของลิซ่าชนะการประมูลด้วยส่วนต่างไม่ถึง 5% บอสของรถเก๋งหน้าถอดสีและถามคนในทีมว่าเกิดเื่แบบนี้ขึ้นได้ยังไง น้องรถเก๋งยิ่งรู้สึกแย่ไปกันใหญ่
"รถเก๋ง คุยกันก่อนดิ"
"ไว้คุยกันวันหลังนะครับพี่" ถึงผมพยายามจะเข้าไปปลอบใจแต่น้องตัดบทและรีบเดินจากไป เรายังไม่ได้ปรับความเข้าใจกันเลยั้แ่เหตุการณ์คืนนั้น
"ขอบคุณมากนะคะคุณหมอที่ช่วยให้บริษัทของดิฉันชนะการประมูล"
"คุณได้ในสิ่งที่้าแล้ว เมื่อไหร่จะทำตามสัญญา"
"สัญญาเหรอค่ะ ไอ้ชาติชั่ว! เตรียมตัวรับกรรมกับสิ่งที่มึงเคยทำกับพี่สาวกูได้เลย" รอยยิ้มบนใบหน้ากลับกลายเป็ความอาฆาตมาดร้าย
"คุณพูดถึงอะไร ผมไม่เข้าใจ"
"อีกไม่นานมึงจะเข้าใจ" ลิซ่าสะบัดผมเดินหนีผมไปและทิ้งไว้เพียงปริศนาที่ผมยังไม่เข้าใจ
ไม่กี่สัปดาห์หลังจากนั้น … ผมถึงเข้าใจในทุกๆสิ่ง
"คุณทีปกรณ์ คุณเซนต์ใบคำสั่งซื้อนี้ได้ยังไง" ผอ.โรงพยาบาลเรียกผมเข้าพบอย่างเร่งด่วนเมื่อฝ่ายคลังยาตรวจพบยานำเข้าจากประเทศจีนที่ไม่ได้มาตฐาน เท่านั้นยังไม่พอราคาต่อหน่วยยังแพงเป็สิบเท่าและเกิดเสียหายต่อทางโรงพยาบาลมูลค่าหลายล้านบาท
"ผมตรวจสอบใบเสนอราคาเป็อย่างดีแล้วนะครับ คงเป็เื่เข้าใจผิดแน่ๆ" ผมพยายามชี้แจง
"คุณดูนี่ซะก่อน แล้วจะแก้ตัวว่ายังไง" ใบเสนอราคาถูกแก้ไขข้อมูล ผมแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
"ผมขออนุญาตดูเอกสารต้นฉันครับ" ผมเอาใบเสนอราคานั้นมาตรวจดูอีกครั้งข้อมูลกับที่ผมเคยเซนต์ไปทั้งหมด ผมให้ความร้อนที่กระดาษแล้วปรากฏข้อมูลชุดเดิมโผล่ขึ้นมา
"เป็เทอร์โมอิ้งค์ครับ" ผมยื่นให้ผอ.
