เล่ม 2 ตอนที่ 5 หอสมุดมนตรา
หลังจากถูกวงเวทปริศนาวาร์ปมาจากบนเรือ ผมก็พบว่าตอนนี้ผมถูกพามายังลานกว้างทรงกลมที่เต็มไปด้วยชั้นหนังสือมากมาย ซึ่งถูกเรียงรายกันเป็นโถงทรงกระบอกขนาดใหญ่สูงขึ้นไปจนสุดลูกหูลูกตา ด้านบนของสถานที่แห่งนี้เปิดโล่ง เผยให้เห็นท้องฟ้ายามราตรีที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวส่องแสงระยิบระยับ พร้อมกับแสงออโรร่าสีเหลืองทองที่ทำหน้าที่เป็นแหล่งกำเนิดแสง ยามแสงนั้นมาตกกระทบเข้ากับประติมากรรมคริสตัลอันสูงใหญ่ก็ได้ทำให้คริสตัลใสรูปทรงต้นไม้ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางห้องให้แปรเปลี่ยนกลายเป็นสีเหลืองนวลพร้อมแผ่ขยายความสว่างไสวให้สาดส่องไปทั่วทุกแห่งหน บนพื้นปรากฏเป็นลวดลายต่างๆ ที่สลักเอาไว้ ชวนให้นึกถึงสัญลักษณ์ของวงเวทในตอนที่เรียกใช้สกิลออกมา ซึ่งผมก็บอกไม่ได้หรอกว่ามันเป็นสัญลักษณ์ของเวทอะไรบ้าง พลันเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นทำลายความเงียบงัน“สวัสดี ผมไอแซค เป็นเจ้าหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยของหอสมุดมนตราแห่งนี้ คุณคงเป็นบรรณารักษ์จูเนียร์ที่เพิ่งจะมาที่นี่เป็นครั้งแรกใช่ไหมครับ” ชายแปลกหน้าในชุดคลุมยาวสีเทาเข้มถามโดยไม่รอคำตอบ เพียงแค่เขาดีดนิ้วหนึ่งครั้ง หนังสือที่เคยอยู่ในมือผมก็พลันหายวับไปโผล่ในมือของเขาอย่างรวดเร็ว เขาพลิกหนังสือไปมาอยู่หลายรอบ จากการใช้เพียงแค่มือลูบสัมผัส เปลี่ยนเป็นเปิดหน้าหนังสือขึ้นมาสูดดม ก่อนจะยกปกหนังสือขึ้นมาถูกับใบหน้าราวกับเป็นของรักของหวง “ไม่อยากจะเชื่อเลย หนังสือเล่มนี้มาจากโลกจริงๆ” สิ้นเสียงของชายหนุ่ม จู่ๆ ก็เกิดแผ่นดินไหวขึ้นอย่างรุนแรง แต่เขากลับมีทีท่าไม่แยแสกับสิ่งที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย ผิดกับผมที่ยืนทรงตัวอยู่ด้วยความยากลำบาก เวลาผ่านไปราวไม่กี่วินาทีแผ่นดินไหวก็ได้หยุดลงในที่สุด“ใช่ ผมเพิ่งมาที่นี่เป็นครั้งแรก แต่ขอถามหน่อยได้ไหมว่าแผ่นดินไหวเมื่อกี้นี้มันคืออะไรกันแน่ครับ?”