จอมอาคมกู้บัลลังก์

    บทที่ 93: เพลิงเหนือกรุง

    ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วทั้งศาลาพักของศาลา


    เรื่องราวที่พ่อค้าชาวอยุธยาเพิ่งบอกเล่านั้น มันน่าเหลือเชื่อและน่าสลดใจเกินกว่าที่ใครจะสามารถทำใจยอมรับได้ในทันที


    กษัตริย์ผู้ทรงธรรมต้องสละราชสมบัติ!


    กษัตริย์ผู้ไร้ความสามารถกลับขึ้นครองราชย์และในยามที่บ้านเมืองกำลังจะถึงแก่ความวิบัติกลับต้องไปร้องขอให้กษัตริย์องค์เก่าที่ตนเองเคยขับไล่เพื่อกลับมาช่วยกอบกู้สถานการณ์


    มันคือเรื่องราวที่ทั้งน่าสมเพชและน่าเจ็บใจในเวลาเดียวกัน


    ลุงมีเป็นคนแรกที่ทำลายความเงียบขึ้น แกยกจอกสุราขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่จริงจังกว่าครั้งใด


    “หลังจากศึกครั้งนั้นเล่าพ่อค้า ผลเป็นอย่างไร สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร...ขุนหลวงหาวัด...พระองค์ทรงสามารถต้านทานทัพที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าอลองพญาได้สำเร็จหรือไม่”


    พ่อค้าชาวอยุธยาผู้นั้นส่ายหน้าช้าๆ แววตาของเขาเต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลายทั้งความภาคภูมิใจ ความโล่งอกและความหวาดหวั่นต่ออนาคตที่ยังคงมืดมน


    ศึกครั้งนั้นมันไม่ใช่แค่การรบที่ทุ่งมะขามหย่องแต่มันคือมหาสงครามที่โอบล้อมกรุงศรีอยุธยาทั้งราชธานี 


    มันคือการปิดล้อมที่ยาวนานและนองเลือดที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์


    แล้วเขาก็เริ่มเล่าขานถึงเรื่องราวแห่ง "เพลิงเหนือกรุง"


    พ่อค้าคนนั้นเล่าว่าในวันที่สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรทรงลาผนวชแลักลับมาทรงเครื่องเป็นจอมทัพอีกครั้ง วันนั้นขวัญและกำลังใจของเหล่าทหารและชาวกรุงที่เคยตกต่ำถึงขีดสุดก็ได้พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า! 


    พวกเขาได้เห็นแสงสว่าง ได้เห็นความหวัง พวกเขาได้ "กษัตริย์นักรบ" ของพวกเขากลับคืนมา!


    พระองค์ไม่ได้ทรงรอช้าทรงเริ่มจัดทัพและวางแผนการป้องกันพระนครอย่างรวดเร็วป้อมปราการที่เคยถูกละเลยได้รับการซ่อมแซม


    กองเรือรบที่เคยจอดนิ่งอยู่ในอู่ถูกนำออกมาเตรียมพร้อมและเหล่าทหารที่เคยท้อแท้ บัดนี้กลับมีจิตใจที่ฮึกเหิมพร้อมที่จะสู้ถวายชีวิตเพื่อปกป้องราชธานีภายใต้การนำของพระองค์


    ไม่นานนักกองทัพที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าอลองพญาก็เดินทางมาถึง 


    คำอินทร์และลุงมีนั่งฟังอย่างตั้งใจ ภาพของกองทัพมหึมาที่เคลื่อนพลเข้าประชิดกำแพงเมืองที่ยิ่งใหญ่ปรากฏขึ้นในมโนสำนึก 


    พ่อค้าผู้นั้นเล่าว่ากองทัพของอลองพญานั้นมีจำนวนมหาศาล พวกมันตั้งค่ายอยู่ทางทิศเหนือของพระนคร ยาวเหยียดไปไกลสุดลูกหูลูกตา ธงหงสาสีแดงสดโบกสะบัดท้าทายกำแพงเมืองสีขาวของอยุธยา


    เสียงกลองรบและเสียงโห่ร้องของพวกมันดังสะท้านไปทั่วทั้งทุ่ง สร้างความหวาดหวั่นให้แก่ผู้ที่ได้ยิน


    แต่กรุงศรีอยุธยานั้นก็ไม่ใช่เมืองที่จะตีแตกได้โดยง่าย ด้วยชัยภูมิที่เป็นเกาะ มีแม่น้ำสามสายคือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำลพบุรี ล้อมรอบ เปรียบเสมือนคูเมืองธรรมชาติที่กว้างใหญ่ที่สุด อีกทั้งยังมีป้อมปราการที่แข็งแกร่งและปืนใหญ่จำนวนนับไม่ถ้วนตั้งอยู่รายรอบ