"เื่นี้ต้องมีคนรับผิดชอบคุณทีปกรณ์และมันคือคุณ" ผมถูกไล่ออกเพื่อรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น ดีเทลยาคนนั้นชิ่งลาออกพร้อมเงินหลายล้านบาทที่โกงไป เอาไปเที่ยวต่างประเทศและทำตัวกินหรูอยู่สบาย ทั้งหมดมันคือความประมาทที่ผมพลาดไปหรือว่าทั้งหมดนี้เป็ผีมือของเธอ มีโทรศัพท์ปริศนาโทรเข้าเบอร์ผม
"คุณอยู่เื้ัเื่ทั้งหมดใช่ไหม"
"ฉลาดเหมือนกันหนิ แต่ไม่ทันแล้วละ มึงเสียทุกอย่างไปแล้ว"
"ผมไปทำอะไรให้คุณ คุณมาทำลายชีวิตผมทำไม"
"มาพบดิฉันที่อนุสาวรีย์ย่าโมซินะ คุณหมอทีปกรณ์" และผมก็ต้องทำตามที่เธอสั่งโดยมิอาจขัดขืน ผมไม่มีทางเลือกจึงต้องไปตามนัดแต่ในมือเธอถือรูปของผู้หญิงที่ผมคุ้นเคย
"หรือว่าคุณคือ"
"ใช่ กูเป็น้องสาวของคนที่มึงทิ้งยังไงละ มึงมันเป็ไอ้ฆาตกร
กูตามสืบเื่มึงมาตลอด กูอ้อนวอนขอให้ย่าโมช่วยกูมานานหลายปี
กว่ากูจะสืบเื่น้ำมันพรายของมึงได้ ย่าเมตตากู
กูจะใช้วิธีเดียวกันกับที่มึงฆ่าพี่กูแก้แค้นมึง
กูจะเอาชีวิตมึงมาแก้บนย่าโม" ผมมันโง่จริงๆที่พึ่งมาคิดออกว่าั้แ่จับมือกับเธอวันนั้น ผมไม่เป็ตัวของตัวเองและเหมือนต้องมนต์สะกด เธอหาฟีโรโมนมาจากไหน
"ผมขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจให้เื่เป็แบบนี้" ผมไม่เคยคิดเลยว่าเื่เล็กๆในวันนั้นจะบานปลายมาจนถึงขั้นนี้
"ถ้ามึงสำนึกผิด มึงจัดการตัวเองซ่ะ อย่าให้มือกูต้องเปื้อนเื" เธอโยนมีดเล่มเดียวกันกับที่พี่สาวเธอใช้ฆ่าตัวตายให้ผมสำเร็จโทษตัวเอง ชีวิตผมไม่เหลืออะไรแล้ว ถ้าการตายของผมเป็การไถ่โทษ ผมก็ยินดีทำตามที่เธอบอก นี่คือวิถีแห่งดาบสีขาวแห่งเกียรติยศวาโด อิจิมอนจิ วิชาดาบเดียว อิตโตริว ของโซโล (เท่ห์ ชะมัด) ซินะ
ฟรึบ !! ความเ็ปเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนผมหมดสติไป
“เป็หมอประสาอะไรไม่รักชีวิตตัวเอง แล้วจะไปช่วยเหลือคนอื่นได้ยังไง” ผมได้ยินเสียงของผู้หญิงไทยไม่ทราบชื่อคนหนึ่ง
“ที่นี่ที่ไหน นรกซินะ ผมคงตายไปแล้ว” ผมคุยกับตัวเอง
“จะรีบไปตายที่ไหน เกิดมาทำหน้าที่ช่วยชีวิตคนไม่ใช่เหรอ มันใช่เวลาตายที่ไหน” ผมหันไปมองเ้าของเสียงเห็นสรีผู้มีความงดงามตามแบบฉบับกุลสตรีไทย แต่แฝงไปด้วยความกล้าหาญ ผมรู้สึกคุ้นเคยมากแต่ไม่รู้ว่าเธอเป็ใคร
