หว่านชิง!
จากวิกฤตที่เกิดขึ้นได้ผลักดันให้ อู่ อวี้ พบกับปีศาจอสรพิษมฤตยูตัวนี้ ฉะนั้นไม่มีทางที่ อู่ อวี้ จะลืมรูปร่างหน้าตาของมัน
นางเป็นปีศาจ
ตั้งแต่โบร่ำโบราณปีศาจ และ มนุษย์ ไม่เคยอยู่ร่วมกันได้ ซึ่งเผ่าพันธุ์ทั้งสองนี้เปรียบเสมือนน้ำ กับ ไฟ
หรืออาจจะพูดได้ว่านางเป็นศัตรูอีกผู้หนึ่งของ อู่ อวี้
ในหลาย ๆ ปีที่ผ่าน การดำรงอยู่ของปีศาจตัวนี้ ได้คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปมากมาย หลายคนต้องตกตายไปเนื่องจากกลายมาเป็นอาหารของนาง
ขณะเดียวกัน อู่ อวี้ ได้ดึงผ้าที่พันพลองพิชิตมารออก ตราบใดที่เขายังมีเวลา เขาจะฝึกตำราพื้นฐานการใช้พลอง แล้วดูเหมือนว่าสถานการณ์ตอนนี้ ก็เหมาะสมไม่น้อย
" เสิ่น อู๋เต้า! "
เมื่อปีศาจอสรพิษหว่านชิง หันหน้ากลับมามอง มันก็เห็นร่างของ อู่ อวี้ ยืนตระหง่านอยู่ เขาปิดบังใบหน้าด้วยการสวมใส่หน้ากากวานร
การที่นางปีศาจรู้จัก อู่ อวี้ ย่อมถือเป็นเรื่องปกติ แต่การที่ อู่ อวี้ รู้จักร่างจริงของนางปีศาจว่ามีนามว่า หว่านชิง นั้นย่อมเป็นเรื่องยากจะเข้าใจได้ นางปีศาจไม่สามารถไขปริศนาข้อนี้แต่ด้วยเวลากระชั้นชิด อสรพิษร่างกายใหญ่โตจ้องมองแหวกผ่านความมืดมาทาง อู่ อวี้
" เจ้าล่วงรู้ว่าเป็นข้าได้อย่างไร!? "
หว่านชิงส่งเสียงอันแหบแห้งเย็นยะเยือก ผ่านช่องปากของอสรพิษยักษ์
อู่ อวี้ หัวเราะ
นับว่าเป็นโอกาสทองโดยแท้
" เจ้ามันขวัญกล้าบังอาจกระทำการชั่วช้าไม่เกรงกลัวฟ้าดิน แม้แต่ภายในนครหลวงเยว่อู่ เจ้าก็ยังกล้าทำร้ายผู้คน! "
ในเวลาเช่นนี้ไม่มีผู้ใดที่จะสามารถช่วยนางปีศาจได้ ไม่ว่าจะเป็น ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน , ซีเฟย, หยวนฮ่าว แต่ว่าปีศาจหว่างชิงตนนี้จักต้องไม่ยอมจำนนแต่โดยดี อีกทั้งนางยังสามารถเคลื่อนไหวได้ และ อาจสร้างความลำบากให้กับเขา ฉะนั้นเขาจึงต้องถอดเขี้ยวเล็บ ทำให้นางไร้ซึ่งหนทางหลบหนี ไม่สามารถฟื้นคืนกลับมาได้อีก โดยการสับนางให้แหลกเป็นชิ้น ๆ!
ฟึดดด!!!!
