ความเย็นจัดแทงผ่านิัเข้ากระดูก
หลิงเทียนไม่รู้ว่าตนจมลงมานานเพียงใดร่างของเขาถูกกระแสน้ำมหาศาลลากหมุนไปตามร่องหินใต้แอ่งเสียงคำรามของน้ำตกซึ่งเคยดังราวกับฟ้าถล่ม ค่อย ๆ ห่างออกไปเหลือเพียงเสียงอัดแน่นจนแก้วหูปวดระบม
เขาลืมตาไม่ได้น้ำที่ปั่นป่วนพัดทรายและเศษหินใส่ใบหน้าตลอดเวลาแต่ยังพอรู้ได้ว่าร่างกำลังถูกดูดลงไปลึกกว่าเดิม
“อย่าฝืน…ปล่อยตัวตามน้ำ…”
คำสอนของหลิงจ้านดังขึ้นจากความทรงจำ
ยามเด็กหลิงเทียนเคยตกแม่น้ำในฤดูฝน บิดาของเขาไม่ได้รีบะโลงมาทันทีกลับยืนะโอยู่บนฝั่งว่า หากยิ่งตะเกียกตะกายมั่วซั่วเขาจะยิ่งจมน้ำเร็วกว่าเดิม ตอนนั้นหลิงเทียนโกรธมากพอขึ้นฝั่งได้จึงตั้งใจจะเถียง แต่หลิงจ้านเพียงจับเขาโยนกลับลงน้ำตื้น แล้วบอกให้ว่ายกลับมาเอง
เด็กชายในวันนั้นโวยวายว่าบิดาใจดำ
หลิงจ้านตอบว่า“ความใจอ่อนที่ผิดเวลา ฆ่าคนได้มากกว่ากระแสน้ำ”
วันนี้หลิงเทียนไม่แน่ใจว่าความใจแข็งของบิดาจะช่วยเขาได้หรือไม่แต่เขารู้ว่าหากดิ้นรนตามสัญชาตญาณ เขาคงตายก่อนเห็นแสงอีกครั้ง
เขาบังคับร่างกายให้คลายตัวปล่อยแขนขาไปตามแรงหมุน แล้วเก็บลมหายใจไว้ในท้องน้อยตามวิชากลั้นลมที่ฝึกทุกวันแม้ปอดจะร้อนราวกับถูกไฟเผา เขายังนับจังหวะในใจช้า ๆ
หนึ่ง… สอง… สาม…
พอถึงจังหวะที่สิบเจ็ดแรงดูดกลับอ่อนลงอย่างผิดปกติ ร่างของเขาถูกพุ่งผ่านช่องหินแคบ ๆจนหัวไหล่กระแทกผนังอย่างแรง หลิงเทียนเกือบหลุดลมหายใจ แต่ก่อนที่สติจะขาดหายปลายเท้ากลับแตะโดนพื้นแข็ง
เขาถีบตัวขึ้นทันที
ศีรษะโผล่พ้นผิวน้ำพร้อมเสียงหอบเฮือกใหญ่อากาศเย็นชื้นไหลเข้าปอดจนแสบไปทั้งอกหลิงเทียนไออยู่หลายครั้งก่อนยกแขนยันตัวเกาะขอบหิน
รอบตัวมืดสนิท
ไม่ใช่ความมืดของราตรีแต่เป็ความมืดของสถานที่ซึ่งไม่ควรมีแสงส่องถึงแม้แววตาผู้ฝึกตนจะมองเห็นในที่มืดได้ดีกว่าคนธรรมดาเขาก็เห็นเพียงผนังหินขรุขระอยู่ไม่กี่จั้งน้ำใต้ร่างสงบนิ่งผิดกับกระแสน้ำที่พาเขามาและอากาศมีกลิ่นสนิมกับกลิ่นดินเก่าปนกัน
หลิงเทียนยกมือแตะซี่โครงที่ถูกท่อนไม้กระแทกความเจ็บแล่นแปลบจนต้องสูดลมหายใจ
“กระดูกยังไม่หัก…”เขาพึมพำ “ข้าควรขอบคุณฟ้าหรือด่ามันก่อนดี”
ไม่มีใครตอบ
เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ แล้วปีนขึ้นจากแอ่งน้ำ ชายเสื้อเปียกชุ่มถ่วงร่างไว้ทุกก้าวขณะที่เดินไปตามทางหิน ลมหายใจของเขาค่อย ๆ กลับเป็จังหวะปราณในร่างยังติดขัดเหมือนเกวียนจมโคลนแต่การฝึกใต้ม่านน้ำตลอดหนึ่งเดือนทำให้กล้ามเนื้อไม่ถึงกับหมดแรง