“ผมทำผิดไปแล้ว ผมไม่ได้ตั้งใจ ถ้าผมต้องชดใช้กรรมในนรก ผมจะไม่บ่นสักคำ” ผมยืนยันหนักแน่น
“คนเราผิดพลาดได้ทั้งนั้น แต่ก็ควรได้รับโอกาสแก้ตัว กลับไปซ่ะ ยังไม่ถึงเวลาของเ้า ยังมีคนรอความช่วยเหลือจากเ้าอีกมากมายและจำไว้ว่าอย่าทำผิดซ้ำสอง ไม่อย่างนั้น ข้าจะเป็เอาชีวิตเ้าเอง” หญิงปริศนาพูดเื่ที่ผมไม่เข้าใจและปิดท้ายด้วยน้ำเสียงดังและหนักแน่นจนผมใตื่น
“ตื่นแล้วเหรอลูก ทำไมทำแบบนี้” ผมลืมตาตื่นมาเห็นตัวเองนอนอยู่ในห้องฉุกเฉิน คุณพ่อคุณแม่เฝ้าผมอยู่ใกล้ๆ
“ผมขอโทษครับพ่อ/แม่” แค่ผมพูดเบาๆก็เจ็บไปหมด พ่อบอกว่าโชคดีไม่โดนอวัยวะสำคัญ ผมกลับไปพักฟื้นที่บ้านและค่อยๆทบทวนเื่ราวที่เกิดขึ้นและพยายามสืบข่าวของผู้หญิงคนนั้น และพบเื่ที่น่าสลดใจคือแฟนของไอ้นักบาสคนนั้นฆ่าตัวตายไม่นานหลังจากที่ผมบอกเลิกกับเธอ ผมจึงเดินทางไปที่บ้านของเธอเพื่อไปขอโทษเธอที่หน้าหลุมฝังศพ
“เป็เพื่อนของดาวเหรอลูก” หญิงชราคนหนึ่งทักผม ผมเพิ่งรู้ว่าเธอชื่อดาว ผมมันเหี้ยจริงๆ
“ใช่ครับ”
“ดาวมันน่าสงสารมากนะ มันท้องแต่เขาไม่รับผิดชอบ ดาวไม่น่าคิดสั้นแบบนั้นเลยลูก” เธอน้ำตาไหล
“ขอให้ดาวไปสู่สุคติครับแม่” ผมปลอบใจเธอและรับรู้ในทันทีว่า ใครคือพ่อของเด็กและมีคนที่กำลังเข้าใจเื่นี้ผิด ผมจึงออกตามหาไอ้กัปตันบาสนั่น ความพ่ายแพ้ในครั้งนั้นทำให้ชีวิตมันพังทลายโดนไล่ออกจากการเป็นักบาสมหาลัยและถูกตัดสิทธิ์นักเรียนทุน มันจำเป็ต้องออกจากมหาลัย เรียนไม่จบและต้องมาทำงานบาร์โฮสที่กรุงเทพ ผมพอปะติดประต่อเื่ราวที่เกิดขึ้นได้ว่าตอนนั้นเขาสองคนคงมีปัญหากันจริงๆและการ “โกง” ในวันนั้นของผมได้ทำลายชีวิตคนถึงสองคน
“ผมขอคุยอะไรด้วยหน่อยซิ”
“ขอโทษนะครับ ผมรับแต่ลูกค้าผู้หญิง”
“คุณจำเื่ที่คุณแพ้รอบชิงได้ไหม ผมมีเื่ต้องเครียร์กับคุณ” เราหลบไปคุยกันหลังร้าน ผมเล่าความจริงให้มันฟังมันชกหน้าผมและพูดว่า
“มึงทำลายชีวิตกู มึงฆ่าดาว คนเหี้ยๆอย่างมึงสมควรตาย” มันชกผมไม่ยั้งและผมไม่ตอบโต้มันเลยให้สาสมกับความเลวที่ผมเคยทำไว้
“กูขอโอกาสแก้ตัวได้ไหม”
“แก้ตัวเหรอ ความตายเท่านั้นที่สมควรกับคนเหี้ยๆแบบมึง” มันยกผมไม่ยั้งซ้ำแล้วซ้ำอีก
“กูไม่มีอะไรจะแก้ตัว กูยอมรับผิดทั้งหมด แต่ยังมีอีกหลายคนที่ไม่เข้าใจเื่นี้” ผมไม่ตอบโต้
“มึงหมายถึงใคร”
“แม่ของดาว”