ท่ามกลางความมืดสลัวในยามราตรี ทันใดนั้น อู่ อวี้ ก็ดีดกระโดดตัวขึ้นสูงพร้อมกับพลองที่อยู่ในมือ พลองพิชิตมารส่องแสงประกายเจิดจ้าท่ามกลางความมืดมิด เปลวเพลิงสีแดงฉานที่กำลังเผาผลาญปลายพลองทั้งสองด้าน ได้ปลดปล่อยอัคคีอันร้อนแรงดุจดั่งเพลิงโลกันตร์ออกมา
ความร้อนแรงประดุจดั่งเพลิงโลกันตร์ ทำให้ปีศาจร้ายต้องประหวั่นพรั่นพรึง
ด้วยพละกำลังที่มีมากกว่า 5000 อาชาศึก ในทันทีที่ อู่ อวี้ ฟาดพลองลงสู่พื้นก็เกิดเสียงระเบิดขึ้น ตู้มมม!!! ความรุนแรงนั้นส่งผลให้พื้นศิลาเกิดรอยแตกแยกในบัดดล
อู่ อวี้ ไม่ต้องการให้ปีศาจตัวนี้หลบหนีไปไหนได้อีก! แต่เพราะการเคลื่อนไหวที่รุนแรงดุดันของเขานั้น จึงทำให้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวขึ้น หลายคนที่กำลังหลับฝันหวานอยู่ในห้วงนิทรา ก็จำต้องสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงกึกก้องดังกังวานขึ้น เมื่อได้ยินว่ามีคนพบเห็นงูยักษ์ ชาวบ้านต่างหวาดกลัวลนลานจนอึฉี่แทบจะเล็ดราด
" นั่นมันเทพเซียนผู้พิทักษ์องค์ใหม่ ที่มาปกป้องอาณาจักรของเรา ดูเหมือนท่านจะมีนามว่า เสิ่น อู๋เต้า ท่านกำลังปกป้องพิทักษ์นครหลวงเยว่อู่ ให้รอดพ้นจากเงื้อมมือปีศาจ! "
"โอ้สวรรค์! แท้ที่จริงแล้วในนครหลวงเยว่อู่มีปีศาจหลบซ่อนอยู่ "
"นะ...นั่น งูยักษ์ตัวนี้มีขนาดใหญ่โตมโหฬารยิ่งนัก! "
ชาวบ้านผู้อยู่ใกล้กับบริเวณจุดเกิดเหตุ ต่างส่งเสียงกรีดร้องด้วยความอกสั่นขวัญผวา พวกเขาพยายามหลบหนีไปคนละทิศคนละทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งชายที่ตกอยู่ในอาการมึนเมาเพราะพิษสุรา กำลังนิ่งอึ้งตะลึงงันเพราะความหวาดกลัวแล่นเข้าสู่ขั้วหัวใจอย่างกะทันหัน เพราะความหวาดกลัวอย่างท่วมท้นทำให้เขาไม่สามารถอัดอั้นปัสสาวะได้ ทันใดนั้นชายขี้เมาก็ได้ปัสสาวะราดออกมาด้วยความตกใจกลัวในทันที
ข่าวนี้จักต้องแพร่กระจายเข้าไปในพระราชวังอย่างรวดเร็วเป็นแน่แท้
" เจ้าคือผู้ใดกันแน่! "
หว่านชิงร้องตะโกนถามขึ้นมาอย่างเดือดดาล ด้วยความเร็วที่ อู่ อวี้ พุ่งทะยานเข้ามา ทำให้ปีศาจร้ายไม่สามารถจะหลบหนีไปไหนได้ อสรพิษยักษ์ยกศีรษะสามเหลี่ยมชูชันตั้งตระหง่านขึ้น พร้อมกับพ่นกรดพิษสีแดงสดออกมา ในเวลานี้มันกำลังเผชิญหน้ากับ อู่ อวี้ แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน
"เจ้าปีศาจชั่ว อย่าได้มีชีวิตอยู่เลย! "
ภายในหัวใจของ อู่ อวี้ เสมือนดั่งมีเปลวเพลิงแผดเผา ทั้งหมดนี้ถูกส่งผ่านออกไป กลายเป็นเพลิงที่กำลังลุกท่วมพลองพิชิตมาร
แม้ในเวลานี้ เขาจะสามารถฆ่าตัดหัวของ หว่านชิง ได้เป็นผลสำเร็จ แต่นี่มันเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น! ตั้งแต่ที่ได้เปลี่ยนเป็นร่างจำแลงเซียนวานร ภายในหัวใจของเขาก็หื่นกระหายลุกโชนไปด้วยความบ้าคลั่งอย่างไร้ที่สิ้นสุด และเขาไม่มีโอกาสได้ปลดปล่อยความบ้าคลั่งนี้ แต่ในช่วงเวลานั้นเองหว่านชิงก็ปรากฏตัวขึ้น
ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ไม่เพียงให้การสนับสนุนปีศาจหว่านชิง ซ้ำมันยังเจตนาปกปิดการกระทำผิดของมัน ปล่อยผ่านหลับหูหลับตาถึงแม้มันจะจับชาวบ้านนำมากินเป็นอาหาร
ตู้มมมม!
