สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 76 ฉับพลัน

            เมื่อได้พบจวงเฟยเฟยอีกครั้งอันเจิงกลับรู้สึกว่านางเปลี่ยนไปเป็นคนละคนแล้ว

     

            จวงเฟยเฟยที่เขารู้จักก่อนหน้านี้ดูเย้ายวนน่าหลงใหล มองแล้วชวนให้คิดไปไกล แต่เมื่อได้มาเจอกันอีกครั้ง นางในตอนนี้กลับดูเรียบร้อยสง่างาม ราวกับดอกโบตั๋นที่แสนสูงส่ง

     

            “นายตัวเล็ก?”

     

            วินาทีที่ได้เห็นอันเจิงจวงเฟยเฟยก็กะพริบตาถี่ขึ้น ทำให้นางดูเหมือนเด็กที่ยังมีความซุกซนอยู่ในจิตใจ

     

           อันเจิงที่เดิมกำลังนั่งสำรวจภาพวาดโบราณที่ติดอยู่บนผนังในห้องรับแขกรีบประสานมือเข้าด้วยกันในท่าคารวะ “แม่นางจวง”

     

            จวงเฟยเฟยโบกมือเป็นเชิงให้บ่าวรับใช้ออกไปให้หมดจากนั้นก็นั่งลงตรงหน้าอันเจิง รอจนบ่าวรับใช้เดินออกไปจนหมดแล้วจึงกลับมาเป็นจวงเฟยเฟยที่อันเจิงเคยรู้จักในที่สุด“เจ้าในตอนนี้ไม่น่ารักเลยสักนิด ทำตัวเหินห่าง เกรงใจอยู่นั่น อย่าลืมสิว่าเจ้าเป็นถึงผู้มีพระคุณของโรงจวี้ฉ่างเชียวนะ”

     

            อันเจิงส่ายหน้า“ข้าไม่รู้ว่าตัวเองมีพระคุณต่อพวกเจ้าตรงไหน”

     

            จวงเฟยเฟยชี้ไปที่หน้าอกของตัวเอง“มีพระคุณที่ตรงนี้อย่างไรเล่า”

     

            อันเจิงมองไปที่ภูเขาสองลูกที่ตั้งตระหง่านของนางพลางพยักหน้า“เอาคืนมาไม่ได้ต่างหาก”

     

            จวงเฟยเฟยหน้าแดงก่อนจะถ่มน้ำลายเป็นเชิงถอนคำพูด “เป็นเศรษฐีที่ชายแดนอยู่ดี ๆทำไมถึงมาที่เมืองฟางกู้เล่า”

     

            อันเจิงกล่าวระคนหัวเราะ“เจ้ารู้เรื่องของข้าดีไปเสียทุกอย่างเลยนะ”

     

            จวงเฟยเฟยกล่าวขึ้น“เรื่องของเจ้าถูกลือไปทั่วเมืองแล้ว ทั้งยังมีข่าวเยอะแยะไปหมดบ้างก็บอกว่าเจ้าเป็นบุตรนอกสมรสของขุนนางในราชสำนักที่เข้าเมืองมาเพื่อตามหาบิดาที่แท้จริงบ้างก็บอกว่าเจ้าเป็นทายาทของสำนักใหญ่ที่เดินทางมาก่อร่างสร้างตัวที่เมืองหลวงคนที่รู้เรื่องของเจ้าจริง ๆ ก็คงจะมีแต่ข้านี่แหละ”

     

            อันเจิงกล่าวขึ้น “ยังมีอีกคน แต่คนคนนั้นน่าจะลืมข้าไปแล้วล่ะ”

     

            จวงเฟยเฟยคิดอยู่นานแต่ก็คิดไม่ออกเสียทีว่าเป็นใคร สัญชาตญาณบอกให้นางมองข้ามมู่ฉางเยียนที่เป็นราชาแห่งแคว้นเยี่ยนไป

     

            “เจ้ามาเพื่อเข้าร่วมเทศกาลใบไม้ร่วงหรือ?”