“งั้นมึงไปกับกู ไปบอกความจริงกับทุกคน” ผมกับมันจึงเดินทางไปหาแม่ของดาวและเล่าความจริงทุกอย่างให้แม่ของดาวฟัง แม่ตบหน้าผมฉากใหญ่และร้องไห้คร่ำครวญเสียใจ ทุกคนต่างก็เสียใจในเื่ที่เกิดขึ้น เราสองคนไปขอขมากรรมหน้าหลุมศพของดาว แม้เธอจะไม่ฟื้นคืนมา แต่อย่างน้อยๆความรู้สึกผิดในใจของไอ้นักบาสก็ได้ถูกสะสางพอให้มันได้เริ่มต้นชีวิตใหม่
"จริงๆแล้วก่อนจะเกิดเื่ กูมีปัญหากับดาวมาสักพักแล้ว ตอนนั้นเธอท้องได้สามเดือน กูเองที่ไม่ป้องกัน กูก็มีส่วนผิด" มันสารภาพกับผม
"เื่นี้กูก็มีส่วนผิด กูทำให้ชีวิตมึงพัง กูขอโอกาสแก้ตัว มึงเลิกทำงานที่บาร์โฮสได้ไหม"
"คนเรียนไม่จบแบบกูมีทางเลือกไม่มากหรอก"
"มึงเหลืออีกกี่เทอม"
"สอง"
"มึงกลับไปเรียนให้จบ กูจะช่วยมึงเอง"
"กูอยากกลับไปเรียน แต่กูมีภาระทางบ้าน"
"มึงเล่าให้กูฟังได้นะเผื่อกูช่วยมึงได้"
"แม่กูป่วยต้องใช้เงิน รักษา มึงว่ากูอยากทำงานแบบนี้เหรอ"
"กูจะดูแลแม่มึงให้เองส่วนมึงมีหน้าที่กลับไปเรียนให้จบ"
"ขอบใจมึงมากนะ" ผมทำตามที่ได้ให้สัญญาไว้กับมัน ผมเปิดคลินิกเล็กๆควบคู่ไปกับการดูแลกิจการเครื่องปั้นดินเผาของที่บ้านทั้งยังเป็คนดูแลแม่ของไอ้นักบาสรวมไปถึงการหาความช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลอย่างเต็มที่ อาการป่วยของแม่ของมันดีขึ้นเรื่อยๆ ส่วนไอ้นักบาสนั้นกลับไปเรียนต่อพอเรียนจบมันได้เป็ครูพละที่โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง ได้เป็โค้ชบาสเกตบอลและพาเด็กๆลงเล่นทีมเยาวชนแห่งชาติ บางทีสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าการทำความฝันของตัวเองให้เป็จริงก็คือการ “ช่วย” ให้ความฝันของคนอื่นเป็จริงๆ ชีวิตมันกลับมามีความสุขอีกครั้ง
เื่ราวที่เหมือนฝันร้ายครั้งนั้นเหมือนจะผ่านไปได้ด้วยดีแต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่ยังคงค้างคาใจผมอยู่นั่นก็คือผู้หญิงคนนั้น ลิซ่า เรายังไม่มีโอกาสได้ปรับความเข้าใจกันเลย ได้แต่หวังไว้สักวันว่าผมจะมีโอกาสได้อธิบายความจริงกับเธอ
“คุณหมอค่ะ วันนี้เปิดเพลงอะไรดีคะ”
“อยากฟังเพลงเก่าๆ สมัย Mission 4 Project อ่าครับ”
“หมายถึง Mission Imposible ของ ทอม ครูซเหรอคะ ”
“ป่าวครับ Mission 4 Project ั้แ่ปี 43 เป็การรวมนักร้องยอดฮิตถึง 4 คน มี เจมส์ วอย จอนนี่และโดม”