ลักษณะของการใช้พลองพิชิตมารนั้น ช่างเรียบง่าย ดุดัน เที่ยงตรง อู่ อวี้ พุ่งตัวลงมาจากท้องฟ้า ในขั้นตอนนี้ท่าเท้าของเขาช่างดูยอดเยี่ยมสมบูรณ์ เพียงชั่วพริบตาของเขาก็กระโดดขึ้นไปอยู่บนหัวของปีศาจอสรพิษ จากนั้นก็กระโดดสูงขึ้นไป แล้วฟาดพลองลงมาอย่างเรียบง่าย การโจมตีของเขาในยามนี้ ดูราวกับเขาไท่ซานที่ถูกฟาดผ่านลงมา ที่หัวอสรพิษปีศาจ
กร๊อบบบบ! โพล๊ะ!
ฉับพลัน! เสียงแตกร้าวของกะโหลกศีรษะปีศาจอสรพิษนั้นก็ดังขึ้น เสียงของมันดังสนั่นได้ยินอย่างถนัดหู ศีรษะของมันยุบลงไปตามแรงฟาดของอู่ อวี้ ร่างของอสรพิษยักษ์ร่วงกระแทกลงสู่พื้นอย่างจัง เมื่อชาวบ้านเห็นศีรษะอสรพิษยักษ์ร่วงลงสู่พื้น พวกมันก็ส่งเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจกลัวอย่างสุดขีด
" ปีศาจที่น่ากลัวอะไรเช่นนี้! โอ้ ∼สวรรค์โปรดเมตตาข้าด้วย! " ท่ามกลางสายตาของฝูงชน มีหลายคนยังไม่เคยพบเห็นปีศาจยักษ์ตัวเป็นๆ เช่นนี้ สีหน้าของพวกเขาซีดเผือดไม่เห็นความน่าหวาดกลัวของมัน การได้พบเห็นปีศาจในช่วงชีวิตหนึ่งของพวกเขานั้นถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ ที่พวกเขาจะเล่าสืบต่อให้แก่ลูกหลานจากรุ่นสู่รุ่น
"ตาย! "
ปีศาจร้ายยังไม่สิ้นฤทธิ์ ความดุร้ายของมันเพิ่มทวีคูณขึ้น อสรพิษยักษ์ฟาดหางขนาดใหญ่ราวกับแส้โลหะ เข้าใส่ร่างของ อู่ อวี้ เพรี๊ยะ!!!