     

            อันเจิงพยักหน้า “เพื่อเจ้าด้วย”

     

            จวงเฟยเฟยเหลียวซ้ายแลขวาอย่างลืมตัวก่อนจะส่ายหน้า “หากเจ้ายังไม่เลิกพูดจาเหลวไหลแบบนี้ละก็ ข้าคงไม่สะดวกที่จะคุยกับเจ้าตามลำพังแบบนี้แล้วล่ะคงต้องเรียกให้บ่าวรับใช้กลับมาอีกครั้ง เจ้าจึงจะสงบเสงี่ยมลงบ้าง”

     

            อันเจิงหัวเราะ “เวลาอยู่ในเรือน เจ้าไม่เห็นจะมีราศีของขาใหญ่ในยุทธภพเลยสักนิด”

     

            จวงเฟยเฟยนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง นัยน์ตางดงามของนางส่งประกายบางอย่างออกมาแต่ก็เพียงพริบตาเดียวเท่านั้น “ข้าอาจทำอะไรตามใจไปบ้าง แต่คนเราก็ทำตามใจตลอดเวลาไม่ได้ไม่ใช่รึอยู่ที่ใดก็ต้องวางตัวให้เหมาะสมกับฐานะและสถานที่ เจ้าก็น่าจะเข้าใจเรื่องนี้ดีก็เหมือนที่เจ้าไม่ได้เป็นนายตัวเล็กที่ยังเป็นเด็กเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป แต่เป็นเจ้าสำนักของสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์เข้ามาในเมืองพร้อมด้วยขบวนคนนับร้อย ความยิ่งใหญ่เช่นนี้แม้แต่สำนักใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมานานก็ยังไม่เคยทำ”

     

            “ข้าหน้าด้านน่ะ”

     

            จวงเฟยเฟยหลุดหัวเราะออกมา “นั่นก็จริงข้าเห็นด้วย พูดมาตามตรงเถอะ เจ้ามาหาข้าด้วยเรื่องอะไร?”

     

            อันเจิงพูดอย่างจริงจัง “ข้าจำได้ว่าเจ้าเคยบอกว่าตัวเองติดหนี้ข้าหนึ่งครั้ง”

     

            จวงเฟยเฟยกลับมาจริงจังเช่นกัน“ว่ามาเลย”

     

            “ข้าต้องการรายชื่ออย่างละเอียดรายชื่อของคนดังที่จะเข้าแข่งขันในเทศกาลใบไม้ร่วง เจ้ารู้จักเมืองหลวงดีกว่าข้าหากให้ข้าไปสืบเรื่องนี้ด้วยตนเอง เกรงว่าจะไม่ทันการเสียก่อน”

     

            จวงเฟยเฟยคลายความกังวลลงอย่างเห็นได้ชัด“เรื่องนี้เองรึ? นี่ไม่ถือเป็นการตอบแทนเจ้าหรอกนะเรื่องนี้เล็กเกินไป ส่วนบุญคุณที่ข้าติดค้างเจ้านั้นยิ่งใหญ่นัก วางใจเถอะพรุ่งนี้ข้าจะสั่งให้คนนำรายชื่อไปส่งให้ถึงสำนักเลย อ้อ จริงสิ มีอีกเรื่องไม่รู้ว่าเจ้ารู้หรือยัง? เมื่อวานโกวจ่านหลีที่ถูกเจ้าเล่นงานก่อนหน้านี้ถูกนำตัวออกจากคุกของหน่วยทหารไปขังเอาไว้ที่คุกหลวงของเมืองฟางกู้แล้วแต่เขาก็ถูกฆ่าตายในคืนนั้นเลย”

     

            “ยังไม่เคยได้ยินเรื่องนี้แต่ก็พอจะเดาได้ตั้งแต่แรกแล้ว” อันเจิงตอบกลับเสียงเรียบ

     

            “เจ้าเล่ห์จริง ๆข้าเริ่มกลัวเจ้าแล้วนะเนี่ย”

     