“หนังสือเล่มนี้ไม่ควรจะมาอยู่ที่นี่” เขาพูดพลางใช้มือทั้งสองข้างตบลงไปบนหนังสือ ก่อนจะทำการแยกหนังสือออกมาเป็นสองเล่มที่มีรูปลักษณ์ภายนอกเหมือนกันทุกประการ หนังสือเล่มหนึ่งถูกเก็บเอาไว้ในพอร์ทัลที่ปรากฏเป็นชั้นหนังสืออยู่ด้านในอยู่แว๊บหนึ่ง ส่วนอีกเล่มหนึ่งถูกยื่นคืนมาให้ผม “มันสมควรอยู่ในที่ของมัน” เขาบอกในขณะที่ผมยื่นมือไปรับหนังสือมา ไม่นานนักเขาก็เดินจากผมไปแบบงงๆ ก่อนจะรีบบอกให้ผมตามเดินตามเขาไป โดยในระหว่างทางเขาก็ได้ชวนผมพูดคุยสัพเพเหระ ทั้งที่ในหัวผมมีคำถามเต็มไปหมด แต่สมองกลับหาความเชื่อมโยงของสิ่งที่เขาบอกเล่าไม่ได้เลย ซึ่งถ้าจะให้พูดกันตรงๆ แล้ว การพูดคุยที่ว่ามานี้มันน่าจะเป็นการเดี่ยวไมโครโฟนของเขาเสียมากกว่า จนกระทั่งเขาได้พาผมมาหยุดอยู่ตรงใต้ต้นคริสตัล“ตั้งแต่ที่ผมได้ประจำการเป็นเจ้าหน้าที่ คุณถือเป็นบรรณารักษ์เถื่อนคนแรกที่ได้มาเหยียบที่หอสมุดมนตราแห่งนี้เลยก็ว่าได้” เขาทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ “แต่เดิมนั้นคิงออฟดิโอเชี่ยนเป็นเพียงหนังสือธรรมดาเท่านั้น ถ้ามันเป็นไปตามที่ผมคิด หนังสือที่ผมได้แยกออกมาจากต้นฉบับเมื่อครู่นี้ คงจะเป็นอีกเวอร์ชันหนึ่งของหนังสือคิงออฟดิโอเชี่ยนที่มาจากจินตนาการอันเข้มข้นของผู้อ่านหลายชั่วคนที่หลอมรวมกันจนก่อเกิดเป็นอีกเรื่องราวหนึ่งขึ้นมา แน่นอนว่ามันไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเรื่องทำนองนี้ขึ้นหรอกครับ ถ้าคุณอยากรู้ เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังในระหว่างที่ผมกำลังเขียนสัญญาการว่าด้วยการเป็นบรรณารักษ์อย่างถูกต้องตามหลักหอสมุดมนตราให้คุณ” พูดจบเขาก็ดีดนิ้วเสกม้วนกระดาษและปากกาขนนกขึ้นมา แล้วลงมือเขียนไปบนกระดาษแผ่นนั้นอย่างจริงจัง‘ตาดู หูฟัง ปากพูด มือเขียน’ ผมไม่คิดเลยว่าเอ็นพีซีคนหนึ่งจะสามารถทำอะไรหลายอย่างในขณะเดียวกันได้เยอะขนาดนี้ แต่ผมก็ไม่ได้ทักท้วงอะไรออกไป ได้แต่ตั้งหน้าตั้งตาฟังไอแซคเดี่ยวไมค์ต่อไป“แม้จะมีเรื่องเล่า ตำนานและความเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้าผู้สร้างโลกเทลออฟเทลส์อยู่มากมาย แต่ก็ไม่มีหลักฐานใดๆ ที่ชี้ชัดว่าพระองค์ได้เป็นผู้สร้างสรรพสิ่งให้เกิดขึ้นในโลกนี้ ในขณะที่อีกทฤษฎีหนึ่งของหัวหน้าบรรณารักษ์รุ่นบุกเบิกที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันหมู่นักวิชาการและเหล่านักศึกษาผู้มีความสนใจศาสตร์แห่งเวทมนตร์ ได้กล่าวเอาไว้ว่า... จินตนาการ ความฝัน ความเชื่อ หรือความศรัทธาอันแรงกล้าที่มีความเข้มข้นมากพอและปัจจัยที่เหมาะสม สามารถให้กำเนิดสิ่งต่างๆ ขึ้นมาได้” เขาหยุดเล่าไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ “บ้างก็ว่าพระเจ้าและดินแดนแห่งสรวงสวรรค์นั้นเกิดมาจากคุณงามความดี บาปกรรมและมวลกิเลสก่อให้เกิดเป็นดินแดนนรกภูมิและผู้ปกครองสูงสุดนามว่าซาตาน ในขณะที่ความสุขสงบเป็นตัวแทนของพระมารดา ผู้ที่ปกปักรักษาโลกให้สงบสุขร่มเย็น แต่เอาเข้าจริงก็ไม่มีใครรู้ว่าพระเจ้าเป็นคนสร้างทุกสรรพสิ่งขึ้นมา หรือเป็นเพราะความเชื่อและความศรัทธาของผู้คนบนโลกต่างหากที่สร้างตัวตนของพวกเขาและสถานที่อย่างนรกหรือสวรรค์ให้มีขึ้น” เขาพูดพลางหันมาสังเกตผมเป็นระยะๆ ก่อนจะตัดบทแล้วตั้งข้อสงสัยอันหนึ่งออกมา “ทั้งที่คุณเป็นบรรณารักษ์แท้ๆ แต่ทำไมคุณถึงดูเหมือนจะไม่รู้เรื่องพวกนี้เลย”“เอ่อ… ผมก็เพิ่งจะเคยได้ยินเนี่ยแหละ” ผมบอก แล้วพยายามจะเอ่ยถามต่อ แต่ยังไม่ทันที่จะได้อ้าปากพูดก็ดันถูกเขาขัดจังหวะเอาไว้เสียก่อน“ถ้าคุณมีคำถาม ขอให้เก็บมันไว้ก่อน ช่วยฟังที่ผมพูดให้จบก่อนแล้วก็กัน” ไอแซคกล่าว แล้วไปจดจ่ออยู่กับการเขียนตามเดิม ก่อนที่เขาจะเริ่มกล่าวร่ายยาวอีกครั้ง“เดิมทีหอสมุดแห่งนี้เคยเป็นสถานที่ศึกษาและฝึกฝนใช้เวทมนตร์สาธารณะ แต่เป็นเพราะสงครามครั้งใหญ่ระหว่างเหล่าทวยเทพและกองทัพปีศาจเกิดที่อุบัติขึ้นบนโลกจนเกือบทำให้โลกถึงกาลอวสาน หัวหน้าบรรณารักษ์ในตอนนั้นจึงได้ร่ายมนตร์สร้างเป็นมิติแห่งนี้ขึ้นมา และตั้งแต่ตอนนั้นเองที่หอสมุดมนตราได้ทำหน้าที่เป็นผู้บันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในจักรวาล มิติ ห้วงเวลา ห้วงแห่งความฝัน และห้วงจินตนาการที่มีความเกี่ยวโยงกับโลกเทลออฟเทลล์เอาไว้ ร้อยเรียงสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องราว นิทาน ตำนาน ประวัติศาสตร์ ถ่ายทอดออกมาเป็นตัวอักษรบนหน้าหนังสือ” สิ้นเสียง ไอแซคก็หยุดเขียน แล้วเปลี่ยนมาเป็นการอ่านทวนเนื้อหาในกระดาษใบนั้นแทน แล้วเขาก็กล่าวต่อไป “โลกสามารถรอดพ้นจากมหาภัยพิบัติครั้งนั้นมาได้ ลือกันว่าเป็นเพราะความรักที่พระมารดามีให้แก่เหล่ามนุษย์บนโลก เธอจึงได้เสียสละตัวเองในการขับไล่พระเจ้าให้กลับสู่สวรรค์และสาปส่งซาตานให้กลับสู่ขุมนรก ทำให้โลกอยู่อย่างสงบสุขมาจนถึงปัจจุบัน จนกระทั่ง… การมาถึงของยุคนักผจญภัย โลกที่เคยสงบสุขใบนี้ได้ต่อต้านการมาถึงของกลุ่มคนเหล่านั้น ทำให้มีสัตว์ร้ายชนิดใหม่จำนวนมากเกิดขึ้นมาหรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่า