ใบหน้าของ อู่ อวี้ ในยามนี้เรียบเฉยไร้ความรู้สึก พลองพิชิตมารของเขาในยามนี้ร้อนแรงอย่างถึงที่สุด ทันใดนั้นเองอสรพิษก็ฟาดหางเข้าใส่ อู่ อวี้ ร่างของเขาถูกแรงอัดกระแทกถอยออกไปไม่กี่ก้าว ส่วนหางของอสรพิษปีศาจนั้น ได้ถูกทำลายยุบลงไปจนสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน คาดว่ากระดูกที่อยู่ภายในของมันคงต้องแตกหักเป็นแน่
ในตอนนี้หว่านชิง ไม่ได้กลายเป็นคู่ต่อสู้ของ อู่ อวี้ อีกต่อไป
" เสิ่น อู๋เต้า เจ้าไม่อาจสังหารข้าได้! " จนถึงเวลานี้ปีศาจอสรพิษก็ยังคงตื่นตระหนกอย่างยิ่ง มันปรารถนาที่จะบอกกล่าวกับ อู่ อวี้ ว่า มันนั้นมีสัมพันธ์อันดีกับ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ซึ่งผู้พิทักษ์อาณาจักรมนุษย์ก่อนหน้านี้ แต่ทว่า อู่ อวี้ ไม่เปิดโอกาสให้มันได้พูด หรือ เอ่ยถ้อยคำใด ๆ ออกมาได้เลยแม้แต่น้อย
" เจ้าปีศาจชั่ว ในฐานะผู้พิทักษ์ข้าจำต้องผดุงความยุติธรรม กวาดล้างความชั่วช้า ทันทีที่ข้าพานพบเห็น "
ภายใต้หน้ากากวานรนั้น อู่ อวี้ กำลังฉีกยิ้มออกมาอย่างเย็นเฉียบ แม้ว่าเวลานี้เขาจะไม่รู้ว่าข่าวคราวเรื่องปีศาจปะทะกับผู้พิทักษ์จะขจรไปไกลถึงเพียงไหน แต่สิ่งที่เขามั่นใจอย่างยิ่งคือข่าวคราวนี้จะต้องเข้าถึงหูในพระราชวัง และ ในไม่ช้าพวกมันจะแห่กันมา
ทันใดนั้นเอง เขาก็ฟาดพลองพิชิตมารออกไป อัดกระแทกลงไปที่ใบหน้าของปีศาจอสรพิษที่มีขนาดยาวกว่า 5 จ้าง (19 เมตร) การวาดครั้งนี้เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น แล้วการโจมตีรวดเร็ว ก็โหมกระหน่ำซัดเข้ามาราวดั่งพายุ!
ตูมมม! ตูมมม! ตูมมม!
ทุก ๆ ครั้งที่พลองพิชิตมาร ฟาดทุบลงไปบนร่างของ ปีศาจอสรพิษ ก็จะเกิดเสียงแตกหักของกระดูกตามมา สาดผสมเข้ากับเสียงกรีดร้องโหยหวนเจ็บปวดของมัน
‘เพลิงผนึกทะยานฟ้า’ ที่อยู่บนพลองพิชิตมาร สามารถปลดเปลวเพลิงอุณหภูมิความร้อนอย่างรุนแรง เมื่อถูกฟาดเข้าใส่ร่างกายของปีศาจอสรพิษ ถึงแม้ว่าจะเป็นเกล็ดอสรพิษของนาง ก็ไม่สามารถต้านทานเปลวเพลิงนี้ได้ ส่งผลให้เกล็ดและผิวหนัง ของมันฉีกขาด ปรากฏเป็นรอยเพลิงไหม้อย่างรุนแรง!