    การต่อสู้ระลอกแรก...จึงเกิดขึ้นในสายน้ำ


    กองเรือรบของสยามซึ่งมีความคล่องตัวและชำนาญในพื้นที่มากกว่า ได้ออกไปปะทะกับกองเรือลำเลียงของพม่าอย่างดุเดือด


    เสียงปืนใหญ่จากเรือรบและจากป้อมปราการริมแม่น้ำดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งคุ้งน้ำ เปลวไฟและควันปืนปกคลุมไปทั่วท้องน้ำ เรือลำเลียงของพม่าถูกจมไปหลายลำ ทำให้การส่งเสบียงของพวกมันเป็นไปอย่างยากลำบาก


    เมื่อเห็นว่าการโจมตีทางน้ำไม่ได้ผล พระเจ้าอลองพญาก็เปลี่ยนกลยุทธ์ 


    พระองค์สั่งให้ทหารสร้างค่ายดินและตั้งปืนใหญ่ เพื่อระดมยิงเข้าใส่กำแพงเมืองและพระราชวังโดยตรง!


    พ่อค้าผู้นั้นเล่าด้วยน้ำเสียงที่ยังคงเจือปนด้วยความตื่นเต้น เขาบอกว่าช่วงเวลานั้น ชาวกรุงทุกคนต่างใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางเสียงปืนใหญ่ที่ดังอยู่ไม่เคยหยุด ทั้งกลางวันและกลางคืน พื้นดินสั่นสะเทือนอยู่ตลอดเวลา


    กระสุนปืนใหญ่ที่ยิงมาจากค่ายพม่าพุ่งข้ามกำแพงเมืองเข้ามา ทำลายบ้านเรือนและวัดวาอารามจนพังพินาศ สร้างความเสียหายและความสูญเสียให้แก่ชาวกรุงอย่างมหาศาล


    แต่ทหารสยามก็ไม่ได้ยอมแพ้ 


    ปืนใหญ่จากป้อมปราการที่แข็งแกร่งที่สุดของกรุงศรี...โดยเฉพาะ "ป้อมเพชร" ก็ได้ระดมยิงตอบโต้กลับไปอย่างไม่หยุดหย่อนเช่นกัน! มันคือการดวลปืนใหญ่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเป็นการแสดงแสนยานุภาพที่แลกมาด้วยชีวิตและดินปืนจำนวนมหาศาล!


    สงครามดำเนินไปอย่างยืดเยื้อเป็นเวลาเกือบหนึ่งเดือนเต็ม 


    จนกระทั่งในที่สุด ความอดทนของพระเจ้าอลองพญาก็หมดลง 


    พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์นักรบผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ การที่ไม่สามารถตีนครที่ดูเหมือนจะอ่อนแอลงทุกวันแห่งนี้ให้แตกได้ในเวลาอันสั้นถือเป็นความอัปยศอย่างยิ่ง 


    พระองค์จึงได้มีรับสั่งให้นำ "ปืนใหญ่กระบอกใหม่" ที่เพิ่งจะหล่อเสร็จและมีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่กองทัพพม่าเคยมีมา 


    เหล่าทหารนำไปตั้งที่ค่ายปืนใหญ่ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับป้อมเพชรพอดี พระองค์ตั้งพระทัยว่าจะทรงใช้ปืนใหญ่กระบอกนี้ ยิงทำลายกำแพงเมืองให้พังทลายลงมาด้วยพระองค์เอง!


    ในวันแห่งการพิพากษานั้น พ่อค้าผู้เล่าเรื่องได้มีโอกาสขึ้นไปอยู่บนกำแพงเมืองบริเวณใกล้กับป้อมเพชร เขาจึงได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยตาของตนเอง


    เขามองเห็นองค์พระเจ้าอลองพญา ในฉลองพระองค์สีทองอร่าม เสด็จมาที่ค่ายปืนใหญ่นั้นด้วยพระองค์เอง แวดล้อมไปด้วยเหล่าแม่ทัพนายกองคนสำคัญ พระองค์ทรงมีท่าทีที่มั่นพระทัยและโอหัง ทรงชี้ให้ทหารตั้งปืนใหญ่กระบอกใหม่เล็งไปยังเป้าหมายคือพระราชวังหลวงที่อยู่ใจกลางพระนคร 


    ในขณะที่ทหารพม่ากำลังบรรจุดินปืนและเตรียมจะจุดชนวนนั้นเอง...


    ปาฏิหาริย์...ก็ได้บังเกิด!