“พี่โดมเคยร้องเพลงด้วยเหรอคะ นึกว่าเป็ดารา นายแบบ รู้แค่ฉายาว่าหล่อขั้นเทพ”
“สมัยก่อนเขาเป็นักร้องดังมากเลยนะ อยู่ค่าย RS ถึงจะไม่ได้เสียงดีอะไรก็เถอะ”
“แล้วทุกวันนี้ค่าย RS หายไปไหนคะ”
“ก็ั้แ่มี MP3 ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป กลายเป็ช่อง 8 และยังพอมีเพลงจากค่าย อาร์ สยามออกมาบ้าง”
“งั้นหนูขอเปิดเพลงนี้นะคะ ใน YouTube คนฟังเยอะมากเลยค่ะ”
“เธอคนเดียวที่ห่วงใยถึงกัน เธอคนเดียวที่เปลี่ยนแปลงฉันให้เข้าใจ ว่ารักจริง ๆ ที่แท้เป็ไง
ให้รู้ว่ามันคือสิ่งที่สวยงาม” - เสียงเพลง
“เข้าใจเลือกเพลงนะเรา” ใช่ครับ นี่คือเพลง ยิ่งรักเธอ ของพี่ปกรณ์ ลัมป์ หนึ่งในความทรงจำที่ดีที่สุดของเด็กยุค 90 ที่โตมากับเทปคาสเซตและการขอเพลงจากดีเจตามรายการวิทยุ ผมไม่มั่นใจว่าสตีเวน สปีลเบิร์กได้ดูเอ็มวีนี้แล้วเป็แรงบันดาลใจในการสร้างหนัง Ready Player One รึป่าว 555
“คุณหมอค่ะ วันนี้มีคนไข้นัดไว้ 1 รายนะคะ”
“เป็ดวงตาให้กันยามมืดมน เป็ดังลมคอยโบกเวลาที่ร้อนใจ เหมือนเสียงดนตรีที่ก้องในใจ
รู้ไหมว่าเธอคือสิ่งที่สวยงาม” - เสียงเพลง น่าเสียดายที่ในยุคนี้ไม่ค่อยมีการทำเพลงดีๆแบบนี้ออกมาแล้ว เขาว่ากันว่าเศษอิฐคือหลักฐานความรุ่งเรืองของกรุงศรีอยุทยา เพลงในยุค 90 ก็คงเป็หลักฐานความเจริญรุ่งเรืองทางดนตรีก่อนที่จะถูกทำลายด้วยไฟอันเป็ภัยจากการละเมิดลิขสิทธิ์ในรูปแบบของ mp3 มันทำลายวงการเพลงไทยจริงๆ
“ครับผมเชิญคนไข้เข้ามาพบผมได้เลยครับ”
“ยิ่งทำให้รัก รักเธอมากขึ้นทุกวัน ยิ่งนับวันก็มีแต่ยิ่งซึ้งใจ ขอรักจริง ๆ เท่าที่ฉันมี ให้ถึงความดีที่เธอให้มา
ยิ่งนานยิ่งรักเธอ โว โว โว โว โว โว” - เสียงเพลง แต่การพังทลายย่อมนำมาซึ่งการเกิดใหม่เป็โอกาสให้เด็กรุ่นใหม่หลายๆคนมีโอกาสมีชื่อเสียงขึ้นมา ที่เรียกกันว่า Net Idol แต่ไม่นานก็เงียบหายไปเพราะต้องสร้างกระแสตลอด และกระแสนั้นไม่เคยอยู่ได้นานๆ
“สวัสดีค่ะคุณหมอ”
“ในเวลาที่ห่างกันแสนไกล” - เสียงเพลง ผมแทบจะไม่สนใจเสียงเพลง
“คุณ”
“ยังมีเธอปรากฏในใจใกล้ ๆ กัน” - เสียงเพลงทำใจผมสั่นระรัว
“ใช่ค่ะ ลิซ่าเอง”
“ให้รู้สึกอุ่น ทุก ๆ คืนวัน” - เสียงเพลง ผมแทบไม่อยากชื่อสายตาตัวเอง