ปีศาจอสรพิษม้วนตัวอย่างหมดท่า มันต้องการจะหลบหนี ท่ามกลางพลองที่ฟาดกระหน่ำลงมาไม่หยุด ส่งผลให้บ้านเรือนที่อยู่รอบๆหลายสิบหลังต่างพังระเนระนาด โชคดีที่ผู้คนรอบ ๆ ได้อพยพกันไปหมดแล้ว ทำให้ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ
"เจ้าเป็นใคร! เจ้าเป็นใคร!!! "
หว่านชิงกรีดร้องออกมา นางรู้สึกราวกับว่า ผู้ฝึกตนผู้นี้กำลังตั้งใจทรมานนาง พลองที่ฟาดกระหน่ำลงมาบนล่างของนางนั้น ไม่มีจุดใดที่โดนจุดสำคัญของนางแม้แต่น้อย
"ข้าเป็นใครไม่สำคัญ"
เมื่ออู่ อวี้ กล่าวจบ อสรพิษปีศาจในยามนี้ ก็นอนจมกองโลหิตไม่สามารถเคลื่อนไหวไปไหนได้อีก สภาพของมันกล่าวได้ว่าแทบจะแหลกละเอียดอย่างสมบูรณ์ ถึงแม้ว่ามันจะหลบหนีไปได้ แต่ส่วนที่ถูกทำลายของมัน ต่อให้ใช้เวลาอีกนับ 100 ปีมันก็ไม่สามารถฟื้นคืนกลับได้
"เจ้ากับข้ามิได้มีความแค้นอันใดต่อกัน! ถึงจะไม่สามารถอยู่ร่วมใต้ฟ้าดินเดียวกันได้แต่ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องทำกันถึงเพียงนี้ เจ้าเป็นผู้ใดกันแน่! " ปีศาจอสรพิษกรีดร้องออกมาอย่างโหยหวน ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ร่างกายของมันเริ่มแหลกละเอียดกลายเป็นชิ้น สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าวิญญาณ และ ร่างกายของมันอาจจะถูกทำลายลงไปอย่างสมบูรณ์ และ ในยามนี้มันกำลังจะสิ้นใจตาย
อู่ อวี้ มองย้อนกลับไปด้านหลัง และ เห็น อาชาวิหค 2 ตัวที่กำลังตะบึงควบราชรถทะยานมุ่งหน้ามาจากพระราชวัง รับรู้ได้ว่าอีกไม่นานพวกมันจะมาถึง ทันใดนั้นเอง อู่ อวี้ ก็แทงพลองพิชิตมารเข้าไปที่ร่างของปีศาจร้าย ฉึกก!!! ทะลวงผ่านหัวใจของอสรพิษ แล้ว กระชากดึงกลับมาอย่างแรง จากนั้นเขาก็ควงพลองหมุนกวาดฟาดใส่ลงไปบนหัวของอสรพิษอีกครั้ง ตามมาด้วยเสียงดัง ตุบ!! ศีรษะอสรพิษถูกทำลายแหลกเหลวอย่างสมบูรณ์ ในยามนี้มั่นใจได้เลยว่าความตายไปทั้งร่างกาย และ จิตวิญญาณ
"จงจดจำเอาไว้ ผู้ที่สังหารเจ้าคือข้า อู่ อวี้"
ชั่วขณะที่ดวงตาของ หว่านชิง กำลังมืดสลัวลง อู่ อวี้ ก็เปิดหน้ากากให้นางได้เห็นใบหน้าของตัวเขา
"อู่..."
อู่ อวี้ สามารถมองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในดวงตาของนาง ก่อนที่จะสิ้นใจตายได้อย่างชัดเจน ภายในดวงตานั้น เต็มไปด้วยความตกตะลึงไม่อยากจะเชื่อ และ หวาดกลัวอย่างที่สุด เมื่อราชรถอาชาวิหคของ ฮ่าวเทียน และ หยวนเฉินมาถึง ปีศาจอสรพิษหว่านชิงก็สิ้นลมไปเสียแล้ว ตอนนี้มันอยู่ในสภาพแหลกเหลวไม่เหลือชิ้นดีแล้ว
ในที่สุดเขาก็ลงมือแก้แค้นสังหารศัตรูไปได้แล้วหนึ่ง
ถึงแม้ว่าวันนี้ภายในพระราชตำหนักเทียนอู่ อู่ อวี้ ได้ถูกสะกดข่มอย่างสาหัสจากคนเหล่านั้น แต่ในยามนี้เขากลับรู้สึกดีอย่างยิ่ง ความคิดบางส่วนของเขาแจ่มชัดเป็นอย่างมาก
เขาเข้าใจอย่างสุดซึ้งว่า ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในนครหลวงเย่วอู่ มันอาจจะกลายเป็นสนามรบได้ในชั่วพริบตา ผู้คนเหล่านั้นก็คือศัตรูของเขา ศัตรูผู้ซึ่งไม่อาจจะให้อภัย เท่ากับว่าเวลานี้หน้ากากวานรจึงเป็นสิ่งสำคัญสุด เพราะมันจะช่วยให้เขาสามารถปิดบังรูปโฉมแท้จริงเอาไว้ได้ มันคือวิธีแก้ปัญหาเพียงวิธีเดียวของเขา ในสถานการณ์ปัจจุบัน แม้ว่าเขาจะไม่ได้ก้าวย่างเข้าไปในสนามรบระหว่างตัวเขากับ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน แต่เขาก็มีสิทธิ์ตายได้ทุกเมื่อ
" ในที่สุดพวกเจ้าก็มา! " ฮ่าวเทียน และ หยวนเฉินร่อนลงมาจากราชรถอาชาวิหค อู่ อวี้ ก็หันหน้ากลับมามองด้วยท่าทางผ่อนคลายจิตใจเบิกบานอย่างที่สุด ราวกับว่าไม่มีอะไรต้องให้ห่วงกังวลอีกต่อไป เขาหัวเราะออกมาแล้วกล่าวว่า " ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ข้าไม่เคยคาดคิดว่า จะมีปีศาจอสรพิษตัวใหญ่ยักษ์ขนาดนี้อยู่ จิตใจมันช่างห้าวหาญยิ่งนัก ถึงได้ออกล่าเหยื่อในนครหลวงเย่วอู่ เช่นนี้ ช่างกล้าบ้าบิ่นไม่เกรงกลัวความตายเสียงจริง ๆ! นับว่าสวรรค์ยังเข้าข้าง ที่ทำให้ข้าได้มาพบเจอมันก่อน มิเช่นนั้นแล้ว มิรู้ว่าจะอีกสักกี่ชีวิต ที่ต้องมาสังเวยภายใต้คมเขี้ยวของมัน”
ในยามนี้ตัวตนของ อู่ อวี้ คือ เสิ่น อู่เต้า ศิษย์จากนิกายกระบี่สวรรค์ ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่มันจะไม่รู้จักตัวตนของ หว่านชิง เมื่อเขาพบเจอปีศาจกำลังกระทำชั่ว ถือเป็นเรื่องสามัญที่เขาย่อมไม่นิ่งดูดาย แล้วรีบกระโจนเข้าไปสังหารปีศาจตนนั้นทันที ฉะนั้น ฮ่าวเทียน จึงไม่อาจกล่าวสิ่งใดตอบโต้กลับไปได้
แน่นอนว่าสีหน้าของ ฮ่าวเทียน ในยามนี้บิดเบี้ยวเสียศูนย์เป็นอย่างยิ่ง
เขามองไปที่ซากศพของอสรพิษปีศาจหว่านชิง เปลือกตาของมันกระตุกไม่หยุด เห็นได้ชัดว่าโทสะของมันในยามนี้พุ่งทะยานไปจนถึงสวรรค์ อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ เป็นศิษย์ของนิกายกระบี่สวรรค์ ทำให้มันทำได้เพียงยับยั้งห้ามปรามตนเองไว้เท่านั้น มันไม่สามารถกระทำการบุ่มบ่ามได้ และ ด้วยสาเหตุซึ่งนำมาด้วยจุดจบแห่งความตาย ก็เกิดจากการที่นางกำลังล่าเหยื่อจับมนุษย์มากินเป็นอาหาร