มอนสเตอร์ รวมไปถึงสถานที่ที่เต็มไปด้วยภัยอันตรายถึงชีวิตอย่าง ดันเจี้ยน ก็ได้ปรากฏขึ้นมากระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกแห่งบนโลก ซึ่งผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงแค่บททดสอบสำหรับผู้มาเยือน หรือเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบของโลกใบนี้ตามคำทำนายเมื่อหลายปีก่อนกันแน่… อืม... แต่เรื่องนั้นไม่สำคัญหรอก ตราบใดที่ยังมีเรื่องราวของโลกให้บันทึก เวทมนตร์ใหม่ให้เรียนรู้ ผมคิดว่าหอสมุดมนตราแห่งนี้ก็จะยังคงอยู่เฝ้ามองและเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ต่อไปอย่างแน่นอน” กล่าวจบเขาก็ยื่นกระดาษและปากกาขนไก่มาให้ผมทันทีโดยใจความหลักของสัญญาดังกล่าวคือ ทางหอสมุดมนตราจะยอมรับการเป็นบรรณารักษ์ของผมและอนุญาตให้ผมสามารถยืมและคืนหนังสือกับหอสมุดได้อย่างถูกต้องตามกฎ แลกมากับการที่ผมต้องเดินทางไปยังส่วนต่างๆ ของโลกเพื่อส่งบันทึกเรื่องราวในรูปแบบต่างๆ ที่ผมได้พบเจอให้กับหอสมุด ส่วนบริเวณท้ายสัญญาจะปรากฏเป็นข้อปฏิบัติของห้องสมุดและการลงโทษที่ผมยืมหนังสือออกไปจากหอสมุดโดยไม่ได้รับอนุญาต จะโดนยึดทักษะทั้งหมดที่ผมเคยได้จากหนังสือ ซึ่งตัวผมในตอนนี้นั้นไม่มีทักษะใดให้ยึดได้แล้ว จู่ๆ ตัวหนังสือในสัญญาก็เรืองแสงขึ้นมาและเปลี่ยนแปลงไปโดยที่ไม่มีอะไรกั้น จากยึดสกิลกลายเป็นยึดแต้มสเตตัสทั้งหมด ซึ่งมีผลย้อนหลังรวมไปถึงช่วงเวลาก่อนผมที่จะเปลี่ยนคลาสมาเป็นบรรณารักษ์เสียอีกเมื่อโอกาสมาถึงผมจึงได้ลองถามไอแซคดูว่า ถ้าหากผมปฏิเสธสัญญานี้จะเกิดอะไรขึ้นกับผม ซึ่งเขาก็ได้ตอบกลับมาเพียงแค่ว่าผมจะสิ้นสุดการเป็นบรรณารักษ์ ทันใดนั้นเสียงระบบก็ดังขึ้น พร้อมกับหน้าต่างของระบบที่เด้งขึ้นมาทันทีหากท่านต้องการยกเลิกคลาสระดับกลางบรรณารักษ์ ท่านจะไม่สามารถเป็นเปลี่ยนคลาสระดับกลางได้อีก กรุณายืนยัน‘โอ้แม่เจ้า’ แค่กดยกเลิกสัญญา คลาสระดับกลางของผมจะหายไป แต่ประเด็นต่อมาคือแล้วผมจะได้กลับไปเป็นคลาสเดิมอย่างจอมเวทฝึกหัดหรือเปล่า แล้วถ้าได้กลับเป็นคลาสเริ่มต้น ระบบสเตตัสกับระบบสกิลของผมจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมด้วยไหม หรือจะมีจุดจบกลายเป็นคนไร้คลาส แม้จะลองใส่คีย์เวิร์ดทุกคำค้นลงบนเว็บบอร์ดแล้ว แต่ผมกลับไม่เจออะไรใกล้กับการยกเลิกคลาสเลยแม้แต่น้อย