            อันเจิงส่ายหน้าแล้วหัวเราะอย่างขมขื่น“หากไม่แสดงตัวข่มคนอื่นและยืมอำนาจของหน่วยทหารกับโรงจวี้ฉ่างของเจ้ามาใช้สักหน่อยข้าคงก่อร่างสร้างตัวในเมืองฟางกู้ได้ยากที่ข้ายกขบวนคนนับร้อยเข้ามาอย่างยิ่งใหญ่เช่นนี้ ไม่ใช่เพราะข้าแข็งแกร่งมากพอแล้วแต่เป็นเพราะข้ายังอ่อนแอมากต่างหาก หากอยากให้คนอื่นคิดว่าเราแข็งแกร่งสิ่งที่ต้องทำเป็นอย่างแรกก็คือแสร้งทำตัวยิ่งใหญ่”

     

            จวงเฟยเฟยกล่าวขึ้น “เจ้าคงลำบากมาไม่น้อยปีนี้เพิ่งอายุสิบห้าสินะ”

     

            อันเจิงพยักหน้า “ข้าเคยบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าเมื่อโตขึ้นอีกหน่อยข้าจะมาหาเจ้าเอง”

     

            จวงเฟยเฟยหน้าแดงขึ้นมาทันที“ทั้งที่จริง ๆ แล้ว เป็นคนที่ซื่อจนไม่รู้จะซื่ออย่างไรแล้วแท้ ๆแต่ปากกลับเอาแต่พูดเจ้าชู้หยอกไก่ออกมาไม่หยุด คนแบบเจ้า อีกหน่อยไม่รู้ว่าจะไปทำให้สาวๆ คิดมากอีกสักกี่คน แต่ปัญหาก็ติดอยู่ตรงที่เจ้าไม่ได้มีความคิดแบบนั้นด้วยน่ะสิดังนั้น ไม่รู้ว่าต้องมีผู้หญิงเสียใจเพราะเจ้ากี่คนกัน”

     

            อันเจิงหัวเราะขึ้นเล็กน้อย“เช่นนั้นก็ขอให้เป็นอย่างที่เจ้าพูดก็แล้วกัน แต่ต่อให้จะมีผู้หญิงมาติดพันสักกี่คนข้าก็ไม่กลัวหรอกนะเพราะข้ายังไม่เคยลองมาก่อนเลย หากเจ้าไม่มีเรื่องอะไรหรือไม่คิดจะเลี้ยงข้าวข้าละก็ข้าคงต้องขอตัวกลับก่อน แล้วก็...ข้าอยากรู้ว่าตัวเองจะเข้าหาขุนนางคนไหนในราชสำนักได้บ้างเจ้าสนิทกับหน่วยทหารมากกว่าข้า หากข้าอยากสร้างฐานอำนาจในเมืองไม่ว่าอย่างไรก็ต้องพึ่งการสนับสนุนจากหน่วยทหารอยู่ดี”

     

            จวงเฟยเฟยกล่าวขึ้น“รายชื่อที่จะส่งไปให้พรุ่งนี้ข้าจะเพิ่มรายชื่อของขุนนางที่เจ้าต้องสานสัมพันธ์เอาไว้ด้วยก็แล้วกันแต่เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจอะไรมากมายหรอก เพราะเท่าที่ข้ารู้มาเสนาบดีแห่งหน่วยทหารชื่นชมเจ้ามาก เรื่องการเข้าสำนักวรยุทธ์ชางก็ไม่ต้องเป็นห่วงแม้พลังของเจ้าจะยังอ่อนด้อยไปสักหน่อย แต่ความคิดกับความสามารถในการตรวจสอบสมบัติวิเศษของเจ้าก็มีน้ำหนักมากพอแล้วหรือถ้าเข้าสำนักวรยุทธ์ชางไม่ได้จริง ๆตำแหน่งใหญ่ของโรงจวี้ฉ่างก็ยังต้อนรับเจ้าอยู่เสมอ”

     

            อันเจิงลุกขึ้น“พอมาได้ยินแบบนี้ค่อยวางใจหน่อย ไม่ว่าอย่างไรก็คงไม่อดตายแล้วล่ะ”

     

            “ไม่อยู่กินข้าวด้วยกันก่อนรึ?”