‘หว่านชิง ข้าเตือนเจ้าแล้วว่าในวันนี้ เจ้าห้ามออกไปด้านนอกเด็ดขาด เหตุใดเจ้าจึงไม่ยอมฟังคำตักเตือนของข้า! ‘ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ทำได้เพียงตำหนิในความโง่เขลาของ หว่านชิงอยู่ภายในจิตใจเท่านั้น สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ถือเป็นเรื่องธรรมดาอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นศิษย์ของสำนัก พรรค หรือ นิกายไหน เมื่อพบเห็นปีศาจคนผู้นั้นจะต้องจัดการสังหารมัน โดยเฉพาะศิษย์จากนิกายกระบี่สวรรค์ พวกเขาเคร่งครัดในกฎข้อนี้เป็นอย่างยิ่ง
" พวกท่านทั้งสองสบายดีหรือไม่? " อู่ อวี้ เห็นสีหน้าไม่สู้ดีของพวกเขา ถึงแม้เขาจะรู้ซึ้งอยู่แก่ใจก็ตาม แต่ก็ยังแสร้งถามขึ้น " ไฉนพวกท่านทั้งสอง ถึงได้ทำสีหน้าไม่พอใจเช่นนั้นเล่า หรือว่า...เป็นเพราะ นครหลวงเยว่อู่แห่งนี้อยู่ภายใต้อาณาเขตดูแลของท่าน เมื่อเจ้าปีศาจชั่วตนนี้มันแอบลักลอบเข้ามากระทำชั่ว เลยทำให้ท่านคิดว่า ท่านควรจะเป็นผู้สังหารมันด้วยตนเองใช่หรือไม่ หากท่านคับข้องใจในเรื่องนี้ ท่านเพียงแค่เอ่ยปากบอกข้ามาตรง ๆ ”
คำกล่าวของเขานั้นไม่มีจุดใด ให้น่าสงสัยแม้แต่น้อย
เพราะทุกอย่างที่ตัวของ อู่ อวี้ กระทำนั้น เขาทำไปเพื่อปกป้องนครหลวงเยว่อู่ก็เท่านั้น อีกทั้งการแสดงออกอย่างผ่าเผยนั้น ยังดูปกติ และ ให้เกียรติอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามถ้าเขาทำตัวหยิ่งผยอง หรือ แสดงท่าทีดูถูกแม้แต่น้อย อาจส่งผลกระทบต่อแผนการในภายภาคหน้าของเขาได้
" หาใช่เรื่องนั้นไม่ ข้าแค่ฉงนเล็กน้อยว่าเพราะเหตุใด เจ้าปีศาจตนนี้มันถึงได้กล้าย่างกายเข้ามาในนครหลวงเยว่อู่ มันช่างขวัญบังอาจเสียจริง ไม่รู้ว่ามันไปกินดีหมีมาหรือไร ชาวบ้านบริสุทธิ์ต้องตกตายไปมากมายเพราะมัน น้องชายข้ารบกวนเจ้ามามากแล้ว ต่อไปยกให้เป็นหน้าที่ของพวกข้าจัดการเองก็แล้วกัน ท่านกลับไปที่หุบเขาซ่างเซียนเถอะ " ฮ่าวเทียน โบกมือ ตอนนี้จิตใจของมันเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ เป็นธรรมดาที่มันย่อมไม่อยากเห็นหน้าของ อู่ อวี้
" ไม่มีปัญหา "
อู่ อวี้ แสยะยิ้มออกมาอย่างหนาวเย็น จากภายใต้หน้ากากวานร เขาเก็บพลองพิชิตมารไว้ที่เดิม จากนั้นก็กล่าวลา ฮ่าวเทียน พอเป็นพิธี แล้วเขาก็หายตัวไปในความมืดมิดยามราตรี อย่างไรก็ตามสำหรับชาวบ้านในนครหลวงเย่วอู่แห่งนี้ มันกลับเป็นค่ำคืนที่ไม่สามารถข่มตาหลับลงได้