“ผมขอโทษกับทุกเื่ที่เกิดขึ้น”
“เหมือนฉันนั้นมีเธออยู่ข้าง ๆ กาย” - เสียงเพลง น้ำตาผมไหลเหมือนได้ระบายความอึดอัดคับแค้นใจมานาน
“ค่ะ ฉันรู้เื่ทุกอย่างจากคุณแม่แล้ว”
“ยิ่งทำให้รัก รักเธอมากขึ้นทุกวัน” -งือออออ ช่างแม่งเพลงพี่โดมเถอะ ตอนนี้
“คุณยกโทษให้ผมแล้วใช่ไหม”
“ยิ่งนับวันก็มีแต่ยิ่งซึ้งใจ” -เสียงเพลง ผมรอฟังคำตอบอยู่นะ
“ต้องเป็ลิซ่าต่างหากที่ต้องขอโทษ คุณหมอด้วย”
“ขอรักจริง ๆ เท่าที่ฉันมี ให้ถึงความดีที่เธอให้มา” Dead Air ถูกเติมเต็มด้วยเสียงเพลง
“ไม่หรอกครับเื่นี้ผมก็มีส่วนผิด”
“ยิ่งนานยิ่งรักเธอ” ขอบคุณครับพี่โดม ช่วยผมได้มากเลย
“เรายกโทษให้กันแล้วมาเริ่มต้นกันใหม่ได้ไหมคะ”
“โว โว…” - เสียงครวญเพลง
“ครับ มาเริ่มต้นกันใหม่นะครับ แต่คุณยังติดค้างผมอยู่นะจำได้หรือเปล่า”
“ดิฉันลืมไปแล้วค่ะ”
“เดี๋ยวผมช่วยทบทวนความทรงจำให้ครับคุณลิซ่า” ผมออดอ้อนเธอ
ในทุกๆวิกฤต ย่อมมีโอกาส การได้กลับไปเปิดคลีนิคเล็กๆที่บ้านเกิดยังทำให้ผมได้มีเวลาพัฒนางานปั้นด่านเกวียนให้ก้าวไกลไปกว่าเดิม แต่ผมยังคงให้คำปรึกษาด้านการรักษามะเร็งและจะคอยหาโอกาสไปช่วยงานมูลนิธิของไลลากับไอ้เต้เพื่อทำประโยชน์ให้แก่สังคมนั้นทำให้ผมมีโอกาสชวนลิซ่าไปด้วยกัน ั้แ่วันนั้นจนถึงวันนี้เธอยังไม่ยอมทำตามสัญญา ผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อย
ผมได้ไปเยี่ยมและดูแลไอ้เต้อย่างใกล้ชิดและถือโอกาสเล่าทุกอย่างให้มันฟัง มันโกรธผมมากและมันขอให้ผมคืนรองเท้าปีศาจให้มัน มันโยนทิ้งแม่น้ำโขงอย่างไม่ใยดี (น่าเสียดายจัง)
“สู้กับทุกๆปัญหามา .. พอเข้าใจ
จะไปเอาอะไรมากมายกับชีวิต
Action เท่ากับ Reaction มันลิขิต
ทบทวนอีกสักนิด .. ก่อนคิดจะยอมแพ้
ลุยๆกับชีวิต .. ให้เร้าใจกันไป
รองเท้าผ้าใบคู่เท่าไหร่ ก็ใส่ได้เหมือนกัน
คู่ไหนสวยแต่กัดเท้า ก้าวเดินทางแค่สั้นๆ
คู่ไหนใส่สบาย ก็ใส่มัน
แฟนก็เหมือนกัน ถ้ามันไม่ใช่ อย่าฝืนใจกัน
อ่อนแอ ท้อแท้ ... ่เวลาแย่ๆ
แต่ที่แน่ๆ เออ ...แม่งใช่ … เรามีหัวใจ
ไม่ใช่หัวหิน ที่จะมาเชคอิน แล้วเดินจากไป
หัวใจมัน้ากำลังใจ
ถ้าหาไม่ได้จากใครต่อใคร
จงสร้างมันขึ้นมาใหม่ ด้วยใจเราเอง
ปล่อยๆมันไปบ้าง .. ค่อยๆวางมันลงตรงนี้
ชีวิตก็แบบนี้ มีสุข มีทุกข์ปนกันไป
ไม่ว่าอะไร แล้วมันจะผ่านไป