     

            อันเจิงกวาดตามองไปรอบด้าน “ไม่ดีกว่าข้าดูออกว่าเจ้าก็ลำบากไม่น้อย”

     

            จวงเฟยเฟยดวงตากะพริบวาบ จู่ ๆ นางก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรออกมาดีถูกต้อง นางลำบากจริง ๆ น่ะแหละ ตั้งแต่กลับมาที่สาขาใหญ่ของโรงจวี้ฉ่าง นางก็ต้องเป็นผู้จัดการทุกอย่างต่อทันทีผู้หญิงคนหนึ่งต้องจัดการเรื่องทั้งหมดในโรงจวี้ฉ่างที่ใหญ่ขนาดนี้ แล้วยังต้องจัดแจงเรื่องความสัมพันธ์กับมหาอำนาจต่างๆ อีก จะไม่ให้เหนื่อยได้อย่างไร?

     

            “ขอตัวก่อน”

     

            อันเจิงเดินออกไปจากห้องจวงเฟยเฟยลุกขึ้นยืนเพื่อเป็นการส่งเขา และในตอนนั้นเอง จู่ ๆก็มีคนกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามาในห้อง โดยมีชายหนุ่มในชุดเสื้อผ้าเนื้อดีเป็นผู้นำดูเหมือนคนผู้นี้จะมีอายุเพียงยี่สิบปีเท่านั้น ใบหน้าสะอาดสะอ้านแม้จะไม่ถือว่าหล่อเหลาอะไรแต่ก็เป็นคนที่อันเจิงสามารถดูออกตั้งแต่ครั้งแรกว่าเขาเป็นคนอย่างไรกันแน่คนเช่นนี้ได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย กำเนิดในตระกูลที่มีอำนาจ จึงหยิ่งผยองและน่ารังเกียจได้ถึงเพียงนี้ไม่ใช่เพราะอันเจิงมีตาทิพย์หรอกนะ แต่เป็นเพราะเขาเคยเห็นคนมามาก โดยเฉพาะตอนที่ทำงานอยู่กรมตุลาการเขาเคยเจอคนเช่นนี้มามากจนนับไม่ถ้วนแล้ว

     

            “แม่นางจวง นัดพบหนุ่มหล่ออยู่รึ?หน้าไม่คุ้นเลย เป็นคนรักใหม่สินะ?”

     

            ชายคนนี้มีรูปร่างสูงโปร่งที่เบื้องหลังมีธนูติดมาด้วย เขาหรี่ตาลงพลางกล่าว ท่าทางเช่นนั้นช่างน่ารังเกียจเสียจริง

     

            “คุณชายซู เขาเป็นเพื่อนเก่าของข้าเอง”จวงเฟยเฟยอธิบายเล็กน้อยด้วยใบหน้าบูดบึ้ง

     

            นางบอกกับอันเจิง“ท่านนี้เป็นคุณชายซูที่มีชื่อเสียงโด่งดังแห่งสำนักต้าติง”

     

            อันเจิงถามขึ้น “ซูเฟยหลุนรึ?”

     

            ยังไม่ทันที่จวงเฟยเฟยจะตอบ คุณชายตระกูลซูก็เลิกคิ้วขึ้นพลางกล่าวกับอันเจิง“ข้าไม่ใช่เขา เจ้าเพิ่งมาจากบ้านนอกหรืออย่างไร? ในสำนักต้าติงที่มีชื่อเสียงโด่งดังไม่ได้มีแค่คุณชายซู นามซูเฟยหลุนเสียหน่อย ยังมีข้าซูเฟยหยิงอีกคน เขาก็คือเขาข้าก็คือข้า”

     

            อันเจิงพยักหน้ารับรู้ทว่าก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมา

     