    พลปืนใหญ่ของสยามที่อยู่บนป้อมเพชร ภายใต้การบัญชาการของพระยารัตนาธิเบศร์ผู้เป็นยอดฝีมือในการใช้ปืนใหญ่ ได้เล็งปืน "พระมหาฤกษ์" กระบอกหนึ่ง ไปยังตำแหน่งที่ตั้งปืนใหญ่ของอลองพญาอย่างแม่นยำ 


    แล้วก็ยิงออกไป!


    กระสุนปืนใหญ่ของสยามพุ่งแหวกอากาศไปด้วยเสียงคำรามก้อง


    มันไม่ได้พุ่งเข้าใส่ร่างของอลองพญาโดยตรง...


    แต่มันพุ่งเข้ากระแทก...ที่ "ลำกล้อง" ของปืนใหญ่กระบอกใหม่ของพม่า...ในจังหวะที่พวกมันกำลังจะจุดชนวนพอดี!


    บึ้มมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!


    เสียงระเบิดที่ดังสนั่นหวั่นไหวยิ่งกว่าเสียงฟ้าผ่า! ปืนใหญ่กระบอกใหม่ของพม่าที่บรรจุดินปืนไว้เต็มอัตราศึกได้ระเบิดแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ! 


    แรงระเบิดมหาศาลส่งผลให้เกิดเปลวไฟและกลุ่มควันสีดำทมิฬพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า! สะเก็ดเหล็กและเศษดินปืนปลิวกระจายไปทั่วบริเวณ!


    พ่อค้าผู้นั้นเล่าว่าเขามองเห็นฉัตรทองคำของพระเจ้าอลองพญาหักสะบั้นและล้มลง 


    ท่ามกลางกลุ่มควันและเปลวเพลิงนั้น! เขามองเห็นร่างของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอังวะ...ล้มฟุบลงไปกองกับพื้น...บาดเจ็บสาหัสปางตาย!


    สิ้นเสียงระเบิดทั้งสมรภูมิก็ตกอยู่ในความเงียบงัน...


    จากนั้นความโกลาหลและความแตกตื่นก็ได้เข้าปกคลุมกองทัพพม่าอย่างสมบูรณ์แบบ! กษัตริย์ผู้เป็นดั่งเทพเจ้าของพวกเขา บัดนี้ได้ถูก "เดชะพระบารมี" ของแผ่นดินสยามลงทัณฑ์เสียแล้ว!


    ขวัญกำลังใจของพวกพม่าแตกสลายลงในพริบตา 


    เพียงไม่กี่ชั่วยามหลังจากนั้น กองทัพที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าอลองพญาก็ได้ตัดสินใจละทิ้งการปิดล้อมแล้วถอยทัพกลับไปอย่างไม่เป็นขบวน พวกมันต้องรีบนำร่างที่บาดเจ็บสาหัสของกษัตริย์ตนเองกลับไปยังแผ่นดินเกิดโดยไม่สนใจสิ่งใดอีกต่อไป


    กรุงศรีอยุธยารอดพ้นจากหายนะมาได้อย่างปาฏิหาริย์


    เมื่อเรื่องเล่าจบลงทุกคนในศาลาพักต่างก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก บางคนถึงกับยกมือขึ้นท่วมหัวเพื่อขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์


    ลุงมีเองก็ผิวปากออกมาเบาๆ แกมองไปยังย่ามของคำอินทร์ที่วางอยู่ข้างตัว ที่ซึ่งมีพระแสงปืนต้นในตำนานห่ออยู่ แกตระหนักแล้วว่าตำนานเรื่อง "กระสุนนัดเดียวพลิกชะตาสงคราม" นั้นไม่ใช่เรื่องที่เกินจริงเลย


    ส่วนคำอินทร์ เขานั่งนิ่ง ในใจรู้สึกทั้งภาคภูมิใจในความกล้าหาญของเหล่าบรรพบุรุษแต่ก็อดที่จะรู้สึกขมขื่นไม่ได้ ชัยชนะในครั้งนี้มันได้มาเพราะปาฏิหาริย์และเพราะความผิดพลาดของศัตรู 


    ไม่ใช่เพราะความแข็งแกร่งที่แท้จริงของอยุธยา


    เขามองออกไปนอกหน้าต่างไปยังทิศเหนือสู่ล้านนา...ข่าวลือเรื่องแม่ทัพคนใหม่ของพม่าที่กำลังซ่องสุมกำลังอยู่...ยังคงก้องอยู่ในหัว...

    คล้ายกับเรื่องจอมอาคมกู้บัลลังก์ ที่คุณอ่าน