เพียงไม่กี่สิบก้าวเขาก็เห็นแสงสีแดงจาง ๆ ส่องมาจากพื้นเบื้องหน้า
รอยอักขระ
มันถูกแกะลงบนพื้นหินเป็วงกลมขนาดกว้างพอให้คนยืนได้สิบกว่าคน เส้นอักขระส่วนใหญ่เก่าจนพร่าเลือนแต่มีบางเส้นเรืองแสงแดงฉานคล้ายเืสด ภายในวงมีรอยเท้าหลายรอยและคราบโคลนใหม่แสดงว่ามีคนเข้ามาไม่นาน
หลิงเทียนย่อตัวลงอย่างระวังเขาไม่ใช่คนกล้าหาญจนไม่รู้จักกลัวการที่ตัดสินใจะโลงเหวไม่ได้แปลว่าเขาชอบเสี่ยงตายเพียงตอนนั้นตัวเลือกอื่นแย่กว่าเท่านั้น
คนที่รอดชีวิตได้นานไม่ใช่คนที่ไม่กลัว แต่เป็คนที่ยอมรับว่าตนกลัวแล้วคิดต่อว่าจะทำอย่างไร
เขาแตะนิ้วที่ขอบอักขระไม่ทันได้ัั เสียงสนทนาก็ดังแว่วมาจากส่วนลึกของถ้ำ
“ท่านหนึ่งเราเสียกำลังไปสองคนเพราะเื่เด็กนั่น”
เสียงแรกแหบต่ำฟังดูมีความไม่พอใจที่พยายามกดไว้
“เด็กคนหนึ่งทำให้เ้ากล้าตั้งคำถามต่อแผนหรือ?”อีกเสียงหนึ่งตอบ น้ำเสียงนุ่มนวลกว่ามาก แต่น่าเย็นเยียบกว่า“หรือเ้าคิดว่าคนที่เห็นพิธีควรมีชีวิตกลับไปเล่าเื่?”
หลิงเทียนชะงักเขาก้มต่ำกว่าเดิมแล้วขยับไปตามเงาหิน
ทางเดินคดเคี้ยวไปสู่โถงกว้างกลิ่นคาวเืเข้มขึ้นทุกก้าวเขาใช้เวลาหลายนาทีคลานผ่านซอกหินแคบจนเสื้อผ้าถูกขูดขาดอีกหลายแห่งในที่สุดก็เห็นภาพด้านในผ่านรอยแยกก้อนหิน
คนห้าคนยืนอยู่รอบแท่นหินสีดำ
พวกเขาสวมชุดคลุมแดงเข้มยาวถึงข้อเท้าใบหน้าถูกบดบังด้วยหน้ากากขาวเรียบไร้ลวดลาย ยกเว้นคนที่ยืนใกล้แท่นที่สุดหน้ากากของเขามีเส้นสีดำหนึ่งเส้นพาดผ่านตรงกลางราวกับรอยปริ
เหนือแท่นหินมีเงาร่างดำทะมึนลอยอยู่
มันไม่มีรูปร่างแน่นอนบางขณะคล้ายมนุษย์ผอมสูง บางขณะคล้ายหมอกดำที่บิดตัวเป็กรงเล็บแต่ดวงตาสองดวงสีเืนั้นชัดเจนเกินกว่าจะเป็ภาพลวงตาดวงตาคู่นั้นกวาดผ่านทุกคนในโถงอย่างเฉยชาราวกับกำลังมองสัตว์เลี้ยงที่อาจมีประโยชน์หรืออาจถูกเชือดทิ้งเมื่อใดก็ได้
หลิงเทียนกลั้นหายใจ
เขาไม่เคยเห็นสิ่งใดเช่นนี้มาก่อนแต่ร่างกายกลับรู้สึกต่อต้านโดยสัญชาตญาณปราณที่ฝืดเคืองในจุดตันใต้สะดือขยับวูบเหมือนสัตว์เล็กที่พบผู้ล่า
“พิธีเถิงหลงที่นครชิงเหอ…”ชายหน้ากากรอยปริกล่าว เขาคุกเข่าลงช้า ๆ“ตราบใดที่เืของผู้สืบทอดยังหลั่งลงบนศิลาั แผนของเราก็ยังเดินหน้าได้”
เงาโลหิตเอ่ยขึ้นเสียงของมันไม่ได้ดังออกจากปาก หากแทรกเข้ามาในศีรษะของทุกคนโดยตรง
"และศิลาันั้น...ยังคงเลือกแสดงเฉพาะผู้ที่เรา้าให้โลกเห็นอยู่หรือไม่?"