            ซูเฟยหยิงมองไปยังจวงเฟยเฟย “เมื่อครู่แม่นางจวงพูดว่าอย่างไรนะ?คนผู้นี้เป็นเพื่อนเก่าของเจ้างั้นรึ? ดูท่าทางเขาน่าจะมีอายุไม่เกินสิบหกสิบเจ็ดปีเท่านั้นนี่นาเพื่อนเก่า...พวกเจ้าแอบคบหากันมากี่ปีแล้วล่ะ? แอบไปเป็นชู้กับเขาตั้งแต่สามีของเจ้าล้มป่วยเลยสินะ?ในตอนนั้นเขาก็น่าจะมีอายุไม่เกินสิบสองปี แบบนั้นตอบสนองต่อความต้องการของเจ้าได้ด้วยรึ?แต่คบเด็กอย่างไรก็ปลอดภัยกว่าเพราะไม่มีใครสงสัย พวกเจ้าเคยแอบมีสัมพันธ์กันบนเตียงที่สามีของเจ้านอนป่วยอยู่หรือไม่?เหอะ ช่างน่าตื่นเต้นอะไรเช่นนี้...อันที่จริงข้าก็แอบชอบเจ้ามาตั้งนานแล้วเจ้าไม่ลองพิจารณาข้าดูบ้างรึ?”

     

            ขณะที่กล่าวคำว่าลองพิจารณาดู เขาก็พยายามเชิดอกขึ้นด้วย

     

            จวงเฟยเฟยขมวดคิ้วมุ่น “คุณชายซูก่อนจะพูดอะไรควรคิดให้ดีก่อน อย่าทำให้ตระกูลซูต้องขายหน้า”

     

            ซูเฟยหยิงหัวเราะเสียงดังลั่น“ข้าชอบคนแสร้งไขสือแบบเจ้าจริง ๆ แม่ม่ายเช่นเจ้าได้รับความเมตตาจากคนอย่างข้าเจ้าไม่ดีใจหรือ? เจ้าแสร้งเป็นคนเรียบร้อยมานานน่าจะเหนื่อยมากสินะท่าทางเย้ายวนของเจ้า เปิดโปงความจริงออกมาหมดแล้ว เจ้าเดียวดายจนนอนไม่หลับเลยใช่หรือไม่?ข้าว่า สามีที่ไร้ประโยชน์ของเจ้าสมควรจะตายไปตั้งนานแล้วจะอยู่ให้เจ้าทรมานอีกทำไม?”

     

            “แต่ยิ่งเจ้าแสร้งทำเป็นใสซื่อมากเท่าไหร่ข้าก็ยิ่งชอบมากเท่านั้น ข้าคิดว่า หากเจ้าปลดปล่อยตัวเองออกมาอย่างแท้จริงมันคงจะดุเด็ดและร้อนแรงจนยากจะต้านทานเลยล่ะ”

     

            เขาช้อนคางของจวงเฟยเฟยให้เชิดขึ้นจวงเฟยเฟยเดินถอยหลังหนึ่งก้าว จากนั้นก็มองไปทางอันเจิง “เจ้าสำนักอันข้าคงไม่ได้เดินไปส่งแล้ว”

     

            ในตอนแรกอันเจิงยังยืนอยู่ที่เดิม ไม่มีวี่แววว่าจะขยับเขยื้อนไปไหนแต่ซูเฟยหยิงก็หันมามองที่เขาแล้วกล่าวขึ้น “ยังไม่รีบไสหัวไปอีก?ดูไม่ออกหรือว่าแม่นางจวงอยากคุยกับข้าเป็นการส่วนตัว? เจ้าอยากดูเราพลอดรักกันหรืออย่างไร? เจ้าบ้าที่ไหนเนี่ยโง่จริง ๆ ดูสถานการณ์ไม่ออกเลยรึ ในเมื่อเจ้ารู้จักซูเฟยหลุน เช่นนั้นเจ้าก็คงรู้ว่าข้าซูเฟยหยิงเป็นคนของตระกูลซูเจ้ากล้ามีเรื่องกับตระกูลซูหรืออย่างไร?”

     

            อันเจิงส่ายหน้า “ไม่กล้า”

     

            ซูเฟยหยิงกล่าวขึ้น “เช่นนั้นยังไม่รีบไสหัวไปอีก?”