เพราะคำว่าตลอดไป ไม่มีจริง”
“กลอนเหี้ยไรของมึงเนี่ยให้เชี่ยที” นั่นคือคำด่าของคนที่ป่วยเป็มะเร็งอยู่สินะ
“มึงว่างไม่ใช่เหรอ เอาไปใส่คอร์ดทำเป็เพลงลงยูทูปดิ ไม่แน่นะเว้ยมึงอาจดังกว่าเฮียเจตน์ก็ได้นะ”
“ไม่อ่า กูรู้แล้วว่ากูจะให้ใครช่วย” ไอ้เต้พูดเหมือนมีแผนการชั่วร้าย
"ว่าแต่ เพลงไรอ่า" มันถาม
"ไม่รู้ดิ ยังไม่ได้ตั้งชื่อเพลง"
"เลือก (รองเท้า) ดีป่ะ"
"เพลงเหี้ยไร ชื่อว่าเลือกรองเท้า ตั้งว่า เลือกเฉยๆ หรือไม่ก็ไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ อะไรแบบนี้ดีกว่ามะ"
"อ้าวมึงไม่รู้อะไร" ผมพูด
"อะไร" มันงง
"มันต้องตั้งชื่อให้คนงงไว้ก่อนเว้ย"
"เอ้า ไอ้นี่" สบายใจละหลอกให้ไอ้เต้งงได้สำเร็จเหมือนทุกครั้งที่เคยทำมา และก็จะปล่อยให้มันงงแบบนี้ตลอดไป
เป็ไงบ้างครับกับนิยามความรักของผม ขอโทษนะ ที่ไม่ได้จบแบบ Happy Ending เหมือนพี่มอสนะครับ
“เดี๋ยวก่อนไอ้เต้ อย่าเพิ่งทิ้ง” ผมขอให้ไอ้เต้ยั้งมือไว้ก่อนที่มันจะเขวี้ยงรองเท้าผมลงแม่น้ำโขง
“มันเป็ขยะทำลายทัศนียภาพของแม่น้ำโขง ไม่ดีหรอกมึง”
“อ้าวไอ้นี่ ยังจะมาเสียดายอีก”
“มึงเอาไปประมูลเอาเงินเข้ามูลนิธิดีกว่าไหม”
“เออ จริงว่ะ งั้นกูเอาไปให้ทางมูลนิธิเขาเปิดประมูลนะ”
“งั้นมึงช่วยไรกูอย่างได้ป่าว” ผมขอ
“ช่วยทิ้งนี่ให้กูที” ผมยืนฟีโรโมนให้ไอ้เต้ ฟีโรโมนอาจจะไม่ใช่ต้นเหตุของปัญหา แต่ตัดไฟั้แ่ต้นลมเสียจะดีกว่า
“จัดให้ครับผม เอ้า! ลูกชู๊ตสามแต้มของอัจฉริยะซากุรางิ !!!!!!!”
เฟี้ยวววว ……. จมลงสู่ก้นบึ้งของแม่น้ำโขงอย่างไม่มีวันหวนกลับคืนมา ส่วนงานวิจัยฟีโรโมนลับๆของผมถูกพับเก็บซ่อนไว้ในโฟล์เดอร์ลับและตั้งรหัสผ่านไว้เพื่อความปลอดภัยเป็อย่างดี หวังว่าจะไม่มีใครมาแฮกค์ข้อมูลของผมไปทำอะไรไม่ดีไม่ร้ายนะ ผมได้แต่ภาวนาเผื่อวันหนึ่งที่การแพทย์ก้าวหน้าและวิทยาศาตร์ทางสมอง (Brain Science) ก้าวไกลกว่านี้ก็อาจจะมีวิธีนำฟีโรโมนออกมาใช้ประโยชน์และไม่ก่อให้เกิดโทษก็เป็ได้
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
http://www.nci.go.th/th/File_download/drug/NCI-Standard%20FOR%20PDF.pdf
https://www.chulacancer.net/patient-list.php?gid=114
https://www.voathai.com/a/growing-global-cancer-crisis-2018/4571296.html