คนชุดแดงทั้งห้าก้มศีรษะพร้อมกัน
"ยังคงเป็ไปตามแผน"คนหนึ่งตอบ"คนทั้งนครต่างพากันเชื่อว่าพิธีเถิงหลงเป็เพียงการคัดเลือกพร์ไม่มีผู้ใดสงสัยเลย"
หลิงเทียนนิ่งงัน
พิธีเถิงหลงที่ทุกคนในนครชิงเหอเชื่อว่าเป็การคัดเลือกผู้มีพร์…กลับมีอะไรบางอย่างผิดปกติซ่อนอยู่
ความคิดแรกของเขาคือบอกบิดา
ความคิดที่สองคือหากวิ่งออกไปตอนนี้ เขาคงไม่มีโอกาสได้บอกใครอีกเลย
“แล้วเด็กตระกูลหลิงเล่า?”คนหน้ากากรอยปริถาม “เขาตกลงมาจาก้าอย่างผิดแผนหากหลิงจ้านตามรอยมาพบทางเข้าสู่ถ้ำ…”
ดวงตาสีเืหรี่ลง
“เด็กผู้นั้นไม่สำคัญ”เงาโลหิตกล่าว “เขาไม่มีแสงบนศิลาั ไม่มีชื่อในบัญชาฟ้าและไม่มีเส้นวาสนาที่ควรจดจำ”
หลิงเทียนยิ้มมุมปากโดยไม่รู้ตัว
อย่างน้อยครั้งหนึ่งที่คำพูดจากปากสัตว์ประหลาดฟังแล้วน่าพอใจ
“แต่—”เงาโลหิตหยุดเล็กน้อย “ข้าัักลิ่นที่ไม่ควรมีบนตัวเขา”
แผ่นหลังของหลิงเทียนแข็งค้าง
“กลิ่นอะไรขอรับ?”
“กลิ่นของคนที่เคยแตะต้องบัญชาแล้วไม่ยอมคุกเข่า”
ความเงียบในโถงหนักอึ้งขึ้นทันทีเงาโลหิตเอียงศีรษะราวกับกำลังฟังเสียงบางอย่างในห้วงลึก ก่อนกล่าวช้า ๆ ว่า“ตามเขาให้พบ อย่าฆ่าก่อนข้าถามให้พอใจ”
ในเวลาเดียวกันนั้นหยดน้ำจากเพดานถ้ำตกลงบนพื้นข้างปลายรองเท้าหลิงเทียน
ติ๋ง
เสียงเบามาก
แต่มันดังพอในโถงเงียบ
หน้ากากทั้งห้าหันมาทางรอยแยกพร้อมกัน
หลิงเทียนไม่รอให้ใคระโเขาหันหลังแล้ววิ่งทันที
“มีคนอยู่ตรงนั้น!”
เสียงฝีเท้าดังตามหลังมาเหมือนเสียงความตายกำลังเร่งจังหวะและเป็ครั้งแรกในวันนั้นที่หลิงเทียนรู้สึกว่า การถูก์ลืมเลือนอาจไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่คิดเลย