     

            อันเจิงหันไปมองจวงเฟยเฟยอีกครั้ง ก่อนจะส่งประกายรอยยิ้มที่น่าพิศวงให้“แล้วข้าจะกลับมาอีก”

     

            เดิมที นี่เป็นเพียงคำพูดธรรมดา ๆเท่านั้น แต่น้ำเสียงที่อันเจิงใช้พูดกลับแฝงไปด้วยความแปลกประหลาด ราวกับมีความหมายอื่นแอบแฝงทำให้ซูเฟยหยิงมีสีหน้าเปลี่ยนไปในพริบตา “เมื่อครู่เจ้าพูดว่าอย่างไรนะ?”

     

            อันเจิงมองไปที่เขา “ข้าบอกว่าจะกลับมาอีกมีอะไรรึ?สิ่งที่ข้าพูดไม่เหมาะสมตรงไหนรึ?”

     

            ซูเฟยหยิงก้าวเข้ามาหาหลายก้าวเขามีร่างสูงและผอม ให้ความรู้สึกคล้ายกุ้งที่ยืดตัวตรงเช่นนั้น เพราะเขาสูงกว่าอันเจิงดังนั้น เมื่อขยับเข้ามาใกล้ จมูกของเขาจึงอยู่ในระดับหน้าผากของอันเจิง“หากเจ้ากล้าพูดแบบนั้นอีกครั้ง ข้าจะใจบุญบริจาคสุสานให้เจ้าเอง”

     

            อันเจิงถอยไปข้างหลังหนึ่งก้าวก่อนจะยกมือขึ้นมาโบกผ่านจมูกสองสามครั้ง แล้วหันไปบอกกับจวงเฟยเฟยด้วยรอยยิ้ม“ขอตัวก่อน”

     

            อันเจิงเดินตรงออกไปด้านนอก เดิมทีซูเฟยหยิงเตรียมจะเอื้อมมือไปรั้งตัวเขาเอาไว้ แต่แค่ก้าวขาไปข้างหน้าหนึ่งก้าวซูเฟยหยิงก็คว้าน้ำเหลวเสียแล้ว

     

            “โธ่เว้ย”

     

            ซูเฟยหยิงหันไปมองจวงเฟยเฟยแวบหนึ่ง“อีกเดี๋ยวข้าค่อยมาหาเจ้าใหม่แล้วกัน สักวัน ข้าจะย่ำยีเจ้าจนตายตาเตียงเลยคอยดู”

     

            จวงเฟยเฟยมีสีหน้าบูดบึ้งแต่ก็ไม่อาจพูดสิ่งใดตอบโต้ได้ นางมองตามแผ่นหลังของอันเจิงไป พลันความตื้นตันใจก็ประกายออกมาทางแววตานางรู้ดีว่าอันเจิงจงใจยั่วโมโหซูเฟยหยิง เมื่อเป็นเช่นนี้ซูเฟยหยิงต้องไม่ยอมปล่อยอันเจิงไปแน่ ๆ เพียงก้าวเดียว อันเจิงก็พุ่งออกไปนอกประตูแล้วเมื่อเห็นดังนั้น ซูเฟยหยิงจึงรีบยกพวกตามออกไปทันที “เจ้าคิดจะหนีงั้นรึ?ในเมืองฟางกู้ คนที่มีเรื่องกับข้า ล้วนจบไม่สวยทั้งนั้น”

     

            เมื่อพวกเขาออกไปจนหมดจวงเฟยเฟยก็โบกมือขึ้นไปในอากาศ ทันใดนั้น ชายชราสองคนที่ซ่อนตัวอยู่ก็พุ่งเข้ามาหาแล้วก้มหน้าลงต่ำอย่างเคารพ

     