ข้อมูลที่ใกล้ที่สุดคงจะเป็นการใช้ไอเท็มพิเศษในการรีสกิลหรือรีคลาสเท่านั้น ซึ่งไอเท็มที่กล่าวมาไม่ได้มีขายอยู่ทั่วไปตามท้องตลาด ข้อมูลการดรอปก็ไม่มีปรากฏไว้เช่นกัน จู่ๆ ก็เกิดแผ่นดินไหวขึ้นอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้มันทวีความรุนแรงและนานขึ้นกว่าครั้งก่อนมาก“คุณต้องรีบแล้วนะครับ” ไอแซคกล่าวย้ำเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง ซึ่งหากเป็นในสภาวะปกติผมคงตอบกลับไปว่า ‘ครับเชฟ’ ไปแล้ว“โอเค โอเค” ผมตอบไปแล้วครุ่นคิดต่ออีกหน่อย เนื่องจากตอนนี้ผมไม่ได้ตัวคนเดียวอีกต่อไปแล้ว ป้าโซฟีกับพี่มาร์คัสเองก็ดูเหมือนจะมีความสุขไปกับการเล่นเกมนี้แล้วด้วย ผมเลยไม่อยากจะกลายเป็นตัวถ่วงพวกเขา ผมอยากเป็นแครี่ คนที่จะทำหน้าที่แบกพวกไปจนจบเกมมากกว่า และเนื่องจากผมไม่กล้าพอที่จะยอมรับความเสี่ยงหลายอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นได้ สัญญาการเป็นไลบราเรี่ยนจึงได้ลายเซ็นผมไปในที่สุดหลังจากผมยื่นสัญญาให้ไอแซคเก็บไว้ หอสมุดก็ได้เกิดการแผ่นดินไหวขึ้นอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้แรงสั่นสะเทือนนั้นได้ทำให้หนังสือหลายเล่มถึงกับร่วงหล่นลงมาจากชั้นวาง จนผมเริ่มมีอาการเลิ่กลั่กปรากฏออกมาให้เห็น“ผมละอิจฉาคุณจริงๆ เลยที่ได้เป็นบรรณารักษ์ภาคสนามเนี่ย ไว้โอกาสหน้าค่อยมาเยี่ยมพวกเราใหม่นะครับ” เขายิ้มขณะทำท่าจะดีดนิ้ว แต่เหมือนเขาจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ เขาจึงพูดต่อ “อ้อ! ใช่ ผมลืมบอกไปว่า วันนี้เจ้าหน้าที่คนอื่นกำลังประชุมกันอยู่น่ะครับ อ้อ! แล้วอย่าลืมเอาหนังสือไปคืนที่เดิมด้วยนะครับ การบันทึกเรื่องราวของบรรณารักษ์จะต้องไม่กระทบกับการดำเนินไปของชีวิตบนโลก”แป๊ก!ท่านได้รับไอเท็ม...สิ้นเสียงดีดนิ้ว ร่างของผมก็หายไปจากตรงนั้นทันที
“วิคเตอร์!” เสียงของป้าโซฟีตดังขึ้นพร้อมกับมือของเธอที่ยื่นมาจับมือของผมไว้ “เมื่อกี้นี้วิคลองใช้สกิลหายตัวเหรอ?” ป้าโซฟีกล่าวออกมาด้วยสีหน้าที่ดูจริงจังกับคำถาม“หายตัว? ป้า… ผมงง” ผมตอบกลับป้าไปด้วยคำถาม เนื่องจากผมไม่รู้ว่าป้าหมายถึงอะไร“ก็ตอนเปิดหนังสือ นายหายตัวไปราวสองสามวิ” พี่มาร์คัสบอก“เห้ย! เป็นไปได้ไงผมหายไปตั้งนาน” ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะภาพที่ผมเห็นในตอนนี้ยังเป็นการโห่ร้องกระโดดโลดเต้นด้วยความยินดีของผู้เล่นและลูกเรือที่ได้รอดพ้นมาจากคราเคนอยู่เลยหลังจากนั้นผมก็พูดคุยปรับทัศนคติ เล่าถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวผมให้ป้าโซฟีกับพี่มาร์คัสฟัง เมื่อเล่าใกล้จะจบ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของเจ้าของเสียง“วิคเตอร์ ฝูงวาฬเพชฌฆาตนั่นใช่ฝีมือนายหรือเปล่า?” ไซโกะถามขึ้น ซึ่งผมไม่ทราบว่าเธอรู้ได้ยังไง ผมหันไปสบตาพี่มาร์คัสกับป้าโซฟีโดยไม่ทันรู้ตัว พี่มาร์คัสพลันยื่นมือมาตบบ่าผมเบาๆ แล้วยิ้มมุมปากให้ทีหนึ่ง ในขณะที่ป้าโซฟีพยักหน้าและฉีกยิ้มออกมาอย่างเปิดเผย… มาทั้งพ่อสื่อแม่สื่อเลยคราวนี้“เอ่อ… อื้ม… ใช่” แม้ผมรู้ว่าผมกำลังทำตัวยุกยิก แต่ผมก็ไม่สามารถบังคับให้ตัวเองนิ่งได้ในสถานการณ์ที่ปีศาจทั้งสองตนนี้กำลังล่อลวงผมด้วยสายตาล้มล้างเฟรนโซนอย่างต่อเนื่อง ทันใดนั้นเองป้าโซฟีก็ได้ยื่นหน้าเข้ามากระซิบบางอย่าง แต่ผมได้ยินไม่ถนัด ผมจึงถามป้ากลับไป “อะไรนะครับป้า?” ในจังหวะเดียวกันกับที่มีคนเป่าแตรขึ้นมาพอดี“หนูไซโกะชอบเจ้าวิคมันหรือเปล่าลูก?” เพียงแค่ได้ยินประโยคนั้นตาผมก็เบิกโพลงออกมาด้วยความตกใจ แม้ผมจะพยายามเอื้อมมือไปกอดคอปิดปากป้ากแกไว้ แต่มันคงไม่ทันเสียแล้ว“หนูไม่ได้ชอบผู้ชายหรอกป้า” คำตอบของหญิงสาวตรงหน้าทำเอาทุกคนเหวอไปตามๆ กัน“แล้วที่หนูทำท่าเขินเจ้าวิคมันก่อนหน้านี้ล่ะ?”“จะบอกยังไงดี… ตอนนั้น... หนูเผลอตดออกมา” คำตอบของไซโกะทำเอาพวกเราเหวอกันไปอีกระดับ จนต้องระเบิดหัวเราะกันออกมา“เป็นบ้าไรกัน ไม่เคยตดกันหรือไง” น้ำเสียงและสีหน้าของเธอพลันแปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง ก่อนจะหันมาคำนับป้าโซฟีหนึ่งครั้งพร้อมกล่าว “หนูขอโทษที่หยาบคาย แต่หนูไม่ได้ว่าป้านะ”“อ๋อจ่ะ” ป้าโซฟีพูดโดยพยายามกลั้นขำเอาไว้ “ป้าขำหน้าเจ้าพวกนี้มันน่ะ” ก่อนที่ป้าจะเอามาทั้งสองข้างมาอุดปากและจมูกของตัวเองเอาไว้ แต่ถึงกระนั้นไหล่ป้าก็ยังสั่นไม่หยุด ในขณะที่ผมกับพี่มาร์คัสยังคงตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นไซโกะได้อธิบายเอาไว้ว่าในโลกจริงนั้นเธอกินนมแล้วจะเกิดอาการมีแก๊สเยอะ ซึ่งเธอไม่คิดมาก่อนเหมือนกันว่ามันจะส่งผลมาถึงในเกมด้วยเช่นกัน ทุกคนเลยถึงบ้างอ้อกันหมด“งั้นเข้าเรื่องเลยแล้วกัน” ไซโกะพูดตัดบท ก่อนที่เธอจะขอให้พวกเราไปช่วยเธอทำเควสเปลี่ยนคลาสที่รังของไวเวิร์น