เซียนผู้พิทักษ์คนใหม่ ซึ่งรับหน้าที่ในการปกป้องอาณาจักรบูรพาเย่วอู่ ได้ทำการสังหารปีศาจอสรพิษ ถึงแม้ว่าตอนนี้จะอยู่ในยามราตรี แต่ข่าวลือก็แพร่สะพัดกระจายออกไปอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานคนทั่วทั้งนครหลวงก็ได้ทราบข่าวถึงเรื่องนี้
ท่ามกลางความโกลาหล อู่ อวี้ได้มาปรากฏตัวอยู่ที่พระราชวัง อู่หยู
"ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน โทสะของเจ้าคงท่วมท้นจนแทบคลั่งสินะ ช่างน่าเศร้ายิ่งนักที่มันไม่ได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของข้า ช่างเป็นเรื่องน่าหัวร่อจริง ๆ "
ก้าวแรกในการแก้แค้น บรรลุสมปรารถนา
อู่ อวี้มีความเชื่อมั่น ว่าหว่านชิงจะต้องตกตายไปอย่างแน่นอน
"เรื่องที่สำคัญสุดในวันนี้คือพิธีอภิเษกระหว่าง ท่านพี่หญิงของข้า กับ จิ่วซื่อจุน ข้าไม่ทราบว่าเซียนผู้พิทักษ์จากอาณาจักรตงเสิน (วิญญาณบูรพา) จะแข็งแกร่งมากน้อยเพียงใด ถึงฮ่าวเทียนจะบอกว่าพวกมันไม่ใช่พวกนอกรีตก็ตามที แต่เรื่องนั้นก็ไม่สำคัญอีกต่อไป"
มันทำได้แม้กระทั่งชุบเลี้ยงปีศาจเอาไว้ในเมือง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ผิดจารีตจนเรียกได้ว่านอกรีตอย่างชัดเจน ช่างเป็นบุคคลที่ขวัญบังอาจเทียมฟ้าอย่างแท้จริง
คิดไม่ถึงเลยว่า ถึงแม้จะมืดค่ำเช่นนี้แล้ว อู่หยู ก็ยังคงอยู่ภายในห้องอักษร และ ไม่รู้เวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไปนานเท่าใด ถึงแม้เวลานี้นางจะไม่ได้ขีดเขียนสิ่งใดแล้ว แต่นางยังคงนั่งซึมเศร้าอยู่บนขอบโต๊ะตัวเดิม สายตาจ้องมองไปตรงด้านหน้าด้วยความงุนงง
ส่วนด้านข้างของ อู่หยู มีคนผู้หนึ่งกำลังยืนอยู่ คนผู้นี้อยู่กับนางมานับ 10 ปี เรียกได้ว่าพวกนางแทบจะโตมาด้วยกัน หญิงสาวคนนั้นกำลังถือถ้วยน้ำซุปร้อนมาให้ พร้อมกับจ้องมองไปทาง อู่หยู ด้วยสายตาห่วงกังวล นางกล่าวขึ้นว่า " องค์หญิง อากาศในค่ำคืนนี้ช่างหนาวเย็น พระวรกายขององค์หญิงก็ผอมซูบลงไปมาก โปรดเสวยซุปร้อนๆ ถ้วยนี้ สักหน่อยเถอะเพคะ”
อู่หยู กำลังจ้องมองลงไปที่โต๊ะ ด้วยท่าทางราวกับกำลังสูญเสียจิตวิญญาณ ทำให้นางไม่ได้ยินสิ่งที่บ่าวรับใช้กล่าวแม้แต่น้อย
"องค์หญิง ข้าได้ยินข่าวลือมาว่าผู้ลงมือสังหารตัดหัวของอสรพิษปีศาจ แท้จริงแล้วเป็นฝีมือของซ่างเซียนผู้พิทักษ์คนใหม่ ปีศาจอสรพิษตนนี้มันหลบซ่อนอยู่ภายในนครหลวงเยว่อู่ มีผู้คนมากมากมายเห็นเรื่องราวนี้ด้วยสองตาของพวกมัน ข้าไม่เคยนึกฝันว่าภายในนครหลวงเยว่อู่ จะมีปีศาจชั่วร้ายหลบซ่อนตัวอยู่ด้วย" หลังจากพูดจบ บ่าวรับใช้ก็แสดงท่าทางขยาดหวาดกลัวออกมา
......................................................................