            จวงเฟยเฟยสั่งกับคนทั้งสอง“แอบตามไปปกป้องคุณชายซู ทางหน่วยทหารให้ความสำคัญกับเขามากจะปล่อยให้เขาเป็นอะไรไม่ได้เด็ดขาด แต่จำเอาไว้ อย่าเผยตัวตนที่แท้จริงออกไปคนของตระกูลซู...ตอนนี้เรายังมีเรื่องกับพวกเขาไม่ได้”

     

            ชายชราทั้งสองตอบกลับมา “ฮูหยินโปรดวางใจพวกเราจะไปเดี๋ยวนี้”

     

            คนทั้งสองหายวับไปในพริบตา ราวกับดวงวิญญาณก็ไม่ปาน

     

           อันเจิงจงใจรักษาระยะห่างจากซูเฟยหยิงเอาไว้ เขาต้องการทดสอบพลังของซูเฟยหยิงนั่นเองและก็เป็นอย่างที่อันเจิงคิด คนแบบนั้นมีพลังอยู่ในระดับทั่วไปเท่านั้นที่สามารถเข้าสำนักต้าติงได้ก็เพราะเขาเป็นคนตระกูลซู เพียงแต่องครักษ์ข้างกายของเขามีคนที่ฝีมือไม่ธรรมดาอยู่สองคน คนหนึ่งเป็นชายไว้เคราผู้มีร่างกายกำยำราวกับวัว เขาแบกขวานขนาดใหญ่เอาไว้ที่ด้านหลังส่วนอีกคนมีร่างเตี้ยตัวเล็กราวกับหนู ที่มือสวมถุงมือเหล็กเอาไว้ ปลายถุงมือมีลักษณะเป็นเหล็กยาวทรงโค้งซึ่งคมกริบไม่ต่างไปจากคมดาบ

     

            “ยุ่งยากจริง ๆ”

     

            อันเจิงพูดพึมพำกับตัวเองมีเรื่องกับคนของตระกูลซูเช่นนี้ เกรงว่าต้องเกิดเรื่องยุ่งยากตามมาไม่หยุดแน่แต่เขามีนิสัยเช่นนี้มาแต่เดิมแล้ว ไม่มีทางที่เขาจะยอมให้จวงเฟยเฟยถูกรังแกง่าย ๆหากเขาทนเรื่องเช่นนี้ได้ เขาก็ไม่ใช่อันเจิง ไม่ใช่ผู้ดูแลกรมตุลาการแห่งราชสำนักต้าซีที่มีคนอิจฉาและริษยามากมายเป็นกองทัพแล้ว

     

            อันเจิงมองไปเบื้องหน้าเขาต้องหาสถานที่ที่เหมาะต่อการลงมือเสียหน่อย

     

            หากไม่อยากเดือดร้อนภายหลังก็จะให้ใครรู้ไม่ได้ว่าเขาเป็นผู้ลงมือแต่ถนนตรงหน้ามีคนสัญจรไปมามากมายจึงไม่ใช่ที่ที่เหมาะสมนักทว่าหากเขาสลัดคนเหล่านั้นแล้วหนีไป ซูเฟยหยิงต้องกลับไปหาเรื่องจวงเฟยเฟยเพื่อเค้นถามว่าเขาเป็นใครแน่

     

            ดังนั้น เรื่องที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้คงไม่ได้จัดการกันได้ง่าย ๆ

     

            อันเจิงจงใจเดินเข้าไปในซอยเล็ก ๆจากนั้นก็ลดความเร็วลงเล็กน้อย ให้คนพวกนั้นคิดว่าตนหมดแรงเพราะการเร่งเดินในตอนแรกเป็นอย่างที่คิด คนพวกนั้นเริ่มเพิ่มความเร็วขึ้นและใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ แล้ว

     

            ด้านหน้าดูเหมือนจะเป็นบ้านร้างแห่งหนึ่งในนั้นมีหญ้าขึ้นเต็มไปหมดทางด้านของอันเจิงเองก็หาที่ที่เหมาะมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว จึงทะยานขึ้นไปในอากาศแล้วเข้าไปในบ้านหลังนั้นทันที

     

            ซูเฟยหยิงกับลูกน้องรีบกระโดดตามไปอย่างรวดเร็ว